xs
xsm
sm
md
lg

ลุ้นรักข้ามรั้ว ตอนที่ 9

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ลุ้นรักข้ามรั้ว ตอนที่ 9
รถกู้ภัยจอดอยู่บริเวณใกล้ๆ กับหน้าบ้านของเฮงกับแก้วกัลยา บรรดาไทยมุงยืนมุงดูเจ้าหน้าที่กำลังปั๊มหัวใจให้กับชายใส่ชุดวิ่งออกกำลัง ที่นอนหมดสติ เยื้องมาทางบ้านเฮง

กลุ่มบ้านเฮงกับบ้านแก้วกัลยายืนอยู่ใกล้ๆ กัน ฮันนี่ทำเป็นกรีดร้องอย่างมีจริต
“โอ้ว์ มาย ก๊อด จะรอดมั้ยคะเนี่ย”
แก้วกัลยาหันมามองเขม่น “เงียบๆ น่ะนังฮันนี่”
ตำรวจ 2 นาย ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด คนหนึ่งไปดูการปฐมพยาบาล ส่วนอีกคนเดินเข้ามาหาเฮง
“เกิดเหตุอะไรขึ้นครับ”
เฮงส่ายหัวดิก
“อั๊วก็ไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะคุณตำรวจ พอดีมีคนบอกว่ามีคนหมดสติอยู่ตรงนี้ อั๊วก็เลยโทรไปแจ้งตำรวจนี่แหละครับ”
ตี๋ใหญ่รีบพูดเสริม “ผมคิดว่าคงวิ่งมาเหนื่อยๆ แล้วช็อกหมดสติไปน่ะครับ”
หญิงใหญ่ยื่นกระเป๋าสตางค์ให้ตำรวจ “นี่กระเป๋าสตางค์ค่ะ เผื่อไว้ติดต่อญาติ”
กู้ภัยหยุดปั๊มหัวใจ ก่อนจะหันมาบอก “ไม่รอดครับ”
ทุกคนตกใจ มองหน้ากันเหรอหรา นายตำรวจรีบบอก
“เดี๋ยวผมจะติดต่อญาติผู้เสียชีวิตดู ถ้าเกิดข้อมูลขาดตกบกพร่องยังไง ผมขออนุญาตสอบปากคำพวกคุณเพิ่มนะครับ”
เฮงพยักหน้ารับคำ “ได้ครับ”
เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบกุลีกุจอช่วยกันยกร่างผู้เสียชีวิตขึ้นรถ ตี๋ใหญ่กับหญิงใหญ่มองหน้า กำลังจะยิ้มให้กันอยู่แล้ว แต่แก้วกัลยาเดินเข้ามาขวางหน้าลูกสาว แถมทำหน้าขึงขังใส่ลูกชายคนโตของอีกฝั่ง
“มองอะไรมิทราบ”
ตี๋ใหญ่อึกอัก “เอ่อ..”
เฮงรีบเดินรี่เข้ามาสมทบ “อะไร หาเรื่องอะไรลูกอั๊ว”
แก้วกัลยายี้หน้าใส่ “ไม่ได้หาเรื่อง ก็ลูกลื้อมาทำสายตากรุ้มกริ่มใส่ลูกสาวฉันเนี่ย”
“โอ๊ย หัดพกเข็มทิศกันซะบ้างนะ พวกลื้อเนี่ย”
ฮันนี่ทำหน้างง “For what? เพื่ออะไรมิทราบ”
ตี๋เล็กเข้ามาช่วยเตี่ย “ก็จะได้ไม่หลงตัวเองกันไงคร้าบ”
เฮงพยักหน้าหงึก “ใช่ ลูกอั๊วเป็นถึงระดับผู้ช่วยผู้จัดการ หน้าที่การงาน ใหญ่โต จะมามองอะไรลูกลื้อ”
ตี๋ใหญ่รีบปรามเตี่ย “ไม่เอาน่ะเตี่ย เดี๋ยวก็มีเรื่องกันอีกหรอก”
แก้วกัลยามองค้อน
“โห่ แค่ผู้ช่วยผู้จัดการทำมาคุย ลูกสาวฉันทำงานไม่เท่าไหร่ก็ไล่ทันแล้วล่ะย่ะ”
“เฮ้ย ตัวแม่นี่พูดมาก ตัดเงินเดือนลูกเลยตี๋ใหญ่” เฮงหันมายุลูกชายคนโต ตอนจะทำท่าฮึดฮัดใส่ฝั่งตรงข้าม โดยมีตี๋เล็กกับจางพลอยผสมโรง ชายเล็กกับหญิงใหญ่ ตี๋ใหญ่กับหมวยเล็กรีบเข้ามาช่วยกันห้ามฝั่งตัวเอง
จังหวะนั้นตำรวจก็เดินเข้ามา “เอ่อ เดี๋ยวผมเชิญพวกคุณไปที่สน.หน่อยดีมั้ยครับ”
“จะสอบปากคำเพิ่มเติมเหรอครับ” เฮงย้อนถาม
“เสียค่าปรับนี่แหละครับ ดีไม่ดีอาจจะขังคุกซักคืนนึง จะได้สงบสติอารมณ์กันหน่อย”
ได้ผล 2 บ้านเงียบกริบ แล้วก้วงแตกแยกย้ายเข้าบ้านใครบ้านมันทันที

แก้วกัลยาเดินนำหญิงใหญ่ ชายเล็ก ฮันนี่เข้ามาในบ้าน ทุกคนยังอารมณ์ค้าง ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ดีนะที่หญิงเล็กออกไปมหาลัยแต่เช้า ถ้าอยู่เจอเรื่องนี้ล่ะก็ หลอนหนักแน่”
แก้วกัลยาทำท่าสยอง ชายเล็กรีบบอก
“ป่านนี้คงหลอนจนเรียนไม่รู้เรื่องแล้วมั้งครับ”
หญิงใหญ่ทำหน้างง “ทำไมเหรอ”
ชายเล็กยิ้มแหยๆ “ผมไลน์ไปบอกเรียบร้อยแล้วน่ะครับ แหะๆ”
“อ้าว ไปบอกพี่เค้าทำไมล่ะชายเล็ก”
“ก็มันหลอนนี่แม่ แบ่งๆ กันหลอน เผื่อความหลอนมันจะ ได้ลดลง”
แก้วกัลยามองค้อนลูกชาย
“หรางั้นก็ไปป่าวประกาศให้ทั่วตลาดเลยสิ แบ่งกันหลอนเยอะๆ คืนนี้จะได้ไม่ต้องกลัวกัน”
ฮันนี่ทำท่าขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
“ตายโหงแบบนี้เฮี้ยนชัวร์ค่ะ แบ่งยังไงก็ไม่หายหลอนแน่”
ชายเล็กเหลียวมองซ้ายขวา “น่ากลัวอ่ะแม่ คืนนี้จะเอาไงกันดีครับ”
“คนตายล้ำไปทางบ้านไอ้งิ้วเฮงนั่นมากกว่า ถ้าจะเจอ บ้านไอ้งิ้วเฮงนั่นแหละที่จะเจอ”
หญิงใหญ่มองหน้าทุกคนเรียงตัว
“นี่ถามจริง เกิดมามีใครเคยเห็นผีกันบ้างมั้ยคะ”
ชายเล็กรีบสั่นหัว “ถึงไม่เคยเห็น แต่ผมว่ามันก็มีอยู่จริงนะพี่หญิงใหญ่”
ฮันนี่ทำหน้าเศร้า “รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ก็หาไม่เคยเจอ”
แก้วกัลยาส่ายหน้าเอือมๆ “ เก็บเงินไปเกาหลีสิ”
“ที่นั่นมีรักแท้เหรอคะ”
“มีหมอศัลยกรรม ทำหน้าแกให้ดี เดี๋ยวรักแท้ก็มาให้เห็นเอง”
“รักแท้เค้ารักกันที่จิตใจค่ะ not รูปลักษณ์ภายนอก”
แก้วกัลยามองค้อน “ย่ะ งั้นคืนนี้ก็รอรักแท้ของแกแล้วกัน”
“คนชิมิเคอะ?”
“วิญญาณหน้าบ้านนั่นไง แต่ออกไปเจอกันนอกบ้านนะ อย่าชวนกันเข้ามาในนี้”
ชายเล็กนึกกลัวขึ้นมาทันที “อย่าทักสิแม่ เดี๋ยวเค้าก็มาจริงๆ หรอก”
“ผีไม่มีหรอก เชื่อพี่”
“แต่ฮันนี่อยากเจอ”
แก้วกัลยาทำหน้างง “แกอยากมีรักแท้กับผี?”
“อยากได้เลขเด็ดค่ะ”
ฮันนี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม อารมณ์ว่าถ้าได้เลขเด็ดก็จะดีไม่น้อย แก้วกัลยา หญิงใหญ่และชายเล็ก มองด้วยความเหนื่อยใจ

