xs
xsm
sm
md
lg

รอยรักแรงแค้น ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 14

เวลาเดียวกันนั้น พักตราอยู่ในชุดเสื้อคลุมเดินนวยนาดตรงไปยังสระว่ายน้ำ มีสาวใช้ถือสัมภาระจำเป็น และเครื่องดื่มเดินตามมาห่างๆ จู่ๆ พักตราก็เกิดปวดท้องอย่างเฉียบพลัน จนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องโอดโอย สาวใช้ถึงกับตกใจหน้าตาตื่น

พลโทอรรถตื่นแต่เช้า ก้าวเข้ามาหน้าห้องนอนลูกสาว เคาะประตูห้อง พร้อมกับส่งเสียงเรียก
“พักตรา...ตื่นรึยังลูก พักตร์...พ่อเข้าไปคุยด้วยนะลูก”
อรรถจับลูกบิดประตูพร้อมจะเปิด แต่สาวใช้ก้าวเร็วรี่เข้ามาจากด้านหลัง หน้าตาตื่น
“ท่านคะ คุณพักตร์ไม่ได้อยู่ในห้องค่ะ”
“เขาลงไปกินอาหารเช้าข้างล่างแล้วเหรอ”
“เปล่าค่ะ คุณพักตร์ ปวดท้อง เป็นลมอยู่ข้างสระว่ายน้ำค่ะ”

แทบจะทันทีทันควัน พลโทอรรถวิ่งเข้าตรงมายังสระว่ายน้ำ ด้วยหน้าตาตื่นตระหนกไม่น้อย ทว่ากลับไม่ปรากฏร่างของพักตราอยู่ในนี้ พลโทอรรถใจหาย เปล่งเสียงตะโกนลั่น
“พักตร์...พักตรา”
จู่ๆ พักตราโผล่พรวดขึ้นจากน้ำกลางสระ หน้าตาของเธอยิ้มแย้ม เปล่งเสียงสดใส ราวกับไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้น
“ขา พ่อ...”
“ขึ้นจากน้ำเถอะลูก”
“มีอะไรเหรอคะ หน้าตาดูตื่นเต้นจัง”
“หนูต้องไปกับพ่อนะ พ่อโทร.ไปนัดหมอแล้ว”
พักตราชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
“พ่อ”
“ปวดท้องบ่อยๆ หมายถึงสัญญาณไม่ดีแล้วนะลูก”
“ใครปวดท้องคะพ่อ”
สาวใช้รีบบอก “ก็คุณพักตร์ไงคะ เมื่อกี้ยังลงไปนอนดิ้นอยู่ตรงนี้”
พักตราแว้ดใส่ “ใครถามแก ใครอนุญาตให้แกพูด”
“อย่าหลอกตัวเองเลยลูก”
“พักตร์ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”
พักตราขยับตัวเดินขึ้นจากสระด้วยท่าทีโกรธและหงุดหงิด เดินปรี่ไปที่สาวใช้คนนั้น
อรรถปราม “พักตร์”
“ไล่อีเด็กคนนี้ออกไปด้วยค่ะพ่อ พักตร์เกลียดมัน”
“หนู…”
พักตราตบหน้าสาวใช้อย่างแรง
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย พูดได้ยังไงว่าฉันปวดท้อง แหกตาดูซะบ้าง”
“พักตร์ อย่าทำอย่างนี้เลยลูก”
“พ่อนั่นแหละ อย่าทำอย่างนี้กับพักตร์ โทร.ไปบอกเลิกนัดหมอได้เลยค่ะ พักตร์กำลังใช้เวลาดูแลเด็กในท้องอยู่ พักตร์ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเหลวไหลแบบนี้ค่ะ”
พักตราเดินกลับลงไปในสระน้ำทันที
“พักตร์”
“การว่ายน้ำจะทำให้คลอดเด็กได้ง่ายขึ้น พักตร์อาจจะเลือกวิธีคลอดในน้ำก็ได้นะพ่อ”
พักตราพุ่งตัวออกไปกลางสระ และก้มหน้าว่ายน้ำต่อไป
ท่ามกลางสายตาอรรถที่มองตามลูกสาวด้วยความเครียดปนสงสาร
ส่วนสาวใช้ค่อยๆ เอ่ยปากพูดกับท่านนายพล
“หนูจะโดนไล่ออกมั้ยคะ”

อีกฟากหนึ่ง รถเสี่ยอ๋าแล่นเข้ามาจอดหน้าทางเดินเปลี่ยวของเซฟเฮ้าส์หลังเก่า หมู่ลูกน้องเสี่ยก้าวลงจากรถ พวกมันลากตัวธาดาลงมาด้วย โดยธาดาถูกคลุมหน้าด้วยผ้าดำ มิดชิด
“พวกแกพาฉันไปไหน”
ชายฉกรรจ์บุคลิกหัวหน้าเป็นผู้เอ่ยปากตอบ
“ไม่ต้องกลัวครับ คุณเคยมาที่นี่แล้วครั้งนึง”

ธาดาถูกจับนั่งลงบนเก้าอี้กลางห้องโถง ชายฉกรรจ์คนเดิมกระชากผ้าคลุมหน้าธาดาออก ก้มหน้าลงไปใกล้เขา และพูดจาด้วยน้ำเสียงเพราะ ในขณะที่ลูกน้องที่เหลือมัดร่างเขาล็อคกับเก้าอี้ ด้วยเชือกเส้นใหญ่
“แต่ครั้งนี้อาจจะแตกต่างกว่าครั้งที่แล้วไปบ้าง ไม่ต้องตกใจ”
ธาดากวาดตามองไปรอบๆ พบว่า เขานั่งกลางห้องโถงที่แสงสว่างค่อนข้างสลัว เบื้องหน้ามีจอโทรทัศน์ห้าเครื่อง ตั้งเรียงเป็นแถว ยังมีกล้องวิดีโอสามตัวอยู่บนขาตั้งอย่างดี หันเลนส์ตรงมาที่ธาดา ลูกน้องทุกคน ค่อยๆ เดินออกจากฉากไปจนหมด เหลือธาดานั่งอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความตื่นตระหนก
จู่ๆ เสียงเสี่ยอ๋าก็ดังออกมาจากลำโพงตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างๆ จอโทรทัศน์
“พร้อมรึยัง คุณธาดา”
ธาดากวาดตามองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่พบร่างของผู้ใด
“พร้อมอะไร”
เสียงเสี่ยดังขึ้นมาอีก“พร้อมที่จะสารภาพรึยัง ว่าคุณทำอะไรกับเมียตัวเอง ในคืนนั้น”
ธาดานิ่ง ไม่ยอมเอ่ยปากใดๆ
“ว่าไง”
“แกเป็นใครกันแน่ แกเป็นพวกเดียวกับไอ้คิมเหรอ
“คุณไม่มีสิทธิ์ถาม”
ธาดาตัดสินใจตะโกนสวนออกไปเสียงดัง
“ฉันไม่เล่นอะไรบ้าๆ แบบนี้กับแกหรอก”
จอโทรทัศน์ทุกเครื่องถูกเปิดขึ้นพร้อมๆ กัน ปรากฏเป็นภาพมุกรินในตู้คอนเทนเนอร์ มุกรินกำลังทุบผนังตู้คอนเทนเนอร์สุดแรง พร้อมกับการดิ้นรนหาทางออกอย่างน่าเวทนา ธาดาตกใจสุดขีดส่งเสียงตะโกนลั่น
“มุก...มุก...พวกมึงทำอะไรมุก”
จอโทรทัศน์เครื่องที่ตั้งอยู่ตรงกลาง และอยู่สูงเหนืออีกสี่เครื่องข้างๆ กัน เป็นภาพเสี่ยอ๋าอยู่ในจอนั้น
เสี่ยมองตรงมายังนายธาดา พร้อมกับเอ่ยปากเสียงดังฟังชัดว่า...
“ก็ทำอะไรบ้าๆไง คุณต้องเลือกว่าจะทำอะไรบ้าๆกับผมที่นี่ หรือจะให้ผมไปทำอะไรบ้าๆ กับน้องสาวคุณที่โน่น”
ธาดาสะบัดตัวดิ้นด้วยแรงโกรธ แต่ก็ไม่อาจหลุดจากพันธนาการได้
“แก ไอ้เลว...ไอ้คิมอยู่เบื้องหลังแกใช่มั้ย”
“บอกแล้วไงว่าห้ามถาม ผมจะให้เวลาคุณเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอีกซักครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอายังไง คิดให้ดีนะคุณธาดา”
ธาดาจ้องหน้าจอโทรทัศน์ตาเขม็ง
“อย่าคิดนาน จนหมดเวลาซะก่อนล่ะ”
แล้วจอโทรทัศน์เครื่องนั้นก็ดับวูบลง และจอโทรทัศน์ทุกเครื่องก็ดับไปด้วย ธาดาโคตรเครียด

ฝ่ายปรารภยืนถือโทรศัพท์แนบหู เดินพล่านไปทั่วห้องโถง เสียงในโทรศัพท์ดังออกมาให้เราได้ยินว่า ไม่สามารถติดต่อหมายเลขที่ท่านเรียกได้ ปรารภวางโทรศัพท์ลง ด้วยความหงุดหงิด แป๋วเดินเข้ามา
“ตำรวจมากันแล้วค่ะ”
ปรารภเดินผ่านแป๋วออกไปจากห้องโถงบ้านทันที

ปรารภรีบเดินตรงไปหาตำรวจที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน สายตรวจหน้าตาดี บุคลิกคล่องแคล่ว เอ่ยปากทันทีที่ปรารภเดินมาถึง
“ผมซักถามคนในซอยนี้ทั้งหมดแล้ว ทุกคนยืนยันตรงกันหมดครับ”
“ยืนยันว่า”
“รถมินิสีแดงของคุณมุกริน ขับออกไปในสภาพปกติ ไม่มีลักษณะการถูกบีบบังคับ หรือฉุดกระชากลากถูแต่อย่างใด”
“หมายความว่า ไม่ใช่การลักพาตัว”
“ไม่มีพฤติกรรมใดบ่งชี้อย่างนั้นนี่ครับ”
“แล้วมีใครเห็นมั้ยครับ ว่าในรถคันนั้นมีคนนั่งอยู่กี่คน เป็นใครบ้าง และคนขับเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนใจนิดๆ ปรารภกลับทวีความเครียดเพิ่มมากขึ้น

ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ภายหลฃังจากรถมุกรินเลี้ยวเข้ามาจอดในบ้านปรารภ เธอเปิดประตูก้าวออกมาจากรถ ชายหนุ่มบุคลิกดีสองคน ก้าวเข้ามาประชิดตัวมุกรินทันที ชาย 1 ใน 3 เอ่ยปากเสียงทุ้ม นุ่ม หน้าตาจริงจัง
“คุณมุกรินครับ”
“คะ”
“ตั้งใจฟังผมให้ดีนะครับ ตอนนี้พี่ชายคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย”
“เกิดอะไรขึ้นกับพี่ใหญ่”
“เกี่ยวกับเรื่องหนี้สินครับ เจ้าหนี้กำลังเตรียมการฆ่าพี่ชายคุณอยู่”
มุกรินตกใจแทบช็อก “ห๊ะ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ”
“คุณเป็นใคร”
“เราเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ เราส่งคนเข้าไปแทรกซึมอยู่กับพวกมัน เพื่อหาทางซ้อนแผนและจับพวกมันทั้งแก๊ง แต่เราต้องขอความร่วมมือจากคุณ เพื่อให้แผนการของเรารัดกุมยิ่งขึ้น”
มุกรินมีอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“ดิฉันต้องทำอะไรคะ”
“นั่งรถไปกับผม ไปหาพวกมัน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจะขับให้เอง รายละเอียดอื่นๆ คุยกันในรถ”
มุกรินมีท่าทีอึกอัก ลังเลชัดแจ้ง
“เราเหลือเวลาไม่มากนะครับคุณมุกริน”
มุกรินตัดสินใจขยับตัวเข้าไปนั่งในรถ ชายฉกรรจ์สองคนขยับตัวลงไปนั่งคนละข้าง รถมุกรินเคลื่อนออกจากบ้านปรารภไปโดยเร็ว

ชุมสายยืนพิงรถอยู่มุมหนึ่งในอาณาบริเวณเซฟเฮ้าส์ ถือโทรศัพท์แนบหู
“คุณกำลังจะบอกผมว่า คุณมุกรินถูกอุ้ม งั้นเหรอครับ”
ปรารภเดินพูดโทรศัพท์งุ่นง่านอยู่กลางโถงบ้าน
“ตอนนี้ผมคิดได้เท่านี้แหละ นอกจากคุณจะรู้อะไรมากกว่าที่ผมรู้”
“ไม่ครับ ผมไม่รู้อะไรเลย”
“คุณไม่รู้ด้วยใช่มั้ยว่าทำไมผมโทรหาใครไม่ติดเลย ทั้งมุกริน ทั้งนายคิมหันต์ ทั้งนายธาดา คุณเป็นทนายที่ทำคดีเกี่ยวข้องกับคนสามคนนี้ คุณจะไม่คาดเดาแบบที่ผมเดาบ้างเหรอ”
“ผมแนะนำให้คุณทำเรื่องขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดของกทม.คงใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน แต่คุณมุกรินอาจจะกลับมาก่อนก็ได้นะครับ อย่าเพิ่งตื่นตูมไปเลยคุณปรารภ”
ชุมสายวางโทรศัพท์ทันที พลางก้มลงไปพูดกับคิมหันต์ที่นั่งอยู่ในรถ
“แกต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะวุ่นวายกันไปมากกว่านี้”
“อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จบแล้ว อย่าห่วง”
“ฉันกลัวว่าเรื่องคุณมุกจะจบไม่ลงน่ะสิ มันจะไม่สนุกนะเพื่อน”
“ไม่มีปัญหา จบลง จบสนุกแน่ๆ แกคอยดูก็แล้วกัน”
คิมหันต์ก้าวออกจากรถเดินเข้าไปในทางเดินลึกลับ

ชุมสายก้าวเดินตามเพื่อนไปอย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยเขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับมุกริน เมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้
รถของมุกรินแล่นตรงเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งพ่วงอยู่ท้ายรถเทรลเลอร์คันนั้น มุกรินมีสีหน้างุนงงยิ่งนัก
“คุณขับขึ้นมาบนนี้ทำไม”
“ที่นี่ปลอดภัยที่สุดครับ”
“ปลอดภัยจากอะไร”
“ลงจากรถก่อนเถอะครับ เชื่อผม”
หนึ่งในพวกมันเปิดประตูให้ มุกรินก้าวลงจากรถ ด้วยความงุนงงมากยิ่งขึ้น
“แล้วพี่ชายฉันล่ะ เขาอยู่ไหน”
“คุณจะพบเขาทันทีที่เราจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย แค่อยู่นิ่งๆในนี้ รับรองว่าคุณจะไม่เจ็บตัว โชคดีครับ”
ชายหนุ่มทั้งสองกลับเข้าไปนั่งในรถ แล้วขับรถมุกรินออกไปจากตู้คอนเทนเนอร์อย่างรวดเร็ว มุกรินทำได้แต่เพียงตะโกนตามหลังไป
“แล้วจะเอารถฉันไปไหน คุณยังไม่ได้อธิบายรายละเอียดอะไรให้ฉันฟังเลยนะ”
ทันใดนั้นเอง ประตูตู้คอนเทนเนอร์ก็ถูกปิดลงจนสนิท มันรวดเร็วก่อนที่มุกรินจะไหวตัว ทำอะไรได้ทัน

ด้านธาดานั่งก้มหน้านิ่งเพียงลำพังอยู่ตรงกลางห้องโถง พร้อมเหงื่อท่วมร่าง และยังคงอยู่ในแวดล้อมของจอโทรทัศน์และกล้องวิดีโอชุดเดิม
สักครู่หนึ่ง จอโทรทัศน์เครื่องที่อยู่ตรงกลาง มีหน้าเสี่ยอ๋าอยู่ในจอนั้นในเวลาเรียลไทม์
“เหลืออีกสิบห้านาทีนะครับคุณธาดา”
ธาดาเงยหน้ามองจอโทรทัศน์เครื่องนั้น
“แต่ใจผมชักอยากไปสนุกกับน้องสาวคุณทางโน้นมากกว่าอยู่ทางนี้แล้วละซี”
ธาดากัดกรามเป็นสันนูน แต่ยังไม่เอ่ยปากใดๆ เสี่ยอ๋าตั้งหน้าตั้งตาพูดจากวนตีนต่อไป
“เพราะฉะนั้นคุณจะตอบปฏิเสธผมซะเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะ ผมจะได้ไม่เสียเวลารอ”
“ฉันไม่เข้าใจว่าแกต้องการให้ฉันพูดเรื่องนั้นทำไม ศาลก็ตัดสินแล้วว่าฉันไมได้ทำอะไรผิด แกจะมาบีบบังคับให้ฉันพูดอะไรอีก”
“ก็บอกแล้วไง ว่า พูดความจริง”
ธาดาสวนออกมา “แล้วคำตัดสินของศาลมันไม่จริงตรงไหน”
“ผมต้องการความจริงที่ต่างไปจากคำโกหกในศาล”

