xs
xsm
sm
md
lg

ลมซ่อนรัก ตอนที่ 1

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ลมซ่อนรัก ตอนที่ 1

ท่ามกลางทิวเขาอันสลับซับซ้อน มีถนนเส้นเล็กๆ เหมือนเป็นแค่ทางเดินเท้าทอดผ่าน ในเวลานั้นจักรยานคันหนึ่งปั่นมาตามทางนั้นอย่างเร่งรีบ คนปั่นจักรยานคือ ปราณนต์ ที่อยู่ในชุดนอน หน้าตาของชายหนุ่มเหมือนเพิ่งถูกปลุกจากที่นอน

ปราณนต์สะพายกระเป๋าหมอมาด้วย มีเด็กชาวเขาคนหนึ่งซ้อนท้ายมาด้วย ปราณนต์ปั่นจักรยานไปตามทางที่คดเคี้ยวและทุรกันดาร

อีกฟากหนึ่ง แขกต่างชาติที่อยู่ภายในห้องประชุมผู้นำด้านสาธารณสุขนานาชาติ ปรบมือกึกก้อง ปราณ ยืนอยู่ที่โพเดียมเพื่อกล่าวสปีช
“The main force that push Good Life Sciences to develop almost every second is the problems inside our public health system. The problems that has ongoing for a long time.. that is what we want to solve and strongly believe that we can do it. This belief makes GLS grows to this point and we will keep on developing."

(แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัท Good Life Science พัฒนาตัวเองตลอดเวลาแทบจะทุกวินาทีนั่น เป็นเพราะระบบสาธารณสุขภายในบ้านเกิดเรามีปัญหา..มันคาราคาซังมานาน..นั่นคือสิ่งที่เราอยากแก้ไข..เราเชื่อมั่นว่าทำได้..จึงทำให้ GLS พัฒนาและเติบโตมาจนถึงจุดนี้ได้ และเราจะพัฒนาต่อไป)

พสุวัฒน์กับสินธรที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นฟังสปีชอย่างภูมิใจ

ด้านปราณนต์ปั่นจักรยานเข้ามาภายในโรงเรียน เด็กชาวเขากระโดดลง ปราณนต์ทิ้งรถจักรยาน
“เพื่อนอยู่ที่ไหน” ปราณนต์ถาม
“ในป่าหลังแปลงผักครับ” เด็กชาวเขาตอบ
ปราณนต์รีบวิ่งออกไป เด็กชาวเขาวิ่งตาม

ปราณพูดสปีชต่อเนื่อง โดยที่จอภาพด้านหลังฉายภาพระบบการสาธารณสุขยุคใหม่ในเมืองที่ดูไฮโซหรูหรา
“GLS wants to create the medical equipment that will change the face of public health facilities and upturn how lives are saved. The equipment created must respond to both the medical professionals and the patients. That is..the equipment must help the doctor to simplify their work and give them more precision and lessen the patients pain. May be less radiation on the patient, decrease the losses rate."
 
(จี เอล เอส ตั้งใจจะสร้างสรรค์อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อพลิกโฉมสถานพยาบาลและพลิกโฉมการช่วยชีวิตคน อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นต้องตอบสนองทั้งฝั่งแพทย์และคนไข้คือช่วยให้แพทย์ทำงานง่ายและแม่นยำขึ้น และช่วยคนไข้ให้เจ็บน้อยลง โดนรังสีเท่าที่จำเป็น ลดการเสียชีวิต)”

เด็กชาวเขาวิ่งนำปราณนต์เข้ามายังกลุ่มเด็กซึ่งกำลังมุงดูอะไรซักอย่างอยู่ ปราณนต์แหวกกลุ่มเด็กเข้าไปก็เห็นเด็กคนหนึ่งนอนนิ่ง หน้าซีดอยู่ ขาข้างหนึ่งของเขาบิด ครูนั่งกดแผลที่อยู่บริเวณท่อนแขนด้านล่างเอาไว้
“เด็กตกจากต้นไม้มาโดนไม้ทิ่มค่ะหมอ”
ปราณนต์รีบเข้าไปหาเด็กคนนั้นแล้วก้มหน้าเอาหูแนบไปที่บริเวณปากและจมูกของเด็ก หน้าอกของเด็กมีการเคลื่อนขึ้น ลง ปราณนต์มองใบหน้าเด็กคนนั้น
ปราณนต์เปิดกระเป๋าแล้วหยิบถุงมือมาสวม “ดีมากครับที่ครูไม่ขยับตัวคนไข้ เพราะคนไข้ตกจากที่สูงอาจมีเลือดออกในสมอง หรือกระดูกคอเคลื่อน...ขอหมอดูแผลที่เลือดออกหน่อย”
ปราณนต์เอื้อมมือไปที่แผลที่ครูใช้ผ้าเช็ดหน้ากดอยู่ ครูปล่อยมือออก ปราณนต์เปิดผ้าขึ้นดูก็เห็นว่ามีเลือดพุ่งขึ้นมาสูงประมาณ 1 ฟุต ปราณนต์รีบกดผ้าลงไปใหม่ ทุกคนร้องตกใจที่เห็นเลือด
“คนไข้เส้นเลือดแดงฉีกขาด เดี๋ยวหมอกดปิดแผลเอง...ครูครับ...ครูกับเด็กๆช่วยกันหากระดาษแข็งกับแผ่นไม้หรือไม้ไผ่ ผ้าอะไรก็ได้ผืนใหญ่ กระดาษแข็งขอเยอะหน่อยนะครับ...เอากรรไกรมาด้วยนะ”
“ค่ะ คุณหมอ...ไปเด็ก ๆ ไปช่วยกันหาของมาให้คุณหมอกัน”
ครูกับเด็กๆ พากันวิ่งออกไปเพื่อเอาของที่ปราณนต์ต้องการมาให้
ปราณนต์เอามือข้างที่ว่างอยู่คลี่ผ้าก๊อซออกมาแล้วมัดไปที่ต้นแขนของเด็ก ปราณนต์เปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าเป็นก๊อซแล้วกดแผลแทน

ปราณพูดสปีชต่อเนื่อง จอภาพยังฉายภาพระบบการสาธารณสุขยุคใหม่ในเมืองที่ดูไฮโซหรูหรา มีเครื่องมือ แพทย์ CT scan, เครื่องฉายรังสีแบบ C-arm
“The medical technologies will no more be restricted only in the medical services, public health and within the hospitals. These technologies will take on a role that gives access to people to acquire medical information and receive public health service in their homes without the need to travel."

(เทคโนโลยีทางการแพทย์จะไม่จำกัดแค่การให้บริการในวงการแพทย์ สาธารณสุข และในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่จะเข้ามามีบทบาทที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และใช้บริการสาธารณสุขจากที่บ้านได้ ไม่ต้องเดินทาง)

รถจี๊ปของโรงพยาบาลวิ่งเข้ามาโดยมีจันทร์วิภาในชุดพยาบาลนั่งกอดกระเป๋าสนามมากับอะเลซึ่งเป็นคนขับมาให้
“จันทร์มาแล้วค่ะคุณหมอ...พอวางสายจากคุณหมอจันทร์ก็ให้อะเลขับรถมาเลยค่ะ”
ปราณนต์สั่งโดยไม่หันไปมองหน้า
“ขึ้น Tunique เหนือปากแผล”
จันทร์วิภารับคำ “ค่ะ”
ปราณนต์แก้ผ้าก๊อซที่มัดต้นแขนเด็กคนนั้นออก
จันทร์วิภาใส่ถุงมือ ใส่เสตรทแล้วเอาเครื่องวัดความดันออกมา แล้วพันรอบต้นแขนเด็ก บีบลม ฟังชีพจร แล้วขานบอก

“ความดัน 110/70 เด็กชีพจร 110 ค่ะ”

ทางฝ่ายปราณพูดสปีซต่อเนื่อง

“Just a click on your mouse, you will be able to diagnose the ailment through the online system via this application."
(แค่คลิกคอมพิวเตอร์ ก็สามารถตรวจโรคผ่านระบบออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้)

ครูวิ่งนำขบวนเด็กหอบของที่ณนต์บอกเข้ามา บางคนถือไม้กระดาน บางคนถือไม้ไผ่ บางคนถือท่อนไม้ เด็กผู้หญิงหอบกระดาษเข้ามา มีหลายแบบ หลายขนาด ครูหอบไม้กระดานซักผ้ากับผ้าห่มและผ้าถุง
ปราณนต์เห็นครูเอาของมาแล้วหันมาบอกจันทร์
“คุณกดแผลแทนผมหน่อย”
จันทร์เอื้อมมือไปกดที่แผล ปราณนต์ลุกไปหาครูและเด็ก ๆ
“ผ้าผืนใหญ่มีแต่ผ้าห่มกับผ้าถุงของดิฉันค่ะคุณหมอ”
“ผ้าถุงใช้ได้ครับ”
ทุกคนวางของกองให้ปราณนต์
ปราณนต์เอากรรไกรตัดกระดาษแข็งความกว้างประมาณคอของเด็กหลายชิ้น

ปราณยังกล่าวสปีซต่อ
“These will not be a thing far reaching to us anymore. The network technologies and the remote medical system will become the vital parts making the local medical services to be fair, everyone is equal."

(สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เทคโนโลยีเครือข่ายและระบบการแพทย์ทางไกล นับว่าเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้การรักษาพยาบาลภายในประเทศเกิดความเสมอภาพและเท่าเทียมกัน)

ปราณนต์เอากระดาษแข็งวางทับกันหลายชั้นพันรอบคอเด็ก แล้วใช้ก๊อซผูกจนแน่นกลายเป็นเฝือกดามคอ

ปราณพูดต่อ
“The future of the medical society will depend on the drive from the medical technologies."

(อนาคตของวงการแพทย์จะก้าวกระโดดไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับแรงส่งจากเทคโนโลยีการแพทย์)

ปราณนต์ใช้ไม้แผ่นสอดใต้ขาข้างที่หักแล้วเอาผ้าพันคอของตัวเองพันขาเด็กติดกับไม้จนกลายเป็นเฝือก ปราณนต์ดูผ่ามือของเด็กก็เห็นว่าซีดไม่มีสีเลือด เขาขยับไปปล่อยลมเครื่องวัดความดันนึดนึงพอมือเด็กมีสีเลือดก็กลับไปบีบลมให้รัดแน่นใหม่
“คุณจันทร์ช่วยผมเอาคนไข้ขึ้นเปล เราจะย้ายไปที่โรงพยาบาล”
พูดจบปราณนต์ก็เอาผ้าถุงมาพับม้วนตามยาว เด็กคนไข้เริ่มสะลึมสะลือขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้และดิ้น
“แง...หนูเจ็บ..แขน...จะหาแม่....แม่...”
เด็กคนไข้จะลุกขึ้นนั่ง จันทร์วิภารีบกดตัวเด็กไว้
“นอนนิ่ง ๆ ก่อน อย่าเพิ่งขยับสิ”
เด็กคนไข้ไม่ยอม ทั้งดิ้นและร้อง มือข้างที่ไม่ถูกกดไว้คว้าไปที่เฝือกคอเพื่อจะแกะออก
“ไม่เอา..ไม่ใส่อันนี้...ไม่ใส่”
ครูพยายามร้องห้าม
“อย่านะ ห้ามแกะออก”
ปราณนต์ขยับเข้ามาหาเด็กคนไข้
“ไม่เป็นไรนะครับคนเก่ง...หนูปีนต้นไม้แล้วตกลงมา...จำได้มั้ยครับ”
เด็กคนไข้พยักหน้าแต่ติดเฝือกคอ
ปราณนต์พูดต่อ “หมอเลยต้องพันคอหนูไว้ก่อน เดี๋ยวหมอจะพาไปโรงพยาบาล ถ้าอยากเจอแม่เร็ว ๆ ต้องนอนนิ่ง ๆ นะ จะได้หายไว ๆ”
เด็กคนไข้บอกปราณนต์ “เจ็บแขน”
“เอางี้...เรามาร้องเพลงกัน...จะได้หายเจ็บแขน...แต่หมอร้องไม่เก่ง หนูช่วยหมอร้องด้วยนะ” ปราณนต์ร้องเพลงชาวเขา
จันทร์วิภารีบช่วยบิ้วด์
“เอ้าทุกคน ช่วยคุณหมอร้องเพลงเร็ว เพื่อนจะได้ไม่ร้องไห้”
เด็กๆ และครูช่วยกันร้องเพลง
เด็กที่เป็นแผลค่อย ๆ หยุดร้องเหลือแค่สะอึกสะอื้น สักพักก็เริ่มร้องตาม ปราณนต์หยิบผ้าถุงมาวางข้างตัวเด็ก
“เดียวหมอจะพลิกตัวหนูขึ้นเปลนะ...ไม่ต้องกลัว”
ปราณนต์จับคอประคองบ่ามือหนึ่ง ส่วนอีกมือดันช่วงสะโพกให้เด็กตะแคงตัว
จันทร์วิภาสอดผ้าถุงไปด้านล่างตัวเด็ก ปราณนต์วางเด็กลงแล้วข้างไปพลิกเด็กอีกด้าน
จันทร์วิภาตามมากลิ้งผ้าถุงออกทำให้ตอนนี้เด็กนอนบนผ้าถุงแล้ว
“เดี๋ยวหมอจะยกหนูไปขึ้นรถนะ...เราจะไปโรงพยาบาลกัน”
ปราณนต์จับปลายผ้าด้านหัวของเด็ก ส่วนอะเลจับปลายผ้าด้านล่าง จันทร์วิภาประคองศรีษะ ปราณนต์นับให้จังหวะ
“พร้อมนะ 1 2 3”
ทุกคนลุกยืนพร้อมกันโดยยกผ้าให้ตึงที่สุด แล้วเอาเด็กไปวางบนรถจี๊บด้านหลัง ปราณนต์นั่งทางด้านหลังเพื่อไปกับเด็กด้วย จันทร์วิภาวิ่งกลับไปเอากระเป๋าหมอมาขึ้นรถด้วย
อะเลประจำที่คนขับ รถจี๊บขับออกไป
ครูและเด็กๆ ยังร้องเพลงให้กำลังใจเพื่อนอยู่ บางคนวิ่งตามรถจี๊บไปด้วย

ปราณกล่าวสปีซต่อเนื่อง
“GLS will do our duty in supporting the country and the region’s public health system to provide equal happiness to everyone on this world."