ทางด้านเฮง ตี๋ใหญ่ ตี๋เล็ก หมวยเล็ก ก็จับเข่าคุยกันอยู่ในบ้าน โดยมีเสี่ยชาญร่วมวงด้วย
“ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกอีกแล้ว ร้านลื้อจะมีลูกค้าเข้ามั้ยวะเนี่ย”
เฮงทำหน้าเหนื่อยใจ “ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ สงสัยต้องทำบุญชุดใหญ่ซะล่ะ”
“คืนนี้ไปปล่อยโคกับอั๊วมั้ยล่ะ กุศลแรงนะ”
ตี๋ใหญ่หันมาถามทันที “วัดแถวไหนเหรอเสี่ย ปล่อยโคกันตอนกลางคืน”
“รัชดา” เสี่ยชาญตอบหน้าตาเฉย
“โคกระบือ?”
“โคโยตี้ สนใจมั้ย อาตี๋ใหญ่”
หมวยเล็กส่ายหัว “จะได้บุญมั้ยเนี่ยเสี่ย”
“ได้สิ สนับสนุนทุนการศึกษาให้น้องๆ”
“แค่นี้อั๊วก็ปวดหัวจะแย่ละ ไม่มีอารมณ์ไปปล่อยโคกับลื้อหรอก” เฮงทำหน้าหน่ายๆ
“ไม่มีอะไรหรอกเตี่ย อย่าคิดมาก”
ตี๋เล็กรีบหันมาทางพี่ชาย “โห่ คนมาตายหน้าบ้านนะเฮีย ไม่ให้คิดมากได้ไง”
“แล้วตายโหงแบบนี้ด้วย หมวยว่าเฮี้ยนชัวร์ เตี่ย หมวยไม่กล้าเดินออกจากบ้านอ่ะ วันนี้หมวยไม่ไป โรงเรียนนะ”
“อย่ามาเนียน นี่สายแล้วเนี่ย รีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย” เฮงหันไปทำหน้าดุใส่
“ไม่อยากให้หมวยอยู่เป็นเพื่อนเหรอ”
“ไม่ต้อง แค่นี้ก็ยั้วเยี้ยพอแล้ว”
เสี่ยชาญรีบพูดแทรกขึ้นมา “เยอะแยะดีกว่า ยั้วเยี้ยมันดูเหมือนเป็นเห็บหมายังไง ไม่รู้”
“ไปเลย ไปอาบน้ำ”
เฮงหันไปไล่ หมวยเล็กรีบเดินไปขึ้นบ้าน บังเอิญเจอจางที่หน้าดำ เพราะเปื้อนถ่าน เดินออกมาจากครัวพอดี
“ผี”
หมวยเล็กกรี๊ดลั่น ทุกคนตกใจวิ่งชนกันวุ่นวาย เจอจางหน้าดำก็คิดว่าผีจริงๆ
จางรีบตะโกนเสียงดัง “หยุด”
ทุกคนหยุด มองไปที่จาง
“ไม่ใช่ผี นี่จางเอง”
ตี๋ใหญ่หน้าเหรอ “อ้าว แล้วหน้าไปทำอะไรมา”
“ก่อเตาถ่านมาครับ พอดีแก๊สหมด โทรสั่งเลยมั้ยเฮีย”
“สั่งสิ ไม่มีแก๊สจะขายของได้มั้ย”
“อ้าวไม่รู้ คิดว่าวันนี้เฮียจะปิดร้านอีก”
จางพูดเสร็จก็เดินกลับเข้าไปในครัว เสี่ยชาญถอนใจโล่งอก
“โธ่เอ้ย ตวดอวดตวดใจหมด”

ภรณียกมือทาบอกทำท่าตกใจ หลังจากหญิงใหญ่เล่าเรื่องคนตายหน้าบ้านให้ฟัง
“เฮ้ย หลอนว่ะแก เป็นฉันคืนนี้นอนไม่หลับแน่ๆ”
“ผีก็เหมือนรักแท้แหละ รู้ว่ามี แต่ก็ไม่เคยเจอซ้ากที” หญิงใหญ่ยืมคำพุดของฮันนี่มาใช้
ภรณียกมือไหว้ท่วมหัว “สาธุ ขอให้ไม่เจอไม่เจอรักแท้ ให้สมกับที่แกไม่เคยเจอผี”
“อันนี้เห็นทีจะยากนะ เพราะอุปสรรคมันอยู่ที่หน้าตาน่ะค่ะ”
ภรณีเบะปากใส่เพื่อนด้วยอารมณ์หมั่นไส้ ก่อนจะยิ้มกริ่มแบบมีแผนการ ตั้งใจจะพูดให้หญิงใหญ่กลัวให้ได้
“รู้อะไรมั้ยแก ตายปุบปับแบบนี้เค้าเรียกว่าตายโหง ถ้าไม่เฮี้ยนมาเหยียบหน้าฉันได้เลย”
“เหรอ? เหยียบเลยได้มั้ย”
หญิงใหญ่ลุกขึ้นทำท่าจะเหยียบภรณีจริงๆ
“จะใจร้อนไปไหนเนี่ย รอดูคืนนี้ก่อนสิยะ”
“ผีไม่มีหรอก ฉันไม่เชื่อ”
ภรณีแกล้งทำเสียงน่ากลัว “วิญญาณที่ตายโหงเนี่ย เค้าว่าจะยังกลับบ้านไม่ได้ คืนนี้เค้าอาจจะมายืนขอความช่วยเหลือจากแกที่ปลายเตียง ก็เป็นได้”
“งั้นคืนนี้ฉันจะนอนหันหัวไปทางปลายเตียง จะได้ไม่เห็นใครมายืนที่ปลายเตียง”
ภรณีพูดยั่วต่อ “ดีไม่ดีอาจจะมาเหนือชั้นกว่านั้น เค้าอาจจะคลานออกมาจากโทรทัศน์ในห้องแก”
“เดี๋ยวฉันยกโทรทัศน์ไปวางใกล้หน้าต่าง ถ้าคลานออกมาจะได้ตกลงไปข้างล่างเลย”
ภรณีทำหน้าเซ็ง “แฮ่ พอละ ขี้เกียจบิ๊ว”
จังหวะนั้นอัครเดชก็เดินเข้ามาพร้อมกับเครปเค้กและถุงใส่โรตีสายไหม ภรณีทำหน้ากรุ้มกริ่ม
“เครปเค้ก”
อัครเดชรีบยื่นถุงโรตีสายไหมให้ “ของเธออันนี้”
หญิงใหญ่ยิ้มขำ “นี่รับจ้างส่งของให้บัดดี้อย่างเป็นทางการแล้วใช่มั้ย”
“ตอนแรกก็ช่วยๆ กันนะ แต่ต่อไปเดี๋ยวเก็บตังค์ล่ะ” พูดเสร็จก็ยื่นเครปเค้กให้หญิงใหญ่ “อ่ะนี่
ของเธอ”
“ขอบใจนะ”
พออัครเดชเดินออกไป ภรณีก็วางถุงโรตีสายไหม แล้วหันมาดูหญิงใหญ่
“ไหน วันนี้เขียนอะไรให้แก อ่านดิ๊ๆ”
หญิงใหญ่หยิบโน้ตขึ้นมาอ่าน
“รอวันศุกร์มาทั้งชีวิต แต่พอเธอเข้ามาในชีวิต ทั้งอาทิตย์ก็มีแต่วันสุข”
ภรณีโห่ร้องเสียงดัง “ฮิ้ว”
หญิงใหญ่ทำเสียงดุ “เบาๆ” แล้วก็อมยิ้มเขินๆ
“เขินแบบนี้อย่าบอกว่าเคลิ้มเข้าให้แล้วนะ”
“เคลิ้มอะไรล่ะ ใครให้ก็ไม่รู้”
“แต่ฉันว่าต้องเป็นของผู้ช่วยแน่ๆ แล้วแกก็คงคิดเหมือนกับฉัน ตั้งใจจะอ่อยเหยื่อผู้ช่วยไม่ใช่เหรอ ระวังงานนี้จะงับเหยื่อซะเองนะคะ”
หญิงใหญ่ทำเป็นวางกระดาษข้อความอย่างไม่แยแส แล้วหันไปทำงานต่อ

ตี๋เล็กนั่งพิมพ์งานวิจัยที่โน้ตบุ๊คอยู่ที่โต๊ะหน้าตึกที่มหาวิทยาลัย พักหนึ่งหญิงเล็กก็เดินหน้าตาตื่นเข้ามานั่งข้างๆ
“นี่นาย เมื่อเช้ามีคนตายที่หน้าบ้านเหรอ”
“อ้าว รู้แล้วมาถามเราทำไมล่ะ”
หญิงเล็กรีบบอก “ก็รู้มานิดเดียว เลยอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ นายอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ เมื่อเช้าเราตื่นมานะ ประมาณหกโมงสิบห้า เราก็เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน”
หญิงเล็กทำเสียงฮึดฮัด “ละเอียดไปค่ะ เข้าเรื่องคนตายเลยมั้ย?”
“ก็ไม่มีอะไรนี่ เค้าคงวิ่งออกกำลังกายแล้วร่างกายรับ ไม่ไหว ก็เลยช็อกไปน่ะ”
“แค่เนี้ยะ?”
ตี๋เล็กทำหน้าเซ็ง “จะเอาแค่ไหนล่ะ เดี๋ยวผมจะได้หยุดทำงานกลุ่ม ซึ่งคุณอยู่กลุ่มเดียวกับผม
แล้วผมจะไปเสือก เอ้ย ไปสืบข้อมูลมาให้”
“นี่ พูดแบบนี้หาว่าฉันไม่ช่วยทำงานงั้นเหรอ”
“เปล่าซะหน่อย ผมพูดตอนไหน” ตี๋เล็กเถียง
“กระแนะกระแหนซะขนาดนั้น”
“ผมพิมพ์มือหงิกแล้วเนี่ย ตาคุณพิมพ์บ้างล่ะ”
“ย่ะ”
หญิงเล็กทำหน้าหงิก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานต่อจากตี๋เล็ก

เสี่ยชาญยืนฉีดสายยางรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน พักใหญ่ชายเล็กกับหมวยเล็กเดินเข้ามาสวัสดี
“หวัดดีครับ/ค่ะ เสี่ย”
เสี่ยชาญรับไหว้ จนเผลอทำน้ำจากสายยางพุ่งเข้าหน้าตัวเอง
“หวัดดี ถุย”
“แหม รับไหว้ยังฮา เสี่ยนี่สวดยวดจริงๆ”
“ไม่ได้จะเอาฮาเว้ย แล้วมาแพ็คคู่แบบนี้ เดี๋ยวเตี่ยกับแม่ลื้อสองคนเห็นก็เป็นเรื่องหรอก”
หมวยเล็กรีบบอก “ไม่หรอกเสี่ย กว่าจะถึงบ้านอีกตั้งไกล”
หมวยเล็กกับชายเล็กมองหน้ากัน เพราะที่มามีจุดประสงค์อยากหาของดีไปกันผี ชายเล็กรีบพยักหน้าเป็นเชิงให้หมวยเล็กเป็นคนพูด
“เสี่ย ได้ข่าวว่าเสี่ยมีของขลังเยอะเหรอ”
“เยอะสิ หลังบ้านอั๊วขังไว้เยอะแยะ ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ว่างๆ จะเอาไปให้เตี่ยลื้อทำกับข้าวนะ”
“ไม่ใช่ที่ขังปลา หนูหมายถึงเครื่องรางของขลัง”
ชายเล็กช่วยเสริม “ใช่เสี่ย มีคนมาตายหน้าบ้าน พวกผมฮาไม่ออกกันหรอกนะ”
“อ้าว แล้วที่บ้านลื้อ 2 คนไม่มีกันรึไง”
ชายเล็กส่ายหน้า “มีจะมาถามหากับเสี่ยเหรอ แม่ผมไม่ใช่เซียนพระซะหน่อย”
“ที่บ้านหมวยก็มีแต่ฮก ลก ซิ่วกับพวกเทพเจ้าจีน ไม่รู้ว่าจะกันผีไทยได้รึเปล่า”
“งั้นลื้อ 2 คนมาถูกที่แล้ว”
เสี่ยชาญยิ้มกริ่ม ประมาณว่ามีของดีเยอะ