คิมหันต์และชุมสายเดินเข้ามาในห้องลับ เล็กๆ ในเซฟเฮ้าส์ เสี่ยอ๋ายืนพูดอยู่หน้ากล้องถ่ายวิดีโอ ที่ส่งสัญญาณภาพระดับเฮชดีเข้าไปให้ธาดาเห็น เบื้องหน้าเสี่ยอ๋า มีจอโทรทัศน์สามเครื่อง มันแสดงภาพธาดา สามมุม โดยส่งสัญญาณมาจากกล้องที่อยู่เบื้องหน้าธาดา
คิมหันต์ขยับตัวลงนั่งหน้าจอโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง สายตาจับจ้องธาดาตาไม่กะพริบ
เสี่ยอ๋ายังพูดกับกล้องตัวนั้นอยู่
“ว่าไง”
“แกต้องการให้ฉันพูดว่า ฉันเป็นคนฆ่าวิมลรัตน์ใช่มั้ย แกต้องการแค่นั้นใช่มั้ย”
“แล้วมันคือความจริงรึเปล่าล่ะ”
“มันสำคัญอะไรกับแกนักหนา”
“เจ๊มลมีบุญคุณกับผมมานาน ก่อนที่เธอจะหลวมตัวแต่งงานกับ คนเลวๆ อย่างคุณ”
“แกเป็นผัวเก่ามลเหรอ”
คิมหันต์ สบถคำด่าใส่ธาดาในจอโทรทัศน์
“ไอ้สึส”
“ยังปากดีอีกนะคุณ” เสี่ยอ๋ายิ้มเยาะ
“ฉันรู้ว่าไอ้คิมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แกมันก็พวกเดียวกับไอ้คิม มันจ้างแกให้วางแผนหลอกต้มฉัน ใช่มั้ย มันจ้างแกเท่าไหร่เหรอ จะบอกให้นะ ไม่สำเร็จหรอก มึงไม่มีวันได้สิ่งที่มึงต้องการ ไอ้คิม ไม่มีวัน”
“แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นกับน้องสาวคุณ คุณก็ยอมงั้นเหรอ”
ธาดานิ่ง อึ้ง ไปนิดหนึ่งจากคำขู่นี้
ฟากคิมหันต์รอดูว่าธาดาจะพูดอะไร
“บอกมาก่อนว่าแกจะทำอะไรมุก”
“ไม่บอก แต่รับรองว่าคุณจะได้เห็นนาทีชีวิตของน้องสาวคุณสดๆ ผ่านจอทีวี ตรงหน้าคุณนี่แหละ ตื่นเต้นดีมั้ยล่ะ”
ธาดานิ่ง เครียดจัด หายใจหอบแรง
เสี่ยอ๋าเหยียดยิ้ม “เป็นฆาตกรที่ปากแข็งและเห็นแก่ตัวมาก”
ธาดาอ้าปากตะโกนก้อง
“ฉันไม่ใช่ฆาตกร ฉันเป็นผู้บริสุทธิ์เว้ย ถ้าฉันต้องตาย ฉันก็จะตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์”
เสี่ยอ๋าตะคอกกลับในทันที
“แกไม่มีทางบริสุทธิ์ไปได้หรอก เพราะถึงยังไงโลกทั้งโลกก็จะรู้ความจริงจากปากของชายคนนี้”
ฉับพลันนั้นเอง ภาพของไอ้ขุมปรากฏขึ้นในจอโทรทัศน์อีกสี่เครื่อง ใต้ภาพเสี่ยอ๋า มันเป็นภาพจากคลิปคำสารภาพของขุม ที่เสี่ยอ๋าบันทึกไว้
“ผม นายสุขุม มากทรัพย์ ขอสารภาพความจริงของเหตุการณ์วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พศ. 2558 วันนั้น เวลาประมาณ เที่ยงคืน ผมกำลังนั่งกินเหล้า อยู่ มีโทรศัพท์เข้ามาจากคุณธาดา”
ธาดาถึงกับหน้าซีด
“ไอ้ขุม”
คิมหันต์นั่งจ้องหน้าธาดาในจอโทรทัศน์จากห้องลับด้วยความสะใจ ชุมสายนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ห่างนัก
“อย่าเพิ่งช็อกตายซะก่อนล่ะ ไอ้ธาดา”

ส่วนในตู้คอนเทนเนอร์ ท้ายรถเทรลเลอร์ มุกรินยังคงเงื้อมือทุบผนังตู้คอนเทนเนอร์อย่างระรัว สักพักจึงหยุด หายใจแรง เธอเงยหน้ามองไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่มุมสูงสุดรอบตู้
“ฉันรู้นะว่าพวกนายดูฉันอยู่ทางกล้องวงจรปิด จะไม่ปล่อยฉันก็ได้ แต่บอกหน่อยได้มั้ยว่าฉันต้องอยู่ในนี้อีกนานแค่ไหน ใครก็ได้โผล่หน้ามาอธิบายหน่อยว่าพวกนายกำลังจะทำอะไรฉัน...ได้โปรดเถอะ”
มุกรินเงื้อมือระดมกำลังทุบประตูอีกครั้ง
“เปิดประตูมาพูดกันให้รู้เรื่องหน่อย ได้มั้ย”

จอโทรทัศน์เครื่องนั้น เป็นภาพและเสียงไอ้ขุมกำลังให้ปากคำกับกล้องในวันนั้นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
“ผมแทบช็อกเลยครับ ผมเห็นคุณธาดายืนหน้าซีด ข้างๆ เมียเขาที่นอนตายอยู่ตรงอ่างอาบน้ำ”
ธาดานั่งนิ่งที่เดิมหน้าจอโทรทัศน์ แทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ให้เห็น
มีเสียงถามว่า “เขาให้เราทำอะไร แลกกับเงินแปดแสนบาท”
ขุมบอก “เขาให้ผมช่วยจัดสถานที่ แล้วก็อยู่รอรับโทรศัพท์ เขาบอกว่าถ้าโทรศัพท์ดังให้ผมกดรับสายใกล้ๆวิทยุ”
ธาดาจ้องจอโทรทัศน์ หน้าเครียด
“สุดท้าย เขาสั่งให้ผมหายหัวไปให้สุดขอบโลก ส่วนเรื่องศพและคดีความ เขาจะจัดการเอง”
จอโทรทัศน์เครื่องกลาง ปรากฏหน้าเสี่ยอ๋าขึ้นมาอีกครั้ง
“ถึงกับอึ้งเลยเหรอ”
“นี่มันภาพตัดต่อ มันไม่เป็นความจริง ใครก็ทำแบบนี้ได้ ไม่มีใครเชื่อแกหรอก”
“งั้นให้เจ้าตัวเขามายืนยันเอง ด้วยตัวจริงๆ ตัวเป็นๆเลย เอามั้ย”
ขุมเดินเข้ามาพร้อมกับลูกน้องเสี่ยอ๋า มันเดินมาหยุดยืนข้างๆ จอโทรทัศน์เบื้องหน้าธาดา
ทำเอาธาดาหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
“เฮีย มันจบแล้วครับเฮีย...สารภาพเถอะ หนักจะได้เป็นเบา”
ธาดาตะโกนลั่น
“จะบ้าเหรอ มึงรับเงินมันใช่มั้ย มึงรับเงินไอ้เสี่ยอ๋า เพื่อมาซัดทอดกูใช่มั้ย”
“ไม่ได้ซัดทอดครับ ผมแค่พูดความจริง”
“ความจริงอยู่ที่กู ไม่ได้อยู่ที่มึง” ธาดาตะโกนด่า
“ตามใจเฮียก็แล้วกัน แต่ถ้าผมต้องขึ้นศาล ผมก็จะพูดความจริงของผมนะไม่ใช่ความจริงของเฮีย”
“ไอ้เลว ไอ้เนรคุณ ไอ้คนทรยศ”
“โชคดีนะเฮีย”
ลูกน้องเสี่ยช่วยกันลากตัวขุมออกไป

คิมหันต์นั่งจ้องมองธาดาในจอโทรทัศน์ด้วยความพอใจ ชุมสายโยกหน้าเข้าไปใกล้คิมหันต์
“ในชั้นอุทธรณ์ ศาลจะไม่สืบพยานเพิ่มนะ ฉันเคยบอกแกแล้ว จำได้ใช่มั้ย”
“ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นหรอก”
เสี่ยอ๋ายืนพูดอยู่หน้ากล้องบันทึกวิดีโอของเขา
“เวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้วนะครับ คุณธาดา”
จอโทรทัศน์เครื่องเดิม ปรากฏหน้าเสี่ยอ๋า
“จะพูดอะไรก็พูดกับผมซะตอนนี้ ก่อนที่ผมจะไม่ให้โอกาสคุณพูดอีก”
ธาดานั่งก้มหน้านิ่ง
“เงยหน้าขึ้นมา พูดกับกล้องที่อยู่รอบๆ ตัวคุณนั่นแหละ ทำเหมือนคำสารภาพของไอ้ขุมไง”
จอโทรทัศน์ทุกเครื่องในห้องกลายเป็นภาพใบหน้าธาดา ซึ่งค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองกล้องที่อยู่เบื้องหน้าเขา สูดหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยปากชัดถ้อยชัดคำ
“ไอ้คิม ฉันไม่ได้ฆ่าพี่แก มันเป็นอุบัติเหตุ ยอมรับความจริงซะบ้างสิโว้ย
เสี่ยอ๋าหันมามองที่คิมหันต์เป็นเชิงถาม คิมหันต์พยักหน้าให้เสี่ยอย่างหนักแน่น เสี่ยจึงหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องที่อยู่ข้างตัว
ลูกน้องคนนั้นยื่นมือมากดปุ่ม video playback

ฉับพลันนั้นเองหน้าจอโทรทัศน์ทุกเครื่องในห้องโถงปรากฏเป็นภาพดวงดาว
“อา”
ธาดาตกใจ สะดุ้งสุดตัว
“ดาว”
“อาเป็นยังไงบ้าง”
“ดาว...ดาวได้ยินอามั้ย...ดาว”
ดวงดาวไม่อาจได้ยินธาดาได้
เพราะมันเป็น video clip ที่เธอบันทึกด้วยโทรศัพท์มือถือ แล้วส่งมาให้คิมหันต์
ดวงดาวหายใจลึกๆ ก่อนพูดต่อ
“หวังว่าอาจะได้ดูคลิปนี้ในเวลาที่อาสุขภาพแข็งแรงขึ้นแล้วนะ หนูมีเรื่องที่อยากจะขอร้องอา อาช่วยฟังหนูซักนิดเถอะนะ เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูจะมีโอกาสพูดกับอา”
ธาดาลนลาน ตะโกนลั่นห้อง
“พวกมึงทำอะไรดาว พวกมึงจับตัวดวงดาวไปด้วยเหรอ”
“สิ่งที่หนูจะพูดนี้ พูดจากใจจริง ไม่มีใครขู่บังคับ”
“ดาว”
“หนูอยากให้อาขอขมากับเมียอา ในสิ่งที่อาทำไว้ อย่างน้อยถ้าวิญญาณของเมียอารับรู้ได้ เขาจะได้อโหสิให้อา มันจะเป็นมงคลกับตัวอา ไปจนตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ หนูขอโทษที่ทิ้งอามาโดยไม่บอกลา ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลอา ในเวลาที่อาไม่มีใคร”
“ดาว”
“หนูมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องดูแล มันเป็นสิ่งมีความสำคัญกับหนูมาก แต่หนูไม่มั่นใจว่ามันจะมีความหมายกับอาหรือเปล่า หนูไม่รู้นะ ว่าจะมีโอกาสได้เจออาอีกหรือไม่ แต่หนูอยากจะมีความทรงจำดีๆ ของอาเก็บไว้ และหนึ่งในความทรงจำที่ดีก็คือ การที่อาแสดงให้เห็นว่าเป็นลูกผู้ชาย เป็นคนยอมรับความจริง และยอมรับผลจากการกระทำทุกอย่างที่เราเป็นผู้ก่อ โดยไม่หลบหนี มันน่าภาคภูมิใจมากกว่าการโกหกหลอกลวง และหนีความจริงนะอา”
คำพูดเหล่านั้นกระแทกเข้าหน้าธาดา จนเขามีอาการเครียด ปวดหัวอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน
“แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า อาสงบนิ่งแล้ว ปล่อยวางได้แล้ว วันนั้นหนูอาจจะกลับไปหาอา ไปดูว่า เรายังมีความหมายต่อกันมากพอหรือไม่ บางสิ่งบางอย่างที่คาดไม่ถึง อาจจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา ขอบคุณนะอา ที่เคยให้โอกาสและความอบอุ่นกับหนู วันนึงที่เรากลับมาสมประโยชน์ร่วมกันได้อีกวันนั้น เราคงได้เจอกันนะอา”
จู่ๆ ภาพในจอโทรทัศน์ดับวูบหายไป
พร้อมๆ กับที่ ธาดามีอาการชักกระตุกอย่างแรง

ชุมสายโยกหน้าเข้าใกล้จอโทรทัศน์ หน้าตาเขาตกใจไม่น้อย
“ฉิบหายแล้วไอ้คิม”
คิมหันต์ลุกพรวดขึ้น สีหน้าเข้ม

หมู่ลูกน้องเสี่ยอ๋าที่ผ่านการฝึกปรือขั้นตอนการช่วยชีวิตเป็นอย่างดี กรูกันเข้าไปหาธาดา พวกเขาช่วยกันปฐมพยาบาล จนธาดาคลายตัวลงจากอาการชักในที่สุด

ทางด้านชุมสายซึ่งดูภาพจากจอทีวีในห้อง กระชากตัวคิมหันต์ออกมาพูดเป็นการส่วนตัว
“ไอ้คิม พอได้แล้วมั้งเพื่อน ถ้าถึงตายมันจะยุ่งมากขึ้นนะเว้ย”
“มันยังไม่ตายหรอก ก็แค่อ๊อกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน”
“นั่นก็ทำให้สมองตายนะเพื่อน พอเหอะ”
“ยัง จนกว่ามันจะยอมสารภาพก่อน ก่อนที่สมองมันจะตาย”
คิมหันต์หยิบวิทยุสื่อสาร กดปุ่มพูดกับเสี่ยอ๋า
“เสี่ยอ๋า ปิดเกมได้เลย”

ในเวลาเดียวกัน บรรดาของใช้น่ารักเกี่ยวกับเด็กทารก อาทิ กล่องดนตรี ตุ๊กตา และเสื้อผ้าหลากหลายชุด ถูกวางลงบนโต๊ะ พักตราจ้องมองของเหล่านั้นอย่างมีความสุข
สักครู่ประตูห้องนอนถูกเปิดออก พลโทอรรถ ก้าวเข้ามาในห้องนี้ พักตราเหลือบไปมองดูผู้เป็นพ่อ แล้วจึงเอ่ยปากด้วยเสียงสดใส
พักตราพ่อว่าชุดไหนสวยกว่ากันคะ
อรรถไม่เร็วไปหน่อยเหรอลูก กว่าจะถึงวันนั้น มันอาจจะมีรุ่นใหม่ ออกมาให้เลือกเยอะกว่านี้อีกนะ
พักตราแต่ก็อาจจะไม่สวยเท่านี้...หรือถ้ามีสวยกว่านี้ พักตร์ก็ซื้อเพิ่มอีกได้...ไม่มีปัญหา
พลโทอรรถกระเถิบเข้าใกล้ผู้เป็นลูกสาว
อรรถพักตร์
พักตราคะ
อรรถลูกรู้ใช่มั้ยว่า ลูกคือหัวใจของพ่อ...ความปรารถนาเดียวของพ่อคือต้องการให้ลูกมีความสุขที่สุด
พักตราพักตร์กำลังมีความสุขที่สุดในชีวิตค่ะพ่อ
อรรถแน่ใจนะลูก
พักตราค่ะ
พักตรายิ้มหวานให้ผู้เป็นพ่อ
พลโทอรรถสูดลมหายใจเต็มปอดก่อนเอ่ยปาก
“งั้น พ่อขอโทษนะ พ่อจำเป็นต้องทำ”
“ทำอะไรคะ”
“ทำทุกอย่าง เพื่อลูก”
อรรถหันไปพยักหน้าให้สัญญาณทางหน้าห้อง ชายร่างใหญ่แต่งตัวดีสามนายพุ่งเข้ามาในห้อง ช่วยกันจับพักตรามัดทันที พักตราร้องโวยวายลั่นบ้าน
“พ่อ พ่อทำอะไรพักตร์...ทำไมทำอย่างนี้”
“ไปกับพ่อนะลูก”
อรรถเดินนำออกจากห้อง มีลูกน้องอุ้มร่างพักตราที่ ดิ้นพล่านพร้อมกับตะโกนลั่น
“ไม่...ไม่ พักตร์ไม่ไป พักตร์ไม่ไปไหนทั้งนั้น ปล่อย ปล่อยฉัน”

ถัดมาไม่นาน ร่างพักตรา ถูกจับตัวลงนอนบนเตียง เจ้าหน้าที่มัดร่างพักตราไว้กับเตียง เยี่ยงคนไข้วิกฤต แล้วจึงเข็นเตียงพักตราไปตามทางเดินในคลินิก พักตราดิ้น อาละวาด กรีดร้องไม่หยุดตลอดทางเดิน
“พวกแกทำกับฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ ฉันบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้ มัดฉันทำไม ไอ้พวกบ้า พวกแกอยากมีเรื่องกับฉันใช่มั้ย ฉันบอกให้ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ปล่อย...ปล่อยฉัน...”
หมอหน้าใสคนเดิมก้าวเข้าเฟรมเบื้องหน้าพลโทอรรถ
“หมอจะส่งจิตแพทย์เข้าไปคุยกับคุณพักตราก่อนนะคะ เราจำเป็นต้องรอให้แกสงบลงก่อน แล้วค่อยดำเนินการขั้นตอนต่อไป”
“มันจะไม่ช้าไปนะครับ”
“ถ้ารวบรัดเดี๋ยวนี้เลย หมอเกรงว่าจะมีผลกับสภาพจิตใจหนักขึ้นไปอีก ให้จิตแพทย์ได้ทำหน้าที่ก่อนดีกว่าค่ะ”
พลโทอรรถก้าวเข้าไปใกล้หมอ เอ่ยปากชัดถ้อยชัดคำ คล้ายเป็นคำสั่งของนายทหาร
“ชีวิตลูกสาวผมอยู่ในมือหมอนะครับ หวังว่าหมอจะดูแลเธอให้ปลอดภัยได้”
“ถ้าคุณพักตราจะไม่หนีไปอีก”
“ผมสั่งให้คนของผมคอยเฝ้าอยู่หน้าห้อง แบบไม่กะพริบตาเลย”