(จี แอล เอส จะทำหน้าที่ของตัวเอง ในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ของภูมิภาค เพื่อสร้างความสุขอย่างเสมอภาคให้กับทุกๆคนในโลกใบนี้)

ปราณพูดจบ แขกทุกคนในฮอลล์ลุกยืนปรบมืออย่างกึกก้อง

ปราณยิ้มและโค้งพร้อมกับไปรับโล่รางวัลมาชู

ปราณนต์คอยดูสีเลือดที่มือของเด็กแล้วก็ปล่อยลมและบีบลมเป็นระยะ ปราณนต์ร้องเพลงกล่อมเด็กเพื่อให้หายกลัวไปตลอดทาง

ปราณเดินลงจากเวทีพร้อมโล่รางวัล พสุวัฒน์และสินธรรอต้อนรับอยู่
พสุวัฒน์พูด “ต่อไปลูกก็ไม่ต้องไปใส่ใจ ใครที่มาสบประมาทความสามารถของลูกอีก..เพราะรางวัลนักบริหารแลจัดการองค์กรสาธารณสุขยอดเยี่ยมจากองค์กรระดับนานาชาติ..แทนคำตอบทุกอย่างแล้ว”
“อายินดีด้วยนะปราณ” สินธรบอก “บริหารจีแอลเอสได้ไม่ถึงปี หลานก็ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้นำในระดับอาเซียนได้..ไม่ธรรมดา”
“แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่อาเซียนครับ เราต้องไปให้ไกลกว่านั้น พ่อกับอาสินธรต้องช่วยผมด้วยนะครับ”
“เราครอบครัวเดียวกัน ไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว”
พสุวัฒน์กอดปราณอย่างปลาบปลื้มและภาคภูมิใจมาก ในขณะที่สินธรยิ้มแย้มไปตามมารยาท แต่ในแววตาก็มีความไม่พอใจบางอย่างซ่อนอยู่
เสียงใสๆ ของอัณณา ดังเข้ามา
อัณณายื่นช่อดอกไม้ “ยินดีด้วยค่ะปราณ”
อัณณา คือผู้หญิงทำงาน ฉลาด มีไหวพริบ บุคลิกคล่องแคล่ว เป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนของปราณและ
ปราณนต์ เธออยู่ในชุดราตรีที่สวยสง่าในขณะที่กำลังยื่นช่อดอกไม้ให้กับปราณ
“อัณณา..ผมนึกว่าคุณจะไม่มา” ปราณบอก
“แหม...ยิ้มหน้าบานเชียวนะ” พสุวัฒน์แซว
“คนที่เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งเจ้านายรับรางวัลทั้งที อัณจะไม่มาแสดงความยินดีได้ยังไงคะ”
ปราณยิ้มแล้วก็มองอัณณาด้วยความรัก

รถจี๊บขับเข้ามาจอดหน้าโรงพยาบาล หมอเวรและเวรเปลวิ่งออกมารับเด็ก เวรเปลเคลื่อนย้ายเด็กไปในห้องฉุกเฉิน
ปราณนต์รายงาน “คนไข้ตกต้นไม้มาประมาณ 1 ชั่วโมง มีเส้นเลือดแดงฉีกขาด ขาข้างซ้ายหัก กระดูกคอผมดามไว้ก่อน คุณหมอตรวจเพิ่มเติมอีกที ก่อนหน้านี้คนไข้รู้สึกตัว พูดได้ปกติ แต่น่าจะต้องสังเกตุอาการทางสมองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง”
“ครับ”
หมอเวรรับคำแล้วเดินเข้าห้องฉุกเฉินไป
ปราณนต์แอบหาวแบบไม่อ้าปากทำให้จมูกบานแทน

ปราณนต์เดินกลับมาที่รถจี๊บ จันทร์วิภาเดินเข้ามาจากอีกทาง
“คุณจันทร์ ผมรบกวนช่วยจัดชุดออกตรวจให้ผมใหม่หน่อยนะ ผมจะกลับไปแจ้งข่าวคุณครู แล้วผมจะได้เลยขึ้นไปตรวจชาวบ้านตามไร่ที่นัดเอาไว้เลย” ปราณนต์บอก
“คุณหมออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีมั้ยคะ” จันทร์วิภาว่า
จันทร์วิภายื่นเสื้อผ้าให้ปราณนต์ ปราณนต์ก้มดูตัวเองก็เห็นชุดนอนเลอะทั้งดินและเลือด
“ฮ่าฮ่า ครับ คงต้องเปลี่ยนชุดก่อน ขืนไปชุดนี้ไม่มีใครยอมให้ตรวจแน่”
ปราณนต์เดินกลับไปทางห้องพัก จันทร์วิภาเดินตามไปคุยด้วย
“ไม่เหนื่อยบ้างเหรอคะหมอ เพิ่งออกเวรตอนตี5 กลับต้องโดนปลุกไปทำแผลเด็กอีก...ได้นอนบ้างหรือยังคะ”
“ไม่เหนื่อยครับ...ได้นอนนิดหน่อย”
“หมอฟิตมากเลยค่ะ..หมอคนอื่นเขายังมีหยุดมีพักบ้าง แต่หมอไม่เลย ทำงานยังกับคนบ้า..วันหยุดแทนที่จะพักก็ขอขึ้นดอยไปตรวจชาวบ้าน ใครมาตาม จะกี่โมงกี่ยาม บุกป่าฝ่าดงแค่ไหน หมอก็ไป ไม่เหนื่อย ไม่บ่น ไม่ต้องการอะไรด้วย..หมอท่านอื่นๆที่เคยมาประจำที่นี่..มีแต่ต้องมาทำงานใช้ทุน..พอใช้ทุนเสร็จ..ก็ทำเรื่องย้ายกลับไปกรุงเทพ..ไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนรับเงินเดือนเป็นแสนๆ..มีแต่คุณหมอณนต์นี่แหละที่สวนทางคนอื่น..เลือกมาประจำที่โรงพยาบาลผาหมอกด้วยตัวเอง..ชอบความลำบากเหรอคะ” จันทร์วิภาถาม
“อยู่ที่นี่ผมได้อะไรยิ่งกว่าเงินอีก..ดอกไม้ต้นไม้..ธรรมชาติสวยๆ..อากาศดีๆ..วิวสุดลูกหูลูกตา..ของพวกนี้มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้นะ..ยิ่งได้เจอชาวบ้านที่มีน้ำใจและเพื่อนร่วมงานที่น่ารักอีก..คุณยังว่าผมตัดสินใจผิดที่มาอยู่ที่นี่อีกเหรอ” ปราณนต์ว่า
“แหม.จันทร์อยากจะส่งชื่อคุณหมอให้เป็นแพทย์ดีเด่นรับรางวัลจากทุกสถาบันเลย”
“แค่ผมได้รักษาคนไข้ เห็นคนที่นี่สุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ไข้ มีความสุขดี ผมก็มีความสุขยิ่งกว่ารางวัลอะไรแล้ว”
จันทร์วิภาทึ่งในตัวตนของปราณนต์มาก
“ถ้าจันทร์ยังโสด..จันทร์จีบหมอแน่ๆ” จันทร์วิภาพูดกึ่งแซว
ปราณนต์แหย่ๆแซวๆ อย่างสนิทสนมกัน “โชคดีจังที่คุณมีเจ้าของแล้ว”
“แหมคุณหมออ่ะ…รีบอาบน้ำเถอะค่ะ”
“คุณก็รีบออกไปซิครับ”
จันทร์วิภาเพิ่งรู้ตัวว่าเดินคุยกับปราณนต์จนตามเข้าไปในห้องน้ำ เธอรีบขอโทษ
“ว้ายคุณหมอ จันทร์ขอโทษค่า”
จันทร์วิภาวิ่งออกจากห้องน้ำ ปราณนต์หัวเราะขำ ๆ

รองเท้าส้นสูงสีแดงสวยเปรี้ยวของภัทรินกำลังเดินฉับๆ เข้ามาภายในโรงงาน ภัทรินแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเบรนด์เนมทั้งตัว สวย รสนิยมดี โดดเด่นจนใครๆก็ต้องมอง ประตูลิฟท์เปิดพอดีที่ภัทรินเดินมาถึง เธอเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วหันกลับมาด้วยสีหน้าที่มั่นใจและดูสง่าเพราะเป็นนางหงส์ของออฟฟิศ

ภัทรินเดินเข้ามาพอดีกับ ศิริชัย นักศึกษาฝึกงานกำลังหอบกล่องเอกสารผ่านไปอีกทาง ภัทรินรีบเรียกไว้
“น้องคะ”
นักศึกษาดีใจที่ภัทรินเรียกจึงมีท่าทางกระตือรือร้น “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับพี่ภัท”
ภัทรินเน้น “คุณภัทริน..เรายังไม่ได้สนิทกันขนาดจะมาเรียกชื่อเล่นพี่เฉยๆนะคะ” ภัทรินอ่านป้ายชื่อ “ศิริชัย”
นักศึกษาสลด “ครับคุณภัทริน”
“พี่อยากได้กาแฟ ที่ดีกว่าทรีอินวันของออฟฟิศ ช่วยไปซื้อให้พี่ทีนะคะ” ภัทรินหยิบแบงก์พันยื่น”Decaf Double Tall Caramel Non Fat Two Brown Light Hot Light Milk With Whip Cappuccino”
นักศึกษาหน้าเหวอสุดขีด “หา..”
ภัทรินทวน “Decaf Double Tall Caramel Non Fat Two Brown Light Hot Light Milk With Whip Cappuccino. โอเค๊”
“เอ่อ..ช่วยจดให้ผมได้มั้ยครับ”
ภัทรินตำหนิอย่างจริงจัง “ศิริชัย..เธอต้องจำ..และห้ามสั่งผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว..ฟัง..Decaf Double Tall Caramel Non Fat Two Brown Light Hot”
ทันใดนั้นอยู่ๆมีกาแฟยื่นมาตรงหน้าภัทริน ธนาฒน์คือคนที่ยื่นกาแฟให้ภัทรินเอง
“Decaf Double Tall Caramel Non Fat Two Brown Light Hot Light Milk With Whip Cappuccino..สำหรับแพตตี้ของผมครับ”
ธนาฒน์ ยิ้มหวานโปรยเสน่ห์
“ธนาฒน์”

ภัทรินยิ้มเขินๆให้กับธนาฒน์ แล้วก็ทำหน้าบึ้ง

รถสปอร์ตสวยเฉี่ยวแล่นมาจอดที่หน้าโรงงาน ประตูรถเปิดออก มือสวยเรียวที่ถือแก้วกาแฟอยู่ยื่นออกมาก่อน เล็บของมือคู่นั้นทาสีสดมาก

เจ้าของมือคือ ชมนาด ที่สวมแว่นดำ โก้เก๋ ลงมายืนข้างรถแล้วมองเข้าไปในโรงงานอย่างมาดมั่นราวกับเป็นนางพญา
พนักงานที่เดินไปมาแถวนั้นราวกับถูกดึงดูดให้ต้องหันมามองไปตามๆกัน ชมนาดกระดกกาแฟที่เหลือก้นถ้วยแล้วขยำถ้วยกาแฟ โยนทิ้งใส่ถังขยะที่เธอเดินผ่าน ศิริชัยที่เดินผ่านมาถึงกับผงะและตกตะลึง
“โอ้ว” ศิริชัยหันไปถามคนข้างๆ “ใครอ่ะพี่ สวย โก้สุดๆ”

ภัทรินเดินปึงปังนำมาตามทางอย่างงอนๆ ธนาฒน์ถือกาแฟเดินตามตลอด
“ทำไมเมื่อคืนไม่โทรหา..ไลน์ไปก็ไม่อ่านไม่ตอบ..แปลว่าอะไร” ภัทรินโวย
“แพตครับ..แพตก็ฟังผมก่อนสิ”
“แพตเคยบอกแล้วใช่มั้ย ไม่ว่าจะทำอะไรเหนื่อยแค่ไหน ก็ห้ามลืมกู๊ดไนท์..ถ้าเรื่องง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่ได้ แพตจะไว้ใจคุณได้ยังไง”
ธนาฒน์อ่อนใจ “แพต”
“พอ..จบเรื่องส่วนตัว..แพตจะทำงาน”
ภัทรินกดลิฟต์แล้วก็ยืนกอดอกหน้างอนรอลิฟต์ อยู่ๆธนาฒน์ก็ยื่นกล่องกำมะหยี่ออกมาตรงหน้า ภัทรินงง
“ผมกะจะเซอร์ไพร้ส์วันเกิดแพตซะหน่อย”
“เซอร์ไพร้ส์วันเกิด”
“ผมก็แค่พยายามหาของขวัญวันเกิดที่จะถูกใจแพตให้มากที่สุด ให้สมกับที่เราคบกันมาตั้งเกือบสองปี..เมื่อคืน..ผมเลยวุ่นวายอยู่กับเรื่องนี้ จนลืมมือถือไว้ในรถ..ผมขอโทษนะครับ”
“ธนาฒน์..ไม่ๆๆๆ..แพตผิดเอง แพตไม่รู้ แพตขอโทษนะคะ”
“หายโกรธผมแล้วใช่มั้ยครับ”
“ใครจะไปโกรธลงล่ะ ไหน..ขอแพตดูของขวัญหน่อยสิคะ”
ภัทรินจะหยิบกล่องมา แต่ธนาฒน์รีบชักคืนกลับไป
“เอาไว้ให้ถึงวันเกิดค่อยดูดีกว่า..นะครับ” ธนาฒน์บอก
“แหม..ก็ได้ค่ะ” ภัทรินมีแววตานึกสนุก “แพตจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัน จะได้เซอร์ไพร้ส์”
ภัทรินกลับมามีท่าทางน่ารักสดใส ธนาฒน์ยิ้มโล่งอก ลิฟต์มาพอดี
ธนาฒน์บอกภัทริน “เชิญครับ”
ประตูลิฟต์กำลังจะปิด ชมนาดเดินปราดเข้ามากดเอาไว้แล้วเดินเข้าไปอีกคน

ภัทรินมองชมนาดที่ยืนสง่าอย่างสำรวจ ทั้งรูปร่าง การแต่งตัว มาจบที่กระเป๋าที่ชมนาดถือ ภัทรินรู้สึกชื่นชมจึงจับจ้องกระเป๋าไม่วางตาจนธนาฒน์ต้องสะกิด
ธนาฒน์กระซิบ “ขโมยเลยมั้ย”
ภัทรินตีเบาๆ “บ้า”
ธนาฒน์กับภัทรินเล่นกันสองคนแบบไม่ให้ชมนาดรู้ ชมนาดหันมามองแล้วก็ยิ้มให้ ภัทรินกับธนาฒน์ยิ้มตอบ

ประตูลิฟต์เปิดออก ภัทรินกับธนาฒน์หัวเราะคิกคักกันออกมาจากลิฟต์ ชมนาดตามมาเรียกไว้
“ขอโทษค่ะ”
ภัทรินหันมา “คะ”
“ไม่ทราบ..ห้องผู้จัดการโรงงาน..อยู่ทางไหนคะ” ชมนาดถาม
“ด้านในสุดเลยครับ เดินไปตามทางนี้..มองหาห้องใหญ่ๆที่ไม่ค่อยมีพนักงานคนไหนอยากเข้าใกล้..นั่นแหละครับ” ธนาฒน์บอก
ชมนาดยิ้ม “ขอบคุณค่ะ”
ชมนาดเดินจากไป
“แหม...กับคนสวย เล่นมุขแพรวพราวนะคะ”
“ผมต้องตลกกลบเกลื่อนสิครับ ก็แฟนผมเล่นไปจ้องกระเป๋าเค้ายังกับจะขโมยให้ได้”
“ก็นั่นมันแอร์เมส สีหายากมากกกกก..พวกแบรนด์ฮันติ้งที่แพตจ้างให้ไปตามล่าทั่วยุโรปและเมกายังหาให้แพตไม่ได้เลยนะคะ”
ธนาฒน์เล่นมุข “งั้นเราต้องขโมยจริงๆแล้วล่ะ”
ภัทรินรับมุข “ดักตีหัวเลยนะคะ”

ธนาฒน์กับภัทรินหัวเราะคิกคักกันไป

อ่านต่อหน้า 2

ลมซ่อนรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)

ตู้คอนเทนเนอร์ที่อยู่ท้ายรถเทรลเลอร์เตรียมส่งสินค้าออกจากโกดังถูกเปิดประตูออก ปราณเดินพุ่งเข้าไปด้านในคอนเทนเนอร์โดยถือเอกสารการสั่งนำเข้าสินค้าของบริษัทเข้ามาตรวจสอบรายการสินค้า
 
ภายในเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์แพทย์ต่างๆ จนปราณเอะใจกับสินค้าที่ด้านใน
“เครื่องอัลตร้าซาวน์..เครื่องตรวจนับเม็ดเลือด..เครื่องเอกซเรย์..ของพวกนี้ไม่อยู่ในลิสต์ที่จะจัดส่ง” ปราณเอะใจก่อนจะตรวจสอบ “แล้วไหน..ถุงมือยาง..แอลกอฮอล์ล้างแผล..ของที่ถูกระบุอยู่ในรายการนี้ทั้งหมด..อยู่ที่ไหน”
พวกพนักงานหน้าซีด

อัณณาเดินเข้ามาที่คลังเก็บยา โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงที่ดูแลห้องยา2คนเดินตาม
“มันจะขาดสต๊อกได้ยังไง ก็ในเอกสารเขียนอยู่ว่าเราเพิ่งสั่งเข้ามา”
อัณณาเดินเข้าไปที่สต๊อกยาที่มีลังบรรจุยาตั้งเรียงเป็นชั้นๆเต็มพรืด ที่ข้างกล่องเหล่านั้นเขียนชื่อและโดสของยากำกับไว้อย่างชัดเจน
“นี่ไง” อัณณาชี้ข้างกล่อง “เซฟาโซลีน250เอ็มจี (cefazolin 250mg.) ทำไมถึงแจ้งไปว่าสินค้าขาด”
พวกเจ้าหน้าที่หน้าซีดๆ อึกอักเพราะไม่มีคำตอบให้
อัณณาชักแปลกใจ “เปิดกล่องสิ”
เจ้าหน้าที่กรีดเปิดกล่องยาเหล่านั้น อัณณาหยิบยาออกมาดูก็พบว่าภายในเป็นยาชนิดเดียวกัน แต่เป็นขนาด125mg.
“ร้อยยี่สิบห้าเอ็มจี” อัณณาตรวจแผงอื่นๆในลังนั้นก็เป็น125mg.ทั้งหมด “เปิดลังอื่น..เปิดให้หมดเลย”