เสี่ยชาญวางกุมารทองที่หล่อจากเรซิ่นหล่อ รวมถึงนางกวัก และกล่องใส่พระเครื่องลงบนโต๊ะกลางหน้าโซฟา ต่อหน้าหมวยเล็กกับชายเล็ก ก่อนจะเริ่มบรรยายสรรพคุณ

“นี่ ที่สุดของกุมารทอง ทำจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของยุคนี้เลยนะ”
ชายเล็กเพ่งดูอย่างสนใจ “ทำจากเถ้ากระดูกเด็กเหรอเสี่ย”
“เปล่า ทำจากซากของเล่นที่คนเอามาเซ่นไหว้ เป็นกุมารทองอีโค่ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนะเนี่ย”
หมวยเล็กมองอย่างไม่ค่อยน่าเชื่อถือ “โห่ แล้วจะขลังมั้ยเนี่ยเสี่ย”
“ขลังสิ เค้าไปเอาซากของเล่นของกุมารทองจากหลายๆ ที่มาบดรวมกัน แล้วลื้อคิดดูว่ากุมารทองจะ โกรธแค่ไหน ที่ของเล่นโดนเอามาบดรวมกันแบบนี้”
หมวยเล็กกับชายเล็กมองหน้ากัน บรรยากาศเริ่มหลอน เสี่ยชาญบิ๊วต่อ
“กุมารทององค์นี้ก็เลยรวบรวมความโกรธ ความเฮี้ยนของกุมารทองจากหลายๆ ที่มารวมกันอยู่ในองค์เดียว และกว่าจะปลุกเสกเสร็จนี่ใช้เวลาหลายปี”
“รอคิวนิมนต์นานขนาดนั้นเลยเหรอเสี่ย”
“ใช่ พระอาจารย์ท่านนี้คิวแน่นมาก” เสี่ยชาญมองหมวยเล็กแบบเคืองๆ “เฮ้ย ดักมุกกันแบบนี้ก็แย่สินังหมวย”
“ลองพูดดูเจ๋ยๆ ไม่คิดว่าเสี่ยจะเล่นมุก”
“แล้วนางกวักนี่ล่ะเสี่ย” ชายเล็กหันมาถามต่อ
“อันนี้ก็สุดยอด ก่อนที่อั๊วจะได้มา เจ้าของเก่าเป็นนักเลงขาใหญ่ วันนึงมีคนมาดักยิงหน้าบ้าน นักเลงคนนี้เอาพระรอดอมใส่ปากทันที”
“อย่าบอกนะว่ารอด”
เสี่ยชาญพยักหน้าหงึก “เหมือนมีผีมาช่วยบัง ไอ้คนที่ยิงมองไม่เห็นเลยขับรถผ่านไป”
“สุดยอด”
“ยังไม่จบ นางกวักองค์นี้ตั้งอยู่บนหิ้งหน้าบ้านก็กลัวน้อยหน้า”
หมวยเล็กรีบพูดดักคอ “เลยกวักเรียกมือปืนให้กลับรถมายิงนักเลงคนนี้ตายคาที่”
“ถั่วต้ม เฮ้ย ลื้อรู้ได้ไงวะเนี่ย”
หมวยเล็กทำหน้าเอือม “มุกกูเกิ้ล เค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วเสี่ย”
เสี่ยชาญรีบรวบของขลังทั้งหมดกลับ “ ถ้าอย่างนั้นก็จบ ไม่ต้องเล่นกันล่ะ อุตส่าห์เตรียมไว้ตับใหญ่”
“เล่นต่อสิเฮีย เผื่อฮา”
“จะฮาอะไรล่ะ ลื้อรู้มุกอั๊วหมดเลยนี่”
ขาดคำเสี่ยชาญก็ลุกเดินออกไป ชายเล็กหันมาถามหญิงเล็ก
“สรุปเราไม่ได้ของขลังเลยใช่มั้ยเนี่ย”
“นั่นสิ ไม่น่าไปแซวเสี่ยเลยอ่ะ”
ทั้งคู่ทำหน้าจ๋อยกันไป
หมวยเล็กที่ช่วยตี๋เล็กเก็บจานชามบนโต๊ะกินข้าว มองบรรยากาศรอบๆ ตัวด้วยความรู้สึกวังเวง
“วันนี้ยิ่งดึกมันยิ่งวังเวงยังไงไม่รู้นะเตี่ย”
“มันก็เหมือนๆ กับทุกวันนั่นแหละ คิดว่าไม่มีอะไรมันก็จะไม่มีอะไร จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวน่ะอาหมวย”
หมวยเล็กแอบเหล่มองที่แขนของเตี่ย
“หราเตี่ย แล้วที่ขนลุกซู่อยู่เนี่ย จิตเป็นนายหรือเป็นบ่าวไม่ทราบคะ”
ตี๋เล็กมองตาม “เออจริงด้วย ลุกขนาดนี้เอาเสื้อกันหนาวมั้ยเตี่ย ฮ่าๆๆ”
“ไม่ต้อง เตี่ยไม่ได้หนาว”
หมวยเล็กมองเตี่ยล้อๆ “ไม่หนาวแต่ขนลุก แสดงว่ากลัวเหมือนกันนั่นแหละ โด่ว”
“ไม่ได้กลัว แค่เสียวๆ นิดหน่อย”
“กลัวก็ยอมรับมาเหอะเตี่ย กลัวหลายๆ คนน่ะอบอุ่นดี”
หมวยเล็กพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เตี่ย ของดีที่จะพอกันผีได้ก็ไม่มีสักอย่าง คืนนี้จะหลับตากันลงรึเปล่าก็ไม่รู้”
ขณะเดียวกันตี๋ใหญ่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับธูป1 กำ เฮงหันไปเห็นก็ร้องทัก
“นั่นลื้อจะไหว้เจ้าที่เหรอตี๋ใหญ่”
“เปล่าเตี่ย อั๊วเอามาจุดเฉยๆ”
“จุดเฉยๆ เพื่ออะไรอ่ะเฮีย”
ตี๋เล็กถามต่อ หมวยเล็กยิ้มขำ
“นั่นสิ คิดว่าจุดอโรม่ารึไงเฮีย”
“เออ เดี๋ยวเตี่ยไปเอาน้ำมันหอมระเหยมาก่อน ใครนวดอโรม่าได้บ้างเนี่ย”
“อั๊วก็พอได้อยู่เตี่ย เย้ย ไม่ใช่เตี่ย อั๊วไม่ได้เอาธูปมาจุดอโรม่า”
เฮงทำหน้าแปลกใจ “แล้วลื้อจะจุดธูปทำไม”
“ก็จุดกันผีไงเตี่ย เห็นบ่นกลัวกันอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ธูปแค่นี้จะกันผีได้เหรอเฮีย” หมวยเล็กทำหน้าสงสัย
“อ่ะเฮียถามหน่อย ส่วนใหญ่ที่คนเจอผีจะเจออะไรก่อน”
ตี๋เล็กรีบยกมือตอบ “กลิ่นป่ะ?”
เฮงรีบพูดต่อ “ส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นธูป”
“นี่ไง ถ้าคืนนี้ใครได้กลิ่นธูปก็ไม่ต้องตกใจกันไป เพราะกลิ่นธูปน่ะฝีมือเฮียเอง ไม่ใช่ผี”
ตี๋เล็กทำท่าครุ่นคิด “แต่ถ้าเฮียไม่จุดธูปนี่แล้วเราได้กลิ่นธูป แสดงว่าเป็น..“
“ผีแน่นอน”

เฮงรีบบอก “เออ เข้าท่าเว้ยตี๋ใหญ่ เอาเลยๆ จุดเลยๆ”
ตี๋ใหญ่รีบเอาไฟแช็คจุดธูปทั้งกำ หมวยเล็กยังไม่หายข้องใจ
“แล้วถ้ามันมีกลิ่นเน่าๆ ลอยมาแทนกลิ่นธูปล่ะเฮีย”
“ตอนกลับมาบ้านเฮียเจอซากหมาเน่าอยู่ที่ข้างถนน ถ้าหมวยเล็กกลัว เดี๋ยวเฮียไปเอาซากหมาเน่ามาไว้ในบ้านอีกอย่าง”
หมวยเล็กเผลอตัวพยักหน้าหงึก “ ก็ดีนะเฮีย ปลอดภัยไว้ก่อน”
“ไปตี๋เล็ก ไปช่วยเฮียหน่อย”
ตี๋ใหญ่พูดพร้อมกับเดินนำหน้าตี๋เล็กจะออกไป เฮงรีบโวย
“จะบ้าเหรอ เอาซากหมาเน่าเข้าบ้านแล้วจะนอนกันยัง ไง ไม่ต้อง”
“ดึกๆ ไม่กลัวได้กลิ่นเน่าๆ เหรอเตี่ย” ตี๋เล็กหันมาถามแหย่
“ถ้าได้กลิ่นเน่าๆ ก็คิดซะว่าหนูตายก็ได้”
ตี๋ใหญ่รีบบอก “ถ้าไม่เอาหมาเน่าก็ช่วยกันปักธูปรอบๆ บ้านแล้วกันนะ อ่ะนี่ แบ่งๆ กันไป”
พูดจบก็แจกจ่ายธูปให้ทุกคน