พยาบาลเข็นเตียงพักตราตรงเข้าไปในห้องพักคนไข้ พักตรานอนลืมตาจ้องเพดานนิ่ง ร่างของเธอยังอยู่ในเครื่องพันธนาการอยู่ ลูกน้องอรรถสามคน เดินตามหลังพยาบาลมา ยืนเฝ้าหน้าห้องอย่างรัดกุม
ถัดมา พักตราถูกประคองตัววางลงบนเตียงนอน ทันทีที่พักตราถูกปลดเครื่องพันธนาการออก หล่อนก็สะบัดตัวดิ้นพล่านไปทั่วห้องทันที เจ้าหน้าที่เข้าล้อม และต้อนเธอเข้าไปจนอยู่ตรงมุมห้อง
“ออกไปนะ ออกไปให้พ้น พวกแกมีสิทธิ์อะไรมาทำกับฉันอย่างนี้ คอยดูนะ ฉันจะเล่นงานพวกแกทั้งหมดทุกคน ทั้งโรงพยาบาลนี้เลย”
เจ้าหน้าที่ฉวยจังหวะพุ่งเข้าไปล็อคตัวพักตราได้ พวกเขาจับเธอนอนบนเตียง และมัดไว้อีกครั้ง
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้ ฉันออกไปได้เมื่อไหร่ ฉันไม่เอาพวกแกไว้แน่ พวกแกจะต้องโดนไล่ออกทุกคน คอยดูสิ”
จิตแพทย์สาว เดินเข้ามาในห้อง เอ่ยปากพูดด้วยเสียง หวาน แต่ดังและมีพลัง
“คุณพักตราคะ”
พักตราแหวใส่ “แกเป็นใคร”
“ดิฉันจิตแพทย์ชมเนตรค่ะ”
“ออกไป ฉันไม่ต้องการจิตแพทย์ ฉันไม่ได้บ้า”
“ไม่มีใครว่าคุณพักตราอย่างนั้นนี่คะ ดิฉันเพียงแค่ขอมาคุยด้วย”
“ฉันไม่คุย ออกไป ออกไปให้หมด”
“คุณพักตราคะ ดิฉันก็เป็นแม่ลูกอ่อนนะคะ และก็เคยท้องนอกมดลูกแบบเดียวกับคุณพักตรานี่แหละค่ะ ไม่อยากฟังประสบการณ์ของดิฉันเหรอคะ มันอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของคุณก็ได้นะคะ”
พักตราค่อยๆ เงียบลง และมีท่าทีตั้งใจฟังหมอมากขึ้น

อีกฟาก ธาดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาการชัก หายไปแล้ว แต่เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ในห้องเดิม ทว่าเครื่องพันธนาการที่ผูกมัด ถูกเปลี่ยนใหม่ ตามสภาพร่างกายของธาดา
สายตาธาดาจับจ้องมองไปยังจอทีวีที่ยังไม่ปรากฏภาพใดๆ

คิมหันต์และชุมสายหย่อนตัวลงนั่งในห้องเดิม จอโทรทัศน์เบื้องหน้าเขาเป็นภาพของธาดา
“ไอ้คิม มันคุ้มเหรอวะที่แกต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้”
“เดี๋ยวก็รู้ ฉากสุดท้ายของมันแล้ว”

ที่ห้องโถง จอโทรทัศน์ทุกเครื่องเบื้องหน้าธาดาปรากฏภาพขึ้นพร้อมๆกัน มันเป็นภาพมุกริน นั่งฟุบหน้าหลับอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์
ธาดาหรี่ตาจ้องดูน้องสาวในจอ ด้วยความห่วงใยยิ่งนัก จอโทรทัศน์ในห้องเป็นภาพประตูท้ายตู้คอนเทนเนอร์เปิดออก แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้าไปในตู้ ทาบลงบนร่างของมุกริน

มุกรินเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองสู้แสงที่สาดทาบบนใบหน้า เห็นชายหุ่นล่ำสันเดินเข้าไปยืนจ้องหน้าเธออย่างหื่นกระหาย มุกรินเงยหน้ามองมันด้วยความหวาดกลัว
“แกจะทำอะไรฉัน”
“ไม่ต้องตกใจครับ เราจะใช้เวลาคุณไม่นานนัก ผม รับรอง”
สีหน้ามุกรินว่ากลัวจัด ใจคอไม่ดี

ทีวีเบื้องหน้าธาดา ปรากฏเป็นภาพหมู่ลูกน้องกรูกันเข้าไปกระชากร่างมุกรินให้ยืนขึ้น พวกที่เหลืออีก 3 คน ใช้ผ้ามัดตา มัดปากของมุกรินไว้ มุกรินดิ้นสุดชีวิต
ธาดาใจจะขาด สงสารน้องสาวโดยที่ทำอะไรไม่ได้ เขาอ้าปากร้องตะโกนลั่น และพยายามดิ้น เท่าที่จะดิ้นได้
“หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้ หยุด อย่าทำอะไรน้องสาวฉัน”
จู่ๆ จอโทรทัศน์เครื่องตรงกลางเบื้องหน้าธาดากลายเป็นภาพเสี่ยอ๋า
“ผมบอกแล้วไงว่าที่โน่นสนุกกว่าที่นี่มาก”
ในตู้คอนเทนเนอร์ หมู่มวลลูกน้องเสี่ยอ๋า คว้าเชือกเส้นใหญ่ขึ้นมาพันเป็นบ่วงวงกลมแล้วผูกห้อยไว้กับเพดาน สามารถเข้าใจได้ทันทีว่า หน้าที่ของมันคือ ใช้สำหรับแขวนคอ
เสี่ยอ๋าพูดผ่านจอโทรทัศน์กับธาดา
“พอจะเดาได้รึยังว่า ผมจะทำอะไรน้องสาวคุณ”
“แกอยากได้น้องสาวฉันเป็นเมียไม่ใช่เหรอ”
“ผมเพิ่งเปลี่ยนใจ เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”
“แล้วแกจะทำอะไรมุก”
“ผมรู้สึกว่า การจ้องดูสาวสวย ทุรนทุรายก่อนสิ้นใจ มันทำให้ผมเสียวซ่านได้ มากกว่ากันเยอะเลย”
“ไม่จริง แกขู่ฉันใช่มั้ย แกไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอก แกทำอย่างนั้นไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ ผมกำลังจะทำให้ดูอยู่นี่ไง”

ภายในตู้คอนเทนเนอร์ หมู่ลูกน้องยกร่างของมุกรินขึ้นยืนบนเก้าอี้สูง จับหัวมุกรินคล้องไปในบ่วงเชือกนั้น ธาดาหน้าตาตื่นกลัว แหกปากตะโกนสุดเสียง
“อย่านะ อย่า”
“จับตาดูวินาทีสำคัญให้ดีนะคุณธาดา เราจะได้ถึงจุดสุดยอดพร้อมๆ กัน”
“อย่าทำ ผมยอมแล้ว ผมยอมพูดแล้ว”
“แน่ใจ”
ธาดาพยักหน้ารัวๆ
“ความจริงทั้งหมดนะ”
“ปล่อยน้องสาวผมลงจากเก้าอี้นั่นก่อนได้มั้ย”
เสี่ยอ๋าส่ายหน้า “ผมรอฟังคุณอยู่”
“ผมจะพูด เท่าที่ผมพูดได้”
เสี่ยอ๋าแสยะยิ้ม
“งั้นผมไม่รอ”
“เดี๋ยวสิ ขอเวลาแป๊บนึง”
“เสียใจ” เสี่ยอ๋าหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดปุ่มพูด
“เช็ค เอาท์”
“ไม่...” ธาดาแหกปากร้องสุดเสียง
ในจอโทรทัศน์เห็นภาพหมู่ลูกน้องเตะเก้าอี้ตัวนั้นจนล้ม ร่างของมุกรินห้อย แกว่ง แน่นิ่ง
ธาดาส่งเสียงกรีดร้องลั่นห้อง
ฝ่ายคิมหันต์และชุมสายนั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์ ชุมสายสะดุ้งสุดตัว
“ไอ้คิม”
โทรทัศน์ทุกเครื่องแสดงภาพมุกรินห้อย แกว่งตัวอยู่กลางตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีธาดาร้องไห้คร่ำครวญอยู่เบื้องหน้าจอโทรทัศน์เหล่านั้น
“ไม่...มุก...ปล่อยนะ ปล่อยมุก ปล่อยน้องสาวผมเดี๋ยวนี้ ปล่อย”
สักพัก โทรทัศน์ค่อยๆ ดับลงไปทีละเครื่อง จนหมด มีภาพเสี่ยอ๋าจึงค่อยๆปรากฏขึ้นแทน
“ยังคิดว่าแค่ขู่เล่นๆ อีกหรือเปล่า ยังคิดว่าผมไม่กล้าทำอีกมั้ย”
“ผมบอกว่ายอมพูดแล้วไง”
เสี่ยอ๋าตวาดเสียงดังลั่น
“ต้องไม่ใช่พูดเท่าที่จะพูดได้ แบบนั้นผมไม่ชอบ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมต้องการความจริงอย่างละเอียดทุกขั้นตอน บันทึกลงในกล้องวิดีโอที่ตั้งอยู่ข้างหน้าคุณ เพื่อประจานให้โลกทั้งโลกรู้ว่าคุณทำอะไรเจ๊มลบ้างในคืนนั้น”
ธาดานิ่ง อึ้งไป
“ตอนนี้น้องสาวคุณยังไม่สิ้นลม คอยังไม่หัก แปลว่าผมยังมีโอกาสถึงจุดสุดยอดได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะถือเป็นโบนัสพิเศษสำหรับคุณอีกครั้งนึงด้วยเหมือนกัน”
ธาดาจ้องมองเสี่ยอ๋าในจอโทรทัศน์ ด้วยใจระทึก
“เลือกเอา จะปลดปล่อยน้องสาวคุณ หรือจะไปให้ถึงจุดสุดยอดพร้อมๆ กับผมรีบๆ เลือกเอานะครับ คุณธาดา”
โทรทัศน์สี่เครื่อง ปรากฏเป็นภาพหมู่ลูกน้องประคองร่างมุกรินให้ยืนบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง สภาพของมุกรินดูอ่อนแรงเหมือนคนใกล้สิ้นใจ น้ำตาของธาดาไหลทะลักออกมาทันที
ธาดาใจหายวาบ “มุก...มุกริน”
“ยังไม่ตายหรอก แต่อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ไม่แน่ นางสาวมุกรินจะเป็นหรือตายอยู่ที่การตัดสินใจของพี่ชายอย่างคุณ”
ธาดาสูดหายใจลึกๆ ก่อนตัดสินใจ
เสี่ยอ๋าชักหงุดหงิด “มัวแต่อิดออด จนหมดเวลา คุณจะไม่ได้รับโอกาสอีกแล้วนะ”
ภาพในจอโทรทัศน์ เห็นบรรดาหมู่ลูกน้องเตรียมตัวจะถีบเก้าอี้ที่รองขามุกรินออก
เสี่ยอ๋ายกวิทยุสื่อสารขึ้นมากดปุ่ม เตรียมจะออกคำสั่ง
ธาดารีบอ้าปากตะโกนโพล่งออกมา ดังลั่น
“ผมยอมแล้ว ผมจะพูดทั้งหมดทุกอย่าง หมดทุกอย่างจริงๆ ผมฆ่าวิมลรัตน์ ผมฆ่าเธอด้วยมือของผมเอง ผมอยากจะฆ่าเธอมานานแล้ว ผมเกลียดเธอ เกลียดเธอ เกลียดเธอ”
ภาพในจอโทรทัศน์ทุกเครื่องหายไป
กลายเป็นภาพโคลสอัพธาดาปรากฏในจอภาพเหล่านั้นแทน
คิมหันต์จ้องมองรอฟังคำสารภาพของธาดาจากห้องลับ ตาเขม็ง
ธาดา เอ่ยปากสารภาพความจริงที่เกิดขึ้นในคืนนั้น
“ผมพยายามมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะใจผมเอง ใจผมยังไม่กล้าพอ จนกระทั่งวันนั้น...วิมลรัตน์เมา ผมขอยืมเงินเขา แต่เขาไม่ให้ เราก็เลยทะเลาะกัน ด่ากันรุนแรงกว่าทุกครั้ง เขาตบหน้าผม...ผมก็ตบหน้าเขา”
เล่าถึงตรงนี้ ธาดานิ่งไป เสียงเสี่ยอ๋าดังขึ้นในห้อง
“ต่อสิครับคุณธาดา”
“มุกล่ะ...บอกมาก่อนว่ามุกเป็นยังไง”
“บอกแล้วไงว่า เธอยังไม่ตาย”
“ขอฉันเห็นน้องฉันก่อน”
จอโทรทัศน์ทุกเครื่อง กลายเป็นภาพหมู่ลูกน้องประคองมุกรินให้ยืนนิ่ง
เธอยกขวดน้ำขึ้นดื่ม หายใจแรง
“ขอฉันพูดกับน้องสาวฉันหน่อย”
คิมหันต์ ขยับปากพูดกับจอโทรทัศน์เบื้องหน้า
“ไม่มีทาง จนกว่ามึงจะสารภาพเรื่องทั้งหมด”
เสี่ยอ๋าเอ่ยปากพูดใส่ไมโครโฟนของเขา ด้วยประโยคเดียวกัน
“ไม่มีทาง จนกว่าคุณจะสารภาพเรื่องทั้งหมด”
ธาดาตัดสินใจเอ่ยปากสารภาพความจริงต่อไป
“วิมลรัตน์ ยกปืนขู่ผม ผมขอร้องให้เธอวางปืนลง แต่เธอไม่ยอม กลับเล็งปืนมาที่ผม ผมยกมือไหว้อ้อนวอนเธอแล้ว แต่เธอไม่สน เธอยิงปืนใส่ผม 5 นัด”
คิมหันต์ตะโกนลั่น
“ไม่จริง”
ธาดาพรั่งพรูคำพูดออกมา
“ถ้ามลไม่เอาปืนมายิงผม มันก็จะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้”
คิมหันต์ลุกขึ้นยืน ขยับตัวจะวิ่งออกไปจากห้อง
“แม่ง โกหก”
ชุมสายรั้งตัวคิมหันต์ไว้
“อย่า ไอ้คิม”
ธาดาจ้องกล้องพูดกับคิมหันต์
“ฟังให้ดีนะคิมหันต์ พี่สาวแกจะไม่มีวันตาย ถ้าฉันไม่จวนตัว ฉันจำเป็นต้องป้องกันตัว พี่สาวแกยิงปืนใส่ฉัน พี่สาวแกตั้งใจจะฆ่าฉัน พี่สาวแกมีชู้”
“ชู้พ่อมึงสิ ไอ้เหี้ย”
คิมหันต์พุ่งออกไป โดยที่ชุมสายไม่อาจรั้งไว้ได้ทัน
คิมหันต์วิ่งทะยานเข้ามาในห้องโถงเซฟเฮ้าส์ ลูกน้องเสี่ยอ๋า สี่ห้าคนวิ่งตามมาห่างๆ
คิมหันต์ใช้รีโมทกดปุ่มปิดการทำงานของกล้องทุกตัว
ธาดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง
“ฉันนึกแล้วว่าต้องเป็นแก”
“งั้นแกก็ต้องรู้สิ ว่าฉันต้องการอะไร”
“ฉันพูดความจริงหมดแล้ว”
คิมหันต์ตรงเข้าไปกระชากหัวธาดา
“ต้องรอให้น้องสาวแกตายก่อนใช่มั้ย”
“ต่อให้มุกตาย ความจริงก็ไม่มีวันเปลี่ยน”
คิมหันต์ใช้มืออีกข้างชกหน้าธาดาอย่างแรง
“ฉันต้องการความจริงที่เป็นจริง ไม่ใช่ความจริงที่มึงแต่งขึ้น”
“มันก็ความจริงอันเดียวกันนั่นแหละ”
คิมหันต์เงื้อมือชกหน้าธาดาอีกครั้ง แรงไม่น้อยกว่าเก่า
“ไอ้คิม แกไม่เคยรู้ว่าวิมลรัตน์มีชู้มาแล้วกี่คน”
คิมหันต์ชกหน้าธาดาซ้ำเข้าไปอีก แรงกว่าเก่า
“ถ้าหน้าตาฉันมีรอยแตกมากกว่านี้ คำสารภาพจะดูไม่น่าเชื่อนะ”
คิมหันต์คว้าผ้าใกล้ตัวเช็ดเลือดที่หน้าธาดา ปลดเชือกที่มัดตัวมันออก แล้วกดรีโมทเปิดกล้องทุกตัวอีกครั้ง
คิมหันต์หยิบวิทยุสื่อสาร กดปุ่มพูดกับเสี่ยอ๋า พร้อมกับจ้องหน้าธาดา
“เสี่ยอ๋า ผมจะนับถอยหลัง10วินาที ถ้ามันยังโกหกอยู่ ก็จัดการได้เลย...สิบ”
ธาดามองไปยังเลนส์กล้องตัวที่อยู่เบื้องหน้าเขา แล้วเอ่ยปากพูด
“วิมลรัตน์มีชู้จริงๆ แกต้องเชื่อฉัน”
“เก้า”
“แต่ฉันไม่โกรธ เพราะฉันก็มี”
“แปด”
“ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ฉันกล้าฆ่าวิมลรัตน์”
“เจ็ด”
“แต่เพราะมลยิงปืนใส่ฉัน มันก็เลยทำให้ฉันมีความกล้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”
คิมหันต์นับต่อ “หก”
“ฉันบีบคอเขาจริง เขาดิ้น หนีไปถึงห้องน้ำ ฉันจับหัวเขากระแทกพื้นอย่างแรง ทีเดียวเท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อ ทีเดียวเท่านั้น มลก็นิ่งไป”
คิมหันต์วางวิทยุสื่อสารลง เขาหยุดการนับถอยหลัง และจ้องมองคำสารภาพของธาดาอย่างตั้งใจ
ธาดาค่อยๆ พาอารมณ์ของตัวเองกลับไปในค่ำคืนนั้น
“ฉันยืนมองศพวิมลรัตน์อย่างมีความสุข ฉันหัวเราะกับสิ่งที่ฉันทำลงไป ฉันอยากทำอย่างนี้มานานแสนนาน ในที่สุดฉันก็ทำมันสำเร็จ หลังจากนั้นแผนการณ์ที่เคยคิดไว้นานมาแล้ว ก็ถูกนำกลับมาใช้ได้ทันเวลา ฉันโทรหาไอ้ขุม เรียกมันมาช่วยเคลียร์สภาพห้อง กลบเกลื่อนร่องรอย และก็ให้มันฝังตัวอยู่ในนี้ รอรับโทรศัพท์จากฉัน ไอ้ขุมทำตามที่ฉันบอกครบทุกอย่าง เหมือนที่มันสารภาพนั่นแหละ”