พสุวัฒน์ยื่นเอกสารออกมาตรงหน้าอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่กำลังนั่งหน้าเครียด
“บันทึกเวลาการทำเคสของคุณ..กับของพยาบาลผู้ช่วยในเคสเดียวกัน..ทำไมลงเวลาไม่เหมือนกัน..คุณใช้เวลาผ่าตัดมากกว่าคนอื่น..ตั้งสองชั่วโมง”
อาจารย์หมอมองเอกสารที่ถูกยื่นมาตรงหน้าแว่บเดียวแล้วมองหน้าพสุวัฒน์
หมอฉุนจึงลุกขึ้นยืน “พสุวัฒน์..คุณอย่าดูถูกวิชาชีพของผม..ผมมีจรรยาบรรณและจิตวิญญาณของแพทย์เต็มเปี่ยม..ไม่เคยคิดอยากได้เงินด้วยวิธีคดโกง..คุณจะตั้งกรรมการมาสอบวินัยผมก็ได้..แต่ผมขอแนะนำในฐานะเพื่อน..ก่อนจะกล่าวหาคนอื่นตรวจสอบภายในองค์กรคุณเองให้ดีก่อนเถอะ..เพราะถ้าจะมีอะไรเน่า..มันก็มาจากคนในนั่นแหละ”
อาจารย์หมอลุกออกไป พสุวัฒน์อึ้งและเครียด

ภัทรินกำลังดูเอกสารเบิกยาและเครื่องมือแพทย์อยู่
“บิลนี้..เบิกเกินล้าน..แพตเซ็นให้ไม่ได้นะคะ..ต้องทำเรื่องส่งถึงกรรมการให้ท่านพิจารณาอนุมัติด้วยตัวเอง” ภัทรินว่า
“ผมทราบครับ แต่แพตช่วยเร่งให้ทันอาทิตย์นี้ได้มั้ย” ธนาฒน์บอก
“มันก็เป็นไปตามขั้นตอนอ่ะค่ะ”
“ก็ได้..แต่บิลอื่นๆไม่มีปัญหาใช่มั้ยครับ”
ภัทรินคลี่บิลมาดู “บิลใบละแสนสองแสนพวกนี้ แพตอนุมัติได้เลย ไม่มีปัญหา”
ภัทรินกำลังจะหยิบปากกาเซ็นให้ แต่อยู่ๆมือถือของภัทรินก็ดังขึ้นมาก่อน ภัทรินชะงักมองเบอร์ขึ้นว่า “MOM”
ภัทรินรับสาย “ขา..คุณแม่”
ภัทรินยิ้มให้ธนาฒน์ไปด้วย
“มีอะไรคะ..คุณแม่ขา”

พระอาทิตย์แดดเที่ยงเจิดจ้า ภารตีกำลังนั่งเก็บผักเมืองหนาวจากดิน ที่ปลูกอยู่เป็นไร่ ถอนต้นแคร็อทโดยนั่งยองๆ ติดดิน ภารตีแต่งตัวเป็นเกษตรกรอาชีพในเขตที่อากาศหนาว มือหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือราคาถูกรุ่นอดทน ด้านหลังเป็นรถจี๊ปของปราณนต์ที่ขับเข้ามาจอด ปราณนต์ลงมาคุยกับชาวเขาที่อยู่บริเวณนั้นอย่างคุ้นเคย
“ไอ้ภัทเอ๊ย..ไม่ต้องเรียกคุณแม่ หรือพูดคะขาหรอก..แม่จะโทมาถามว่าวันเกิดปีนี้ ลูกจะกลับบ้านมั้ย ลูกไม่ได้กลับบ้านมาจะสองปีแล้ว..นังโก้มันคิดถึงลูกนะ..ลูกไม่คิดถึงลูกสาวเหรอ”
หมาพันธ์เทอเรียที่ดูมอมแมมนั่งหงอยจ้องไปที่ถนนราวกับรอคอยการมาของภัทริน

ภัทรินมองหน้าธนาฒน์แล้วก็ยิ้มสบายๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปคุยที่บริเวณระเบียงด้านนอกอาคาร
“คิดถึงสิคะคุณแม่ขา..แต่ช่วงนี้ภัทงานยุ่งมาก..ยังให้คำตอบไม่ได้จริงๆค่ะ”
ภารตีปาดเหงื่อเพราะร้อนแดด “ลูกมีวันลาไม่ใช่เหรอ..ลาสักสองสามวัน นั่งเครื่องบินแป๊บเดียวก็ถึงบ้านเราแล้ว”
ภารตียกตะกร้าผักขึ้นมาแล้วก็มีอาการวูบ แต่ก็ยังทรงตัวไว้ได้ เธอเอาตะกร้ายันพื้นเพื่อทรงตัวไว้
“ภัทจะพยายามนะคะแม่” ภัทรินแปลกใจว่าทำไมแม่เงียบไป

“แม่คะ..แม่..ได้ยินภัทหรือเปล่าคะ”

มือถือของภารตีหล่นอยู่ที่พื้น หน้าจอยังแสดงว่าคุยกับภัทรินค้างอยู่ เสียงภัทรินดังออกมา ภารตีเป็นลมแดดจนล้มลงไปกองแล้ว

“แม่คะ..แม่..ภัทมีงานต้องทำต่อนะคะ..ถ้าแม่ไม่พูด..งั้นภัทขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
จู่ๆ ก็มีมือผู้ชายมาหยิบมือถือของภารตีขึ้นมา ชายคนนั้นคือปราณนต์ ในขณะที่ภารดีถูกคนงานพยุงไปพักในเพิงแล้ว ปราณนต์มองชื่อที่หน้าจอมือถือที่เขียนว่า “ลูกภัท” แล้วรีบพูดกับมือถือ
“คุณคือลูกสาวน้าภารตีใช่มั้ย..ตอนนี้แม่คุณเป็นลมไปแล้วครับ”

ภัทรินได้กดวางสายมือถือไปก่อนแล้วโดยยังไม่ทันได้ยินเสียงของปราณนต์
ภัทรินถอนหายใจแล้วบ่น “จะเอาเวลาที่ไหนกลับ”
ธนาฒน์ตามออกมา “แพตคะ..” ธนาฒน์ชี้เอกสารที่ถือมาด้วย
“อุ๊ยตาย แพตขอโทษค่ะๆ”
ภัทรินรีบร้อนรับเอกสารมาเซ็นให้ธนาฒน์ทันที ธนาฒน์ยิ้ม

ปราณกำลังเครียด ในขณะที่อัณณารายงานการทุจริตอีกเคส
“เท่าที่ตรวจสอบ..มีการแปลงบิล..คือแทนที่จะเบิกสินค้าราคาแพงเกินล้าน ซึ่งตามระบบจะต้องทำเรื่องส่งให้กรรมการเซ็นอนุมัติ..เขาก็แปลงบิลเป็นรายการย่อยๆๆ บิลละแสน..ซึ่งฝ่ายจัดซื้อมีอำนาจในการเซ็นอนุมัติได้ด้วยตัวเอง”
ปราณทั้งแค้นและเจ็บใจ “ทุกบริษัทในเครือจีแอลเอส..มีเรื่องทุจริตกันครึกโครมขนาดนี้ โดยที่ผมไม่เคยเอะใจ” ปราณประชดตัวเอง “ผมได้รางวัลผู้บริหารยอดเยี่ยมมาได้ยังไง”
“อย่าโทษตัวเองเลยปราณ..ถ้าปราณไม่ลงมาดูแลอย่างใกล้ชิด เราคงไม่รู้หรอกว่ามีการทุกจริตเกิดขึ้น”
“พวกมันต้องทำกันเป็นขบวนการ..รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่หัวยันหาง..และคนที่ทำก็ต้องใหญ่มาก มีอิทธิพลในบริษัท” พสุวัฒน์บอก
“ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันคือใคร”
ปราณพูดด้วยแววตากร้าวเพราะคิดจัดการกับพวกทุจริต

ภารตีนอนพักให้น้ำเกลืออยู่ที่เตียงคนไข้ ปราณนต์กำลังดูแลอาการของเธออยู่
“นอนพักที่นี่ซักคืนนะครับ ให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง”
“จ้ะ ขอบคุณนะคุณหมอ..นี่ๆๆ” ภารตียื่นมือถือ “หมอช่วยโทรไปหาลูกสาวน้าทีสิ”
จันทร์วิภากำลังดูแลคนไข้ที่อยู่เตียงใกล้ๆกัน
“ให้จันทร์โทรให้มั้ยค๊า”
“ไม่ต้องเลย ถ้าเธออยากโทรหาเพื่อนก็ใช้โทรศัพท์ตัวเองสิ..ชั้นอยากให้หมอรู้จักกับยัยภัทไว้..หมอณนต์..ลูกสาวน้า มันก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับแม่จันทร์วิภานี่แหละ แต่มันเก่ง เลยไปได้ดีที่กรุงเทพ” ภารตีว่า
“เหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ได้ดีมาก จนหายหัวไปเลย วันเกิดมันปีนี้จะกลับมามั้ยละคะน้าภา”
ภารตีล้วงหา “แหม่ ไม่ได้พกรูปมันมา ไม่งั้นจะเอาให้ดู ยัยภัทมันสวยนะ เรียบร้อย พูดเพราะ นิสัยดี..หนุ่มๆจีบมันทั้งดอย..ถ้ามันอยู่ทำงานที่นี่นะ ป่านนี้ยัยจันทร์ไม่ได้แต่งงานหรอก”
“อ้าว จะเชียร์ยัยภัทให้หมอก็ไม่เห็นต้องพาดพิงจันทร์เลย”
“อ่ะ ช่วยโทรให้หน่อยนะคุณหมอ โทรไปบอกเค้าก็ได้ว่าน้าไม่เป็นไรแล้ว น้าพูดภาษาหมอไม่เป็นน่ะจ้ะ”
ปราณนต์จำใจรับมือถือมา
“ป่วยจริงหรือแกล้งป่วยเนี่ย” จันทร์วิภาเปรย

รถของธนาฒน์แล่นมาจอดหน้าคอนโดมีเนียมหรูกลางเมืองของภัทริน
“แพตจะไม่ให้ผมขึ้นส่งข้างบนหน่อยเหรอ” ธนาฒน์ถาม
“ธนาฒน์คะ”
“แพตไม่เคยให้ผมขึ้นไปที่ห้องเลย..ทำไมอ่ะ..แพตไม่รักผมเหรอ”
“แพ็ทเป็นสาวโสด มีหน้าที่การงานที่กำลังก้าวหน้า แพตไม่อยากให้มีใครเอาไปนินทาได้ว่าแพตแอบพาผู้ชายขึ้นคอนโด..มันจะไม่ดีนะคะ”
ธนาฒน์นิ่งไปแล้วถอนใจออกมา “แต่..”
ทันใดมือถือของภัทรินก็ดังขึ้นมา ภัทรินหยิบมาดูเห็นเป็นเบอร์ภารดี ภัทรินหันมาบอกธนาฒน์ด้วยเสียงหวานหยด
“แป๊ปนะคะ ธนาฒน์”
ภัทรินเดินลงมาจากรถแล้วปิดประตูก่อนจะกดรับสาย
“มีอะไรอีกล่ะแม่ ภัทบอกแล้วไงต้องทำงาน ลาไปหาไม่ได้หรอก นี่ แล้วตอนบ่ายยังคุยไม่รู้เรื่องเลย จู่ๆก็ไม่พูด ถามอะไรก็ไม่ตอบ ไม่รู้จะโทรมาหาทำไม”

ปราณนต์ที่พูดโทรศัพท์อยู่ที่หน้าวอร์ดอึ้งไปที่โดนภัทรินใส่ไม่ยั้ง เขารีบพูด
“คุณภัทรินใช่มั้ยครับ ผมหมอจากโรงพยาบาลผาหมอกนะครับ..คุณแม่ของคุณตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”
ภัทรินตกใจ
“อะไรนะ..แม่เป็นอะไร”
“ทำงานหนัก ตากแดดมาก ความดันขึ้น เลยเป็นลม..ตอนนี้ผมให้ยาแล้ว แต่ขอให้อยู่ตามอาการอีกสักคืน..ถ้าความดันกับการเต้นของหัวใจปกติ พรุ่งนี้เช้าก็กลับบ้านได้คุณควรจะมาดูแลท่านนะครับ”
“นี่ก็อีกคน ชั้นอยู่กรุงเทพนะคะ..งานการก็ต้องทำจะกลับไปดูแม่ได้ยังไง คุณเป็นหมอ ก็ดูแลคนไข้ให้เต็มที่สิคะ อยากได้เงินค่าจ้างพิเศษเท่าไหร่บอกมาเลยชั้นไม่เกี่ยง..แต่คุณต้องใช้ยาดีที่สุด บริการดีที่สุด” ภัทรินเน้น “ฉันมีเงินจ่าย”
“คุณไม่ต้องห่วง หมอและพยาบาลที่นี่ดูแลคนไข้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกคนรวยคนจน ธรรมดาหรือพิเศษอยู่แล้ว”
“ก็ดี..เอ้อ..หมอชื่ออะไรคะ เผื่อแม่ชั้นเป็นอะไรจะได้ฟ้อง” ภัทรินยังพูดไม่จบดีก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์โดนตัดสาย
ปราณนต์อึ้งๆงงๆ ที่สายถูกตัดไปเพราะเงินในมือถือหมด
“อ้าว...เงินหมด” ปราณนต์คิดถึงภัทริน “เรียบร้อย พูดเพราะ นิสัยดี..ตรงไหน”

ภัทรินที่พูดสายอยู่หงุดหงิดที่ปราณนต์วางสายไปกะทันหัน
“ฮัลโหล..หมอ..ฮึ่ยยย หมออะไร ไม่มีมารยาท”
ระหว่างนั้น ธนาฒน์ก็กดมือถืออ่านข้อความในไลน์ มีคนชื่อ Chom-my ส่งข้อความมาว่า “ด่วน สาวๆน่ารัก เพียบ เฉพาะเบอร์นี้รับสิทธิ์ฟรี สมัครด่วน 2 ช.ม.นี้เท่านั้น”
ธนาฒน์ยิ้มเพราะรู้ดีว่าคนส่งมาคือใคร เขาจึงรีบทำงอนและหึงหวงเพื่อหาทางชิ่ง
ธนาฒน์เปิดกระจกลงมา “ผมกลับแล้วนะแพต”
“เดี๋ยวสิคะ..งอนเหรอ ก็แค่หมอของคุณแม่โทรมา ไม่มีอะไรเลย..ขอมือหน่อย นะๆๆ” ภัทรินคว้าสองมือของธนาฒน์มากุม “มองหน้าสิคะ..คนจะลากันก็ควรจะมองหน้ากัน”
ธนาฒน์ทำเป็นหันหน้ามามองกันแล้วจับมือกุมกันพร้อมกับมองหน้ากัน
ภัทรินยิ้ม “ขับรถดีๆนะคะ ถึงบ้านแล้วไลน์มาด้วยนะ”
ธนาฒน์ยังทำงอน “รู้แล้ว”
ธนาฒน์ทำเป็นงอนเพราะไม่อยากพูดด้วยมาก เขาดึงมือออก ปิดหน้าต่าง แล้วรีบออกรถไป ภัทรินยิ้มคิกคักอย่างพึงพอใจที่ธนาฒน์หึงหวงเธอ
“ไม่รักไม่หลงไม่หึงกันขนาดนี้หรอก คิๆ”

ธนาฒน์เดินเข้ามาภายในคอนโดมีเนียมหรูด้วยท่าทางชิวและสบายอารมณ์ เขามีคีย์การ์ดที่สามารถผ่านระบบซีเคียวริตี้ไปได้ ราวกับเป็นผู้พักอาศัยที่นี่ ธนาฒน์เดินเข้าลิฟท์ไป