อีกด้านหนึ่ง แก้วกัลยาก็กำลังพูดเตือนสติทุกคนในบ้านไม่ให้กลัวผี
“เชื่อแม่ ที่คนว่าเห็นผีกันเนี่ย ส่วนใหญ่เป็นเพราะจิตฟุ้งซ่าน มโนเห็นภาพกันไปเองทั้งนั้น ผีไม่มีในโลกหรอกลูก”
“นี่ขนาดไม่เชื่อว่าผีมีจริงนะครับ ถ้าเชื่อจะขนาดไหนเนี่ย”
ชายเล็กพูดพลางเหล่มองแม่ที่อุ้มพระหน้าตัก 5 นิ้วอยู่บนตัก หญิงเล็กมองตามแล้วพูดต่อ
“ก็คงสร้างพระประธานกลางห้องรับแขกนี่แหละ”
“อย่ามาแซวแม่นะ พระนี่แม่จะเอามาเช็ดทำความสะอาดเฉยๆ ไม่ได้กงไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น”
หญิงใหญ่รีบเข้าไปทำท่าจะหยิบพระ “มาค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดให้ก็ได้”
แต่กลับถูกแม่ตีมือเข้าให้ “ ไม่ต้อง อย่ามาขัดศรัทธาแม่”
“โอ้โห ศรัทธาแรงมาก”
ลูกแต่ละคนยิ้มขำ เพราะรู้ว่าแม่ก็กลัว จังหวะนั้นฮันนี่มาส์กหน้าเดินเข้ามา ทุกคนตกใจกระโจนร้องเสียงหลง
“ว็อท แฮพเพ่น? ตกใจอะไรกันคะ”
หญิงใหญ่ถอนใจเฮือก “โห่ พี่ฮันนี่ ถ้าจะมาแบบนี้รบกวนส่งเสียงนำมาก่อน ได้มั้ยคะ”
แก้วกัลยามองค้อน “นั่นสิ ฉันตกใจช็อกตายไปจะทำยังไง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฮันนี่ไม่ทิ้งลูกๆ คุณนายหรอก ฮันนี่จะดูแลต่อเอง ไหนลองเรียกแม่ซิคะ”
หญิงใหญ่ หญิงเล็ก ชายเล็ก เผลอตัวพูดพร้อมกัน “แม่..เฮ้ย”
แก้วกัลยาส่ายหน้าเอือมๆ “ทะลึ่งแล้วนังนี่”
“แอมซอรี่ค่ะ แค่จัสคิดดิ้ง หยอกกันเล่นให้บรรยากาศไม่น่ากลัวน่ะค่ะ”
พอฮันนี่พูดจบ หญิงเล็กก็ทำจมูกฟุดฟิดๆ เพราะได้กลิ่นธูป
“มีใครได้กลิ่นธูปบ้างมั้ยคะ”
ชายเล็กรีบยกมือ “ผมได้กลิ่นครับ
หญิงใหญ่พูดต่อ “พี่ก็ได้กลิ่น”
“แม่ก็ได้กลิ่น” แก้วกัลยาพูดเสร็จก็หันไปถามฮันนี่ “แกล่ะ ได้กลิ่นมั้ย”
“โห ได้กลิ่นกันทุกคนแบบนี้ ถ้าหนูไม่ได้กลิ่นก็ต้องไปหาหมอแล้วล่ะค่ะ”
จากนั้นทุกคนก็เข้าไปเกาะกลุ่มใกล้ๆ แก้วกัลยาซึ่งมีพระอยู่กับตัว หญิงเล็กทำท่าขนลุก
“กลิ่นธูปแบบนี้ แสดงว่า...”
แก้วกัลยารีบยกมือปิดปากลูกสาว “อย่าทักลูก โบราณเค้าถือ”
“แต่เค้าอาจจะมาให้โชคให้ลาภก็ได้นะคะ นี่ก็ใกล้วันหวยออกแล้วด้วย”
ฮันนี่พูดหน้าตาเฉย เลยโดนแก้วกัลยาหันมาทำเสียงดุ
“เงียบไปเลยนังฮันนี่ อยากได้เลขก็ออกไปขอคนเดียวเลยสิ”
ฮันนี่เสียงอ่อย “ไม่เอาน่ะ เกรงใจ”
ชายเล็กนึกกลัวขึ้นมาทันที
“กลิ่นธูปมาแบบนี้ ถ้าตกดึกมีเสียงดนตรีไทยตามมาจะทำไงกันดีล่ะครับ”
ทุกคนเข้าเกาะกลุ่มกันด้วยอาการหวาดกลัว

เฮง ตี๋ใหญ่ ตี๋เล็ก หมวยเล็กเดินเข้ามาจากคนละทาง หลังจากที่แยกย้ายกันไปช่วยกันปักธูป
“ปักกันหมดแล้วใช่มั้ย”
หมวยเล็กพยักหน้ารับ “ หมดล่ะเตี่ย”
“จุดกันขนาดนี้ อั๊วว่ากลิ่นธูปลอยไปถึงรังสิตโน้นแหละ” ตี๋เล็กพูดแบบติดตลก
“เอาล่ะ แค่นี้ก็น่าจะอุ่นใจกันได้เยอะ แยกย้ายกันไปนอนเถอะ”
ตี๋ใหญ่พูดตัดบท หมวยเล็กไม่วายเป็นห่วงเตี่ย
“เตี่ยโอเคมั้ย ให้อั๊วไปนอนเป็นเพื่อนป่าว”
เฮงรีบส่ายหัวดิก “ไม่ต้องเลย ลื้อนอนกับอั้วทีไร อั๊วเหมือนเป็นดีเจอยู่ในผับ”
“ทำไมเหรอเตี่ย”
“ก็ดิ้นน่ะสิ ดิ้นอย่างกับเตียงอั๊วเป็นฟลอร์เต้นรำ”
หมวยเล็กยิ้มขำ “ฟลอร์เต้นรำ พูดมานี่บอกอายุเลยนะเตี่ย”
“พอๆ เลิกพูดได้แล้ว ไปนอนๆ”
คนต่างแยกย้ายเตรียมไปนอน แต่จู่ๆ เสียงดนตรีไทยก็ดังแว่วมาจากนอกบ้าน ทุกคนวิ่งย้อนกลับเข้ามารวมตัวกันอีกครั้ง
“เอ่อ ได้ยินอะไรกันอะไรรึเปล่า” ตี๋ใหญ่ถามแบบตะกุกตะกัก
“เตี่ยว่าเตี่ยได้ยินเสียงดนตรีไทยนะ มีใครได้ยินเหมือนเตี่ยรึเปล่า”
หมวยเล็กตัวสั่น “หมวยได้ยิน”
ตี๋เล็กหน้าซีด “อั๊วก็ได้ยิน”
ตี๋ใหญ่เริ่มกลัว “ชัดเจนเป็นเอกฉันท์”
“เฮ้ย เฮียกลัวแบบนี้ แสดงว่าชัวร์แล้วว่าเป็น...”
หมวยเล็กยังพูดไม่ทันจบ ตี๋เล็กก็รีบพูดแทรกขึ้นมาเลย
“ผี”
ทุกคนผวาเข้าหากัน ขณะที่เสียงดนตรีไทยยังดังมาต่อเนื่อง
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้หมวยเล็ก”
หมวยเล็กหันไปมองหน้าตี๋ใหญ่ “จิตแข็งๆ อย่างเฮียยังออกอาการขนาดนี้ หมวยว่าใช่แล้วล่ะ”
“เอาไงดีเตี่ย”
ตี๋เล็กถามเตี่ย
“คืนนี้นอนรวมกันตรงนี้นี่แหละ”
ขาดคำ ทั้งหมดก็จับกลุ่มกันแนบแน่น

อ่านต่อหน้าที่ 2


ลุ้นรักข้ามรั้ว ตอนที่ 9 (ต่อ)

ที่บ้านของแก้วกัลยานั่นเอง ที่กำลังเปิดเครื่องเสียงบรรเลงเพลงดนตรีไทยอยู่ ขณะที่ทุกคนยังจับกลุ่มกันอยู่ที่โซฟาด้วยอาการหวาดกลัว

“แน่ใจนะหญิงใหญ่ ว่าจะเปิดดนตรีไทยนี่ทิ้งไว้ทั้งคืนน่ะ”
หญิงเล็กทำท่ากลัวๆ “นั่นสิ กลิ่นควันธูปยังไม่หายไปเลย นี่เปิดดนตรีไทยซ้ำอีก มันหลอนๆ ยังไงไม่รู้นะ”
“เอาน่ะ อย่างน้อยเราก็แน่ใจได้ว่า ดนตรีไทยที่ดังอยู่นี่ เราเป็นคนเปิดเอง ไม่ใช่เสียงที่ลอยมาจากไหน”
ชายเล็กเห็นดีด้วย
“ก็จริงของพี่หญิงใหญ่นะครับ ถ้าเกิดเราไม่ได้เปิด แล้วอยู่ๆ เสียงดนตรีไทยดังขึ้นกลางดึก เราหลอนยิ่งกว่านี้แน่”
ฮันนี่รีบสาระแนทันที “แหม แต่ถ้าเปิดฮิปฮงฮิปฮอป มันคงจะลื่นหูมากว่านี้นะคะ”
“ถ้าเราเปิดฮิปฮอปอยู่ แล้วมีเสียงดนตรีไทยดังขึ้นมาจะว่ายังไงล่ะคะ”
พอหญิงใหญ่พูดจบ ฮันนี่ก็ย้อนกลับ
“แล้วถ้าเราเปิดดนตรีไทยแล้วมีดนตรีฮิปฮอปดังขึ้นมาจะว่ายังไงล่ะคะ”
แก้วกัลยาหันไปถลึงตาใส่ “ผีบ้านแกเหรอ เวลาปรากฎตัวมีเพลงฮิปฮอปนำมาน่ะ”
“ไอ โด๊น โนว์ ฮันนี่ก็แค่อิมเมจิเนชั่น จินตนาการดูเล่นๆ น่ะค่ะ”
“หุบปากแล้วก็กลับห้องแกไปได้แล้ว มาแย่งอากาศหายใจกันอยู่ได้ ฉันอึดอัด”
แก้วกัลยาออกปากไล่ ฮันนี่ส่ายหัวยิก
“โน เวย์ ฮันนี่จะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“หนูก็จะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนทั้งนั้นเหมือนกัน”
หญิงเล็กพูดขาดคำ ชายเล็กก็รีบสรุป
“ถ้าอย่างนั้นก็นอนรวมกันที่นี่แหละครับ อุ่นใจดี”
จากนั้นทั้งหมดก็มาจับกลุ่มรวมกันไม่ยอมไปไหน