ระหว่างธาดาสารภาพอยู่นั้น ชุมสาย กับเสี่ยอ๋า ร่วมฟังคำสารภาพในห้องลับด้วยกัน

อ่านต่อหน้า 2




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 14 (ต่อ)

ธาดาผ่อนลมหายใจยาวๆ เมื่อพูดจบ มันหันไปจ้องมองที่คิมหันต์

“ฉันสารภาพแล้ว ฉันคือฆาตกรตัวจริง มุกรินไม่รู้เรื่องด้วย เธอคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฉันหลอกใช้”
คิมหันต์กดรีโมทปิดกล้องทุกตัว ยิ้มอย่างสะใจออกมา
“คลิปคำสารภาพของแกจะถูกเปิดเผยโดยเร็วที่สุด จากนั้นความแค้นระหว่างแกกับฉันก็จะได้จบลงซะที...ชะตากรรมของแกจะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันไม่สนใจและไม่คิดจะเกี่ยวข้องด้วย”
“มุกรินล่ะ”
“เธอจะได้เห็นคำสารภาพนี้ก่อนใครๆทั้งหมด”
“แกจะไม่ทำร้ายมุกใช่มั้ย”
“ฉันจะไม่ทำกับมุกเหมือนที่แกทำกับพี่มลหรอก”
คิมหันต์กดวิทยุสื่อสารพูดกับเสี่ยอ๋า
“เสี่ยอ๋า ปล่อยเธอได้”
ภาพในจอโทรทัศน์ เห็นบรรดาลูกน้องอุ้มตัวมุกรินลงจากเก้าอี้ใต้บ่วงเชือก และช่วยกันแกะผ้าผูกตาเธอออก เมื่อเธอคนที่ธาดาเข้าใจว่าเป็นมุกรินหันหน้ามามองที่กล้องวงจรปิดชัดๆ จึงพบว่า เธอไม่ใช่มุกริน
ธาดาหน้าตาตื่น ตกใจ คิมหันต์ยิ้มเย้ยหยันใส่ธาดา
“ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอก ไม่แม้แต่จะคิด”
“แกหลอกฉัน”
“ช่วยไม่ได้ แกมันโง่เอง”
ประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดออก บรรดาลูกน้องเสี่ยและมุกรินตัวปลอมก้าวออกมา และเผยให้เห็นว่าตู้คอนเทนเนอร์ตู้นี้ ตั้งอยู่ข้างๆ ห้องลับเสี่ยอ๋านั่นเอง ทุกคนเดินตรงไปหาเสี่ยอ๋าทันที ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน ตีมือกัน
“จบงานแล้ว เหม่เม๊ เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
เหม่เม๊ ผู้สวมบทมุกรินตัวปลอม ถอดวิก และชุดเซฟบริเวณต้นคอออก ยิ้มกว้าง
“สบายมากค่ะ หิวมากกว่า”
“งั้นรีบไปกินข้าวซะ แล้วเดี๋ยวมาเอาตังค์ที่ป๋า”
หมู่มวลลูกน้องพากันเดินออกไปจากห้องโถง
จากนั้นเสี่ยอ๋าจึงกดสวิตช์ดูภาพจากกล้องวงจรปิดอีกชุดหนึ่ง จอโทรทัศน์อีกเครื่องหนึ่งเบื้องหน้าเสี่ยอ๋า เห็นภาพมุกรินตัวจริง นั่งนิ่งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดิม
คิมหันต์ดึงการ์ดบันทึกคลิปวิดีโอออกจากกล้อง
“มุกรินอยู่ไหน แกเอามุกไปเก็บไว้ที่ไหน”
“มุกรินอยู่ในที่สะดวกสบายและปลอดภัย เธอรอฉันอยู่ แล้วฉันจะต่อสายให้แกได้พูดกับมุกเอง”
คิมหันต์เดินออกไปจากห้องโถงไป
โดยไม่แยแสธาดา ที่ตอนนี้ความผิดหวัง และความแค้นเคืองผุดขึ้นมาให้เห็นชัดเจน

คิมหันต์เดินถือการ์ดเข้าไปหาชุมสายในห้องลับ
“คลิปคำสารภาพจะถูกโหลดขึ้น youtube ภายในวันพรุ่งนี้ ศาลจะรับฟังคำสารภาพนี้หรือไม่ ฉันไม่สน มันไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฉันอีกต่อไป”
“แล้วมุกรินล่ะ”
“ฉันจัดการเอง เมื่อมุกรู้ว่า พี่ชายทำความเลวอะไรไว้บ้าง ทุกอย่างก็จบ”
“แล้วถ้าเขารู้ว่าแกทำอะไรไปบ้าง เขาจะรู้สึกยังไง”
“มุกรักฉัน นั่นคือความรู้สึกเดียวของเธอ”

คิมหันต์เล่าให้ชุมสายฟังว่า
ประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดออก ชายหุ่นล่ำสันเดินเข้าไปยืนจ้องหน้ามุกรินอย่างหื่นกระหาย มุกรินเงยหน้ามองพวกมันด้วยความหวาดกลัว
“แกจะทำอะไรฉัน”
“ไม่ต้องตกใจครับ เราจะใช้เวลาคุณไม่นานนัก ผม รับรอง”
มุกริน ใจคอไม่ดี
“พวกแกเป็นใครกันแน่ แกไม่ได้เป็นตำรวจใช่มั้ย”
ชายหุ่นล่ำ ส่ายหน้าช้าๆ
“แกจะเอาตัวฉันไปไหน”
“ไม่เอาไปไหนหรอกครับ ผมเข้ามาบอกคุณว่า อีกสักพัก เราจะปล่อยตัวคุณ”
“แน่นะ”
“ครับ เจ้านายผมกำลังเจรจากับคุณคิมหันต์อยู่”
“คิมหันต์ คิมหันต์เกี่ยวอะไรด้วย”
“เขายื่นข้อเสนอใช้หนี้ทั้งหมดแทนพี่ชายคุณครับ”
ชายคนนั้น เดินออกจากตู้ไปเมื่อพูดจบ
มุกรินได้แต่งุนงง ระคน แปลกใจ

เวลานั้น ธาดานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม หน้าตาเครียด ครุ่นคิดหลายเรื่อง มีหมู่ลูกน้องเสี่ยอ๋ายังคงยืนล้อมรอบธาดาไว้ห่างๆ
เสี่ยอ๋าเดินผ่านหมู่ลูกน้อง ตรงไปยืนเบื้องหน้าธาดา
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกับเรา แม้จะฉุกละหุกไปบ้าง แต่ก็ดีที่ไม่ต้องมีใครตาย”
เสี่ยอ๋ายื่นแก้วน้ำให้ธาดา
“แก้กระหายหน่อยมั้ย”
“ดวงดาวอยู่ที่ไหน พวกแกทำร้ายดวงดาวรึเปล่า”
“คงต้องถามคุณคิมหันต์เอง เพราะเรื่องนี้มันเป็นความสามารถของเขา เขาลงทุนอะไรไปแค่ไหน ผมไม่อาจรู้ได้”
ดูเหมือนว่าธาดาจะเครียดหนักมากขึ้น
“ดื่มน้ำหน่อยน่า แล้วก็ล้างหน้าล้างตาซะ อีกไม่นานคุณก็จะได้คุยกับน้องสาวคุณแล้ว”

ที่ตู้คอนเทนเนอร์ เราจะเห็นมุกรินนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ประตูตู้เปิดออก ชายหุ่นล่ำสันคนเดิมก้าวเข้ามาหา
“คุณมุกรินครับ คุณเป็นอิสระแล้ว ปลอดภัยแล้วครับ”
“แล้วรถฉันล่ะ รถฉันอยู่ไหน ฉันจะกลับยังไง”
เสียงคิมหันต์ดังเข้ามา
“ผมจะไปส่งมุกเอง”
มุกรินหันไปมองตามทิศทางของเสียง
เห็นคิมหันต์ก้าวเข้ามาในตู้คอนเทนเนอร์นี้อย่างสง่างาม
“คิม”
“หวังว่าจะไม่ทำให้คุณรังเกียจผมมากขึ้นนะ”
“เกิดอะไรขึ้น มุกงงไปหมดแล้ว”
“ไม่มีอะไรต้อง งง ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว พี่ชายคุณก็ปลอดภัยแล้ว”
“นายคนนั้นบอกว่า คิมจ่ายเงินใช้หนี้แทนพี่ใหญ่”
“อืม”
“คุณช่วยพี่ใหญ่”
“เพราะผมรักคุณ ผมยอมให้คุณตกเป็นเหยื่อความเหลวไหลของพี่ชายคุณไม่ได้หรอก”
สีหน้าของมุกรินยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน
“เจ้าหนี้ของพี่ชายคุณ เป็นคนที่เคารพพี่มลมาก เขาส่งข่าวบอกผม ผมก็เลยขอร้องให้เขายกหนี้ให้”
“มุกไม่อยากเชื่อ”
“แลกกับคำสารภาพ”
“คำสารภาพ” มุกรินงงหนัก
“แล้วมุกจะได้เห็นอีกไม่นานนี้ แต่ตอนนี้คุณควรจะคุยกับพี่ชายคุณก่อนดีกว่า”
คิมหันต์ส่งโทรศัพท์ที่เขาต่อสายไว้แล้วให้มุกริน เธอรับมันมาแนบหู แล้วพูด
“ฮัลโหล...พี่ใหญ่”
ที่เซฟเฮ้าส์เสี่ยอ๋า ธาดาเอ่ยปากพูดใส่โทรศัพท์ที่เสี่ยอ๋าถือไว้ให้ โดยเปิดระบบ speaker phone
“มุกปลอดภัยดีใช่มั้ย พวกมันไม่ได้ทำอะไรมุกใช่มั้ย”
มุกรินพูดสายจากตู้คอนเทนเนอร์
“ไม่มีใครทำอะไรมุกค่ะ คิมมาช่วยไว้ได้ทัน พี่ใหญ่เป็นยังไงบ้าง คิมบอกว่า เจ้าหนี้ยกเลิกหนี้สินทั้งหมดแล้ว”
ธาดาคุมแค้น กัดฟันพูด
“ใช่ พี่คงต้องขอบคุณคิมหันต์ เขาดีกับพี่มาก”
“คิมบอกว่าพี่ใหญ่ยอมแลกด้วยคำสารภาพ”
ธาดาชะงักไปนิด สูดลมหายใจลึกๆ
“ใช่ มุก พี่ขอโทษนะ”
มุกรินงง “ขอโทษ”
“ขอโทษที่พี่ทำเรื่องราวบางอย่างที่ไม่งาม และมันส่งผลไปถึงมุก ยกโทษให้พี่ด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“พี่สัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก มุกช่วยบอกคิมหันต์หน่อยได้มั้ยว่าคืนนี้พี่ขอไปค้างที่บ้านพี่มล ได้มั้ย พี่อยากไปขออโหสิ กับสิ่งที่พี่เคยทำไม่ดีกับเขา”
มุกรินส่งโทรศัพท์ให้คิมหันต์
“ฉันจะบอกน้าหวิน น้าไหว ให้ ไม่มีปัญหา ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็จบลง และจบได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ”
เสี่ยอ๋ากดปุ่มยกเลิกการสนทนา
“หวังว่าเราคงไม่ต้องเห็นหน้ากันอีกแล้วนะครับ คุณธาดา”
ธาดาก้มหน้านิ่ง ไม่เอ่ยปากอะไร
“การพนันไม่เข้าใครออกใคร ถ้าไม่จำเป็น ก็ควรอยู่ห่างๆ ไว้จะดีกว่าเชื่อผมเถอะ”

ส่วนในตู้คอนเทนเนอร์ คิมหันต์กระเถิบเข้าไปใกล้มุกริน
“ผมได้ทำทุกอย่างแล้ว เพื่อคนที่ผมรัก ทั้งพี่มล และคุณ หลังจากวันนี้ คุณจะคิดยังไงกับผม ก็แล้วแต่คุณ ผมยอมรับได้ทั้งนั้น กลับบ้านกันเถอะครับ”
คิมหันต์เดินนำออกจากตู้คอนเทนเนอร์ มุกรินเดินตามไป

ทางด้านพักตรานอนนิ่งบนเตียงในคลินิกที่เดิม ดวงตามองเหม่อลอยทะลุผ่านเพดานห้องออกไป อาการร้องโวยวาย ดิ้นรน ทุรนทุราย หายไปหมดสิ้น ทว่าร่างของเธอยังคงถูกผูกพันธนาการไว้เหมือนเดิม
พยาบาลเปิดประตูห้อง เดินนำหน้าพลโทอรรถเข้ามา
“คุณพักตราคะ คุณพ่อมาหาค่ะ”
ไม่มีอาการตอบรับใดๆ จากพักตรา พยาบาลจึงเดินออกไป
พลโทอรรถค่อยๆ เดินไปยืนชิด ติดขอบเตียง ยิ้มกว้างให้ลูกสาว
“หน้าตาสดใสขึ้นเยอะเลยนะลูก”
พักตรา นิ่ง เงียบ
“ยังไม่หายโกรธพ่ออีกเหรอ พักตร์”
ยังคงไม่มีคำตอบจากพักตรา
“หนูรู้ใช่มั้ยว่าพ่อทำเพื่อลูก ทั้งหมดที่พ่อทำไป มันไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกจากความรัก ความห่วงใยที่พ่อมีต่อลูก รู้มั้ย พ่อเองก็อยากเห็นหน้าหลานของพ่อใจจะขาด”
พัตราเหลือบตา จ้องมองผู้เป็นพ่อแน่วนิ่ง
“แต่ชีวิตเราไม่ได้มีแค่วันนี้วันเดียว เด็กคนนี้อาจจะยังไม่พร้อมในวันนี้ มันอาจจะยังไม่ใช่เวลาของเขา เพราะฉะนั้นหน้าที่เราในฐานะแม่ก็คือ ทำกายและใจของเราให้สดชื่น แจ่มใส และแข็งแรง เมื่อถึงเวลาที่เขาจะมาเกิด เราก็จะมีความพร้อมที่จะดูแลเขาอย่างดีที่สุด”
พักตรานิ่ง ครุ่นคิดตามคำพูดของผู้เป็นพ่อ
“เข้าใจที่พ่อพูดใช่มั้ย”
“ค่ะ”
พลโทอรรถยิ้มพอใจ เมื่อได้ยินคำตอบจากลูกสาว
“งั้นหนูนอนรอหมออีกแป๊ปนึงนะลูก ไม่ดื้อ ไม่ต่อต้านหมอนะ ทุกอย่างที่หมอทำ ก็เพื่อลูก อยากได้อะไรก็บอกพ่อนะ พ่ออยู่แถวนี้หละ”
“แก้มัดให้พักตร์ได้มั้ยคะ พักตร์เจ็บ”
“ได้สิลูก”
พลโทอรรถค่อยๆ ปลดเครื่องพันธนาการนั้นออก พยาบาลคนเดิมเดินเข้ามาในห้อง
“อีกสามสิบนาที คุณหมอจะเข้ามาฉีดยาค่ะ”
“พ่อรอข้างนอกนะลูก”
พักตราพยักหน้ารับคำ อรรถจึงลุกเดินออกจากห้องนี้
ทิ้งพักตราให้น้ำตาไหลออกมาหนึ่งหยดใหญ่