ธนาฒน์เดินมาตามทางแล้วตรงไปที่ห้องมุมในสุด ธนาฒน์กดออดเรียกที่หน้าประตู สักครู่ประตูห้องก็เปิดออก ชมนาดยืนอยู่ในชุดสวมเสื้อคลุมผ้าไหม พลิ้วไหว สวยสง่า
“คุณมาหาใครคะ” ชมนาดถาม
ธนาฒน์โชว์มือถือ “เบอร์นี้รับสิทธิ์ฟรีใช่มั้ยครับ”
แล้วธนาฒน์ก็โผเข้าไปจูบชมนาด ทั้งคู่จูบกันและดันกันกลับเข้าไปในห้อง มือของชมนาดเป็นคนปิดประตูห้องด้วยตัวเอง

ธนาฒน์กับชมนาดจูบกันมาที่โซฟา ชมนาดล้มลงไป ธนาฒน์ตามรุกอย่างต่อเนื่องจนชมนาดต้องยันหน้าอกธนาฒน์เอาไว้ก่อน
“ใจเย็นๆก่อน..คุณควรจะรายงานฉันก่อนว่า..งานที่คุณไปทำ..สำเร็จมั้ย” ชมนาดว่า
“ผมเคยทำให้คุณชมผิดหวังเหรอครับ” ธนาฒน์ถาม
“เธอเก่งมาก..เก่งในทุกๆเรื่อง..” ชมนาดยิ้มโปรยเสน่ห์แล้วผละออกไป “เราก็น่าจะฉลองกันสักหน่อย ฉันมีไวน์”
ธนาฒน์รีบตามไปโอบ “ไม่ต้องหรอก”
ธนาฒน์จะจูบอีก แต่ชมนาดลีลาด้วยการยั้งปากธนาฒน์ไว้
“อย่าใจร้อนสิ”
ธนาฒน์ยิ้มอย่างหลงเสน่ห์ชมนาดมากๆ ชมนาดแยกไปรินไวน์ต่อ
“ไม่มีอะไรที่จะเชื่อมโยงขยายผลมาถึงตัวผมได้ใช่ไหม” ธนาฒน์ถาม
“เธอน่ะ..ลอยตัวอยู่แล้ว แต่แพะรับบาปของเธอ..น่าสงสารมากนะ” ชมนาดว่า
“พอเรื่องเงียบ..ผมจะขอไปอยู่บริษัทแม่ได้ไหมครับคุณชม ผมอยากดังบ้าง..อยู่โรงงานอุปกรณ์การแพทย์แบบนี้ เงินอาจจะดี..แต่ไม่มีใครสนใจเลยอ่าครับ ผมอยากเป็นซีเล็บ..ได้ออกงาน ได้ถ่ายรูปลงนิตยสารบ้างอะไรบ้าง”
“ได้เลย..ฉันจะให้เธอได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยคุณสินธร”
“จริงเหรอครับคุณชม” ธนาฒน์ตื่นเต้นโอเวอร์
ชมนาดยิ้มอบอุ่นก่อนจะส่งไวน์ให้ “อีกไม่นาน..คุณสินธรจะต้องรับผิดชอบงานหนัก และฝ่าฟันอุปสรรคที่ใหญ่หลวงมาก..เขาคงต้องการผู้ช่วยเก่งๆซักคน...หรือหลายคน”
ทั้งสองชนแก้ว จ้องตากัน แล้วยกแก้วดื่ม
ทันใดนั้นเสียงออดยาวก็ดังขึ้น ทั้งสองสะดุ้งรีบผละจากกันทันที
ชมนาดรีบวิ่งไปดูแล้วหันมาบอกธนาฒน์ “คุณสินธรมา”

ธนาฒน์นั้นหน้าซีดเผือด

สินธรเดินพุ่งเข้ามาในห้อง ชมนาดเข้ามากอดแขน ซบบ่า

“ทำไมถึงมาได้ล่ะค่ะคุณสินธร ปกติคืนนี้คุณต้องอยู่กับคุณแอ๋วนี่คะ”
ธนาฒน์แอบอยู่ในส่วนครัว เขาคอยหาจังหวะหลบออกไป
สินธรพูดขึ้น “ชมนาด..คุณรู้หรือยัง..ท่านประธานใหญ่พสุวัฒน์เรียกประชุมผู้ถือหุ้นและกรรมการบริหารทุกบริษัทด่วน”
“เรื่องอะไรคะ”
“แจ้งผลดำเนินงานของแต่ละบริษัทครึ่งปีแรก หึๆ ..บางทีพวกมันอาจไปได้กลิ่นอะไรมาบ้างแล้วก็ได้ ก็ดี..แจกแจงมาให้ละเอียดเลย ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าพี่ชายต่างแม่ของผม รู้ว่าลูกชายที่มันพยายามดันให้ขึ้นนั่งแท่นกรรมการผู้จัดการ..ทำเงินบริษัทหายไปเป็นสิบล้านบาท มันจะทำหน้ายังไง”
ชมนาดแดกดัน “โถ..น่าสงสาร คุณพสุวัฒน์ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย เกิดรู้เรื่องแล้วช็อกตายไปจะทำยังไงคะ”
“ผมก็คงจะเสียใจมาก”
สินธรกับชมนาดต่างหัวเราะมีความสุขที่แผนการจะสำเร็จ
ชมนาดเดินไปที่ห้องนอนแล้วนั่งบนเตียง “เรามาฉลองกันหน่อยดีมั้ยคะ”
สินธรยิ้มอย่างพึงพอใจมาก
“ดีที่สุด แต่ผมอยากดื่มก่อน..ไวน์ที่ผมซื้อมาทิ้งไว้ ยังอยู่ใช่มั้ย” สินธรจะไปที่ครัวแต่แล้วก็ชะงักเพราะเห็นแก้วไวน์วางอยู่ “อ้าว..คุณเปิดไวน์แล้ว..ทำไมมีสองแก้ว”
ชมนาดรีบปรี่เข้ามา “ก็..ชมรู้ไงคะ ว่าคุณจะมา”
ชมนาดหยิบไวน์มาถือไว้ก่อนจะดึงสินธรให้หันมาหาตน โดยตัวเองชิดผนังแล้วให้สินธรคร่อมไว้เพื่อให้สินธรหันหลังให้ธนาฒน์
“เรามาฉลองกันเถอะค่ะ”
สินธรจะเอื้อมหยิบแก้วไวน์อีกอัน แต่ชมนาดดึงมือสินธรแล้วห้ามไว้
“อย่างนั้นไม่เรียกว่าฉลองค่ะ” ชมนาดกระดกไวน์ดื่มจนไวน์ที่เลอะริมฝีปาก “ดื่มไวน์ฉลองมันต้องดื่มจากตรงนี้” ชมนาดชี้ปาก
สินธรยิ้มแล้วรู้สึกว่าช่างเร้าใจมาก เขาโผเข้าไปจูบ
ระหว่างจูบกันนั้น ธนาฒน์ก็แอบย่องเดินผ่านหลังไปอย่างสบายๆ ก่อนจะออกประตูห้องไปแล้วหันกลับมามองอีกครั้ง ชมนาดโบกมือบ้ายบายทั้งๆที่ยังจูบกับสินธรอยู่

ดอกไม้สวยอยู่บริเวณโรงพยาบาล มีผีเสื้อโบยบินดูสดชื่น ปราณนต์เดินคุยกับภารดีมาตามทาง
“แน่ใจนะครับว่าไม่ต้องให้ผมไปส่ง”
“จ้ะ น้าแข็งแรงดีแล้ว กลับเองได้” ภารดีบอก
ปราณนต์ส่งถุงยาให้ “ยาครับ ทานตามที่เขียนเอาไว้ แล้วอาทิตย์หน้าอย่าลืมมาให้ตรวจนะครับ อ้อ..แล้วเดี๋ยวผมเติมเงินมือถือคืนให้นะครับ”
“ไม่ต้องๆๆ เดี๋ยวน้าให้ยัยภัทลูกสาวแสนดีเติมให้”
“ครับ”
ปราณนต์เหลือบเห็นที่แขวนหนังสือพิมพ์มีรูปและข่าวปราณรับรางวัลระดับนานาชาติ ปราณนต์รีบขอตัวจากภารดี
“ถ้างั้นผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ”
“จ้ะ ไปเถอะพ่อคุณ”
ปราณนต์ดึงหนังสือพิมพ์ออกมาแล้วรีบเดินแยกไปเลย

ปราณนต์เดินแยกมาด้านใน แล้วรีบกางหนังสือพิมพ์ดูข่าวอ่านอย่างตื่นเต้น
“รางวัลนักบริหารจัดการองค์กรด้านสาธารณสุขยอดเยี่ยมประจำปีนี้ นายปราณ ปุณณเวช สุดยอด เจ๋งมาก นายปราณทำได้ไง”
ปราณนต์หน้าตาทึ่งๆที่พี่ชายได้รางวัล แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับพสุวัฒน์ที่อยู่ในภาพนั้นด้วย
ปราณนต์ชะงัก สีหน้าและแววตาของเขาสลดลงทันที

กรรมการบริหารกำลังทยอยเข้ามาในห้องประชุมบริษัทจีแอลเอส ผู้ร่วมประชุมนั่งลดหลั่นกันตามลำดับ อัณณากำลังช่วยเอาเอกสารสำหรับการประชุมวางให้ตามที่นั่ง สักพักสินธรก็เข้ามาพร้อมกับชมนาด
“สวัสดีค่ะคุณสินธร คุณชมนาด..สักครู่นะคะ..ท่านประธานกำลังมาแล้วค่ะ..อ้าว มาพอดีค่ะ”
พสุวัฒน์กับปราณแอบมองตากันอย่างรู้กันและกันแล้วต่างก็ไปนั่งประจำที่
“เราเริ่มเลยดีกว่า” พสุวัฒน์บอก

เสียงกรี๊ดของสาวออฟฟิศ 4 คนที่สุมหัวแย่งกันดูหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่งที่มีรูป
ปราณเป็นสกู๊ปสั้นๆหน้าเดียว ศิริชัยนั่งอุดหูอยู่ในวงของสาวๆ
“หล่อเทพมาก”
ภัทรินเพิ่งเดินเข้ามาทำงานและกำลังจะเข้าห้อง แต่เธอก็ชะงักมองพวกพนักงาน
“รางวัลนักบริหารจัดการองก์กรด้านสาธารณสุขยอดเยี่ยมประจำปีนี้ได้แก่ คุณปราณ ปุณณเวช”
พนักงานอีกคนเคลิ้ม “ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเรามีเจ้านายหล่อโคตรเทพมาก”
“รูปทองขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ชอบออกสื่อก็ไม่รู้”
“ชั้นจะทำเรื่องขอย้ายไปอยู่ที่สำนักงานใหญ่..ชั้นจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับ” พนักงานมองรูปปราณอย่างเคลิ้มฝัน “เนื้อคู่”
พนักงานอีกคนคว้าเอานิตยสารมาจากมือเพื่อนแล้วเอารูปปราณมาระดมหอม
พนักงานหญิงกรี๊ดกราดและแย่งชิงนิตยสาร “อ๊ายยย..แกบังอาจมาก เนื้อคู่แก สามีชั้น ชั้นขอเถอะคนนี้ ฯลฯ”
แล้วพนักงานทั้งหมดก็ต้องผงะ เมื่อเห็นภัทรินมายืนอยู่ใกล้ๆตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ภัทรินกอดอก จ้องเขม็งอย่างเข้มงวด ก่อนจะยื่นมือมาคล้ายจะพูดว่า “ส่งหนังสือมาซะดีๆ”
“จะริบหนังสือ แล้วคืนตอนเลิกงานใช่มั้ยครับ” ศิริชัยถาม
“ชั้นจะเอามาดู ที่ว่าหล่อโคตรเทพน่ะ แค่ไหน” ภัทรินบอก
“อ้าว..พี่ภัท เอ๊ย..คุณภัทรินก็ไม่เคยเห็นเหรอครับ”
“รู้แต่ว่าเป็นลูกท่านประธานใหญ่ เพิ่งกลับจากนอกไม่นาน แต่หน้าตาเป็นยังไงไม่เคยเห็นเลย..เอามาดูสิ”
พนักงานเปิดหน้านั้นให้แล้วยื่นไปให้ ภัทรินกำลังจะรับมาดูแต่เสียงของธนาฒน์ดังขึ้นก่อน
“แพต..”
ภัทรินหันไปทางต้นเสียงก็เห็นธนาฒน์ยืนยิ้มอยู่ ธนาฒน์ชูซองจดหมายฉบับหนึ่งในมือขึ้นมาให้ดู

ภัทรินทำหน้างงๆ แล้วก็ลืมเรื่องนิตยสารไปเลย

ปราณถือรีโมทกดเพื่อฉายสไลด์ประกอบการชี้แจงเรื่องผลการดำเนินงาน

“ผลสรุปจากกราฟ..เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกัน..ย้อนหลังสิบปี..จะเห็นว่า..ปีนี้เราทำกำไรได้มากกว่าปีก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด ขอบคุณครับ”
ปราณโค้งคำนับเมื่อจบการนำเสนอผลการดำเนินงาน
ทุกคนปรบมือให้ อัณณาปิดเครื่องฉายสไลด์แล้วเดินไปเปิดไฟในห้อง
“ผมมีวาระเร่งด่วนอีกเรื่องที่จะต้องแจ้งให้ทราบ..” พสุวัฒน์นิ่งสักพัก “ผมจะแต่งตั้งนายปราณลูกชายผมเป็นประธานบริษัท ควบคู่ไปกับตำแหน่งกรรมการบริหาร..มีอำนาจในการตัดสินใจและตรวจสอบการทำงานของทุกบริษัท”
ปราณกับอัณณาแอบมองไปรอบๆ เพื่อสังเกตสีหน้าทุกคน
คณะกรรมการบริหารแต่ละคนมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป บางคนตะลึง บางคนเห็นชอบ บางคนแสร้งยิ้ม
สินธรขัดใจมากจนแทบเผลอตัวลุกยืนประท้วง แต่ก็ต้องชะงักเพราะชมนาดรีบดักคอ
“เหมาะสมมากค่ะ..ใช่มั้ยคะคุณสินธร”
“ใช่..ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับนายปราณอีกแล้ว” สินธรว่า
ปราณหันมาสบตากับสินธรพอดี ทั้งคู่หยุดมองหน้ากันชั่วขณะ
“ผมเชื่อมั่นว่าเจ้าปราณจะทำหน้าที่นี้ได้ดีมาก..มีใครไม่เห็นด้วยมั้ย ถามยังงี้ดีกว่า..ใครที่เห็นด้วย ขอให้ช่วยยกมือ”
คณะกรรมการทุกคนพร้อมใจกันยกมือขึ้นเกือบพร้อมกันรวมทั้งสินธรด้วย
ชมนาดยิ้มแย้มแล้วปรบมือแสดงความยินดีมากๆ คนอื่นทยอยยืนขึ้นปรบมือแสดงความยินดีตามๆกัน สินธรลุกขึ้นตามเป็นคนสุดท้าย ปราณ อัณณา และพสุวัฒน์คอยสังเกตปฏิกิริยาของกรรมการ แต่ไม่พบพิรุธอะไร ปราณมีสีหน้าเครียด

ปราณกับพสุวัฒน์เดินพุ่งกลับเข้ามาในห้องทำงาน อัณณาตามมาท้ายสุด ก่อนจะรีบปิดประตู
“ทุกคนดูปกติ..บรรยากาศการประชุมก็เหมือนๆทุกครั้ง..ไม่มีใครมีพิรุธอะไรเลย..หรือลูกกับหนูอัณเห็นอะไรบ้างมั้ย” พสุวัฒน์ถาม
อัณณาส่ายหน้าว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
“เขาคงระวังตัวตลอดเวลา ทุกอย่างแนบเนียนเหมือนวิธีการทุจริตของเขา” อัณณาบอก
“หน็อย ไอ้พวกงูเห่า” พสุวัฒน์แค้น
ทันใด พสุวัฒน์ก็มีอาการปวดหน้าอกขึ้นมา
“พ่อครับ”
ปราณกับอัณณารีบประคองพสุวัฒน์แล้วพานั่ง
“ไม่เป็นไรๆ..ปราณ..จะเอายังไงต่อ”
ปราณพยักหน้า “ไม่ต้องทำอะไร..นิ่งๆเฉยๆไป ให้พวกมันคิดว่ามันยังคุมทุกอย่างเอาไว้ เราเป็นไอ้พวกโง่ที่ไม่รู้อะไรเลย ให้มันตายใจ..แล้วมันจะหลุดออกมาเอง”
“อัณเห็นด้วยค่ะ”
“ปราณ..พ่อขอบใจนะที่ลูกไม่ทิ้งพ่อ..ถ้าไม่มีลูกสักคน คนแก่สามวันดีสี่วันไข้อย่างพ่อ ก็ไม่รู้จะทำยังไง..ลูกเป็นที่พึ่งเดียวของพ่อ”
พสุวัฒน์มีสีหน้าสลดลง เขาเดินไปหันมองนอกหน้าต่างแล้วทอดสายตาออกไป
“พ่อไม่ได้มีผมเพียงคนเดียว..พ่อยังมี..นายณนต์อีกคน”
อัณณาปราม “ปราณ..อย่าพูดถึงเขาเลย”
“ณนต์” พสุวัฒน์ส่งเสียงในลำคอ “ฮึ..ลูกที่พึ่งไม่ได้ ไม่เคยดูดำดูดี..จะให้พ่อไปฝากความหวังอะไรกับมัน”