เช้ารุ่งขึ้น จางเดินเข้ามาในบ้านเฮง พร้อมกับมองรอบๆ รู้สึกเงียบๆ ผิดปกติ
“ทำไมบ้านดูเงียบๆ”
พอเดินเข้าไปในบ้าน ก็เห็นเฮง ตี๋ใหญ่ ตี๋เล็กและหมวยเล็กนอนรวมกันอยู่
“โอ้โห หมดสภาพ พูดได้เลยว่าเสื่อมศรัทธา”
จากนั้นก็เดินไปหยิบกระทะกับตะหลิวมาเคาะปลุก ทุกคนงัวเงียตื่นขึ้นมา เฮงโวยวายเสียงลั่น
“เฮ้ย ใครทำเสียงดังวะ”
“ตื่นได้แล้วครับ จะเปิดมั้ยร้านน่ะ”
เฮงพูดทั้งที่ยังงัวเงีย “ลุกเร็วๆ เข้าอาหมวย รีบอาบน้ำไปโรงเรียน”
“ไปทำไมล่ะเตี่ย วันนี้วันเสาร์”
จางทำหน้างงๆ
“นี่มันอะไรกันครับเนี่ย ทำไมมานอนจับกลุ่มกันเป็นเพลี้ยเกาะใบข้าวแบบนี้ล่ะครับ”
ตี๋เล็กรีบบอก “ก็โดนผีหลอกกันน่ะสิ”
จางตกใจ “ ผีหลอก”
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้ตี๋เล็ก”
หมวยเล็กหันมาเถียงตี๋ใหญ่ “ไม่ใช่อะไรล่ะเฮีย เสียงดนตรีไทยดังทั้งคืนขนาดนั้น”
จางยิ่งตกใจหนัก “ดนตรีไทย”
เฮงพยักหน้าหงึก “เสียงดังมาก”
“ดนตรีไทยเสียงดังด้วย”
ขาดคำ เฮงก็ถีบจางโครมใหญ่ “เสียงมึงนี่แหละดัง จะดังทำไมเนี่ย”
“ก็มันตกใจนี่ครับเฮีย”
เฮงหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมา
“อั๊วตัดสินใจแล้ว วันนี้อั๊วจะให้ซินแสมาทำพิธีปัดรังควาญ”
“เอางั้นเลยเหรอเตี่ย” ตี๋ใหญ่หันมาถามย้ำ
“ก็ต้องเอาแบบนี้แหละ จะได้ไม่ต้องกลัวกันอยู่แบบนี้ไง”
“เปลืองเงินน่ะเตี่ย”
“เฮ้ย งานนี้เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ขออย่างเดียว ให้ลูกๆ เตี่ยนอนหลับฝันดี ไม่มีผีมารังควาญ”
“หล่อมากเตี่ย สุดยอด”
เฮงทำหน้าตาจริงจัง หมวยเล็กกับตี๋เล็กยิ้มอย่างสบายใจ ส่วนตี๋ใหญ่ยิ้มเจื่อนๆ อารมณ์ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ขัดอะไรไม่ได้

ฟากแก้วกัลยา หญิงใหญ่ ชายเล็ก ก็กำลังช่วยกันเก็บที่นอน หมอน ผ้าห่ม หลังจากเอามาปูนอนรวมกันเมื่อคืนนี้
“ไงจ๊ะหญิงใหญ่ บอกว่าผีไม่มีในโลก แล้วทำไมไม่ขึ้นไปนอนที่ห้องตัวเองล่ะจ๊ะ”
หญิงใหญ่รีบแก้ตัว
“ตอนแรกก็ว่าจะขึ้นไปนอนบนห้องนั่นแหละค่ะ แต่คุยกันเพลินๆ เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้”
“หรา”
ชายเล็กหันมาทำหน้าล้อเลียน เลยโดนหญิงใหญ่เอานิ้วป้ายปาก
“โห..ล้างมือหรือเปล่าเนี่ย”
“เห็นอยู่ว่าเพิ่งตื่น จะให้ล้างตอนไหนล่ะจ๊ะ เพิ่งแคะขี้มูกไปด้วยเนี่ย”
ชายเล็กทำหน้าย่น “อี๋”
แก้วกัลยาทำเสียงดุ “เล่นอะไรระวังเสียลุคหน่อยนะลูก เดี๋ยวก็ขายไม่ออกกันพอดี”
“หนูก็แกล้งแหย่น้องไปแบบนั้นแหละค่ะ ไม่ได้แคะจริงหรอก”
จังหวะนั้นฮันนี่ก็เดินเข้ามาจากนอกบ้านพอดี
“กุด มอร์ นิ่งค่า เอฟเวอรี่ บอดี้”
หญิงใหญ่รีบพูดอังกฤษตอบกลับไปบ้าง “กุด มอร์ นิ่ง ฮาว อาร์ ยู ทูเดย์”
“ไฟน์ค่ะ..แหม นอกจากสวยกว่าแล้ว แอ็คเซ่นยังดีกว่าด้วยนะคะ”
ฮันนี่พูดยิ้มๆ แก้วกัลยาหันมองไปรอบๆ
“เอ้อ หญิงเล็กหายไปไหนเนี่ย”
ชายเล็กรีบสลัดผ้าห่มหา “พี่หญิงเล็ก พี่หญิงเล็ก”
“นี่ พี่เค้าไม่ใช่แมลงสาบนะ ถึงจะมาสลัดหาแบบนี้เนี่ย”
แก้วกัลยาดูลูกชาย หญิงใหญ่พูดต่อ
“อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนหญิงเล็กขึ้นไปนอนบนห้อง ใจเด็ดสุดๆ”
ฮันนี่รีบส่ายหัว
“โนค่ะ น้องหญิงเล็กขึ้นไปเทค อะ บ๊าท ข้างบนค่ะ ฮันนี่เห็นเอายันต์แปะไว้ที่หน้าห้องน้ำด้วย คงจะกลัวมาก”
“เอาไงดีครับแม่ เราจะหลอนกันไปอีกนานแค่ไหนครับเนี่ย” ชายเล็กยังไม่หายกลัว
“ไม่ต้องกลัว วันนี้แม่จะหาอาจารย์เก่งๆ มาปัดรังควาญที่บ้านเรา”
ฮันนี่พูดท้วง “อาจารย์เก่งๆ นี่ แพงเอาเรื่องนะคะ”
“เสียเท่าไหร่ฉันไม่สน ฉันซื้อความสบายใจให้ทุกคน ในครอบครัวย่ะ”
แก้วกัลยาพูดอย่างมุ่งมั่น หญิงใหญ่ก็ยิ้มแห้งๆ อย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ตี๋เล็กกับจางยกอาหารจากครัวไปเสิร์ฟนอกบ้าน ส่วนเฮงกับตี๋ใหญ่เดินจากนอกบ้านเข้ามา ฝั่ง
หมวยเล็กก็เดินออกมาจากครัว
“นี่ลื้อเข้าไปช่วยในครัวเหรอ ดีๆ หยุดเสาร์อาทิตย์ก็อยู่ช่วยงานที่ร้านนี่แหละ ต่อไปจะได้เป็นงาน”
หมวยเล็กรีบบอก
“เปล่า หมวยเห็นในครัวมีเฮียตี๋เล็กกับอาจาง ก็เลยเข้าไปอยู่ด้วย อยู่คนเดียวมันวังเวงอ่ะเตี่ย”
ตี๋ใหญ่มองหน้าน้องสางล้อๆ “นี่มันกลางวันแล้วหมวย จะกลัวอะไรอีก”
“กลางวันนี่แหละยิ่งน่ากลัว เพราะถ้ามาจริงแสดงว่าเฮี้ยนมาก”
จังหวะนั้น ตี๋เล็กก็เดินนำหน้าจาง ที่ทำหน้าบูดเบี้ยวเพราะปวดห้องน้ำ แต่พยายามอดทนไว้
“วันนี้ลูกค้าน้อยนะเตี่ย ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเรื่องคนตายรึเปล่า”
ตี๋เล็กแอบกังวล เฮงมองหน้าจางย่างสงสัย
“ลื้อเป็นอะไรอาจาง ยืนหน้าบูดหน้าเบี้ยวอย่างกับหมาบลูด็อก”
“ปวดท้องครับเฮีย เหมือนจะท้องเสีย”
“อ้าว ก็ไปเข้าห้องน้ำสิ เดี๋ยวก็มาเรี่ยราดแถวนี้”
จางทำท่าหวาดๆ “ ไม่กล้าเข้า เค้ากลัวผี คุณตี๋ใหญ่มีพาราซัก 2 เม็ดมั้ยครับ”
“นี่ปวดหัวด้วยเหรอ”
“เปล่าครับ จะกินแก้ปวดท้องขะระรี่นี่แหละ แก้ปวดเหมือนกัน น่าจะทดแทนกันได้”
ตี๋ใหญ่ทำเสียงดุ “จะบ้าเหรอ มันแทนกันไม่ได้”
เฮงรีบไล่ “ไปเลย ไปเข้าห้องน้ำ ถ้าไม่ไป เดี๋ยวจะเตะให้แตกตรงนี้นี่แหละ”
พูดพลางง้างเท้าทำท่าจะเตะจริงๆ จางรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ พร้อมกับที่เสี่ยชาญเดินเข้ามา
“เอะอะโวยวายอะไรกัน”
เฮงหันขวับมาทันที “อ้าวเสี่ย ไหน ซินแสที่ว่าเก่งนักเก่งหนาน่ะ เจอตัวรึยัง”
“เจอแล้ว แล้วก็พามาแล้วด้วย ซินแสครับ เชิญในบ้านนี่เลยครับ”
ซินแสก้าวเท้าเข้ามา พร้อมกับมีลมปะทะเข้าหน้าจนหนวดเคราปลิว อารมณ์เหมือนมีพลังงานบางอย่างเข้าปะทะ
“แรงจริงๆ”
“วิญญาณเหรอครับซินแส” ตี๋ใหญ่ย้อนถาม
“พัดลมนั่นน่ะ”
ทุกคนหันไปมอง เห็นหมวยเล็กยืนอยู่ใกล้ๆ พัดลม ซินแสรีบบอก
“เบาหน่อยได้มั้ย อั๊วขี้หนาว”
“ได้ค่ะซินแส”
เฮงรีบเอียงหน้าไปกระซิบกับเสี่ยชาญ “มาถึงก็ฮาเลย เก่งแน่นะ”
“เก่งสุดๆ”
ซินแสหลับตาทำสมาธิ ตี๋ใหญ่หันไปเห็น ก็คิดว่าง่วง
“กาแฟมั้ยครับซินแส”
“กาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล เฮ้ย อั้วไม่ได้ง่วง อั้วกำลังทำสมาธิเพื่อสื่อสารกับดวงวิญญาณ”
ตี๋ใหญ่หน้าเจื่อน “โทษทีครับ เห็นหลับตาเลยคิดว่าง่วง”
เสี่ยชาญหันไปดุ “อาตี๋ใหญ่ ลื้อก็อย่าตะหลวกกับซินแสสิ เดี๋ยวพิธีเสียหมด”
ซินแสหลับตาทำสมาธิต่อ ท่ามกลางทุกคนที่ยืนรอแบบลุ้นๆ