รถคิมหันต์แล่นผ่านประตูรั้ว เข้ามาจอดในบ้านมุกริน โดยมีรถมุกรินจอดอยู่ในที่จอดรถแล้ว และที่นอกรั้ว หน้าบ้าน ก็มีรถปรารภจอดอยู่
คิมหันต์บุ้ยใบ้ออกไปนอกรถ
“รถคุณอยู่นั่น เจ้านายคุณอยู่โน่น”
“เขาคงสงสัยว่ามุกหายไปไหนมา”
คิมหันต์จ้องหน้ามุกรินเต็มตา ก่อนเอ่ยปากถาม
“คุณจะเลิกกับผม เพื่อไปแต่งงานกับเขาจริงเหรอ”
มุกรินมองหน้าคิมหันต์นิ่ง
“อนุญาตให้ผมอยู่คุยกับคุณที่นี่ คืนนี้ ได้มั้ย”
มุกรินเลือกที่จะไม่เอ่ยปากตอบ เธอเปิดประตูก้าวลงจากรถ
ปรารภเดินตรงมาที่รถคิมหันต์ หน้าตาปรารภเต็มไปด้วยความสับสนและประหลาดใจ
“ผมมารอคุณที่นี่ เพราะผมเห็นรถคุณจอดอยู่ในบ้าน ถ้าคุณไม่กลับมาภายในวันนี้ ผมเตรียมจะแจ้งความแล้วนะ”
มุกรินได้แต่ถอนใจนิดๆ
“บอกได้มั้ยว่ามุกหายไปไหนมา แล้วทำไมกลับมากับเขา”
“เรื่องมันยาวค่ะพี่รภ”
คิมหันต์ก้าวลงจากรถ
“เอางี้นะ ผมให้เวลาคุณในฐานะเจ้านายของมุก ได้คุยกับลูกน้องให้เต็มที่ ผมจะเข้าไปรอในบ้าน”
คิมหันต์เดินเข้าไปพูดกับมุกรินใกล้ๆ
“เรื่องระหว่างเรา คุณกับผม เดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้ เชิญครับคุณปรารภ ใช้เวลาให้เต็มที่ เอาให้คุ้มค่ากับการรอคอยเลยครับ”
คิมหันต์เดินตรงเข้าไปในบ้าน
“บอกผมเท่าที่คุณอยากจะบอกก็ได้”
“พี่ใหญ่เป็นหนี้นอกระบบ จำนวนมาก มุกถูกพาตัวไปเพื่อต่อรองเรื่องหนี้สิน”
ปรารภตกใจไม่น้อย
“มุก แล้วทำไมไม่แจ้งตำรวจ นี่มันเป็นเรื่องผิดกฏหมายนะ ลักพาตัวแบบนี้น่ะ”
“ไม่จำเป็นแล้วค่ะ เพราะว่า ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว คิมเขาเคลียร์ทุกอย่างให้แล้ว”
ปรารภฟังแล้วงุนงง “เคลียร์ให้แล้ว เคลียร์ยังไง”
“คิมจ่ายหนี้แทนพี่ใหญ่ทั้งหมด แล้วก็พามุกกลับมาบ้าน”
“จริงเหรอ”
“ค่ะ”
“ไม่น่าเชื่อ ไอ้หมอนี่มันไม่ค่อยซื่อเท่าไหร่นักนะมุก มุกต้องระวังตัวนะ”
“มุกรู้ค่ะ มุกเป็นคู่หมั้นเขามาตั้งสี่ปี ทำไมมุกจะไม่รู้”
“โทษที พี่ลืมไป”
“ขอบคุณที่พี่รภเป็นห่วงนะคะ พรุ่งนี้มุกจะเข้าไปทำงานตามปกตินะคะ”
“จ้ะ”
ปรารภพยักหน้ารับคำ แต่ยังยืน รีๆรอๆ เหมือนมีเรื่องราวในใจที่อยากจะพูดอีกเยอะ จนมุกรินเป็นผู้เอ่ยปากออกมาก่อน
“พี่รภคะ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ค่ะ”
“มุกรู้มั้ยว่าพี่เตรียมตัวที่จะพูดอะไรกับมุกวันนี้ มันสำคัญสำหรับพี่มากเลยนะ”
มุกรินมองหน้าปรารภนิ่ง
“พี่ว่ามุกคงพอจะเดาได้ แต่ช่างมันเถอะ ถือว่ายังไม่ได้ออกจากปากพี่ก็แล้วกัน นั่นก็แปลว่ามุกยังปฏิเสธพี่ไม่ได้เหมือนกัน ถูกมั้ยครับ”
ปรารภเดินออกไปขึ้นรถของตน ขับออกไป มุกรินมองตาม ด้วยความสงสารนิดๆ

อีกฟาก รถยนต์เสี่ยอ๋าแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านวิมลรัตน์ ถวิลและไสว วิ่งตรงเข้าไปรอรับใกล้ๆ ลูกน้องเสี่ยอ๋าที่เป็นคนขับ ก้าวลงจากรถมาเปิดประตูให้ธาดา
“เชิญครับคุณธาดา”
ธาดาก้าวลงจากรถคันนี้ ไสวมารอรับพร้อมถวิล
“คุณคิมหันต์สั่งให้เปิดบ้านให้คุณธาดาครับ”
“ขอบใจ”
“คุณธาดาดูซูบไปเยอะเลยนะคะ”
ไสวส่งโทรศัพท์ไร้สายในบ้านให้ธาดา
“เผื่อคุณธาดาอยากจะโทร.คุยกับคุณคิม”
“ไม่ต้อง ฉันมีของฉัน”
ธาดาเดินตรงเข้าไปในบ้าน

เมื่อก้าวเข้ามากลางโถงบ้าน ธาดา เหลียวมองไปรอบๆ สีหน้าและแววตาเหมือนคนหวาดระแวงและตกอยู่ในสภาวะหลอนนิดๆ ถวิลและไสวเดินตามมาห่างๆ และไสวถามขึ้นว่า
“คุณธาดาจะขึ้นไปบนห้องมั้ยครับ”
“ขึ้น แต่ขอนั่งนิ่งๆ ตรงนี้ก่อน”
“จะเอาอะไรก็เรียกนะคะ ใช้โทรศัพท์ภายใน เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละค่ะ”
ถวิลและไสวจึงค่อยๆ เดินออกไป ธาดาขยับตัวลงนั่ง ก้มหน้านิ่ง

เขารำลึกถึงเหตุการณ์ในกลางวัน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนวันที่วิมลรัตน์เสียชีวิตไม่นาน โดยถวิลและไสวเดินตรงเข้าไปหาธาดาในห้องโถงเดียวกันนี้
“คุณธาดาคะ วันศุกร์นี้ วันที่14”
“วันวาเลนไทน์”
“ดิฉันจะขอลากลับบ้านซักห้าวันน่ะค่ะ จะไปดูแม่หน่อย”
“ก็เอาซี่ ไปเลย”
ถวิลและไสวมองหน้ากัน อึกอัก
“เอ้อ ถ้าจะขอไปด้วยกันทั้งสองคนได้มั้ยครับ”
“แล้วใครจะอยู่ทำงานบ้านล่ะ”
ถวิลกะไสว “เอ้อ” ไปมา
“ไม่เป็นไร ไปเหอะ ฉันเห็นใจ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกันเลยนี่”
“คุณมลจะว่ามั้ยคะ”
“เดี๋ยวฉันบอกให่้เอง”
“ขอบคุณครับ” / “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
สองคนผัวเมียประสานเสียง แล้วเดินเลี่ยงออกไป
สีหน้าธาดา คล้ายมีแผนการต่างๆ ผุดขึ้นในหัวทันที

ค่ำวันนี้ พยาบาลสาวถืออุปกรณ์การฉีดยา เดินตรงไปยังห้องพักของพักตรา มีบอดี้การ์ดหุ่นล่ำ ลูกน้องอรรถยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องสามคน พยาบาลเคาะประตูห้องแล้วจึงเปิดประตูเดินเข้าไป
“คุณพักตราคะ คุณหมอจะมาฉีดยานะคะ คุณพักตราคะ”
พอพยาบาลเปิดม่านกั้นหน้าเตียงออก ปรากฏว่าไม่มีร่างของพักตราอยู่ในห้องนี้
“อุ๊ย แย่แล้ว”

ไม่นานต่อมาพลโทอรรถก้าวเข้ามาในห้องลูกสาว ด้วยหน้าตาโกรธเกรี้ยวและน้ำเสียงดุดัน มีลูกน้องยืนกุมไข่แฝด น้อมรับความผิดอยู่
“หายไปได้ยังไง พวกแกเฝ้าอยู่หน้าห้องตั้งสามคน”
“คงออกไปทางหน้าต่างครับ หน้าต่างเปิดค้างไว้”
ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ชายของคลินิกเดินเข้ามาหาพลโทอรรถ
“ท่านครับ กล้องวงจรปิด มีภาพคุณพักตรากระโดดออกทางระเบียงบันไดหนีไฟครับ”
“บัดซบ ออกไปตามหาให้ทั่วเดี๋ยวนี้ แจ้งท้องที่ด้วย ด่วนเลย”

รถแท๊กซี่คันหนึ่ง วิ่งไปบนถนนใจกลางเมือง พักตราอยู่ในรถคันนั้น เจ้าหล่อนเอานั่งร้องไห้อยู่ในรถแท๊กซี่ถือโทรศัพท์แนบหู มีเสียงให้ฝากข้อความดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้น เมื่อจบเสียงนั้น เธอจึงเอ่ยปากพูด
“คิมคะ คิมอยู่ที่ไหน พักตร์อยากไปหาคิมค่ะ พวกนั้นจะทำร้ายลูกเรา พักตร์ไม่ยอม คิมต้องช่วยพักตร์นะคะ เราต้องปกป้องลูกของเรานะ คิม...คิม...”
ทั้งร้องทั้งพูด ทำให้พักตรามีอาการปวดท้องอย่างหนักหน่วงขึ้นมาในทันใด เธอร้องครวญคราง จนโชเฟอร์แท๊กซี่ตกใจ ต้องหันไปมองด้วยความกังวล

มุกรินนั่งเหม่อลอยนิ่งอยู่ตรงริมสระน้ำหลังบ้าน จนคิมหันต์เดินเข้ามายืนข้างๆ
“ถ้าต้องการให้ผมกลับไป ผมก็จะไป”
มุกรินไม่ตอบ คิมหันต์หย่อนตัวลงนั่งข้างๆเธอ
“ผมรู้ว่า ผมทำให้คุณสับสนอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากวันนี้มันจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว ผมจะยอมรับทุกการตัดสินใจของคุณ ผมอยากจะพูดว่าผมสัญญา แต่มันคงทำให้คุณรำคาญ และไม่เชื่อลมปากของผมแน่ๆ แต่ผมสัญญากับตัวเองจริงๆ เชื่อเถอะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหลังจากคืนนี้ หลังจากพี่ชายคุณได้สารภาพความจริงทั้งหมด ว่าทำอะไรกับพี่มลไว้บ้าง”
“คุณบอกว่าจะให้ฉันดู”
“ขอผมคิดดูก่อน”
“แล้วคุณจะทำยังไงกับคำสารภาพนั้น”
“ไม่ทำอะไร ถึงยังไงศาลก็ไม่รับฟังอยู่แล้ว แค่ผมได้รู้ความจริงว่า เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น ผมก็พอแล้ว”
คิมหันต์จับมือมุกรินมากุมอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน
“ผมจะจบเรื่องราวในอดีตทั้งหมด เพื่อก้าวไปข้างหน้ากับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่า พี่มลก็ต้องการให้เป็นอย่างนั้น”
มุกรินมองหน้าคิมหันต์ด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น
“ผมกลับละ”
คิมหันต์ขยับตัวจะเดินออกไป มุกรินเอ่ยปากเรียกเขาอีกครั้ง
“คิม พักตราเป็นยังไงบ้าง”
“เขาคงเสียใจ ที่มีลูกกับผมไม่ได้ แต่นั่นคือสิ่งที่เหมาะควรแล้วระหว่างผมกับเขา เวลาจะเยียวยาและคลี่คลายเรื่องระหว่างผมกับเขาเอง เรื่องระหว่างเราด้วยเช่นกัน”
“ขอบคุณนะคิม ที่ช่วยพี่ใหญ่ไว้”
คิมหันต์ก้มลงไปหอมแก้วมุกรินเบาๆ แล้วจึงขยับตัวลุกเดินออกไป แต่ครั้นพอเขาก้มลงดูโทรศัพท์ในมือแล้วหยุดชะงักตกใจ มุกรินเห็นท่าทางนั้น
“มีอะไรรึเปล่าคะ”
“ข้อความจากพักตรา”
“โทร.มาตาม”
คิมหันต์ส่ายหน้า “บอกว่าหนีออกจากโรงพยาบาลแล้ว”

ฝ่ายธาดายังคงนั่งนิ่งๆ อยู่ที่เดิม ถวิล และไสวค่อยๆ เดินเข้ามาหาธาดา
“คุณธาดา ไม่ต้องการอะไรเลยเหรอครับ”
ธาดาส่ายหน้า
“ไม่หิวเหรอคะ ทานอะไรซักหน่อยมั้ยคะ”
“ห้องนอนฉันล็อครึเปล่า”
“เปล่าครับ”
“จะนอนห้องนั้นเหรอคะ จะได้เตรียมผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนให้”
“ไม่ต้อง จะไปไหนก็ไปเถอะ ปิดบ้านให้ด้วยนะ”
รอจนเมียผัวสองคนใช้ เดินพ้นตัวออกไป ธาดาลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดบ้านไปช้าๆ

ธาดาเดินขึ้นบันไดมายังชั้นบน ความหลังในวันที่ธาดาเดินขึ้นบันไดบ้านพร้อมกับวิมลรัตน์ ในคืนวันที่14 กุมภาพันธ์ ผุดขึ้นมาในห้วงคิดของเขาเป็นระลอก
คืนนั้นทั้งสองเดินขึ้นบันไดมาด้วยท่าทางหงุดหงิด โดยเฉพาะวิมลรัตน์
“ยายหวิน ตาไหว หายหัวกันไปไหนหมดนะเนี่ย”
“เขาลากลับบ้านสามวัน ผมอนุญาตเอง”
วิมลรัตน์แหวใส่ “คุณมีสิทธิ์อะไรมาอนุญาติให้คนของฉันไปไหนมาไหน ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

ธาดาก้าวเข้ามาหยุดยืนกลางทางเดินหน้าห้องนอนนอนใหญ่ เหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่ ธาดากับวิมลรัตน์เดินทะเลาะกันไปตามทางเดินชั้นบน ในค่ำคืน 14 กุมภาพันธ์ คืนนั้น

ประตูห้องนอนเปิดออกช้าๆ ธาดาเดินตรงเข้ามาในห้องนอนนี้ อาการปวดศีรษะ ค่อยๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง และเขาข่มความเจ็บปวดนั้นไว้จนตัวเกร็งไปทั้งร่าง คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงถัดมา

ธาดากับวิมลรัตน์แย่งปืนกันกลางห้องนอน ท่ามกลางความมืด เสียงพายุฝน เสียงฟ้าร้อง และ แสงฟ้าแลบ และในที่สุดธาดาแย่งปืนกระบอกนั้นมาถือไว้ได้ มันตะโกนลั่น
“แกจะยิงฉันใช่มั้ย จะฆ่าฉันใช่มั้ย คิดว่าฉันจะกลัวเหรอ”
วิมลรัตน์พุ่งเข้าไปตบธาดาสุดแรง
“ฉันก็ไม่กลัวแกเหมือนกันโว้ย”
ธาดาเงื้อมือตบวิมลรัตน์สวนกลับอย่างแรง
“ไม่กลัวแล้วกล้ามั้ยล่ะ กล้าก็ยิงเลยสิ ยิงเลย”
ธาดาดึงมือวิมลรัตน์มาจับด้ามปืน
“ไม่กล้ายิงแล้วทำมาเป็นขู่ แต่ฉันกล้าโว้ย นี่ไง”
ธาดาดึงปืนมาเหนี่ยวไกยิง โดยจงใจให้เฉียดหน้าวิมลรัตน์ทั้งห้านัดด้วยกัน วิมลรัตน์กรีดร้องดังลั่น

คิดถึงตอนนี้ ธาดาทรุดตัวลงตรงหน้าห้องน้ำ เขาใช้มือ กุม และกด บริเวณขมับสองข้างอย่างทุรนทุราย คิดถึงเหตุการณ์ต่อมา

ธาดาขว้างปืนทิ้ง แล้วกระชากร่างวิมลรัตน์ขึ้นมา บีบคออย่างแรง
“ขอเงินดีๆ ไม่ให้ใช่มั้ย ต้องให้ออกแรงใช่มั้ย”
วิมลรัตน์ดิ้นสะบัดจนหลุดจากมือธาดา เธอวิ่งหนีไปทางห้องน้ำ คว้าของแข็งใกล้ตัวมากำไว้กับมือแน่น
“แกอย่าเข้ามานะ”
“ทำไมฉันจะเข้าไปไม่ได้”
ธาดาเดินเข้าหาวิมลรัตน์ด้วยท่าทีคุกคาม
“แกจะทำอะไรฉัน”
“ฉันจะฆ่าแกไงล่ะ”
ธาดาชกที่ท้องวิมลรัตน์ แล้วจึงบีบคอกระชากอย่างไม่ยั้งมือ
“ไม่อยากตายก็เอาตังค์มา”
วิมลรัตน์ไม่ยอม “ไม่”
“ไม่ให้ก็ตายซะ”
ธาดาดันหัววิมลรัตน์กระแทกผนังสองสามที แล้วจึงเหวี่ยงเธอเข้าไปในห้องน้ำ วิมลรัตน์ล้มวืดลง ศีรษะกระแทกขอบอ่างอาบน้ำอย่างแรง แล้วจึงนิ่งไป
“แค่นี้ทำเป็นนิ่ง แกล้งตายเหรอ อีตอแหล”
ธาดาเงื้อมือตบหน้าวิมลรัตน์อีกสามที แต่วิมลรัตน์ยังนิ่งอยู่
“เมาหลับละซี”
เลือดไหลผ่านหลังวิมลรัตน์ออกมาท่วมพื้น ธาดาหน้าซีด สะดุ้ง ตกใจถึงขีดสุด
“มล...มล”

ธาดาดึงตัวเองออกมา ทรุดตัวลงหน้าห้องน้ำนั้น อาการปวดหัวทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมาพนมเบื้องหน้าแล้วจึงเอ่ยปากพูด
“ผมขอโทษ ขอโทษนะมล ยกโทษให้ผมนะ”
พร้อมกันนั้น ธาดาเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และพยายามจะกดปุ่มเหมือนจะบันทึกวิดีโอคลิป

คืนเดียวกันนั้น พลโทอรรถอยู่ในห้องโถงคฤหาสน์ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูแล้วพูดสาย
“ฮัลโหล...ว่าไงนะ”
เจ้าหน้าที่คลินิกยืนพูดโทรศัพท์หน้าเค้าน์เตอร์
“เจอตัวคุณพักตราแล้วค่ะ”
“เจอที่ไหน”
“คนขับแท็กซี่พามาส่ง”
“อาการเป็นยังไงบ้าง”
“อาการไม่ดีค่ะ ตกเลือด ต้องผ่าตัดด่วน แต่เราต้องได้รับการอนุญาตจากท่านก่อน”
“ผ่าเลย ผ่าเดี๋ยวนี้เลย ทำยังไงก็ได้ให้ลูกสาวผมรอด เข้าใจมั้ย”

กลางดึก คืนนั้น มุกรินเตรียมเข้านอนแล้ว เธอเอื้อมมือไปกดรับโทรศัพท์มือถือจากคิมหันต์
“ฮัลโหล...พักตราเป็นไงบ้าง”
คิมหันต์ยืนพูดโทรศัพท์ ด้านหน้าคลินิกแห่งนั้น
“อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว อยู่ในห้องผ่าตัด”
“เป็นอะไรมากมั้ย”
“ผมไปเจอในรถแท๊กซี่ ก็แทบหมดสติแล้ว หมอบอกว่า ต้องผ่าตัดใหญ่”
มุกรินนึกสงสาร “โธ่...”
“มุก ผมไม่ได้ดีใจหรอกนะที่พักตราเป็นอย่างนี้ แต่ความจริงก็คือความจริง และความจริงที่เกี่ยวข้องระหว่างผมกับพักตราก็คือ ผมจะไม่มีพันธะอะไรกับเธออีกแล้ว ทุกอย่างใกล้จะจบแล้วนะมุก ถ้ามุกยังไม่รังเกียจผม”
“ไม่ใช่เวลาที่เราจะพูดเรื่องนี้ตอนนี้นะคะ”
“ผมรู้ เมื่อผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราค่อยคุยกัน อย่าเพิ่งทิ้งผมไปนะมุก”
มุกรินวางโทรศัพท์ลง โดยไม่มีคำตอบออกจากปากเธอ