ปราณกับอัณณามองหน้ากันด้วยความกลุ้มใจ

อ่านต่อหน้า 3

ลมซ่อนรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)

สินธรเดินเข้าประตูมาเหวี่ยงแฟ้มเอกสารที่ถือเข้ามาลงบนโต๊ะทำงาน แฟ้มเอกสารกวาดเอาข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่บนโต๊ะไถลตกลงพื้น เอกสารในแฟ้มหล่นกระจัดกระจาย

“ให้ไอ้ปราณเป็นประธานบริษัท มันจะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอวะ”
ชมนาดรีบเดินตามเข้ามาแล้วปิดประตู
“ใจเย็นๆ ก่อนสิคะ”
ชมนาดก้มลงเก็บแฟ้มและข้าวของต่างๆ อย่างใจเย็น
“คุณไม่เห็นเหรอว่ามันหักหน้าผม ผมเป็นน้องมัน ถึงจะคนละแม่ แต่มันก็ควรจะให้เกียรติมาปรึกษากันบ้าง”
สินธรอารมณ์เสีย เขาเดินไปที่ชั้นวางที่มีกรอบรูปหยุดมองดูรูปตัวเองเมื่อประมาณสิบปีที่แล้วที่มีพ่อยืนอยู่ตรงกลางระหว่างตนเองและพสุวัฒน์ แต่พ่อโอบไหล่พสุวัฒน์ไว้คนเดียว
สินธรแค่นหัวเราะ “สมใจพ่อแล้วใช่ไหม ลูกรักของพ่อกำลังส่งต่อทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกของมัน โดยที่ผมไม่มีสิทธิ์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย..ผมทำได้แค่ปฏิบัติตามคำสั่งเพราะผมมันเป็นลูกคนใช้..เหมือนแม่ที่รับคำสั่งพ่อจนตาย พ่อเลยจะให้ผมเป็นลูกไล่ไอ้พสุวัฒน์ไปจนตายอีกคนใช่มั้ย หน้าที่ผมมีแค่นี้ใช่มั้ย”
สินธรระเบิดอารมณ์ร้องไห้ออกมา
“พ่อไม่เคยรักผม ไม่เคยให้ความสำคัญผม ผมก็จะไม่มีวันรักลูกพ่อ ไอ้พสุวัฒน์มันไม่ใช่พี่ชายผม มันคือศัตรู และผมจะทำให้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ผมเจอร้อยเท่าพันเท่า..พ่อคอยดู”
สินธรเงื้อมือขึ้นจะปัดกรอบรูปลงจากชั้น แต่ชมนาดเข้ามาปลอบทางด้านหลังแล้วบีบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างเบาๆ
“คุณสำคัญนะคะคุณสินธร..อย่างน้อยก็กับชมนาด”
ชมนาดปลดรูปที่สินธรถือ ก่อนจะโยนคืนที่เดิม พลางลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน “คุณปราณเป็นประธานบริษัทได้อีกไม่นานหรอกค่ะ..แต่คุณต้องอดทน อย่าให้ความคับแค้นมาทำลายแผนที่เราวางไว้ อีกนิดเองค่ะ คุณกำลังจะยิ่งใหญ่ และได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการแล้ว”
“ขอบคุณนะชมนาด ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างผมเสมอ”
ชมนาดยิ้มหวานด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

ภัทรินอ่านจดหมายที่ธนาฒน์เอามาให้ดูอยู่ด้วยสีหน้าตึง พาลๆ และไม่สบอารมณ์ เธอเงยหน้ามาจ้องธนาฒน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“งานเลี้ยงแสดงความยินดีให้เจ้านายคนใหม่” ภัทรินเน้น “กับวันเกิดแพต คุณจะเลือกอะไรก็เชิญ”
ภัทรินยัดจดหมายคืนธนาฒน์แล้วเดินปึงปังหนีไป
“แพตคะ..แพตๆๆ..เข้าใจผมหน่อยสิ ผมก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้ แต่จะให้ทำไงได้แล้วที่ผมรีบมาบอกแพต..เพราะแพตเองก็ต้องไปด้วย”
“อะไรนะ”
“ก็ในจดหมายระบุว่า..เรียนเชิญหัวหน้าแผนกของบริษัทในเครือทุกบริษัท”
“อะไรอ่ะๆๆๆ แพตไม่อยากมีเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ในงานปาร์ตี้ของคนอื่น”
ภัทรินเดินปึงปังออกไป ธนาฒน์รีบเดินตาม

ปราณเดินออกมาตามทาง มือถือของเขาดังขึ้น ปราณหยิบมากดรับสาย
“สวัสดีครับ” ปราณตกใจ “ณนต์”
ปราณนต์พูดโทรศัพท์จากโรงพยาบาล
“แหมๆๆ พี่ชายผม โด่งดังใหญ่แล้วนะ ไปคว้ารางวงรางวัลจากเมืองนอก ลงหนังสือพิมพ์ด้วย ยินดีด้วยนะพี่ชาย นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆผมจะกระโดดจูบพี่สักสามทีติดๆ ไปเลย”
ปราณขำที่ปราณนต์พูดเล่นตลอด “เวลารักษาคนไข้ นายเพี้ยนยังงี้หรือเปล่า” ปราณพูดจริงจัง “ณนต์ เมื่อไหร่จะกลับมาช่วยกันทำงาน”

“ระดับพี่ยังจะต้องการใครช่วยอีก อ้อ มีสิๆๆ อัณณาไง แค่มีอัณณาคนเดียว พี่คงไม่ต้องการมือที่สามหรอกครับ หุๆ”
“พูดเล่น กลบเกลื่อนตลอด..พ่อคิดถึงนายนะ เขาอยากให้นายกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว”
“ผมอยู่บ้านนอกจนมันชินไปแล้ว กลับไปอยู่กรุงเทพไม่ไหวแล้ว มันเวียนหัว เหมือนไม่มีอากาศหายใจ”
“แม่ก็เสียไปตั้งนานแล้ว นายเลิกโกรธพ่อซะทีเถอะ” ปราณบอก
ปราณนต์หน้าตึงไปแว่บหนึ่ง ก่อนจะกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง
“ผมก็ไม่ได้โกรธ เอาไว้เดี๋ยวผมหาเวลาไปเยี่ยมพี่กับพ่อก็แล้วกัน”
“งั้นมาเลย กำลังจะมีงานเลี้ยงฉลองรางวัลให้พี่..นายมาแสดงความยินดีกับพี่ในงาน พี่ขอเป็นของขวัญ ได้มั้ย”
“ผมเป็นหมอนะคร้าบ”
“ไม่ต้องอ้าง”
“อืม ผมจะลองคิดดูแล้วกันนะพี่ ไปก่อนนะ คนไข้รออยู่”
ปราณนต์กดวางสายไปแล้วสีหน้ายิ้มแย้มก็หายไปกลายเป็นจริงจังขึ้นมา

ปราณส่ายหน้ากับน้องคนนี้ก่อนจะเดินต่อไป

ภัทรินนั่งพิงพนักอย่างเซ็งๆ เพราะไม่มีอารมณ์ทำงาน ธนาฒน์เข้ามาพร้อมกาแฟแล้วยื่นให้ภัทริน

“เผื่อจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้”
“เราไม่ไปงานเลี้ยงไม่ได้เหรอ..แพตอยากไปดินเนอร์กับธนาฒน์สองคนอะ”
ธนาฒน์ยิ้มอ่อนโยน “งานจัดที่โรงแรม เราไปฉลองให้เจ้านายก่อนแป๊ปนึง..แล้วเราค่อยแว่บมาดินเนอร์ดาดฟ้าฉลองกันสองต่อสองก็ได้นะแพต นะคะ”
ภัทรินจำยอม “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น”
ธนาฒน์ขยี้หัว “อย่าน้อยใจเลยน๊า”
ภัทรินยิ้มออกมาได้แล้วก็ปัดมือธนาฒน์ออกไป “ผมเสียทรงหมด”
“แพตคะ แพตได้เซ็นอนุมัติใบจัดซื้อเพิ่มเติมของบริษัทชีวิตสุขสมบูรณ์ที่ผมแฟ็กมาให้หรือยัง”
“ยังค่ะ ก็แพตแจ้งกลับไปแล้วว่าขอรายละเอียดเป็นเอกสารแนบมาด้วย”
ธนาฒน์ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “เฮ้ย เอกสารมันอยู่ที่โต๊ะผมสองวันแล้ว ผมมัวแต่เคลียร์สต็อก..ลืมไปเลย”
“งั้นก็รีบกลับไปส่งมาให้แพตสิคะ”
“แต่กำหนดส่งของคือพรุ่งนี้ ตาย ถ้าไม่มีของไปส่ง เขาเสียหายหลายล้านแน่ แล้วผมก็ซวยแน่ แพตช่วยผมไม่ได้เหรอ”
“แพตอยากช่วยนะคะ แต่มันเป็นระเบียบบริษัท”
“ผมเข้าใจ เดี๋ยวผมจะรีบกลับไปส่งมาให้ แพตก็ทำตามขั้นตอนไปนั่นแหละ ส่วนลูกค้า ผมก็คงต้องไปกราบขอโทษเค้า แต่ถ้าเค้าจะเอาเรื่องที่ผมทำให้เค้าเสียหาย มันก็ช่วยไม่ได้อย่างมากผมก็แค่โดนไล่ออก หรือไม่ก็โดนย้ายไปประจำต่างจังหวัด”
ธนาฒน์ทำคอตกแล้วหันหลังเดินกลับไป ภัทรินมองตามด้วยความเป็นห่วงก่อนจะตัดสินใจ
“ธนาฒน์” ธนาฒน์ตามมาพูดเบาๆ “ครั้งนี้ครั้งเดียว ห้ามบอกใครนะ”
ธนาฒน์ยิ้มแล้วทำท่ารูดซิปปาก ภัทรินยิ้มไปด้วย

บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองการได้รับรางวัลของปราณ มีโต๊ะอาหารแบบค็อกเทลตั้งอยู่เรียงราย บริกรของโรงแรมคอยเสิร์ฟเครื่องดื่ม พสุวัฒน์กำลังต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้างาน สินธรกับชมนาดเดินเข้ามา
“พี่ดูมีความสุขมากเลยนะครับวันนี้” สินธรว่า
“เดี๋ยวถ้าส่งมอบงานให้นายปราณเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ต่อไปฉันจะสุขกว่านี้อีก ไม่ต้องแบกความรับผิดชอบอะไรอีกแล้ว” พสุวัฒน์บอก
“มีลูกดีก็อย่างนี้ พ่อแม่พลอยสบายไปด้วย” ชมนาดบอก
“แล้วพระเอกของงานอยู่ไหนซะล่ะครับ” สินธรถาม
“อ๋อ เจ้าปราณโทร.มา บอกว่าเพิ่งเคลียร์งานเสร็จกำลังเดินทางมาแล้ว” พสุวัฒน์บอก
“ไฟแรงน่าดูเลยนะคะ ทุ่มเททำงานให้บริษัทขนาดนี้เห็นทีปีหน้าเราคงได้ขยายไปอีกหลายสาขาแน่”
“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ ผมยินดีกับพี่ด้วยนะครับ ได้นายปราณมาช่วยงานแบบนี้ พี่จะได้วางมือและก็พักผ่อนจริงๆ จังๆ สักที พี่ทำงานหนักมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว”
“ฉันก็ต้องขอบคุณแกเหมือนกันที่คอยเป็นห่วงและก็อยู่เคียงข้างกับฉันมาตลอด..ยังไงฝากหลานด้วยนะ ช่วยประคับประคองด้วย” พสุวัฒน์ยื่นมือออกมา
“ผมไม่ทิ้งหลานแน่นอนครับ”
สินธรยื่นมือออกมาจับ พสุวัฒน์บีบมือกระชับแน่นแล้วดึงสินธรเข้าไปกอดพร้อมตบไหล่เบาๆ สินธรกอดกับพสุวัฒน์แต่หันไปมองหน้าชมนาดด้วยนัยน์ตาแข็งกร้าว

ปราณกับอัณณาเข้ามาในบริเวณแผนกบัญชีด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง
“ทำไมเราต้องแอบมาโจรกรรมข้อมูลจากบริษัทตัวเองด้วย แค่ปราณสั่งให้หัวหน้าแผนกบัญชีจัดการให้ ไม่ง่ายกว่าเหรอ” อัณณาสงสัย
“เวลานี้ เราไม่รู้เลยว่าใครในบริษัทที่เราไว้ใจได้หรือไม่ได้ ผมไม่อยากทำให้ไก่ตื่น แล้วผมก็ต้องการผู้ช่วยที่ไว้ใจได้อย่างคุณ” ปราณบอก
อัณณารีบเดินนำเข้าไปที่คอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ที่โต๊ะหัวหน้าแผนก
“คอมพิวเตอร์นี้เป็นเซ็นเตอร์หลัก ข้อมูลการสั่งซื้อ รายรับ รายจ่าย บัญชีเข้าออกของสินค้า จากทุกบริษัทในเครือของเรา จะต้องถูกส่งมาเก็บไว้ที่นี่”
อัณณานั่งลงที่คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นแล้วคีย์ข้อมูลเข้าไป แต่แล้วภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นว่า “PLEASE ENTER YOUR PASSWORD”
“พาสเวิร์ด”
ปราณหยิบตัมป์ไดร์ฟขึ้นมาเสียบไปที่ช่องยูเอสบี
“ผมนึกแล้วว่าต้องมีการตั้งรหัสเลยเตรียมโปรแกรมHacked พาสเวิร์ดมาด้วย” ปราณบอก
อัณณาสงสัย
“คุณเตรียมมาแล้ว”
ปราณตอบสั้นๆ “ใช่”
ปราณก้มลงกดอะไรซักอย่างที่คีย์บอร์ด หน้าจอแสดงว่าสามารถผ่านระบบได้
อัณณาดีใจ “เข้าได้แล้ว”
ปราณกับอัณหันมาดีใจและยิ้มกว้างให้กัน

ปราณกำลังไล่ดูรายการรายจ่ายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว หน้าจอเลื่อนผ่านรายการต่างๆ ไปเรื่อยจนมาสะดุดอยู่ที่ยอดการเบิกจ่ายและการจัดซื้อสูงๆ ติดๆ กัน หน้าจอแสดงตารางรายรับจ่ายของโรงงานที่อยุธยา มีการลงวันที่ และยอดที่เบิก
“นี่ไง ในช่วงปีที่ผ่านมา ที่นี่มีการเบิกจ่ายติดต่อกันแทบทุกวัน แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นยอดทีละแสน สองแสน ไม่มียอดไหนที่สูงกว่าห้าแสนเลย”
“ก็แปลว่าทุกยอด ไม่ต้องผ่านการอนุมัติของกรรมการ หัวหน้าแผนกเซ็นเองได้เลย” อัณณาว่า
ปราณคลิกเพื่อดูยอดรวม “โห ยอดรวมเกือบๆ สิบล้าน”
ปราณกับอัณณาตะลึงกับตัวเลข อัณณารีบไปที่ตู้ใส่แฟ้มเอกสาร ไล่ดูไปทีละแฟ้ม
“อยุธยา อยุธยา เจอแล้ว”
อัณณาหยิบแฟ้มที่เขียนไว้ว่า “สำเนาใบสั่งซื้อและเบิกจ่าย สาขาอยุธยา” ออกมากางบนโต๊ะปราณรีบเปิดผลิกดูมองหาชื่อผู้รับผิดชอบ
“ลายเซ็นผู้รับผิดชอบการสั่งจ่าย ทุกรายการ คนเซ็นคือคนๆเดียวกัน” อัณณาบอก
“ใคร”
ลายเซ็นเป็นของภัทริน
“นางสาวภัทริน สุคนธกาญจน์” อัณณาบอก
“ภัทริน”