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านแก้วกัลยา หมอผีก็กำลังเดินพรมน้ำมนต์รอบบ้าน โดยมีฮันนี่ถือขันน้ำมนต์เดินตาม แก้วกัลยายืนดูอยู่กับหญิงใหญ่
“พาอาจารย์ไปทั่วบ้านแล้วใช่มั้ย”
ฮันนี่พยักหน้าหงึก “ทุกหลืบทุกรูค่ะคุณนาย”
หมอผีหันมาบอก
“คงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงละนะ อาจารย์ปัดเป่าแล้วก็แผ่เมตตาให้พวกเค้าไปหมดแล้วล่ะ”
แก้วกัลยาทำหน้างง “ใช้คำว่าพวกเค้า แสดงว่ามีเยอะเหรอคะอาจารย์”
“สัมพะเวสี มันก็วนเวียนเร่ร่อนกันมาเรื่อยนั่นแหละ”
ขาดคำ เสี่ยชาญก็เดินเข้ามาพอดี
“นี่ไง แป๊บๆ นี่มาอีกตัวล่ะ”
หมอผีพูดแล้วก็พรมน้ำมนต์ใส่ เสี่ยชาญเผลอตัวร้องลั่น
“โอ๊ย อย่า อย่า”
หมอผีพรมน้ำมนต์ต่อ พร้อมกับตะคอกเสียงดัง “ออกไป”
“ไม่ออก”
“ไม่ออกใช่มั้ย งั้นเจอข้าวสารเสก”
หมอผีล้วงย่าม ทำท่าจะหยิบข้าวสารเสก แต่กลับถูกเสี่ยชาญยันโครมเข้าสีข้าง จนลงไปกองกับพื้น
“อั้วไม่ใช่ผี”
หมอผีหน้าเหรอ “อ้าว แล้วทำไมไม่บอก”
“บอกอะไรล่ะ เข้ามาก็เจอน้ำมนต์ชุดคอมโบ้เลย นี่ถ้ามียาสระผม อั๊วสระผมไปแล้ว”
“เสี่ยมาทานข้าวเหรอคะ” หญิงใหญ่หันถามเสี่ยชาญ
“เปล่า อั้วจะมาดูบ้านลื้อว่าทำอะไรกันบ้าง เห็นบ้านอาเฮงเอาซินแสมาปัดรังควาญชุดใหญ่เลย”
แก้วกัลยารีบหันมาพูดกับซินแส
“อาจารย์คะ อาจารย์พอจะมีของดีอะไรให้ฉันติดบ้าน ไว้ให้อุ่นใจกว่านี้มั้ยคะ”
“ของดีไม่มีฟรีหรอกนะคุณนาย”
เสี่ยชาญรีบแย้ง “เฮ้ย ใครว่าของดีไม่มีฟรีๆ อั๊วนี่เจอมาสดๆ ร้อนๆ เลย”
แก้วกัลยาทำท่าตื่นเต้น “เจออะไรเสี่ย”
“เหล็กไหล”
ฮันนี่ตาโต “โห เสี่ยไปเจอเหล็กไหลที่ไหนมา”
“กลางถนนเลย มอเตอร์ไซค์ตัดหน้ารถขนเหล็ก รถขนเหล็กเสียหลัก เหล็กหลังรถไหลลงมากลางถนน อั๊วนี่ หักหลบแทบไม่ทัน”
แก้วกัลยาส่ายหน้าเซ็งๆ “ไปฮาที่อื่นไป ที่นี่เค้ากำลังซีเรียสกัน”
ขาดคำ หมอผีก็หยิบเหล็กไหลออกจากย่าม “นี่สิ เหล็กไหลของจริง”
ฮันนี่ร้องว้าว “ท่านได้มายังไงคะเนี่ย”
“นี่คือเหล็กไหลจากยอดเขาเอฟเวอร์เรส”
เสี่ยชาญยกนิ้วให้ “นี่ท่านขึ้นไปตัดเหล็กไหลนี่ถึงยอดเขาเอฟเวอร์เรสเลยเหรอ สวดยวด”
“เปล่า ผมใช้จิตอธิษฐานในการตัดเหล็กไหลชิ้นนี้ให้กลิ้งลงมาตามแนวเขา ก่อนจะไหลมาตาม
ลำธาร มุ่งสู่แอ่งแม่น้ำสินธุ แล้วหักเหมายังแม่น้ำคงคา”
แก้วกัลยาถามแทรกขึ้นมาทันที “อาจารย์ไปรอเหล็กไหลอยู่ที่นั่น?”
“เปล่า จากนั้นเหล็กไหลก็ไหลมาตามแม่น้ำคงคา หักขวาออกอ่าวตังเกี๋ย ก่อนจะติดอวนลากปลาเข้ามายังฝั่งอ่าวไทย”
เสี่ยชาญถามบ้าง “อาจารย์ล่องเรือรอเหล็กไหลอยู่ที่นั่น?”
หมอผีส่ายหัว “เปล่า ปลาทูในอวนลากกลืนเหล็กไหลนี่เข้าไป”
“อาจารย์ก็เลยไปมหาชัย เพื่อไปเอาเหล็กไหลนี่”
“กินปลาทูที่มหาชัยอยู่สามอาทิตย์ กว่าจะเจอ”
หมอผีตอบหน้าตาเฉย เสี่ยชาญถึงกับทึ่ง
“แอ๊ะแอ๋ สวดยวดจริงๆ อาจารย์”
แก้วกัลยารีบบอก “ ฉันขอบูชาได้มั้ยคะ”
“พอเถอะค่ะแม่ วันนี้แม่ซื้อไปหลายอย่างแล้วนะคะ”
หญิงใหญ่พูดปราม แก้วกัลยารีบหันมาสั่ง
“ไปซื้อผักที่ตลาดให้แม่หน่อยไป”
“ผักอะไรล่ะคะ”
“ผักอะไรก็ซื้อๆ มาเถอะ”
หญิงใหญ่จำต้องเดินออกไปอย่างเซ็งๆ แก้วกัลยาหันมาพูดกับหมอผีต่อ
“นอกจากกันผีแล้ว เหล็กไหลนี่ช่วยในเรื่องค้าขายด้วยมั้ยคะ”
“สุดยอดเลยล่ะคุณนาย”
แก้วกัลยากับฮันนี่ทำสีหน้าปลื้มปริ่มมาก ตรงข้ามกับเสี่ยชาญ ที่อารมณ์แบบไม่ค่อยเชื่อถือนัก

ตี๋เล็กกับหญิงเล็กเดินมาที่ร้านไก่ทอด-ข้าวเหนียวเล็กๆ ข้างถนน ต่างคนต่างมีสมุดบันทึกกับปากกาติดมือมา
“ร้านนี้ไม่เคยมากินเลยอ่ะ”
หญิงเล็กรีบอธิบาย “พี่เค้าเพิ่งเปิด แต่ฉันมาเซอร์เวย์ล่ะ รสชาติสุดติ่งมาก”
พูดพลางเลือกดูไก่ทอด “ เอาอกไก่ชิ้นนึงค่ะ แล้วก็ข้าวเหนียวจานนึง”
“ของผมเอาน่องหนึ่ง ปีกหนึ่ง แล้วก็ข้าวเหนียวหนึ่งครับ”
หญิงเล็กกับตี๋เล็กมานั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเหลียวมองบรรยากาศร้านโดยรอบ จากนั้นก็เตรียมปากกากับสมุดบันทึกพร้อมจดในสิ่งที่ตัวเองคิด
“ครั้งที่แล้วผมวิเคราะห์เสน่ห์ของสตรีทฟู้ดไปแล้วอย่างนึง วันนี้ตาเธอบ้างล่ะนะ”
หญิงเล็กทำท่าครุ่นคิด
“ฉันว่าเสน่ห์ของอาหารข้างถนนที่ดึงดูดชาวต่างชาติก็ คือวัตถุดิบที่เป็น Localน่ะ”
ตี๋เล็กทำหน้างง “Local?”
จังหวะนั้นคนขาย ก็ยกไก่มาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดี หญิงเล็กรีบยกจานข้าวเหนียวกับไก่ทอดขึ้นประกอบการอธิบาย
“ก็วัตถุดิบพื้นบ้าน มีเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น ชาวต่างชาติที่มากินก็เหมือนได้ซึมซับวัฒนธรรมของเราไปด้วยไง”
ตี๋เล็กพยักหน้าเห็นด้วย “อืมม์ วิเคราะห์ได้ดี” จากนั้นก็รีบจดข้อมูลลงในสมุดบันทึก หญิงเล็กฉีกไก่กินพร้อมกับมองอีกฝ่ายที่ดูมุ่งมั่นตั้งใจ
“อย่างนายนี่ไม่น่าเป็นคนตั้งใจเรียนเลยเนอะ”
“ทำไม หนังหน้าผมต้องเป็นพวกติดเกมอะไรงี้?”
หญิงเล็กรีบส่ายหัวปฏิเสธ
“เปล่า หนังหน้านายน่าจะเป็นพวกพี้ยา ค้าหวยเถื่อนมากกว่า ฮ่าๆๆ”
“เหรอ กินไก่ไป ปากจะได้ไม่ว่าง”
“อ่ะๆ ไม่แซวก็ได้ แต่ถามอะไรอย่างสิ ฉันเห็นนายจริงจังเรื่องทำอาหารมาก ก็เลยอยากรู้ว่า ความฝันสูงสุดของนายที่คิดไว้เนี่ย นายจะไปถึงระดับไหน”
ตี๋เล็กทำท่าคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบ
“ที่คิดอยู่ตอนนี้ก็สุดอยู่ที่การเป็นเชฟมิชลินสตาร์ ให้ได้น่ะ”
หญิงเล็กพยักหน้าหงึก “อ่อ..เป็นเชฟไปด้วย ปะยางไปด้วย”
“ใช่ ตั้งศูนย์ถ่วงล้อก็พอได้อยู่ จะบ้าเหรอ เป็นเชฟ ไม่ใช่ช่างปะยาง”
“แหม จุดเริ่มต้นมิชลินสตาร์ก็มาจากบริษัทยางรถยนต์นี่แหละ ถ้าความสมารถนายไม่ถึง นายก็ไปเป็นช่างปะยางแทนก็แล้วกัน”
ตี๋เล็กนิ่งไป พลางมองไก่ในจาน ก่อนจะหยิบขึ้นมา แล้วก็คิดคำพูดหนึ่งขึ้นมาได้
“น้ำมันที่ไม่เดือด ทอดอะไรก็ไม่สุก ความพยายามที่ไม่สุด ทำอะไรก็ไม่สำเร็จหรอก”
หญิงเล็กมองอย่างอึ้งๆ ที่ได้เห็นแง่มุมดีๆในตัวตี๋เล็ก