พลโทอรรถนั่งนิ่งๆ ไม่ห่างจากห้องผ่าตัดนัก จนคิมหันต์เดินไปหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ อรรถเอ่ยปากพูดโดยไม่ได้หันไปมองหน้าเขา
“ถ้าไม่ได้เธอ ลูกสาวฉันก็คงตายอยู่ในรถแท๊กซี่นั่นหละ”
คิมหันต์ยังไม่เอ่ยปากตอบอะไร
“ขอบใจนะ”
“หมอบอกว่าใช้เวลาผ่าตัด ประมาณสามชั่วโมงครึ่ง ก็เช้าพอดี”
“อืม เสร็จแล้วก็ต้องอยู่ไอซียูอีกคืนนึง พักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกประมาณเจ็ดวัน”
ทั้งสองต่างนั่งนิ่งไปพักหนึ่ง คิมหันต์จึงเอ่ยปาก
“หลังผ่าตัดเสร็จ ผมต้องขอคุยกับท่าน”
“ฉันรู้ว่าเธอจะพูดเรื่องอะไร ขอเวลาฉันอีกนิดได้มั้ย ขอดูอาการหลังผ่าตัดอีกสักพักเถอะ ไหนๆ เธอก็ช่วยชีวิตลูกสาวฉันแล้ว ก็ขอให้ช่วยให้ตลอดเถอะนะ”
คิมหันต์พูดไม่ออก
“เธอไปนอนรอที่ห้องพักก่อนก็ได้ ฉันเปิดไว้ให้แล้ว”
คิมหันต์ลุกขึ้นเดินออกไป ทิ้งให้พลโทอรรถครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง

พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นตอนเช้าตรู่ ตีห้าห้าสิบ
ถวิล และ ไสว เปิดประตูเดินเข้ามากลางโถงบ้านเจ๊มล
“แกขึ้นไปดูคุณธาดาซิ ว่าเขาจะเอาอะไรรึเปล่า” ตาผัวบอก
ยัยเมียย้อน “ทำไมแกไม่ขึ้นไปล่ะ”
“คุณธาดาไม่ชอบหน้าฉัน”
“แล้วเขาชอบหน้าฉันเหรอ”
“แกเป็นผู้หญิง แกไปเหอะ”
ถวิลจำยอม เดินขึ้นบันไดบ้านไป

ส่วนไสวค่อยๆ เดินไปเปิดหน้าต่างบ้าน ทันใดนั้นเองเสียงกรีดร้องของถวิลก็ดังสนั่นลั่นบ้าน ทำเอาไสวสะดุ้งสุดตัว หน้าตาตื่น

โทรศัพท์มือถือคิมหันต์ในห้องพักรับรองดังขึ้น เขาลุกขึ้นจากโซฟาอย่างงัวเงีย ยกโทรศัพท์ขึ้นพูด
“ฮัลโหล น้าไหว มีอะไรเหรอ...ห๊า ผูกคอตาย”
ไสวยืนพูดโทรศัพท์อยู่ในโถงบ้านวิมลรัตน์
“ครับ ผูกคอตายกลางห้องเลยครับ ห้องคุณมลน่ะครับ ยายหวินเปิดประตูเข้าไปเจอ แทบช็อกเลยครับ”
คิมหันต์หน้าตาตื่น ร้อนรนสุดขีด
“ฉันจะเข้าไปที่บ้านเดี๋ยวนี้ละ น้าไหวอย่าเพิ่งบอกใครนะ”
“บอกตำรวจไปแล้วครับ ตอนนี้พวกมูลนิธิกับนักข่าวมากันเต็มบ้านแล้วครับ”
คิมหันต์สบถลั่น “ฉิบหายเอ๊ย”

รายการข่าวด่วนช่อง 6 โดยมีผู้ประกาศสาวหน้าแฉล้ม นั่งอ่านข่าวหน้าฉากประจำของเธอในห้องส่ง
“เช้านี้เรามีรายงานข่าวด่วน ที่น่าสะเทือนใจไม่น้อยนะคะ เป็นข่าวการเสียชีวิตของชายวัยกลางคน ชื่อนายธาดา คุรุรัตน์ สามีของเจ๊มลผู้ล่วงลับ สภาพศพระบุว่า แขวนคอตายกลางห้องนอนเดิมของเขา ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ชี้ชัดว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่หรือไม่”
คิมหันต์เดินพรวดๆ ผ่านโถงคลินิกไป โทรทัศน์ในห้องโถงเปิดรายการข่าวเดียวกันนี้อยู่
“ด้วยเจ้าหน้าที่พบจดหมายลาตายหนึ่งฉบับวางข้างตัว เนื้อความในจดหมายนั้น กล่าวพาดพิงถึงน้องเมียใจอำมหิต ที่ชื่อคิมหันต์ สุริยศักดิ์”
คิมหันต์หยุดกึก เดินหันไปมองที่จอโทรทัศน์
“มีผู้ตั้งขอสังเกตุว่า นายคิมหันต์อาจจะอยู่เบื้องหลังการฆ่าตัวตายครั้งนี้ แม้จะไม่ใช่การฆาตกรรม แต่ก็อาจจะมีเหตุจูงใจมาจากเขาได้”
คิมหันต์หน้าเครียดจนถึงขีดสุด

จอโทรทัศน์ที่บ้านมุกริน ปรากฏเป็นรายการข่าวด่วนรับอรุณจากช่อง 6 เช่นกัน
“จากการที่นายคิมหันต์ในฐานะโจทย์ ยื่นฟ้องอุทธรณ์เพื่อเอาผิดนายธาดา ในคดีฆาตกรรมพี่สาว”
มุกรินนั่งจ้องจอโทรทัศน์นั้น น้ำตานองหน้า
“ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการ รอศาลเรียกฟังคำตัดสิน แต่นายคิมหันต์ก็กระทำการกดดันนายธาดาอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การประกาศถอนหมั้น นางสาวมุกริน ต่อหน้าสาธารณะ”
น้ำตามุกรินไหลพรั่งพรูออกมา เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา

รถคิมหันต์แล่นเข้ามาจอดหน้าประตูรั้วของบ้าน นักข่าวกรูกันเข้ามารุมล้อมรอบๆ รถ คิมหันต์ก้าวลงจากรถ พยายามเดินเลี่ยงหนีนักข่าวตรงเข้าไปในบ้าน
เสียงพิธีกรรายการข่าวยังคงดังต่อเนื่องมา
“จากนั้นก็ไล่ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพี่สาวกลับคืนมาเป็นของตน จนนายธาดาต้องออกจากบ้าน ไปบ้านเช่าอยู่เพียงลำพัง จึงมีความเป็นไปได้ว่านายธาดาอาจถูกบีบคั้นจนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย”

คิมหันต์เดินเข้าบ้านมาตรงโถงหน้าบันได สวนกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่กำลังแบกเปลเคลื่อนย้ายศพ คิมหันต์หยุดตรงหน้าเปลนั้น เขาเอื้อมมือเปิดผ้าคลุมศพ

พบว่าเป็นใบหน้าธาดาที่ไร้ลมหายใจ อยู่ใต้ผ้าผืนนั้น

อ่านต่อหน้า 3




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 14 (ต่อ)

พิธีกรช่อง 6 คนเดิม นั่งรายงานข่าวด่วนอยู่ในสตูดิโอ มันส่งสัญญาณสดในระบบเฮชดี ไปยังผู้ชมทั่วโลก

“และหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนสมมุติฐานนี้ก็คือคลิปวิดีโอที่นายธาดาบันทึกไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือของเขา และได้ถูก upload ขึ้นyoutube เมื่อเวลาประมาณตีสี่ นั่นคือเวลาก่อนที่เขาจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย และขณะนี้ในสังคมออนไลน์กำลังเปิดดูและแชร์คลิปนี้ไปทั่ว ซึ่งเราจะนำเอาบางส่วนของคลิปนั้น มาประกอบการเล่าข่าวเช้านี้ด้วย ไปชมพร้อมๆ กันค่ะ”

คลิปนั้นมันเป็นภาพวิดีโอที่บันทึกไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา ในตอนที่ธาดาอยู่ห้องนอนวิมลรัตน์ เขากำลังเอื้อมมือกด record บนโทรศัพท์มือถือ แล้วจึงเอ่ยปากพูด
“ผมไม่แน่ใจว่า ณ เวลานี้ ภาพการสารภาพของผมในคดีที่จบไปแล้วจะถูกเผยแพร่ออกไปหรือยัง แต่ผมขอใช้โอกาสนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผม ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้...”
มุกริน นั่งจ้องจอทีวี ตาไม่กะพริบ
“เพื่อบอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับคำสารภาพนั้น มันเป็นความจริงอันโหดร้าย ที่จะไม่มีใครได้รู้เลย ถ้าผมไม่พูดมันออกมา”
ธาดาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง
“ผมถูกบังคับให้ยอมรับว่าเป็นฆาตกร มันบังคับให้ผมพูดว่า ผมเป็นคนฆ่าเมียตัวเอง มันข่มขู่ผมด้วยวิธีโหดร้ายสารพัด มันคือไอ้คิมหันต์ สุริยะศักดิ์ น้องเมียผมเอง”

คิมหันต์ยืนมองบ่วงเชือกที่แขวนอยู่กลางห้องนอนใหญ่บ้านพี่สาว
“ไอ้คิมหันต์วางแผนกับเสี่ยเจ้าของบ่อน หลอกให้ผมเป็นหนี้ และข่มขู่จะทำร้ายน้องสาวผม เพื่อให้ผมยอมรับว่าเป็นผู้ทำฆาตกรรมวิมลรัตน์เมียของผม ทั้งๆ ที่ศาลก็ได้ยกฟ้องคดีนี้ไปแล้ว มันก็ยังไม่ยอมเลิก”
มุกรินยังคงนั่งจ้องจอทีวี น้ำตาไหลมากขึ้น
“เมื่อผมไม่ยอมสารภาพอย่างที่มันต้องการ มันก็ทุบตีผม ทำร้ายผม รอยแผลยังเห็นอยู่ที่นี่ แต่ผมไม่ได้ห่วงตัวเอง เท่าชีวิตของน้องสาวผม มุกริน ผมจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องเธอ”

ชุมสายเดินเข้ามากลางโถงบ้านวิมลรัตน์ เห็นถวิลและไสวยืนดูรายการข่าวนั้นอยู่ หน้าตาสองคนนั้นไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
“ผมขอยืนยันว่าในระหว่างที่ผมบันทึกภาพและเสียงนี้ ผมอยู่ในภาวะปกติทุกประการ และทุกข้อความของผม ผมได้เขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรบนกระดาษแผ่นนี้ด้วย”
ชุมสายเดินตรงไปที่ถวิลและไสว
“คิมหันต์ล่ะ มันอยู่ไหน”
“บนห้องนอนค่ะ สั่งห้ามใครเข้าไปเป็นอันขาด” ถวิลบอก
“ผมกราบขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่และผู้ใจบุญทุกคน ช่วยกรุณาเผยแพร่คลิปนี้ เพื่อเห็นแก่ความยุติธรรมและความถูกต้องในสังคมด้วย”
สายตาธาดามองเขม็ง คล้ายจ้องหน้ามุกริน
“มุก พี่เสียใจที่มีโอกาสอยู่กับมุกได้เพียงเท่านี้ ขอให้การจากไปของพี่ จงเป็นเครื่องเตือนสติให้มุกรู้ว่า อย่าไว้ใจไอ้คิมหันต์เป็นอันขาด”
มุกริน ยังคงจ้องจอโทรทัศน์ด้วยความโศกเศร้าสะเทือนใจ และไม่อาจหยุดน้ำตาไว้ได้
“มันจะนำความอัปมงคลมาสู่มุก ชีวิตมุกจะถูกดึงลงไปตกนรกหมกไหม้กับมันซึ่งพี่ไม่ปรารถนาให้เป็นอย่างนั้น”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น มุกรินเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาดู
หน้าจอโทรศัพท์เห็นชื่อคิมหันต์ปรากฏอยู่ มุกรินโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งไป ไกลตัว
“ลาก่อนนะมุกริน น้องรักของพี่”
“พี่ใหญ่”
คิมหันต์ยังอยู่ในห้องนอนวิมลรัตน์ เขาวางโทรศัพท์ลง ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ หันไปจ้องมองโทรทัศน์ในห้อง เป็นภาพธาดายื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ กล้องมือถือที่ใช้บันทึก
“และสำหรับมึง คิมหันต์ จำไว้ด้วยว่า คนบริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์เสมอ ไม่ว่าเป็นหรือตาย ส่วนคนโง่ๆ อย่างมึง ไม่มีวันชนะกูหรอก ไอ้คิม”
คิมหันต์ปิดโทรทัศน์ทันที สีหน้าเครียดมากๆ

มุกรินพาตัวเองมาที่โรงพยาบาลตำรวจทันที เธอนั่งนิ่งร้องไห้อยู่เบื้องหน้าศพของธาดาบนเตียงในห้องเก็บศพ เพื่อรอผ่าชันสูตร หน้าตาของเธอเต็มไปด้วยความหมองเศร้า ขอบตาดำคล้ำช้ำ ด้วยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ด้านหลังของเธอ ปรากฏเงาร่างของชายคนหนึ่ง ค่อยๆ เดินตรงเข้ามาเธอ เขาคือคิมหันต์
คิมหันต์หย่อนตัวลงนั่ง ด้านหลังมุกริน
“ผมโทร.หามุก แต่มุกไม่รับโทรศัพท์ผมเลย”
มุกรินเอ่ยปากเสียงเข้ม โดยไม่หันไปมองหน้าเขา
“ยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ”
“ผมอยากอธิบาย”
“ไม่จำเป็น”
“ผมอยากให้คุณเข้าใจ”
“ฉันไม่อยากฟัง”
“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ ผม...”
มุกรินหมุนตัว หันไปตบหน้าคิมหันต์อย่างแรง
“ออกไปให้พ้น”
“ผมแค่...”
มุกรินตบหน้าคิมหันต์อีกครั้ง แรงมากขึ้น
“ออกไปจากชีวิตฉันซะที”
“มุก ผมไม่ได้”
มุกรินตบหน้าคิมหันต์ซ้ำอีก และพูดด้วยเสียงที่ดังมากขึ้น
“คุณทำให้ชีวิตฉันพังพินาศ ย่อยยับ ทำให้พี่ชายฉันต้องตาย”
“ผมไม่ได้เป็นคนทำ พี่ชายคุณ”
มุกรินผลักคิมหันต์ออกไปเต็มแรง
“ออกไป ออกไปให้พ้น คุณคือคนที่ฉันเกลียดที่สุด คิมหันต์ เราหมดเวรหมดกรรมกันซะที”
เจ้าหน้าที่สามสี่คนก้าวพรวดๆ เข้ามาดึงตัวคิมหันต์ออกไปจากห้อง ปรารภเดินตามมา สวนกับคิมหันต์ ทั้งสองต่างจ้องมองหน้าเอาเรื่องกัน
คิมหันต์เอ่ยปากตะโกนให้มุกรินได้ยิน
“มุก ก่อนคุณจะตัดสินผม ขอให้ฟังคำสารภาพจากผมก่อนนะมุก ได้โปรด”
มุกรินตะคอกกลับไปด้วยเสียงที่ดังกว่า
“ฉันบอกให้ออกไป”
เจ้าหน้าที่จึงลากตัวคิมหันต์ออกไปทันที ปรารภเดินไปประคองมุกริน ด้วยความห่วงใย
“เจ้าหน้าที่ต้องผ่าพิสูจน์ศพอีกสองวันนะ ถึงจะส่งให้เราประกอบพิธีได้”
น้ำตามุกรินไหลพรากออกมาอีกครั้ง
“พี่รภคะ ช่วยมุกด้วยนะคะ ทำยังไงก็ได้ อย่าให้ผู้ชายคนนั้นมาใกล้มุกอีกนะคะ พี่รภ”
ปรารภพยักหน้ารับคำด้วยความเต็มใจ

คิมหันต์หย่อนตัวลงนั่งในรถ ด้วยสีหน้าอันเครียดเคร่ง สักพักโทรศัพท์มือถือของเขาก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้นคิมหันต์หยิบมันขึ้นมา กดรับสาย
“ผมนึกอยู่แล้ว ว่าคุณต้องโทร.มา...ด่าผม”
ดวงดาวยังยืนถือโทรศัพท์อยู่ริมชายหาดนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยปากอะไร เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ผมรอฟังอยู่”
ที่สุดดวงดาวจึงพรั่งพรูความรู้สึกของเธอออกมา
“ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีครั้งไหนที่ตัดสินใจผิด ทุกการกระทำของฉันเป็นผลดีกับตัวฉันเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเว้นครั้งนี้ ฉันต้องยอมรับว่าฉันมองคนผิด ผิดไปมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมาระหว่างเรา มันล้มเหลวมากเกินกว่าคำว่าเสียใจ หรือเสียดาย มันคือ ความโกรธ ความน่าขยะแขยง คลื่นไส้อย่างน่ารังเกียจที่สุด จากนี้ไป ฉันขอให้คุณจงพบแต่ความฉิบหายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ขออย่าให้มีใครต้องพบเจอกับคนเลวร้ายอย่างคุณ ขออย่าให้มีใครหลงเป็นเหยื่ออารมณ์ของผู้ชายเลวๆ อย่างคุณอีกเลย”
คิมหันต์ถือโทรศัพท์ฟังอยู่ในรถ เขานิ่ง อึ้ง เสียใจมาก
“ถ้าฉันอยู่ในระยะที่มือฉันเอื้อมถึง ฉันคงจะตบหน้าคุณเต็มแรง มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ไม่เป็นไร เพราะฉันเชื่อว่า มุกรินคงทำหน้าที่นี้แทนฉันไปแล้ว รีบไปลงนรกไกลๆ ฉันเถอะ นายคิมหันต์”
ดวงดาวกดปุ่มเลิกการสนทนา เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้น้ำตาทะลัก ถล่มทะลาย