แขกภายในงานที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่อยู่ๆก็หันไปมองทางด้านหน้างานพร้อมๆกัน โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่หันไปมองอย่างตะลึง ภัทริน ในชุดราตรีสีขาวสวยบริสุทธิ์เดินควงกับธนาฒน์เข้ามาภายในงาน ดูสวยงามดุจเจ้าชายกับเจ้าหญิง

ภัทรินเยื้อนยิ้มอย่างพึงพอใจมากๆ ที่ตกเป็นเป้าสายตาเช่นนี้

ภัทรินเดินอย่างสง่างามและเยื้องย่างเป็นนางหงส์เพราะรู้ว่ากำลังถูกจับตามอง เธอเดินแยกออกมาบริเวณซุ้มอาหาร ยิ่งรู้ตัวว่าเป็นเป้าสายตาก็ยิ่งโพสท่าสวยๆ แต่ก็ยังไม่ให้ดูตั้งใจจนเกินไปนัก

ธนาฒน์เดินถือแก้วน้ำส้มมาให้โดยยิ้มมาแต่ไกล
“สำหรับนางเอกของผม.. คืนนี้คุณสวยมากนะ”
“ช่วยไม่ได้ อยากมาจัดงานชนวันเกิดแพตดีนัก..แพตจะเด่นให้เกินหน้า เอาให้ไม่มีใครสนใจเจ้าภาพเลย”
ภัทรินรับแก้วน้ำส้มมาจิบพอเป็นพิธีแต่เน้นท่าสวยเด่น
“แล้วไหนล่ะคะ คุณปราณ ปุณณเวช..เจ้าภาพ” ภัทรินถาม
ธนาฒน์ชะเง้อหา “เอ..น่าจะยังไม่มานะ”
ภัทรินยักไหล่เพราะความเซ็งสุดๆ ก่อนจะแดกดัน “เบียดเบียนเวลาคนอื่นแล้วยังมาสาย..เจริญ....ไปๆๆ ธนาฒน์ ไปเดินรอบๆงานให้คนเห็นหน้า เพราะภัทจะอยู่ที่นี่แค่ชั่วโมงเดียว ถ้าฮียังไม่มาหรือมาสาย ก็ช่วยไม่ได้”
ภัทรินผลักไสให้ธนาฒน์เดินไปอีกด้าน ส่วนตัวเองก็กระดกน้ำส้มจนหมดแก้ว

ภารตีถือจานข้าวออกมาที่ชานบ้านแล้วก็วางจานไว้ที่พื้นก่อนจะเคาะเรียกเจ้าโคโค่ให้มากิน
“โคโค่ มากินข้าว มาๆๆ”
เจ้าโคโค่เดินเซื่องซึมเข้ามา
“วันนี้มีกุนเชียงด้วยนะ..ซื้อมาฉลองวันเกิดแม่เอ็ง แต่มันไม่มา เราจะได้แบ่งกันสองคนเนอะ..เอ้าๆ อย่าน้อยใจไปเลย ให้แม่เอ็งทำงานไป..พองานเสร็จ มันก็คงหาเวลามาหาเอ็งนั่นแหละ”
โคโค่เดินไปนอนซบบนฝ่ามือของภารตีที่วางอยู่บนพื้นเรือนราวกับจะปลอบใจกัน
สักพัก มือถือของภารตีก็ดัง ภารตีรีบหยิบมาดูพอมองเบอร์แล้วก็ดีใจมาก
“โคโค่ แม่เอ็งโทรมาๆๆๆ” ภารตีบอก โคโค่มีท่าทางตื่นเต้น ภารตีรับสาย “ฮัลโหล ยัยภัท เป็นไงบ้างลูก”
ภัทรินเดินออกมาคุยโทรศัพท์บริเวณด้านหน้าห้องจัดเลี้ยง
“แม่..แม่เป็นยังไงบ้างคะ..ออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่คิดจะโทรบอกกันหน่อยเหรอ ภัทเป็นห่วงนะรู้มั้ย”
“ก็มือถือแม่เงินหมด รับสายได้อย่างเดียว..ถ้าเอ็งเป็นห่วง ทำไมเอ็งไม่โทรมาล่ะ”
“ก็..ภัทยุ่งๆนิ..เอาไว้เดี๋ยวภัทจะเติมเงินให้แล้วกัน..แต่แม่หายดีแน่แล้วใช่มั้ย..ไม่ใช่ว่าเสียดายค่าหมอ เลยดันทุรังขอกลับบ้านนะ..ชั้นมีเงินจ่ายนะแม่”
“หายดีแล้วจริงๆ”
ภัทรินหันไปเห็นธนาฒน์ที่เดินตามออกมา แต่เขายังมองไม่เห็นภัทริน
“งั้นแค่นี้ก่อนนะคะแม่ ภัทต้องเข้างาน...”
ภารตีรีบเรียกไว้ “เดี๋ยวๆๆๆ ไอ้ภัท วันนี้วันเกิดลูก แม่ กับไอ่โคโค่ขออวยพรให้คุณพระคุ้มครองลูกของแม่นะ ขอให้ลูกเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำอะไรก็สำเร็จ ได้เจอแต่สิ่งดีๆ คนดีๆ เป็นที่รักของทุกคน”
ภารตีอวยพรยาวเหยียดแบบไม่เว้นจังหวะ ภัทรินทนฟังอย่างเซ็งๆ สายตาของเธอมองหาธนาฒน์ แล้วพยายามจะหาจังหวะตัดบทแต่ก็ไม่มีจังหวะให้แทรกเลย

ปราณกำลังใส่สูทและรีบเดินเข้ามาในงาน อัณณาเดินตามมาติดๆ ทั้งคู่เปลี่ยนเป็นชุดที่เรียบร้อยแล้ว
“ผมต้องการข้อมูลทุกอย่างของผู้หญิงที่ชื่อภัทริน..ประวัติการทำงาน ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว เพื่อน แฟน” ปราณสั่ง
“ทราบแล้วค่ะ” อัณณาบอก
“อ้อ เอารูปเขามาให้ผมดูด้วย”
อัณณาปราม “เจ้านายคะ..พักเรื่องงานไว้ก่อนดีมั้ย..เราสายจะชั่วโมงแล้วนะคะ”
ปราณหันมองหน้าอัณณาด้วยความฉงนว่าจริงเหรอ สายมากแล้วจริงๆเหรอ
อัณณาพยักหน้าน้อยๆว่าจริงก่อนจะยิ้มนำ “แล้วไปทำหน้าที่เจ้าภาพงานเลี้ยงก่อนนะคะ”
ทั้งคู่รีบเดินไปทางด้านข้างของโรงแรมบริเวณห้องจัดเลี้ยง

ภัทรินยังคงถือโทรศัพท์เพราะฟังแม่อวยพรยังไม่จบ
“ขอให้มีแต่กัลยาณมิตร มีเพื่อนดี มีเจ้านายดี มีแต่คนดีๆในชีวิต ทำอะไรก็ให้มีแต่คนเมตตา” เสียงโคโค่เห่าดังขึ้น “เดี๋ยวสิโคโค่ ชั้นยังอวยพรไม่จบ”
ภารตียังไม่หยุด ภัทรินได้แต่เซ็งจึงเดินกลับไปกลับมาแถวนั้นเพราะอยากจะวางสายแล้ว
“แม่” ภัทรินพยายามจะพูดตัดบทแต่ก็ไม่สำเร็จ
ปราณกับอัณณากำลังเดินมาตามทางที่ภัทรินยืนอยู่
“แม่คะ ภัทต้องเข้าไปในงานแล้ว”
ภัทรินพยายามจะตัดบทพร้อมกับหันหน้าไปทางปราณ แค่เงยหน้าขึ้นมาเธอก็จะเห็นหน้าปราณแล้ว แต่ภัทรินก็เอาแต่ก้มหน้าเครียดเพราะคุยกับแม่อยู่
“ไม่ใช่ค่ะ ภัทรู้ว่าแม่อวยพร แต่ภัทมีงานจริงๆ”
ธนาฒน์เดินออกมาจากในงาน เขาเห็นภัทรินยืนอยู่และมองผ่านไปก็เห็นปราณกำลังเดินเข้ามา
ธนาฒน์เลยเรียก “แพต”
ภัทรินหันมามองธนาฒน์
ธนาฒน์พยายามจะบอกให้ภัทรินรู้ว่าปราณกำลังเดินตรงมาด้านหลัง แต่ก็ไม่กล้าใช้เสียงดังเพราะกลัวเสียมารยาท
“คุณปราณมา”
ภัทรินไม่เข้าใจ
ธนาฒน์ทำมือใบ้ให้หันหน้ากลับไป ภัทรินหันหน้ากลับไปเป็นจังหวะที่ปราณเดินผ่านมาพอดี ภัทรินหันกลับมาขวางเส้นทางการเดินเลยชนเข้ากับปราณแบบไหล่เฉี่ยวไหล่จนภัทรินเซ
“โอ้ย” ภัทรินเซและทำมือถือหล่นพื้น “เฮ้ย”
ปราณเซเล็กน้อยแล้วก็หันกลับมามองแว่บหนึ่ง เป็นจังหวะที่ภัทรินกำลังห่วงมือถือที่หล่นมากกว่า
ปราณพูด “ขอโทษครับ”
ปราณจะก้มลงไปช่วยเก็บแต่อัณณาห้ามไว้
“ปราณรีบเข้าไปในงานเถอะค่ะ ทางนี้อัณเคลียร์เอง”
ปราณเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงทันที ภัทรินหันเงยหน้ามามองก็ไม่ทันเห็นหน้าปราณแล้ว เพราะเห็นแต่ด้านหลังของปราณที่กำลังเดินไป
“ถ้ามือถือเสียหาย ดิฉันจะรับผิดชอบให้ค่ะ” อัณณายื่นนามบัตรให้
อัณณารีบเดินตามปราณไป ภัทรินเห็นหน้าอัณณาผ่านๆ
ธนาฒน์รีบเข้ามาหาภัทริน “คุณปราณ ผู้บริหารคนใหม่ แพตเห็นหน้าเขาแล้วใช่มั้ย”
“ไม่เห็น” ภัทรินบอก
“อ้าว งั้นไป เข้าไปกัน”
“ไม่ หมดเวลาสำหรับคนอื่นแล้ว ธนาฒน์ เราไปฉลองวันเกิดของเรากันเถอะ”

ภัทรินกลับหันหลังแล้วเดินแยกออกไป ธนาฒน์เซ็ง

พสุวัฒน์กำลังทักทายกับแขกผู้ใหญ่ด้วยท่าทางอารมณ์ดี ไม่มีทีท่าเป็นกังวลที่ปราณยังมาไม่ถึงงาน พอพสุวัฒน์จะแยกไปทักแขกอีกคนเขาก็ต้องชะงักเพราะสินธรเดินเข้ามาคุยด้วย โดยมีชมนาดตามมา

“นี่มันชั่วโมงนึงแล้ว ลูกชายพี่ยังไม่มาเลยนะครับ” สินธรว่า
“อ้าวเหรอ รถติดอยู่มั้ง เดี๋ยวเค้าก็มา” พสุวัฒน์บอก
“คุณสุพจน์กับภรรยามีบินต่อคืนนี้ด้วยนะคะ” ชมนาดกดดัน
“อ้าวเหรอ ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวผมไปคุยกับเขาเอง ผู้บริหารใหม่มาสายนิดๆหน่อยๆ แขกน่าจะเข้าใจ ไม่ถือสา”
สินธรรู้สึกแปลกๆ “พี่พสุ วันนี้พี่ดู ใจเย็นมากเลยนะครับ”
“เอ้า เครียดไปแล้วช่วยให้มันมาเร็วขึ้นได้หรือไง ช่วยอะไรให้ไม่ได้ แล้วจะเครียดให้ความดันขึ้นทำไม”
พสุวัฒน์กำลังจะขยับไป แต่ปราณกับอัณณาเดินเข้ามาในงานพอดี

“พ่อครับ” ปราณยกมือไหว้ “ขอโทษครับที่มาสาย”
“ไม่เป็นไรๆๆ ไปๆ รีบไปขึ้นเวที เร็ว” พสุวัฒน์บอก
พสุวัฒน์โอบประกบพาปราณเดินแยกไปทันที อัณณารีบตามไป สินธรกับชมนาดมองตามด้วยความสงสัย

พสุวัฒน์เดินประกบพาปราณมาที่ข้างเวที ระหว่างเดินทั้งคู่ก็แอบกระซิบคุยกัน
“เป็นไง ได้เรื่องมั้ย”
“แผลใหญ่อยู่โรงงานที่อยุธยาครับ ชื่อภัทริน สุคนธกาญจน์” ปราณบอก
พสุวัฒน์พูดชื่อ “ภัทริน สุคนธกาญจน์”
สินธรกับชมนาดมองอากัปกิริยาปราณและพสุวัฒน์อยู่ที่ด้านหนึ่งตลอดเวลา
“ผมขอโทษที่ต้องเอางานเลี้ยงนี้มาเป็นเครื่องมือ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสอื่นแล้ว” ปราณบอก
“จะขอโทษอะไรเล่า ลูกทำเพื่อบริษัทอยู่ จะขอโทษอะไรเล่า”
“ขึ้นไปขอโทษแขกก่อนดีกว่าค่ะปราณ”
พสุวัฒน์ผละออกโดยตบบ่าให้กำลังใจปราณเพื่อให้เขาเดินขึ้นเวที แขกในงานปรบมือ

ภัทรินเดินนำเข้ามาเกาะขอบระเบียงเรสตัวรองต์พร้อมกับมองบรรยากาศด้วยความตื่นเต้น เธอเห็นตึกระฟ้าและวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพยามค่ำคืน
“ธนาฒน์ ดูสิคะ สวยจัง” ภัทรินตื่นเต้น
“แพตคะ เราขึ้นมาเร็วไปหรือเปล่า เราน่าจะ…”
“ธนาฒน์”
“ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าแพตอีกแล้ว”
ภัทรินยิ้มออกมา บริกรเข้ามาเชิญทั้งคู่ ธนาฒน์เชิญภัทรินไปที่โต๊ะ
“เชิญครับ”
ธนาฒน์พาภัทรินมาที่โต๊ะมุมด้านในสุดที่จัดเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษ มีผ้าปูลินินสีขาว จานชาม วางซ้อนสวยงาม พร้อมมีด ส้อม ผ้าเช็ดปาก และแจกันเล็กๆใส่กุหลาบแดง1ดอกแย้ม โดยรอบๆของโต๊ะเต็มไปด้วยเทียนสว่างไสว
ภัทรินยกมือจับแก้มด้วยอาการตื่นเต้น “ธนาฒน์ สวยจังค่ะ”