หญิงใหญ่หิ้วตะกร้าใส่ผักเดินดูของในตลาด ตี๋ใหญ่เดินดูของมาจากอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะมาเจอกันพอดี
“อ้าว หวัดดีครับ”
“หวัดดีค่ะ”
ตี๋ใหญ่ยิ้มแย้ม แล้วพูดทักทายปกติ “วันนี้มากับใครเหรอครับ”
หญิงใหญ่ทำหน้ายียวน “แล้วเห็นฉันมากับใครล่ะคะ”
ตี๋ใหญ่แกล้งมองเหมือนมีใครอยู่ข้างๆหญิงใหญ่ “ก็เห็นมีเด็กผมจุกยืนอยู่ข้างๆ คุณ”
“ว้าย” หญิงใหญ่ร้องตกใจ รีบวิ่งเข้ามาซบตี๋ใหญ่ “จริงหรอ เด็กที่ไหนอ่ะ”
ตี๋ใหญ่หัวเราะขำ หญิงใหญ่หน้าเหรอ
“นี่แกล้งฉันเหรอ”
“ก็ผมถามคุณดีๆ ว่ามากับใคร คุณก็ตอบกวนผมก่อนนี่”
หญิงใหญ่มองค้อน พร้อมกับทำท่าจะเดินหนี ตี๋ใหญ่รีบเรียกไว้
“เดี๋ยวสิคุณ”
“อะไรอีกล่ะ”
“ผมเห็นบ้านคุณเอาหมอผีมาปัดรังควาญ เมื่อคืนคุณก็เจอกันเหรอ”
หญิงใหญ่ทำหน้าแปลกใจ “พูดเหมือนบ้านคุณก็เจอด้วยงั้นแหละ”
“ใช่ เสียงดนตรีไทยดังทั้งคืนเลย”
“ของฉันก็ได้กลิ่นธูปทั้งคืนเหมือนกัน”
ตี๋ใหญ่พยักหน้ารับ “โอเค วันนี้ทั้งบ้านคุณแล้วก็บ้านผมทำพิธีชุดใหญ่ คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ”
“ก็หวังให้เป็นอย่างนั้น งั้นฉันไปซื้อของให้แม่ก่อนนะ”
“โอเคครับ”
ตี๋ใหญ่กับหญิงใหญ่เดินแยกย้ายกัน ก่อนจะหยุดกึกพร้อมกัน แล้วเดินกลับมาหากันหน้าตาตื่น
“บ้านคุณได้กลิ่นธูป?”
หญิงใหญ่พยักหน้ารับ “ใช่ บ้านคุณได้ยินเสียงดนตรีไทย?”
“ใช่ แต่กลิ่นธูปมันน่าจะมาจากบ้านผมนะ เพราะผมจุดธูปปักไว้รอบบ้านเลย”
หญิงใหญ่รีบพูดต่อ
“ถ้างั้นเสียงดนตรีไทยก็น่าจะมาจากบ้านฉัน เพราะฉันก็เปิดทิ้งไว้ทั้งคืนเลย”
“เตี่ย/แม่”
ทั้งคู่ร้องเสียงหลง แล้วรีบเดินออกจากตลาดไปอย่างเร็ว เพราะกลัวจะเสียเงินให้ซินแสกับหมอผีไปมากกว่านี้

ชายเล็กกับหมวยเล็กเดินมาด้วยกันที่ร้านขายไก่ทอดริมถนน
“ไก่ทอดร้านนี้เรามาเทสต์แล้ว เด็ดมาก ขอบอก”
หมวยเล็กพยักหน้ารับ “โอเค เดี๋ยวจะกินให้เก๊าท์ขึ้นเลย”
“เฮ้ย เธอเป็นเก๊าท์เหรอ”
หมวยเล็กหัวเราะขำ “เก๊าท์หิวม้าก”
“โห่ คิดว่าเป็นโรคเก๊าท์”
ชายเล็กกับหมวยเล็กเดินเข้ามาในร้าน แล้วก็เจอตี๋เล็กกับหญิงเล็กนั่งกินไก่ทอดอยู่ด้วยกัน
หญิงเล็กหันไปเห็นน้องชายก็ตกใจ “ชายเล็ก”
ชายเล็กเองก็ตกใจไม่แพ้กัน “ พี่หญิงเล็ก”
ตี๋เล็กกับหมวยเล็กต่างก็ตกใจไปตามๆ กัน
“เฮียมาทำอะไรที่นี่กับ....”
หมวยเล็กมองหญิงเล็กงแบบงงๆ ตี๋เล็กอึกอัก
“เอ่อ เฮียมาทำรายงานส่งอาจารย์น่ะ นี่ไง”
พูดจบก็รีบโชว์สมุดบันทึกให้น้องสาวดู
“พอดีเฮียต้องเป็นบัดดี้กับยัยนี่น่ะ จะเปลี่ยนก็ไม่ได้ โคตรเซ็งเลย”
หญิงเล็กมองค้อน
“ฉันซ็งยิ่งกว่านายอีกจะบอกให้ เดี๋ยวเสร็จงานนี้ ฉันว่าจะบวชล้างซวยซักเจ็ดวัน”
“หรา โกนหัวบวชชีไปเลยมั้ยล่ะ จะได้อนุโมทนาสาธุไปด้วยเลย”
“เรื่องบวชไม่บวชรอแพ้พ” หญิงเล็กหันขวับมองชายเล็ก “ขอเคลียร์กับน้องฉันก่อน ไงชายเล็ก เรามากับน้องสาวไอ้ตี๋นี่ได้ยังไง”
หมวยเล็กกับชายเล็กมองหน้ากันอึ้งๆ ประมาณว่าเอาไงกันดีว้า? หมวยเล็กได้สติก่อน รีบโวยวาย
“นี่นายตามฉันมาทำไมเนี่ย ต้องการอะไรไม่ทราบ”
ชายเล็กรับมุก โวยวายตอบ
“ใครตาม ฉันจะมากินไก่ร้านนี้หรอก อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”
“ฉันเดินมาถึงร้านนี้ก่อน แล้วนายถึงตามเข้ามา แบบนี้ ไม่เรียกตามจะให้เรียกอะไรยะ”
ชายเล็กแกล้งทำหน้ายี้ใส่ “นี่มันร้านเธอรึไงไม่ทราบ”
ตี๋เล็กรู้ไม่ทัน รีบเข้ามาพูดช่วยน้อง
“เฮ้ย พูดกับน้องฉันดีๆ หน่อยดิวะ”
หญิงเล็กก็ช่วยเถียงแทนชายเล็ก “ก็น้องนายพูดไม่ดีกับน้องฉันก่อน”
“ก็น้องเธอตามน้องฉันมาอ่ะ”
หญิงเล็กไม่ยอมแพ้ “ก็แล้วร้านนี้มันร้านส่วนตัวของใครรึไงล่ะ น้องฉันไม่มีสิทธิมากินรึไง”
ทั้งสี่ทะเลาะกันวุ่นวาย จนคนขายวิ่งเข้ามาโวยวาย
“เฮ้ย! จะกินหรือจะมามีเรื่องกัน ถ้าจะมีเรื่อง ไปมีที่อื่น”
สิ้นเสียง ทั้ง 4 คนก็เงียบกริบ ขณะที่คนขายมองหน้าทุกคนขึงขัง ท่าทางเอาจริง