ชุมสายก้าวขึ้นรถ หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ คิมหันต์
“เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาอะไรนาย แต่ก็อาจเรียกตัวสอบปากคำก่อน เพราะถึงอย่างไร คลิปที่ธาดาพูดพาดพิงถึงแก เจ้าหน้าที่ก็ต้องนำมาสืบสวนหาข้อเท็จจริงอีกที”
คิมหันต์ได้แต่รับฟัง นิ่งๆ
“ส่วนคำสารภาพของนายธาดาที่แกถ่ายไว้ ฉันว่าแกอย่าเพิ่ง upload เลยนะ”
“ฉันจะไม่ทำอะไรกับมันทั้งนั้น”
“ดีแล้ว เพื่อน”
“มันไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่เหลือใครแล้วว่ะ ไอ้ชุม ไม่เหลือจริงๆ”
หยาดน้ำตาไหลรินออกมาจากสองตาของคิมหันต์

เจ้าหน้าที่พยาบาลเข็นเตียงพาพักตราเข้ามาในห้องพัก พลโทอรรถเดินตามเข้ามาในห้องพร้อมกับหมอเจ้าของไข้ หมออธิบายอาการ พร้อมคำแนะนำต่างๆ
“เป็นยังไงบ้างคะคุณพักตรา ช่วงนี้คงต้องนอนนิ่งๆ ยังขยับตัวอะไรไม่ได้มากนะคะ อีกซักหกชั่วโมงถึงจะจิบน้ำได้ ส่วนอาหารเริ่มทานได้พรุ่งนี้ ถ้าปวดแผลก็ขอยาจากพยาบาลได้ แล้วหมอจะเข้ามาดูเป็นระยะๆ นะคะ”
พักตรามีสีหน้านิ่ง จนดูไม่ออกว่าเธอฟังสิ่งที่หมอพูดหรือไม่
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ”
รอจนหมอเดินออกจากห้องไป พร้อมกับเจ้าหน้าที่พยาบาล พลโทอรรถจึงเดินเข้าไปหาลูกสาว
“หนูปลอดภัยแล้วนะลูก ถือว่าโชคดีมาก ที่ถึงมือหมอได้ทันเวลา จากนี้ไปไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้วนะ”
พักตราเอ่ยปากพูดเป็นคำแรก
“ลูก ลูกของพักตร์”
“ยังไม่ใช่เวลาของเขาจ้ะ เขายังไม่พร้อมที่จะออกมาดูโลกตอนนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะมาเอง มาเป็นของขวัญจากสวรรค์ เหมือนที่พ่อมีหนูเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดไงล่ะ เชื่อพ่อนะลูก”
“คิมล่ะ คิมล่ะคะ เขาเสียใจมั้ย”
อรรถสูดลมหายใจลึกๆ
“เขาเข้าใจ เหมือนที่พ่อเข้าใจ”
“เขาอยู่ไหนคะ พักตร์อยากกอดเขา”
“คิมอยู่กับลูกทั้งคืน จนหนูเข้าห้องผ่าตัด แล้วก็เพิ่งออกไปเมื่อสายๆ นี้เอง”
“ไปไหน”
“เขามีธุระสำคัญ เรื่องคดีความ หนูนอนพักก่อนเถอะนะ คิมหันต์เสร็จธุระเมื่อไหร่ ก็จะมาหาหนูเองจ้ะ”
พักตราค่อยๆ หลับตาลงไปเพราะความอ่อนเพลีย

คิมหันต์นั่งอยู่ตรงหน้าบริเวณเจดีย์ที่บรรจุกระดูกวิมลรัตน์ มีรูปเจ๊มลเซเลบคนดัง ฝังติดอยู่ที่เจดีย์นั้น คิมหันต์คร่ำครวญความใจในของเขา
“ผมทำทุกอย่างผิดหมด ผมทำร้ายคนที่ผมรัก และคนที่รักผม อย่างเลือดเย็นที่สุด”
เหตุการณ์รุนแรงในอดีต ที่คิมหันต์เคยทำกับมุกรินผุดขึ้นมาตามสำนึกของเขา
“ผมนึกถึงแต่เรื่องของตัวเอง ความรัก ความแค้น และความยุติธรรมในมุมของผม มันทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวด”
เหตุการณ์รุนแรงในอดีต ที่คิมหันต์เคยทำกับธาดา และ ดวงดาว ผุดตามมาติดๆ
“ผมต้องแก้ไขยังไงครับพี่มล ผมต้องทำยังไง เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
ภาพมุกรินตบหน้าคิมหันต์เมื่อไม่นานมานี้
“ถ้าดวงวิญญาณของพี่มลสามารถรับรู้ความรู้สึกของผมได้ ช่วยดลใจผมด้วยจะด้วยวิธีใดก็ได้ ให้ผมรับรู้ว่า ผมควรทำอย่างไรกับปัญหาที่ผมก่อไว้ทั้งหมด ผมไม่อยากเสียใครไปอีกแล้วครับ พี่มล”

อีกฟาก มุกริน นั่งพนมมือนิ่งอยู่หน้าหิ้งพระในบ้าน

อ่านต่อหน้า 4




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 14 (ต่อ)

ขณะที่พักตรานอนหลับตานิ่งสนิท บนเตียง สักครู่ประตูห้องเปิดออก คิมหันต์เดินเข้ามายืนข้างเตียงเงียบๆ
คิมหันต์ มองดูพักตรา ด้วยความรู้สึกสงสารไม่น้อย ไม่นานนักพลโทอรรถจึงเดินเข้ามาในห้องนี้เงียบๆ เช่นกัน และเอ่ยปากกับคิมหันต์

“พักตรายังอ่อนเพลียจากการผ่าตัด เธอหลับสนิทตั้งแต่บ่ายๆ หมอบอกว่าอีกซักสองวันถึงจะค่อยๆ ฟื้นตัว”
คิมหันต์ยืนนิ่ง ไม่มีอาการตอบรับใดๆ
“เธอมีอะไรจะคุยกับฉันใช่มั้ย”
“ครับ”
“ตามฉันมา”
พลโทอรรถเดินออกไปนอกห้อง สักพักคิมหันต์จึงเดินตามออกไป

อรรถขยับตัวลงนั่ง ตรงม้านั่งริมทางเดินในคลินิกหรู คิมหันต์เดินตามมานั่งไม่ห่างกันนัก ทั้งสองนั่งเงียบๆกันพักหนึ่ง นายพลโทจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้น
“ฉันหรือเธอ ควรจะเป็นคนเริ่มต้น”
“ผมเองครับ”
“อย่าให้เยิ่นเย้อนักนะ”
คิมหันต์หายใจลึกๆ แล้วจึงออกเสียงชัดเจน
“ผมจะขอหย่ากับพักตรา”
อรรถฟังนิ่งๆ ไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ
“แค่นี้ใช่มั้ย”
“หรือท่านต้องการเหตุผลประกอบคำร้องด้วย”
“ไม่ต้อง แต่ขอให้ตอบฉันมาก่อน ว่า หย่ากับไม่หย่า ต่างกันตรงไหน”
“หลังจดทะเบียนหย่า เราสองคนก็จะมีอิสระจากกัน”
อรรถจ้องหน้าคิมหันต์เต็มๆตา
“แปลว่าสิ่งที่ผูกมัดเธอกับพักตราคือทะเบียนสมรส เท่านั้นเหรอ”
“อิทธิพลของท่านด้วย”
“ลืมเรื่องนั้นซะเถอะ ฉันปล่อยวางลงไปเยอะแล้ว หลังจากชะตากรรมของพักตราครั้งนี้ ต่อให้มีอำนาจ มีบารมีแค่ไหน ชีวิตก็ไม่จีรังอยู่ดี”
พลโทอรรถเปลี่ยนอิริยาบถก่อนพูดต่อ
“แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องครุ่นคิดให้ดีก่อนการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ จิตใจ”
คิมหันต์จ้องมองอรรถอย่างตั้งใจ
“เธอกับพักตราผ่านอะไรมาไม่น้อยแล้วนะ ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอจะเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่มันได้ผูกพันจิตใจของเธอสองคนไว้ด้วยกัน มากกว่าทะเบียนสมรส แม้ว่าใจของเธอกับพักตราจะต่างกัน แต่ความลึกซึ้ง ไม่ได้น้อยกว่ากันนะ ใจของพักตรานั้นคือความรู้สึกรัก ส่วนใจของเธอคือสำนึกผิด หรือจะปฏิเสธว่าเธอไม่มีสำนึกนี้”
อรรถยังคงโน้มน้าวใจคนเก่งกาจ เช่นเดิม คิมหันต์นิ่ง ตอบไม่ถูก
“ฉันไม่คาดหวังว่าสถานะสามีภรรยาระหว่างเธอกับลูกสาวฉันจะผูกพันอะไรมากไปกว่าที่ผ่านมา ฉันหวังแค่ว่าสภาพจิตใจของพักตราจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้ เพราะถ้ามากกว่านี้ มันอาจหมายถึงชีวิตได้ คิดดูอีกทีนะคิมหันต์ ฉันขอร้องก็แล้วกัน ไอ้ลูกชาย”
พลโทอรรถขยับตัวลุกเดินออกไปทันที คิมหันต์ได้แต่นั่งนิ่ง ตัดสินใจอะไรไม่ถูก

สามวันถัดมา รุ่งเช้าวันนี้ รถชุมสาย วิ่งตรงเข้ามาในอาณาบริเวณบ้านวิมลรัตน์
ชุมสายเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เห็นถวิลและไสวเดินเข้าไปต้อนรับ ชุมสายถามถึงคิมหันต์ ถวิลและไสวได้แต่ส่ายหน้า ไม่รู้

“ไอ้คิม ไม่ว่าแกจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าแกได้ฟังข้อความนี้ ฉันขอบอกว่าแกทำไม่ถูก แกอาจจะชินกับการทำอะไรไม่ถูกมาแล้วมากมายหลายเรื่อง”
เสียงชุมสายดังขึ้นมาจากมุมหนึ่งในบ้านวิมลรัตน์ เขากรอกเสียงฝากข้อความถึงคิมหันต์
“แต่ถ้าแกยังใช้วิธีหนีหน้าแบบนี้ แกก็จะไม่มีทางแก้ไขอะไรให้มันถูกต้องขึ้นมาได้เลย ถ้าฉัน ในฐานะเพื่อนคนเดียวของแก ยังไม่รู้เลยว่าแกเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน ก็คงไม่มีใครช่วยอะไรแกได้อีกแล้ว กลับมาเถอะนะเพื่อน การทำผิดแล้วรู้จักแก้ไข และขอขมา จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีที่สุด เท่านี้แหละเพื่อน”
รอจนชุมสายกดวางสายข้อความ ไสวจึงเดินเข้ามาหา
“คุณคิมแกจะได้ยินที่คุณชุมสายพูดเหรอครับ”
“ไม่รู้มัน ฉันก็ทำได้เท่านี้ละ ที่เหลือจากนี้ก็ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน”
“เอ้อ...คุณชุมสายจะไปวัดหรือเปล่าครับ”
“ไปทำไม”
“ก็ไปแทนคุณคิมไงครับ งานศพคุณธาดา”
“ขอคิดดูก่อนนะ”

ที่ศาลาจัดงานศพธาดา มุกรินเดินถืออาหารถ้วยเล็กๆ วางหน้าโลงศพผู้เป็นพี่ชาย เธอยกมือเคาะข้างโลงเบาๆ บอกพี่ชาย
“กินข้าวนะพี่ใหญ่ มุกเลือกของโปรดพี่มาให้เท่าที่มุกจำได้ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วนะพี่ เย็นนี้พระจะมาสวด...ถ้าพี่ใหญ่ยังอยู่แถวๆ นี้ ก็มาฟังพระสวดด้วยกันนะ พี่ใหญ่”
พูดได้ไม่กี่คำ น้ำตามุกรินก็ไหลออกมาอีก จนเมื่อเธอพลิกตัวออกมา จึงเห็นว่าดวงดาวยืนร้องไห้อยู่เบื้องหน้าโลงนั้น
“ดาว”
สายตาของดวงดาวจับจ้องอยู่ที่รูปธาดา บนขาหยั่งข้างโลงศพ
“ฉันพยายามติดต่อเธอ ตั้งแต่วันแรกที่พี่ใหญ่เสีย แต่ก็ติดต่อไม่ได้”
น้ำตาของดวงดาวยิ่งไหลพรากออกมามากขึ้น
“ฉันไม่ควรทิ้งเขาไปเลย ถ้าฉันอยู่ มันคงไม่จบอย่างนี้หรอก”
“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกดาว”
“ฉันน่าจะพอห้ามผู้ชายคนนั้นได้ หรืออย่างน้อย อาก็ควรจะได้รู้ว่า เลือดเนื้อของอาอยู่ในนี้”
ดวงดาวยกมือลูบที่ท้องตัวเอง มุกรินใจหายกับเรื่องที่เพิ่งรู้เรื่องนี้
“ดาว”
ดวงดาวตรงเข้าไปกอดโลงศพ ร้องไห้คร่ำครวญ
“อาน่าจะได้สัมผัสเขาสักครั้ง ได้พูดกับเขาสักคำ แม้เขาจะยังอยู่ในนี้ แต่เขาก็กำลังเติบโต เขาต้องรู้สึกถึงสัมผัสของพ่อได้ ดีกว่าที่อาจะจากไปโดยไม่รู้อะไรเลยแบบนี้”
มุกรินก้าวเข้าไปโอบกอด ให้กำลังใจดวงดาว
“โธ่...ดาว”
“ตอนแรกฉันกลัวว่าเขาจะโกรธที่ฉันท้อง แต่บางที ลูกอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาคิดสั้นแบบนี้”
ดวงดาวหันไปยกมือไหว้ที่โลงศพ
“อา หนูขอโทษ หนูอาจจะไม่เคยบอกอาตรงๆ ว่าหนูรักอา แต่หนูรักอานะ ถ้าชาติหน้ามีจริง หนูขอเกิดมารักอาอีกและจะรักอาตลอดไป จะบอกรักอาทุกวัน จะไม่ทำให้อาต้องเสียใจแม้แต่นิดเดียว”
“ฉันเชื่อว่าพี่ใหญ่รับรู้ทุกคำพูดของเธอ และเขาจะต้องดีใจที่เธอมาหา”
ดวงดาวสะกดกลั้นเสียงสะอื้นและน้ำตาของเธอ ก่อนเอ่ยปากถาม
“แล้วเขาคนนั้นล่ะ มารึยัง”
“เขาไม่มีทางมาหรอก”
“เขาต้องมา ฉันรู้ เพราะเขาต้องรู้สึกผิด และอยากให้เธอเห็นใจเขา”
“ไม่มีทาง จากนี้ไป เขาจะไม่มีวันได้ในสิ่งที่เขาต้องการ”
ไม่ทันขาดคำ รถคิมหันต์แล่นเข้ามาจอดหน้าศาลาหลังนี้ ดวงดาวและมุกรินหันไปมองที่รถคันนั้น
“ฉันบอกแล้วไงว่าเขาต้องมา”
“ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าเขาอีก”
“เป็นสิทธิ์ของเธอ เธอเลือกได้ มุกริน”

คิมหันต์เดินตรงเข้ามาในศาลา ตรงมายังมุกรินและดวงดาว มุกรินขยับตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่คิมหันต์เดินมาถึง
“มุก คุณหยุดฟังผมซักนิดได้มั้ย”
มุกรินหยุดยืนนิ่งๆ แต่ไม่มีทีท่าที่แสดงว่าเธอสนใจฟังคิมหันต์แต่อย่างใด
“เมื่อผมพูดจบแล้วคุณจะทำยังไงก็ได้ จะตบหน้าผมแรงกว่าเก่าก็ได้ จะด่าผมหรือจะให้คนมาจับผมโยนออกไป ผมก็ยอม”
“ดาว ฉันจะไปหาพี่ปรารภ เขาจอดรถอยู่ด้านหลัง เธออยากจะทำอะไรก็เชิญนะ”
มุกรินเดินหนีออกไปทางด้านหลังศาลาทันที
คิมหันต์ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ดวงดาว หน้าศพธาดา
“คุณมีเวลาหนึ่งนาทีที่ฉันจะยอมฟังคุณ หลังจากนั้น คุณจะกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับฉัน เป็นอากาศสกปรก ที่ฉันจะไม่แม้แต่เหลือบตามอง”
คิมหันต์ก้มหน้านิ่งสักพัก แล้วจึงเอ่ยปาก
“ผมขอโทษ ดวงดาว ผมขอโทษจริงๆ ผมยินดีทำทุกอย่างเพื่อเป็นการชดใช้สิ่งที่ผมทำไว้กับใครๆ ทุกคน โดยเฉพาะกับคุณ”
“เสียใจด้วยนะ ที่ไม่มีใครเชื่อคุณอีกต่อไปแล้ว”
ดวงดาวขยับตัวลุกขึ้นอย่างไม่แยแส คิมหันต์คว้าแขนเธอไว้
“ดวงดาว”
ดวงดาวหันมาตบหน้าคิมหันต์อย่างแรง เต็มฝ่ามือ
“นี่คือสัมผัสสุดท้าย ที่ฉันจะแตะต้องตัวคุณ ไอ้คนใจบาป”