ด้านปราณกำลังพูดอยู่บนเวที
“รางวัลที่ได้มานี้ ไม่ใช่รางวัลของผม แต่เป็นรางวัลของเราทุกคน เพราะผมคนเดียวไม่อาจพาจีแอลเอสให้มาถึงจุดๆนี้ได้ ทุกคน ทุกตำแหน่ง คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ ผมขอขอบคุณทุกคนครับ” ปราณโค้งให้ “และผมก็หวังว่าทุกคนจะช่วยกันนำพาจีแอลเอสไปสู่เป้าหมาย การเป็นผู้นำเทคโนโลยีการแพทย์ของเอเชียได้ ช่วยผมด้วยนะครับ”
ในระหว่างที่ปราณพูด สินธรและชมนาดก็ยืนฟังอยู่ที่มุมหนึ่ง สายตาของสินธรจับจ้องที่ปราณบนเวที และมองไปที่ข้างเวทีก็เห็นอัณณากำลังกระซิบเล่าอะไรบางอย่างให้พสุวัฒน์ฟัง สินธรสงสัยมากขึ้น
“คุณรู้สึกมั้ยชมนาด พี่พสุกับนายปราณ เหมือนมีความลับอะไรอยู่” สินธรตั้งข้อสังเกต
“คุณปราณมาสาย แต่ท่านประธานกลับไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย เหมือนรู้กันว่าที่มาสายเพราะอะไร”
“ผมว่ามันแปลก” สินธรว่า
“คุณกำลังคิดว่าพวกเขาทำอะไรอยู่คะ” ชมนาดถาม
“ไม่รู้..แต่ผมรู้สึกว่า เราจะรอไม่ได้อีกแล้ว”
“หมายความว่า…”
สินธรยกซดจนหมดแก้วแล้วก็มองด้วยแววตาเหี้ยมเพราะคิดวางแผนจัดการ
แขกทุกคนปรบมืออย่างประทับใจในการพูดของปราณ
“ผมขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ ขอให้มีความสุขกับงานเลี้ยงให้เต็มที่เลยครับ”
แขกเหรื่อเฮลั่นและปรบมือเกรียวกราว
สินธรทนอยู่ไม่ได้จึงเดินแยกออกไปจากงาน ชมนาดเดินตามออกไปด้วย

ขณะที่ปราณเดินลงจากเวที มือถือดังพอดี เขาหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นข้อความ พอได้อ่านปราณก็มีท่าทีตื่นเต้นและรีบร้อนจะออกไปจากห้องจัดเลี้ยง พสุวัฒน์เดินเข้ามาหาเขา
“ปราณ ไปรู้จักเพื่อนพ่อหน่อย” พสุวัฒน์บอก
“ขอโทษนะครับพ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พูดจบปราณก็รีบร้อนเดินออกไปเลย
“อ้าว จะรีบไปไหนของเค้า” พสุวัฒน์งง
อัณณายักไหล่แล้วมองตามไปโดยไม่รู้เหมือนกัน

ปราณเดินกึ่งวิ่งเข้ามาที่บริเวณสระว่ายน้ำของโรงแรม เขามองไปรอบๆ เพื่อหาใครบางคนแล้วก็เห็นใครคนหนึ่งนอนเอาหมวกปิดหน้าอยู่บนเตียงริมสระ
ปราณพูดน้ำเสียงธรรมดา “ไอ้ณนต์”
คนที่นอนยกหมวกออกทำให้เห็นว่าคือปราณนต์ในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อโคร่งๆ สวมหมวกไหมพรมและมีผ้าพันคอผืนบางๆ พันมาด้วย ปราณนต์นอนกระดิกเท้ายิ้มร่าให้กับพี่ชาย
“สวัสดีคร้าบพี่ชาย”
ปราณเสียงเข้ม “ลุกขึ้นมาทักทายกันดีๆ”
ปราณนต์ลุกขึ้นมายืน
ทั้งคู่กางแขนแล้วก็เดินเข้ามากอดกันอย่างแมนๆ ด้วยความคิดถึง
“คิดถึงพี่ชายจุงเบย”
ปราณนต์ฉวยโอกาสหอมแก้มพี่ชายเลย
ปราณตกใจ “เฮ้ย”
“บอกแล้วไง ถ้าเจอหน้าพี่จะหอมสักสามจ๊วบ มาๆๆ ขออีกสอง”
“ทะลึ่งแล้ว”

ปราณนต์หัวเราะชอบใจ

อ่านต่อหน้า 4

ลมซ่อนรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)

ปราณมองพิจารณาน้องชายฝาแฝดด้วยความคิดถึง

“ณนต์ พูดตรงๆนะ สารรูปนาย ดูไม่ได้เลย” ปราณว่า
“อ้าว คนอยู่บนเขาบนดอย จะไปหล่อสู้หนุ่มเมืองกรุงใส่สูทผูกไทด์ได้ยังไงล่ะครับ..โด่ ถ้าผมเอาชุดพี่มาใส่ ผมก็หล่อเหมือนพี่นั่นแหละ”
“งั้นนายก็น่าจะลงจากดอยกลับมาใส่สูทได้แล้ว”
ปราณนต์เหวอไปเพราะรู้ว่าพี่ชายหมายถึงอะไร
“เอ้อ นี่ๆๆ ผมมีของมาฝากพี่ด้วย” ปราณนต์บอก
ปราณนต์เปลี่ยนเรื่องแล้วหันไปที่กระเป๋าเป้ของตัวเองก่อนจะหยิบกล่องกระดาษขนาดกลางๆที่แพ็คเอาไว้อย่างดีขึ้นมา
“อ่ะ ขอแสดงความยินดีกับรางวัลนักบริหารผู้ยิ่งหญ่าย” ปราณนต์ทำเสียงแซวๆ
“มาแสดงความยินดีกับชั้น ทำไมไม่เข้าไปในงานเลี้ยง มาหลบๆซ่อนๆแถวนี้ทำไม”
“พี่ช่วยดูสภาพผม แค่เข้ามาในโรงแรมหรูขนาดนี้ได้ก็บุญแล้ว..จะให้เข้าไปในงานเลี้ยงอีกเหรอ สงสารผมเถ๊อะ”
ปราณนต์ยื่นกล่องให้อีก ปราณยังไม่รับ เขาจ้องน้องชายนิ่งด้วยสายตาคาดคั้นเอาคำตอบจริงๆ จากปราณนต์
ปราณนต์พูดต่อ “แล้วถ้าผมเข้าไปในงาน แขกไม่งงตายเหรอ ที่อยู่ๆผู้บริหารมีฝาแฝด..พี่กับผมก็ต้องมาตอบคำถามอีก ว่าเราไปแฝดกันเมื่อไหร่ ตอนไหน ทำไมไม่มีใครรู้ ทำไมไม่อยู่ด้วยกัน ทำไมผมต้องไปอยู่ดอยกับแม่” ปราณนต์เผลอพูดถึงแม่แล้วก็ชะงักไป ก่อนจะรีบพูดกลบเกลื่อน “เห็นมั้ย แค่คิดยังเหนื่อยเลย”
ปราณนต์ยื่นกล่องไส้อั่วให้อีก
“ไส้อั่วของโปรดพี่เลยนะ”
ปราณรับกล่องมาถือไว้
ปราณพูดอย่างรู้ทัน “นายไม่ยอมเข้าไปในงาน เพราะนายไม่อยากเจอหน้าพ่อมากกว่า..ใช่มั้ย”
ปราณนต์อึ้งแต่ไม่ตอบก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“เอ้อใช่ ผมมีน้ำพริกหนุ่มมาด้วย”
ปราณนต์รีบไปที่เป้แล้วก็รูดซิปหาของข้างใน ปราณมองปราณนต์แล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ

บริกรกำลังรินแชมเปญให้ภัทรินกับธนาฒน์
ธนาฒน์ยิ้มและกระแอมเบาๆ ก่อนจะหยิบแก้วของตนมาชูเพื่อชวนให้ภัทรินชน
ภัทรินหยิบแก้วมาชู
ธนาฒน์พูด “สำหรับความรัก ที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน”
“ว้าว..โรแมนติกจัง..สำหรับความรัก ที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน”
ทั้งสองชนแก้วกัน แล้วภัทรินก็กำลังจะดื่ม
ธนาฒน์รีบห้าม “เดี๋ยวก่อนครับ..แพ็ท”
ภัทรินงง
“เรามาแลกแก้วกันดีกว่า” ธนาฒน์บอก
“แลกแก้ว..ทำไมคะ ธนาฒน์”
“ผมขอร้อง..”
ภัทรินทำท่ากรุ้มกริ่มเพราะรู้ว่ามีอะไรแน่ๆ “ก็ด้ะ”
ทั้งสองแลกแก้วกัน
ภัทรินจะยกแก้วดื่มแล้วก็เหล่มองที่ก้นแก้ว เพราะคิดว่าต้องมีแหวนแน่ๆ แต่พอไม่เห็น เธอก็แปลกใจ
“ทำไมไม่มี”
ธนาฒน์งง “คะ”
“ก็..อยู่ๆมาขอแลกแก้ว..มันก็ต้องมีอะไรในแก้วสิ..ไม่ใช่เหรอคะ”
ธนาฒน์อมยิ้มที่ภัทรินตามเกมไม่ทัน
“ใช่มั้ยคะธนาฒน์” ภัทรินถามย้ำ
ธนาฒน์ยิ้มกรุ้มกริ่มแต่ไม่ตอบอะไร ภัทรินฮึดฮัดด้วยความข้องใจ

ปราณนต์ยื่นถุงกระดาษถุงใหญ่ออกมาจากเป้แล้วยื่นให้ปราณ
“ไส้อั่วกับน้ำพริกหนุ่ม..คราวนี้จะเอาอะไรอีก” ปราณถาม
“แน่ะ รู้ทัน”
ปราณทำท่าทางและสีหน้าน่าสงสารล้อเลียนปราณนต์ “เด็กๆชาวเขาตั้งใจทำไส้อั่วให้พี่ ได้โปรดบริจาคยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เด็กๆด้วยเถอะครับ”
“โอ้โห..เป๊ะเลยพี่..อ้ะ ผมแถมน้ำพริกหนุ่มให้อีกกระปุก..” ปราณนต์ยื่นกระดาษให้ “นี่ลิสต์รายการของที่ผมต้องการ..ช่วยส่งไปรษณีย์ไปที่ดอยผาหมอกให้ด้วยนะครับ..ขอบคุณครับ”
ปราณรับลิสต์รายการของมาพิจารณา “เคยมีสักครั้งมั้ยที่นายมา แล้วไม่ขอบริจาคยา”
ปราณนต์ยิ้มกว้างแล้วขยับเข้าไปตบไหล่พี่ชายเบาๆ2ที “ตอบอย่างลูกผู้ชายเลยนะพี่..ไม่มี”
“นายนี่มัน..”
“โธ่ พี่..วิน-วินน่า”
“แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน”
“เดี๋ยวเดินๆหาเอา โรงแรมถูกๆแถวนี้เยอะ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวชั้นเปิดห้องที่นี่ให้”
“พี่โคตรใจป้ำเลย” ปราณนต์จะโดดกอดจูบอีก
พสุวัฒน์เดินเข้ามาอีกมุมหนึ่งของสระน้ำด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“มากรุงเทพทั้งทีไม่คิดจะมาเจอหน้าพ่อหน่อยเหรอ” พสุวัฒน์ว่า
ปราณและปราณนต์หันไปทางที่มาของเสียงพร้อมๆ กัน

ปราณนต์ที่ร่าเริงอยู่ หน้าสลด และเครียดขึ้นมา

ภัทรินกับธนาฒน์กำลังดินเนอร์ด้วยกัน ธนาฒน์หั่นสเต๊กกินด้วยท่าทีปกติ ภัทรินมองท่าทีธนาฒน์ ด้วยความสงสัยและข้องใจว่าจะไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรพิเศษกว่านี้เหรอ

“อาหารไม่อร่อยเหรอคะแพต” ธนาฒน์ถาม
ภัทรินตอบ “เปล่าค่ะ”
“หรือไม่ชอบทาน”
“เปล่าค่ะ” ภัทรินวางมีดแล้วจิบแชมเปญ
“อ้าว อิ่มแล้วเหรอ”
“เปล่าค่ะ”
“แพตเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ธนาฒน์นั่นแหละ”
ธนาฒน์งง “ผม”
ภัทรินเซ็งที่ธนาฒน์ไม่รู้ใจเธอเอาซะเลย เธอวางผ้าซับปากนั่งทิ้งตัวกระแทกพนักด้วยความขัดใจ

พสุวัฒน์ค่อยๆเดินเข้ามาหาปราณนต์และปราณ
ปราณนต์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับพ่อ”
“ไหว้ทัก หรือไหว้ลาล่ะ”
“ทั้งสองอย่างครับ” ปราณนต์พูดกับปราณ “ผมกลับก่อนดีกว่า”
“เฮ้ย..เดี๋ยวสิ”
พสุวัฒน์พูดเสียงดัง “จะรีบไปไหน อยู่คุยกับพ่อก่อนไม่ได้เหรอ”
ปราณหันไปปรามปราณนต์ด้วยสายตา
ปราณนต์จำใจตอบ “ครับ”
“โรงพยาบาลที่โน่นเป็นยังไงบ้าง”
“เหมือนเดิมครับ เครื่องไม้เครื่องมือมีเท่าที่มีคนบริจาค ยาก็มีเท่าที่รัฐจะจัดส่งมาให้ หมอก็มีสองคนเท่าเดิม ช่วยๆกันไป”
“แต่แกก็มีความสุขดี” พสุวัฒน์ว่า
ปราณนต์ตอบแบบเกือบจะทันที “ใช่ครับ..ผมมีความสุขมาก..พ่อล่ะครับ ยังสุขสบายใจดีอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า”
“ก็..”
ปราณนต์ชิงตอบ “ก็ต้องดี..ผมไม่น่าถาม เจ้าของจีแอลเอส มีทั้งยาและเครื่องมือครบครัน จะไม่สบายดีได้ไง”
พสุวัฒน์ถาม “แกจะเป็นหมอป่าอีกนานแค่ไหน”
“พ่อจะถามทำไมครับ”
“ชั้นถาม แกก็ตอบมา”
“ผมจะเป็นหมออาสา..ไปจนตาย..เหมือนแม่ครับ”
พสุวัฒน์ฉุน “แก..”
“พ่อมาคุยกับผมอย่างนี้ได้เหรอครับ..วันๆนึงพ่อต้องประชุมตั้งหลายเรื่อง ว่างเหรอครับ”
พสุวัฒน์ฉุน เพราะรู้ว่าถูกปราณนต์ย้อน “แก..เมื่อไหร่แกจะเลิกโทษชั้น..แม่แกป่วยตาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชั้น”
“นั่นสิครับ สามีเป็นเจ้าของอาณาจักรเครื่องมือแพทย์ที่ใหญ่คับประเทศ ผลิตยาช่วยเหลือคนได้เป็นร้อยล้านพันล้านคน..แค่ภรรยาจะติดเชื้อไข่ป่าตาย มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย”
พสุวัฒน์โมโห “ไอ้ณนต์”
พสุวัฒน์มีอาการวูบ ปราณรีบเข้ามาประคอง ปราณนต์มองพ่อด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
“พ่อ..” ปราณตัดบท “ณนต์..นายไปก่อนเถอะ”
ปราณนต์คว้าเป้แล้วหันหลังเดินแยกออกมาด้วยสีหน้าเครียดและเจ็บแค้นจากเรื่องในอดีต เสียงพสุวัฒน์โวยวายดังไล่หลังมา
“ชั้นไม่ได้ทำให้แม่แกตาย ชั้นไม่ได้ทำ”

เหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมา...
ฝนตกหนักในป่าลึก ปริยาใส่เสื้อกันหนาวนอนห่มผ้าอยู่หลายชั้นแต่ก็ยังคงนอนหนาวสั่น เนื้อตัวเหลืองซีด ชาวบ้าน2คนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ปราณนต์ในวัย 18 ปีวิ่งพรวดเข้ามาถอดผ้าพันคอมาคลุมให้แม่
“แม่ครับ”
ชาวบ้าน 2 คนรีบเดินถือขันน้ำและผ้าขนหนูเข้ามาจะช่วยเช็ดตัว
“ทำไมคุณหมอไข้ไม่ยอมลดลงเลยล่ะ” ชาวบ้านถาม
“แม่คงเป็นมาลาเรีย.. ไข้ป่าน่ะครับ” ปราณนต์บอก
ปริยาพยายามจับมือลูกชายเอาไว้ “ณนต์..แม่รักลูกนะ”
“อย่าพูดอย่างนั้นครับแม่..แม่ต้องไม่เป็นอะไร”
“ไอ้หนู ไปเอายามาให้แม่สิ” ชาวบ้านบอก
“เดี๋ยวผมมานะครับแม่..ฝากแม่ด้วยนะครับป้า”
ปราณนต์วิ่งออกไป

ปราณนต์วิ่งฝ่าฝนเพื่อกลับไปยังสถานพยาบาลด้วยหน้าตาจะร้องไห้ แยกไม่ออกระหว่างฝนกับน้ำตา ของเขา ปราณนต์วิ่งเร็วสุดชีวิต