เฮงและจางเดินนำซินแส ที่ตวัดแส้ไปมาออกมาที่ข้างรั้ว
“ยุงเยอะเหรอครับซินแส”
ซินแสทำท่าขึงขัง “อั๊วปัดรังควาญสิ่งไม่ดีในบ้านลื้ออยู่ ลื้อจะตลกอะไรนักหนาเนี่ย”
เฮงหน้าเจื่อน
“ก็ซินแสคนก่อนทำแบบนี้เหมือนกัน อั๊วถามว่าปัดรังควาญเหรอ ซินแสบอกว่าปัดยุง ก็คิดว่าจะเล่นมุกเหมือนกันน่ะครับ”
“อั๊วนี่ของจริง ไม่มีเล่นตลก”
ขาดคำ จางก็แกล้งจับไหล่ ซินแสรีบตอบ “ ไหล่”
จางเล่นมุก หัว-ไหล่-ตูด ซินแสเคลิ้มเล่นตามด้วยแป๊บหนึ่ง ก่อนจะโวย
“เฮ้ย บอกแล้วไงว่าไม่เล่นตลก ชวนเล่นอยู่นั่นแหละ”
“นิดนึงน่ะซินแส จะได้ไม่เครียด”
อีกฟากหนึ่งแก้วกัลยา ฮันนี่และเสี่ยชาญ ก็เดินนำหมอผีมาที่ข้างรั้ว
“เอ้อ บ้านนึงมีหมอผี บ้านนึงมีซินแส สนุกจริงๆ ตื่งเต้งๆ”
ฮันนี่หันมามองค้อนเสี่ยชาญ “ถามคุณนายฮันนี่มั้ย ว่า have funด้วยรึเปล่า”
แก้วกัลยารีบพูด “ใช่ ไม่มาเสียเงินเสียทองแบบฉัน ก็พูดง่ายสิเสี่ย”
เฮงได้ยิน ก็ตะโกนสวนออกมา
“แหม ไม่มีเงินก็อยู่เฉยๆ ไปสิ ให้คนมีอันจะกินเค้าจัดการไป นี่ ซินแสอั๊วนี่ ฝีมือเป็นหนึ่งในปฐพี ค่าตัวไม่ต้องพูดถึง คนมีอันจะกินเท่านั้นถึงจะมีกำลังจ่ายได้”
ฮันนี่ทำมาทางแก้วกัลยา “อ๊าย เค้าว่าคุณนายจนแล้วไม่เจียมค่ะ”
เสี่ยชาญทำหน้าดุใส่ “มึงนี่ก็เสี้ยมซะจริงๆ เดี๋ยวก็มีเรื่องกันอีกหรอก”
ขณะนั้นตี๋ใหญ่กับหญิงใหญ่ก็วิ่งเข้ามาสมทบกับทุกคน
“เตี่ย อั๊วมีเรื่องจะบอก”
“ไว้บอกทีหลังได้มั้ย ซินแสกำลังปัดรังควาญวิญญาณร้ายให้อยู่”
ตี๋ใหญ่รีบแทรกขึ้นมา “วิญญาณอะไรไม่มีหรอกเตี่ย เสียงดนตรีไทยเมื่อคืนน่ะฝีมือคน ไม่ใช่ผี”
แก้วกัลยาโวยวายกลับ
“อ้าว นี่พวกแกหลอนเสียงดนตรีไทยจากบ้านฉันเหรอเนี่ย ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียขวัญ ฮ่าๆๆ”
หญิงใหญ่หน้าเจื่อน “แต่กลิ่นธูปที่เราได้กลิ่นกันก็ไม่ใช่ฝีมือผีนะคะ เป็นฝีมือคนนี่แหละ”
เฮงหัวเราะร่วน “อ้าว นี่พวกลื้อหลอนกลิ่นธูปจากบ้านอั้วกันเหรอเนี่ย ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียขวัญ ฮ่าๆๆ”
จางหันมาทำหน้างง “ จะขำทำไมเฮีย เท่าที่ฟังนี่เหมือนพวกเราเสียเงินจ้างซินแสมาฟรีๆ นะ”
เฮงกับแก้วกัลยาหน้าเจื่อนด้วยกันทั้งคู่
“อาจารย์ ถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแบบนี้ ค่าทำพิธีกับค่าเครื่องรางของขลังที่ฉันจ่ายไปน่ะ ขอคืนสักครึ่งนึงได้มั้ยคะ”
หมอผีรีบส่ายหน้า “ไม่ได้ ของมีครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ผักใช่ปลา”
เฮงหันขวับมาทางซินแส “ซินแส...”
ยังไม่ทันได้พูดอะไร ซินแสก็รีบตัดบท
“ไม่ได้ พิธีเสร็จล่ะ อั๊วขอตัว”
ซินแสกับหมอผีเดินออกไปพร้อมๆ กัน เสี่ยชาญทำหน้าเอือม
“ลื้อสองคนนี่ควายล้วนๆ ไม่มีวัวปนเลยซักนิด”
เฮงกับแก้วกัลยาทำท่าเป็นลม

แก้วกัลยานั่งกุมขมับอยู่ที่โซฟา
“ตาย ตาย ตาย ทำไมไม่รู้ก่อนหน้านี้นะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างหมอผีมา”
หญิงเล็กกับชายเล็กคอยนวดเอาใจแม่อยู่
“ถือว่าซื้อความสบายใจแล้วกันค่ะแม่”
“มันซื้อไปเยอะจนกลายเป็นกลุ้มแล้วสิลูก”
หญิงใหญ่เดินเข้ามา รู้ว่าแม่กำลังกลุ้มเรื่องหมอผี
“ถ้ามีสติ สตางค์ก็ยังอยู่ แต่ถ้าขาดสติเมื่อไหร่ สตางค์ก็ไปแบบนี้แหละค่ะแม่”
แก้วกัลยาทำหน้ายู่ “อย่ามาซ้ำเติมแม่นะ”
ชายเล็กหันมาย้อนถาม “พี่เค้าซ้ำเติมแม่ตรงไหนเนี่ย”
“ก็ทุกตรงนั่นแหละ”
ฮันนี่ถือไม้กวาดเดินผ่านมาพอดี “ ฮันนี่บอกแล้วว่าอย่าซื้อ อย่าซื้อ คุณนายก็ไม่เชื่อ”
“แกแหละตัวดี เชียร์ให้ฉันซื้อตั้งหลายอย่าง ชัท ออฟ ยัวร์ เม้าท์”
ฮันนี่ทำท่ารูดซิปปากแล้วกวาดบ้านไป หญิงใหญ่หันมาพูดปลอบแม่
“เอาน่าแม่ ลองดูไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีเหล็กไหลที่แม่ซื้อมา อาจจะทำให้ร้านเราขายดีก็ได้น้า”
“จ้ะ ถ้าขายไม่ดี แม่จะซื้อหนังสะติ๊กแล้วเอาเหล็กไหลนี่ แหละ ไปยิงหัวไอ้หมอผีนั่น”
แก้วกัลยาถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ลูกๆ แต่ละคนพยายามยิ้มกลบเกลื่อน เพื่อไม่ให้บรรยากาศเครียดจนเกินไป

ทางด้านเฮงก็นั่งดมยาดม โดยมีหมวยเล็กกับตี๋เล็กช่วยกันนวดให้
“โอย หมดกัน ไม่น่าเล้ย”
หมวยเล็กมองเตี่ยอย่างเห็นใจ “เอาน่าเตี่ย ซื้อความสบายใจน่า”
“ใช่เตี่ย ถือว่าให้ซินแสมาปัดรังควาญสิ่งไม่ดีออกไปจากบ้านเรา ต่อไปร้านเราจะได้เฮงๆ ไง”
ตี๋เล็กพูดจบปุ๊บ ตี๋ใหญ่เดินเข้ามาปั๊บ
“อั๊วเตือนแล้วใช่มั้ยเตี่ย ว่าอย่าเสียเงินกับเรื่องนี้”
“พอแล้ว ไม่ต้องมาซ้ำเติมอั๊วเลย”
“อั๊วไม่ได้ซ้ำเติม แค่อยากให้มีสติกันมากกว่านี้”
ตี๋เล็กย้อนถามพี่ชาย “แหม แล้วที่เฮียเอาธูปมาปักรอบบ้านน่ะ ไม่กลัวว่างั้น”
หมวยเล็กรับมุกต่อ “ใช่ กลัวก็ยอมรับมาเหอะ”
“ไม่กลัว ที่เฮียเอาธูปมาปัก ก็เพราะไม่อยากให้ทุกคนจินตนาการกันไปไกลต่างหาก ผีน่ะไม่มีจริงหรอก”
ขาดคำเสี่ยชาญในสภาพมอมแมมเพราะเพิ่งตกท่อระบายน้ำก็วิ่งเข้ามา ตี๋ใหญ่หันไปเห็นก็ร้องโวยวายตกใจ
“ ผี”
จากนั้นก็วิ่งหนีไปทันที ขณะที่ทุกคนช็อกนั่งแข็งเป็นท่อนไม้
“เฮ้ย นี่อั๊วเอง ไม่ใช่ผี”
เฮงทำหน้าประหลาดใจ “เสี่ย?”
“ง่ะ ถั่วต้ม”
ตี๋ใหญ่เดินกลับมา “ เสี่ยไปทำอะไรมาเนี่ย”
“อั๊ววิ่งจ๊อกกิ้งอยู่น่ะสิ ไม่รู้ใครไปเปิดฝาท่อทิ้งไว้ อั๊วก็เลยตกลงไปเนี่ย ขอล้างตัวหน่อยได้มั้ย”
เฮงหันไปมองลูกชายคนโตแล้วพูดล้อๆ
“แหม ผีไม่มีจริง อยากให้ทุกคนมีสติ วิ่งคนแรกเลยนะนั่น”
หมวยเล็กหัวเราะขำ “นั่นดิ ไม่กลัวเล้ย ผีน่ะ”
เฮง ตี๋เล็ก หมวยเล็กหัวเราะเยาะตี๋ใหญ่กันสนุกสนาน
“เฮ้ย สรุปให้อั๊วล้างตัวได้มั้ย คันยิกๆ แล้วเนี่ย”
“ก็ไปสิ ใครล็อกขาลื้อไว้ล่ะ”
เสี่ยชาญเดินไปเข้าห้องน้ำ ทุกคนหันมาหัวเราะต่อ ทำเอาตี๋ใหญ่ก้มหน้าเขิน
อ่านต่อตอนที่ 10

นางชฎา ตอนที่ 5
นางชฎา ตอนที่ 5
สิ้นเสียงกรีดร้องร่ำไห้อันโหยหวน เต็มไปด้วยด้วยความเจ็บปวดนั้น ท้องฟ้าและเมฆก็มืดครึ้ม พายุเริ่มพัดโหมแรงโดยไม่มีสาเหตุ เหล่าฝูงนกที่เกาะอยู่แถวนั้นพากันแตกรัง บินหนีออกจากบริเวณนั้น ผืนแผ่นดินที่เตชินและชมพูยืนอยู่เหมือนมีแรงสั่นสะเทือนจากข้างใต้ ทั้งคู่หันมองไปรอบๆ อย่างหวาดหวั่นตกใจ คนงานที่กำลังกินอาหารอยู่ด้วยกัน เงยหน้ามองบรรยากาศรอบๆ ตัวที่อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยกระทันหันด้วยความแปลกใจ แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร อยู่ดีๆ คนงานคนหนึ่งก็ล้มลงไปกับพื้นดิน ก่อนจะดิ้นพล่านอย่างทุรนทุราย ราวว่าจะขาดใจ ชัชที่นั่งกินอยู่ด้วยถึงกับทำจานหลุดร่วงลงพื้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...