ทางด้านพลโทอรรถ เข็นรถพักตราไปบนทางเดินร่มรื่น ผู้เป็นพ่อเอ่ยปากพูดคุยด้วยน้ำเสียงสดชื่นแจ่มใส ในขณะที่ลูกสาวนั้นยังคงนิ่งเฉย ยากต่อการคาดเดาอารมณ์ของเธอ
“หมอบอกว่า แผลผ่าตัดของหนูหายเร็วมาก แสดงว่าหนูเป็นคนไข้ที่ดี ปฏิบัติตัว ตามคำแนะนำของคุณหมอทุกอย่าง และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า สุขภาพจิตของหนูก็ดีขึ้นมากๆ ด้วย”
“แปลว่าพักตร์กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยคะ”
“ตอนเย็นๆ ที่คุณหมอแวะมาตรวจลูก แกจะบอกเราอีกที แต่พ่อว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วละ”
“เมื่อไหร่คิมจะมาล่ะคะพ่อ”
“เมื่อเขาเสร็จธุระเขาจะมาทันที เขาต้องมาหาหนูก่อนวันกลับบ้านแน่ๆ เชื่อพ่อสิ”
เจ้าหน้าที่คลินิกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพลโทอรรถ
“ท่านคะ มีคนมาขอเข้าเยี่ยมคุณพักตราค่ะ”
“ใคร คิมหันต์เหรอ” พักตราถามอย่างตื่นเต้น
“นั่นสามีลูกนะ จะต้องขออนุญาตทำไม”
“เขาชื่อคุณมุกริน กับคุณดวงดาวค่ะ”
พักตรายืดตัวตรงขึ้น ด้วยความแปลกใจ

ถัดจากนั้น เจ้าหน้าที่พามุกรินและดวงดาวเดินเข้ามาในห้องรับรอง มีพักตรานั่งรออยู่ในห้องนี้แล้ว มุกรินลงนั่งแล้วจึงเอ่ยปากขึ้น
“ฉันเพิ่งรู้ข่าวจากคุณชุมสาย ว่าเธออยู่ที่นี่”
“ฉันก็เพิ่งรู้ข่าวพี่ชายเธอเหมือนกัน เสียใจด้วยนะ”
“เสียใจเรื่องลูกของเธอเช่นกัน”
“แน่ใจนะ ว่าไม่ได้ตั้งใจจะมาเยาะเย้ยฉัน”
ดวงดาวแทรกขึ้น “อย่ามองเราสองคนอย่างนั้นสิพักตรา เราเห็นใจเธอจริงๆ นะ”
“ไม่จำเป็น ความเห็นใจช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอก เธอไม่ได้เป็นแม่ เธอไม่มีวันรู้สึกอย่างที่ฉันรู้สึกหรอก”
ดวงดาวเอ่ยปากอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ฉันรู้สึก ไม่ต่างจากที่เธอรู้สึก”
พักตรามองหน้าดวงดาว เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที
“เหรอ งั้นก็ขอให้โชคดี ไม่แท้งลูกอย่างฉันนะ” พักตราเหลียวมามองหน้ามุกริน “แล้วเธอล่ะ เธอคงไม่ได้ท้องอีกคนนะ ฉันไม่อยากเดาว่าใครเป็นพ่อ”
“ฉันตั้งใจจะมาขอโทษเธอ”
พักตราอึ้งไปนิดหนึ่ง เธอคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำขอโทษ
“ขอโทษ”
“ที่ผ่านมา เรื่องระหว่างเรามันพัวพัน จนแยกไม่ออกว่า ใครถูกใครผิด”
พักตรามีท่าทีตั้งใจฟังอย่างเห็นได้ชัด
“แต่วันนี้ มันเป็นโอกาสดีที่สุดที่เราจะทิ้งเรื่องราวเหล่านั้น และตั้งต้นชีวิตใหม่ และฉันยืนยันกับเธอได้เลยว่า ชีวิตใหม่ของฉัน จะไม่มีคนของเธอมาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอันขาด”
พักตรามองหน้ามุกริน นิ่ง
“ฉันขอให้เธอมีความสุขกับอนาคตที่เธอปรารถนา และ ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะแย่งคนของเธอไป เท่านั้นละ”
มุกรินและดวงดาว ขยับตัวลุกขึ้นจะเดินออกไป พักตรารีบเอ่ยปากเรียกไว้
“มุกริน ขอบใจนะ ขอบใจมาก”
มุกรินเดินเข้าไปโอบกอดพักตรา ด้วยความเห็นใจ หยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาจากสองตาของทั้งสองสาว

บ่ายนั้น มุกรินกับดวงดาวเดินออกมาจากคลินิก ทั้งสองตรงไปหาปรารภที่ยืนคอยอยู่ที่รถของเขา
“ภารกิจเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหานะครับ”
“ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ” ดวงดาวว่า
“ดีใจด้วยครับ แล้วตอนนี้เราจะไปไหนกันดีครับสาวๆ บอกมาเลย โชเฟอร์คนนี้ยินดีไปส่งให้ถึงที่”
ดวงดาวบอก “ฉันอยู่ชะอำ”
“โอ้...”
“ไกลไปใช่มั้ยล่ะ”
“แต่ก็ส่งได้ ไม่มีปัญหา อยู่ที่ว่าจะส่งใครก่อนดี” ปรารภว่า
“มุกจะไม่อยู่บ้านหลังนั้นแล้วค่ะ”
“บ้านพ่อบ้านแม่เธอน่ะนะ” ดวงดาวท้วง
“มันเป็นของเขา เขายึดไปแล้วก็ให้ยึดไปเถอะ ไม่อยากไปอยู่ให้มีบุญคุณกันอีก”
“ตามใจ”
“เธอเองก็ไม่ควรอยู่ที่ชะอำนะดาว มาอยู่ด้วยกันกับฉันเถอะ”
“ที่ไหน”
“บ้านพี่ใหญ่ บ้านที่พี่ใหญ่เช่าไว้ไง เขาคงดีใจถ้ารู้ว่าเธอกับฉันกลับไปอยู่ที่นั่น ว่าไง...ฉันจะได้ช่วยดูแลหลานฉันด้วย”
“ลองดูซักพักก่อนก็ได้”
ปรารภสองมุกรินที มองดวงดาวที เขายิ้ม ใบหน้าแจ่มใส ร่าเริง
“ลงตัวได้อย่างนี้ก็ดี งั้นเย็นนี้ ให้พี่เลี้ยงข้าวก่อนแล้วค่อยกลับบ้านนะ สาวๆ”
ปรารภเปิดประตูรถให้มุกริน
“ขอบคุณนะคะพี่รภ”
มุกรินก้าวเข้าไปนั่งในรถ ดวงดาวจึงหันไปพูดกับปรารภ
“อย่าเพิ่งดีใจไปนะคุณปรารภ คุณต้องตื๊อหนักกว่านี้อีกเยอะ ถ้าหวังจะให้มุกรินตกลงปลงใจกับคุณ”
“มีโอกาสได้ดูแลแค่นี้ ผมก็พอใจแล้วครับ คุณดวงดาว”
“ให้มันจริงเถอะ”
ดวงดาวก้าวเข้าไปในรถ ปรารภยิ้ม แล้วจึงปิดประตู

ภายในร้านอาหารหรูหรา ตรงโต๊ะตัวใหญ่ในมุมมืด เห็นชุมสายและคิมหันต์นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้น คิมหันต์นั่งนิ่งซึม ต่างไปจากทุกครั้งที่เขาเข้าไปในบาร์
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นแกไม่สบายใจแล้วไม่ดื่มเหล้า”
“ฉันกินไม่ลง”
“หรือเพราะฉันไม่ใช่ผู้หญิง”
“ไม่ว่าแกจะหาผู้หญิงมานั่งโต๊ะนี้อีกกี่คน ก็ไม่ได้ทำให้นึกอยากกินเหล้าขึ้นมาได้หรอก”
“ไม่กินน่ะแหละดีแล้วเพื่อน จะได้มีสติ ปัญหามันต้องแก้ด้วยสติ ไม่ใช่ความเมา”
“ต้องใช้สติขนาดไหน ฉันถึงจะผ่านมันไปได้”
“สติของแก เท่าที่แกมีนั่นหละ ตั้งสติยอมรับความจริง เผชิญหน้ากับมัน อย่างไม่เกรงกลัว แกเคยบอกว่าที่แกทำไปทุกอย่าง เพราะแกรักพี่มลใช่มั้ย จากนี้ไป ลองรักตัวเองบ้างสิ รักคนรอบๆข้างบ้าง ใช้หัวใจครับเพื่อน ใช้หัวใจเป็นธงนำ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันก็จะเป็นเพราะความรัก ไม่ใช่ความแค้น”
คิมหันต์มองหน้าเพื่อน อย่างใคร่ครวญครุ่นคิด

โคมไฟในห้องพักฟื้นถูกเปิดไว้เพียงบางดวงเท่านั้น ประตูห้องบริเวณส่วนนั่งเล่นถูกเปิดออก แสงจากภายนอกพาดเข้าเป็นทางยาว คิมหันต์ก้าวเข้ามาในห้อง แล้วจึงปิดประตูอย่างแผ่วเบาที่สุด พอเห็นพลโทอรรถ นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟายาว คิมหันต์สะดุ้งเล็กน้อย
“ท่านยังไม่หลับ”
“คนแก่ก็อย่างนี้แหละ หลับยาก ตื่นแต่มืด”
“ท่านนอนที่นี่ตลอดเลยเหรอ”
“คนที่ฉันรักที่สุดอยู่ที่นี่ ฉันจะไปไหนได้”
คิมหันต์ถึงกับนิ่งอึ้งไป
“ฉันทำได้ทุกอย่าง เพื่อทดแทนทุกสิ่งที่พักตราขาด วันนี้นายเลือกกลับมาที่นี่ ก็เพื่อเติมสิ่งที่พักตราขาดเช่นกัน ใช่มั้ย”
คิมหันต์คล้ายถูกมัดมือชกอีกครา “เอ้อ”
“นายไปนอนห้องโน้นเถอะ ถ้าพักตราตื่นขึ้นมา เขาจะได้ดีใจที่เห็นนาย”
คิมหันต์เดินเข้าไปในห้องด้านใน บริเวณส่วนของเตียงคนไข้

คิมหันต์เดินไปเอนตัวลงนอนบนโซฟาใหญ่ ข้างเตียงพักตรา สองคนต่างนอนหงายหน้านิ่งอยู่บนที่นอนของตน ความเงียบทำงานอยู่พักหนึ่ง พักตราจึงเอ่ยปากพูดโดยไม่ลืมตา
“คิมมานอนเป็นเพื่อนพักตร์เหรอ”
คิมหันต์เหลือบมองดูพักตราแว่บหนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ
“อืม”
“พักตร์ไม่ได้เจอคิม สี่วันแล้วนะ”
“ช่วงนี้ ผมยุ่ง อยู่หลายเรื่อง”
“มุกรินมาเยี่ยมพักตร์ด้วยนะ”
คิมหันต์มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย พักตราพลิกหน้ามามองคิมหันต์ช้าๆ
“พรุ่งนี้พักตร์จะได้กลับบ้านแล้ว คิมคงมีเวลาอยู่กับพักตร์เยอะขึ้นกว่าเก่านะ”
คิมหันต์หายใจลึกๆ ไม่เอ่ยปากตอบ
“หมอบอกว่าอีกสองอาทิตย์แผลก็หาย แล้วอีกสองเดือนพักตร์ก็พร้อมจะอุ้มท้องได้แล้ว เราพยายามกันอีกทีนะคะคิม นะคะ”
เมื่อไม่มีคำตอบจากคิมหันต์ พักตราจึงค่อยๆหลับตาลง

เช้าตรู่วันนี้ มุกรินเปิดประตูห้องนอนเดินออกมา จนเห็นว่าดวงดาวกำลังวางจานกับข้าวที่เธอทำเองลงบนโต๊ะอาหาร
“ตื่นเช้าจังนะ คุณแม่”
“ตื่นเพราะหิวน่ะ ไม่รู้ว่าฉันหิว หรือเจ้าตัวเล็กในนี้” ดวงดาวชี้ไปที่ลูกในท้อง “หิวกันแน่”
มุกรินชะโงกหน้าดูอาหารบนโต๊ะ
“โอ้โฮ ทำกับข้าวซะเยอะแยะเลยเหรอ”
“ก็ทำเผื่อเธอไง จะกินมั้ยล่ะ ไม่กินก็เททิ้ง”
“แน๊ มีงอนด้วย เมื่อก่อนไม่เห็นเคยงอนอย่างนี้เลยนี่นา”
“หนึ่งในอาการแพ้ท้อง”
“เหรอ”
มุกรินหยิบขวดน้ำรินใส่แก้ว
“อยากเป็นแบบนี้บ้างมั้ยล่ะ”
“แบบไหน”
“มีตัวเล็กๆ ดิ้นอยู่ในนี้บ้างไง”
“ไม่ละ”
“ลองดูสิ แล้วจะรู้ว่า ความสุขสูงสุดของลูกผู้หญิงคืออะไร”
“มันต้องได้สามีที่ดีก่อนมั้ง ถึงจะไปที่จุดนั้นได้”
“มองใครไว้บ้างรึยังล่ะ”
มุกรินยิ้ม ดื่มน้ำ ไม่ตอบ
“คนนั้นเป็นไง”
ดวงดาวบุ้ยใบ้ มองไปทางหน้าบ้าน มุกรินมองตาม สองสาวเห็นปรารภเดินตรงเข้ามาในบ้านหลังนี้
“เธอนี่เกิดมาเพื่อเป็นแม่สื่อจริงๆ นะ”
“เปล่า ฉันแค่พูด และ เดา จากสิ่งที่ฉันเห็น เชื่อมั้ย สองถุงในมือนั่นต้องเป็นอาหารเช้าอย่างดีที่เขาเตรียมมา สำหรับเธอ”
ปรารภเดินมาถึงโต๊ะอาหาร พร้อมกับชูถุงสองใบในมือ ด้วยหน้าตาอันสดใส
“สวัสดีครับสาวๆ วันนี้ผมมีอาหารเช้าอย่างดีมาฝากสุภาพสตรีทั้งสองคน ทั้งคุณคนโสด และคุณแม่มือใหม่ สนใจจะรับเลยมั้ยครับ”
มุกรินและดวงดาวมองหน้ากัน แล้วหัวเราะขัน

รถตู้แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตู ให้คิมหันต์ประคองพักตราลงจากรถ พาเดินเข้าไปในบ้าน พลโทอรรถเดินตามไปไม่ห่าง

คิมหันต์ประคองพักตราเดินขึ้นบันได เธอหันไปพูดกับผู้เป็นพ่อที่อยู่ด้านหลัง
“พักตร์ขึ้นห้องเลยนะคะ พ่อ”
“จ้ะ พ่อนั่งเล่นข้างล่างนี่ก่อน เดี๋ยวจะแวะขึ้นไปหานะลูก”
อรรถเดินเลี้ยวไปทางห้องนั่งเล่น
คิมหันต์และพักตราเดินหลุดเฟรมไปยังชั้นบน

สองคนก้าวเข้ามาในห้องนอน คิมหันต์หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา พักตราหยิบข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็ก ที่เธอซื้อเตรียมไว้ ยกชูให้คิมหันต์ดู
“น่ารักมั้ยคะคิม”
คิมหันต์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“พักตร์ควรจะเก็บไว้มั้ยคะ หรือเอาไปบริจาคดี”
“แล้วแต่คุณเถอะ”
“บริจาคน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า สงสารคนที่เขาไม่มี...พักตร์ท้องเมื่อไหร่ เราค่อยหาซื้อใหม่ก็ได้ คิมว่ามั้ย”
คิมหันต์กระเถิบไปนั่งข้างๆพักตรา เขาเอ่ยปากพูดอย่างตั้งใจ
“ผมขอคุยอะไรกับคุณหน่อยได้มั้ยครับ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เรื่องอะไรเหรอคะ หน้าตาซีเรียสจัง”
“ผมขอหย่ากับคุณ”
พักตรานิ่งงัน เธออึ้งไปเฉยๆ ดูออกว่าช็อกสุดขีด

ขณะที่อรรถขยับตัวลงนั่งที่เค้าน์เตอร์บาร์ในคฤหาสน์ พลางยกน้ำผลไม้แก้วใหญ่ขึ้นดื่ม ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของพักตราก็ดังลั่นขึ้น
“อ๊าย”
อรรถสะดุ้ง ตกใจ ลุกพรวดขึ้นเดินออกไปยังโถงบันไดทันที

พลโทอรรถก้าวพรวดๆ ออกมาจากห้องนั่งเล่น คิมหันต์ก้าวยาวกว่าลงมาจากบันไดชั้นบน หน้าตาของเขาเคร่งขรึม และไม่แยแสต่อผู้คนในโลกหล้า พ่อตานายพลคว้าตัวลูกเขยไว้ได้ทัน
“คิมหันต์ แกทำอะไรลูกสาวฉัน บอกมาเดี๋ยวนี้ แกทำอะไรพักตรา”
คิมหันต์เอ่ยปากตอบเสียงดังฉะฉาน ไร้ความเกรงกลัวใดๆ
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่ทำพักตราก็คือท่าน ท่านทำทั้งหมด ท่านทำลายชีวิตลูกสาวท่านเอง ท่านไม่รู้ตัวเลยหรือไง”
“แก”
คิมหันต์สะบัดตัวจนหลุดออกจากการเหนี่ยวรั้งของอรรถ
“ผมไปละ”
จากนั้นคิมหันต์ก้าวเดินออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว อรรถทำได้แต่เพียงตะโกนตามหลังเขาไป
“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมาก่อน ฉันบอกให้กลับมา”
พักตราเดินร้องไห้ลงมาจากบันไดบ้าน
“พ่อ ช่วยพักตร์ด้วย เอาคิมกลับมา เอาคิมกลับมาที พักตร์ไม่ยอม พักตร์ไม่ยอมนะพ่อ ไม่ยอม อ๊าย”

พักตรากรีดร้องเสียงดังลั่นไปทั้งสามโลก อรรถวิ่งถลาเข้าไปประคอง ผู้เป็นลูกสาวหมดสติเป็นลมไปในอ้อมกอดผู้เป็นบิดา บนบันไดขั้นที่ห้าพอดิบพอดี

อ่านต่อตอนที่ 15



กำลังโหลดความคิดเห็น...