ปราณนต์วิ่งเข้ามากระหืดหระหอบมาค้นหายาที่อาจจะมีเหลืออยู่ตามลิ้นชักและตู้ยาต่างๆ เขาไม่เจอยาที่ต้องการก็ยิ่งร้อนรน
“ไม่มี..ทำไมไม่มี” ปราณนต์ร้อนใจ
ปราณนต์ไปรื้อๆเปิดดูที่ปฏิทินการทำงานของแม่ มีการเขียนบันทึกไว้ในช่องช่องนึงว่า “ไปไปรษณีย์รับยาจากGLS”
“ยามาเมื่อวาน..ก็ต้องมีสิ อยู่ไหนๆๆ”
ปราณนต์รีบไปที่โทรศัพท์ก่อนจะกดโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา
ปราณนต์รีบพูด “พ่อ..ยา..ยาที่แม่ขอ..พ่อส่งมาให้แล้วใช่มั้ย”
ปราณนต์ช็อค อึ้งไปเพราะทำอะไรไม่ถูก
“เพิ่งส่งมาวันนี้” ปราณนต์บอก
เสียงของพสุวัฒน์ยังคงดังมา
“วันๆชั้นต้องประชุมตั้งกี่เรื่อง คิดว่าชั้นว่างมากเหรอ”

ปราณนต์ค่อยๆ นั่งทรุดลงกับพื้นแล้วเอามือกุมหัวร้องไห้โฮ

ปราณนต์ซึ่งนั่งอยู่ที่เรสเตอร็องก์ของโรงแรมดึงตัวเองกลับมา และพูดทวนประโยคฝังใจ

“วันๆ ชั้นต้องประชุมตั้งกี่เรื่อง คิดว่าชั้นว่างมากเหรอ”
บริกรเอาเมนูมายื่นให้ ปราณนต์พยายามสลัดความคิดในอดีตออกไปแล้วเลือกอาหาร เขาเปิดเมนูมาเห็นรูปภาพอาหารที่น่ากินก็ตาโต ตื่นเต้นกับภาพอาหาร
โต๊ะด้านในสุดคือโต๊ะของภัทรินและธนาฒน์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบขรึมเพราะภัทรินหน้ามุ่ย ไม่มีอารมณ์จะกินอะไรแล้ว
ภัทรินเหลืออดจึงจะถามให้หายข้องใจ “ธนาฒน์..ภัทไม่เข้าใจ...”
ภัทรินยังพูดไม่จบ มือถือธนาฒน์ดังขึ้นมาก่อน ธนาฒน์มองเบอร์แล้วก็มีท่าทีรีบร้อนก่อนจะขอตัว
“ผมขอตัวแป๊บนะครับ”
“ไม่ค่ะ อย่ารับ”
ธนาฒน์รีบลุกออกไปทันที
“ธนาฒน์คะ ธนาฒน์”
ภัทรินนั่งกระแทกพนักพิงหลังด้วยใบหน้าห่อเหี่ยว เพราะงอนจนกระฟัดกระเฟียด

ปราณนต์สั่งอาหารเสร็จก็ยื่นเมนูคืนบริกร
“ถ้าอีกสักครู่มีอะไรไม่สะดวกต้องขออภัยด้วยนะครับ” บริกรบอก
“หือ” ปราณนต์งง
เสียงภัทรินดังขึ้น ปราณนต์หันไปมอง
ภัทรินบอกบริกร “น้องคะ..ฝากบอกผู้ชายที่มากับพี่ด้วยว่าพี่กลับแล้ว”
ภัทรินหยิบกระเป๋าแล้วเดินปึงปังจะออกจากร้าน แต่อยู่ๆไฟที่ร้านก็ดับพรึ่บ
เสียงธนาฒน์ดังขึ้น “แพตคะ”
ภัทรินชะงัก พอหันกลับมาเธอก็พบว่าบริกรทุกคน ไม่ว่าจะยืนจุดไหนต่างก็ถือเทียนที่จุดแล้วคนละเล่ม
ปราณนต์เห็นเหตุการณ์มาทำนองนี้ก็เริ่มตื่นเต้นและรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกชักสนุกไปด้วย
หน้าจอใหญ่ของร้านถูกเปิดขึ้น ที่จอเป็นรูปธนาฒน์เต็มหน้าจอ
ธนาฒน์ในจอพูด “แพตคนดี สุดที่รักของผม วันเกิดปีนี้ขอให้แพตมีความสุขมากๆนะคะ ขอบคุณที่รักกันมาตลอด..แฮปปี้เบิร์ธเดย์ค่ะที่รัก”
ธนาฒน์ในจอใหญ่ทำท่าเป่าลม ทันใด เทียนทั้งหมดในร้านก็ดับลง สักครู่ก็ค่อยๆมีเสียงธนาฒน์ร้องเพลงแหวกความเงียบขึ้นมา ไฟฟอลโล่เปิดขึ้น ธนาฒน์ในชุดหน้ากากทักซิโด้สุดเท่โหนสลิงลงมาในมาดเท่ๆ ธนาฒน์ร้องเพลง ภัทรินตื่นเต้น
ปราณนต์ตะลึงเพราะทึ่งกับการเปิดตัวของธนาฒน์จนอ้าปากค้าง
ไฟเปิดทั้งร้านเห็นบริกรทุกคนถือดอกกุหลาบขาวคนละดอกเดินมามอบให้ภัทริน
ธนาฒน์พูดกับภัทริน “ร้องเพลง”
“ธนาฒน์..อะไรของคุณ” ภัทรินงง
ธนาฒน์รับดอกกุหลาบแดงที่มีบริกรส่งให้ แล้วเดินมาตรงหน้าภัทรินก่อนจะยื่นให้
“สุขสันต์วันเกิดนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ภัทรินรับดอกกุหลาบก่อนจะก้มลงมองเห็นแหวนเพชรที่วางอยู่ข้างในดอกกุหลาบ
ภัทรินตื่นเต้น “แหวน..”
ธนาฒน์หยิบแหวนแล้วคุกเข่าลง
“แพ็ตครับ..แต่งงานกับธนาฒน์นะครับ”
ภัทรินเขิน “ธนาฒน์..”
ภัทรินยิ้มแล้วหันไปมองทุกคนที่อยู่รอบตัวเป็นทำนองเช็คดูว่าทุกคนกำลังมองดูอยู่หรือเปล่า ภัทรินมองไปทางโต๊ะของปราณนต์แวบนึง ภัทรินยิ้มให้โดยที่ไม่ได้คิดอะไร ปราณนต์ก็ยิ้มตอบเป็นมารยาท
ภัทรินพูดออกมา “เยส..เอ้อ..ตกลงค่ะ..ธนาฒน์”
พนักงานทุกคนเฮ ธนาฒน์ยื่นมืออีกข้างไปขอมือภัทริน ภัทรินยื่นมือซ้ายให้อย่างกรีดกรายและหน้ายิ้มปลื้มปริ่ม ธนาฒน์สวมแหวนให้เธอที่นิ้วนาง ภัทรินเอาแหวนขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนเห็น หมุนไปรอบๆ แล้วทำเหมือนจะร้องไห้
ปราณนต์ขำ “โคตรเว่อร์เลย”
ธนาฒน์ลุกขึ้นแล้วดึงภัทรินไปกอด บริกรทุกคนและแขกหน้าม้าที่อยู่บริเวณนั้นปรบมือกราว เพลงดัง เป็นจังหวะสนุกสนานชวนเต้นรำ พนักงานทุกคนเต้น สนุกสนานไปรอบๆคู่รัก
ปราณนต์ส่ายหัวกับตัวเอง “ชาตินี้เราจะไม่มีวันทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด”
ภัทรินยิ้มหน้าเบ่งบานอย่างมีความสุขที่สุด

มือถือของปราณนต์ดังขึ้น ปราณนต์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ พันผ้าขนหนูรีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำ โดยมีผ้าขนหนูผืนเล็กสำหรับเช็ดหัวด้วย เขารีบมารับสายทันที
“ครับพี่ปราณ..พรุ่งนี้เหรอครับ..พอสัมมนาเสร็จ ผมก็จะไปหมอชิตหารถกลับดอยเลย”
ปราณนต์คุยโทรศัพท์ไปเดินไปเปิดประตูระเบียงไปด้วย
“ฝากขอโทษอัณณาด้วยที่อยู่ทานข้าวด้วยไม่ได้..อยู่มากกว่านี้ไม่ได้หรอกครับ คนไข้คิดถึง..ผมไม่ชินอากาศกรุงเทพด้วย..เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวมีลมเดี๋ยวไม่มี”
ปราณนต์ไปหยิบผ้าพันคอเอามาพาดตากไว้ที่ราวบริเวณระเบียงอย่างทะนุถนอม
“นี่ขนาดอยู่บนโรงแรมสูงขนาดนี้..แต่ไม่มีลมสักแอะ” ปราณนต์ว่า
ปราณนต์เดินกลับมาในห้อง
พี่ไปพักเถอะ ผมต้องเตรียมเอกสารสัมมนานิดหน่อย ฝันดีนะครับพี่ชาย”
ปราณนต์วางสายแล้วเปิดประตูห้อง ลมพัดผ่านไปวูบหนึ่ง
“ฮ้า ค่อยยังชั่ว”
ปราณนต์เปิดประตูค้างไว้แล้วเดินหลุดเข้าห้องน้ำไปแต่งตัว ระหว่างนั้นก็มีลมพัดแรงขึ้นจนผ้าพันคอที่พาดอยู่สะบัดไปตามแรงลม

ภัทรินวิ่งเข้ามาในสวนอย่างมีความสุขเกินปกติ เธอหัวเราะเริงร่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ก่อนจะกระโดดขึ้นไปยืนบนแท่นแล้วกางแขนรับลม
“ฮ้า ธนาฒน์ ขึ้นมายืนบนนี้สิ ลมเย้นเย็น..ขึ้นมาๆๆ”
“ระวังหล่นนะแพต”
“ธนาฒน์..นั่นดาวอะไร”
ธนาฒน์เดินเข้ามามองท้องฟ้าแต่ไม่เห็นดาวสักดวง
“ไหน”
“นั่นไง ดาวศุกร์หรือดาวเนปจูน..ทำไมมันเคลื่อนที่ได้ด้วย”
“นั่นเครื่องบินจ้ะ” ธนาฒน์บอก
“เครื่องบิน..” ภัทรินเพ่งมอง “เอ้อ จริงๆด้วย” ภัทรินอาย “ฮะๆๆ แพตนี่โก๊ะโก๊ะ”
“แพต..แพตเมาแล้ว..กลับห้องดีกว่านะ”
“จะรีบไปไหน..แพตเปิดห้องไว้แล้ว แค่เข้าลิฟท์ขึ้นปรู๊ดเดียวก็ถึงห้อง..วันนี้แพตอยากอยู่กับธนาฒน์มากกว่า”
“เราก็ไปอยู่ด้วยกันต่อที่ห้องไง”
ภัทรินผละวิ่งไปชี้อีกท้องฟ้าด้านนึง
“ฮ้า นั่นดาวอะไร”
“นั่นไฟจากยอดตึก”
“อ้าว ทำไมไม่มีดาว”
“ก็..ตรงนี้ยังไม่สูงพอ..ต้องขึ้นไปบนห้อง ถึงจะมองเห็น..เราขึ้นห้องกันนะ แล้วแพตจะได้เห็นดาวแน่”
ธนาฒน์เข้ามาประคองภัทริน แต่ภัทรินพลิกตัวมาใช้แขนคล้องคอธนาฒน์
“คิดอะไรอยู่ใช่ม๊า..นิสัยไม่ดี” ภัทรินว่า
ภัทรินจะผละออกแต่ธนาฒน์ดึงตัวเธอเข้ามา ภัทรินเซเสียหลักโน้มเข้าไปซบอกธนาฒน์แล้วอ้วกใส่เต็มที่
ธนาฒน์ตกใจ “เฮ้ย”
ธนาฒน์ผละออก ภัทรินปาดคราบอ้วกที่ปากออกแล้ว มองสภาพธนาฒน์ก่อนจะหัวเราะออกมา

ธนาฒน์เห็นแล้วหงุดหงิด

ลมพัดแรงทำให้ผ้าพันคอสะบัดจนใกล้จะหลุดออกจากราวที่พาด ปราณนต์แต่งชุดนอนเดินกลับออกมาจากห้องน้ำ เขาเช็ดหัวให้แห้งและกำลังจะผ้าเอาไปตาก ปราณนต์เห็นผ้าพันคอกำลังจะหลุดออกจากราวพอดี

“เฮ้ย!”
ปราณนต์รีบวิ่งเข้าไปจะจับไว้แต่ไม่ทันเพราะผ้าพันคอปลิวออกไปแล้ว ปราณนต์เกาะระเบียงมองตามออกไปก็เห็นผ้าพันคอลอยคว้างกลางอากาศ ปราณนต์ตัดสินใจรีบวิ่งออกไปตามผ้าพันคอผืนนั้น

ธนาฒน์พยายามประคองภัทริน
“แพต กลับห้องเถอะ”
ภัทรินกลับรังเกียจธนาฒน์ที่เนื้อตัวเปื้อนอ้วกของเธอเอง
“แหวะ อ้วก อย่ามาใกล้ภัทนะ” ภัทรินวิ่งหนีแล้วหัวเราะคิกคักสนุกสนาน
“ก็อ้วกแพตนั่นแหละ!! พอ เลิกเล่นแล้วขึ้นห้อง ผมจะได้ไปล้าง”
ภัทรินถอยหนี “ไม่เอา สกปรก อี๋ๆๆ”
ธนาฒน์ตามจับภัทรินหมับแล้วบีบต้นแขนทั้งสองของภัทรินโดยเริ่มใช้กำลังและดูจริงจังขึ้น
“เลิกเล่นซะที..ขึ้นห้อง เข้าใจมั้ย”
ภัทรินจ๋อยลงแล้วพยักหน้ารับคำหงึกๆ
“เดิ..”
ธนาฒน์พูดไม่ทันจบ ภัทรินก็อ้วกออกมาอีกชุด
“เฮ้ย” ธนาฒน์ผละออกด้วยท่าทีรังเกียจและฉุนมาก “แพต นี่”
ภัทรินยิ้มและส่งจุ๊บ “กู๊ดไนท์นะคะ ภัทจะขึ้นห้องนอนแระ” ภัทรินเดินไปได้3ก้าว “ฮ้า ถึงห้องแระ”
แล้วภัทรินก็ทรุดลงนั่งและนอนฟุบลงไปแถวๆนั้นเลย
“แพต ตื่น”
ภัทรินปิดสวิตช์ไปแล้ว เธอไม่รับรู้ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ราวกับตายไปแล้ว
ธนาฒน์พยายามปลุกแต่ก็ปลุกไม่สำเร็จ เขายืนจ้องว่าจะเอาไงดีเพราะเหม็นอ้วกเธอก็เหม็น

ลมพัดใบไม้ปลิวสะบัด ปราณนต์รีบวิ่งเข้ามาที่บริเวณสวน เขาเงยหน้ามองเช็กตำแหน่งห้องตัวเอง กับตำแหน่งที่ผ้าปลิวลงมาแล้วมองหาว่าอยู่แถวไหน แล้วปราณนต์ก็เห็นผ้าพันคอของตัวเองปลิวไปคลุมใครบางคนที่นอนอยู่กับพื้นหญ้า ปราณนต์ชะงัก
“ใคร”
ปราณนต์พยายามเข้าไปหยิบผ้าพันคอของตัวเองด้วยท่าทีที่ไม่อยากรบกวนคนที่นอนอยู่ แต่พอหยิบผ้าพันคอออกมาปราณนต์ก็ตะลึงที่ได้เห็นใบหน้าของภัทริน
ภัทรินกำลังหลับไม่ได้สติและมีสีหน้าไร้เดียงสา ปราณนต์จ้องเธออย่างฉงนราวกับถูกดึงดูด
“คนที่เพิ่งถูกแฟนขอแต่งงานนี่..ทำไมมาอยู่คนเดียว” ปราณนต์ได้กลิ่นเหล้า “หื้ม..สมเป็นสาวเมืองกรุงจริงๆ เมาไม่แคร์พ่อไม่แคร์แม่”
ปราณนต์กำลังจะขยับออก แต่มือของภัทรินกลับคว้าแขนของเขาแล้วดึงมา ปราณนต์เสียหลักล้มลงไปจนหน้าแทบจะชนกัน แต่เขาก็เอามือยันพื้นไว้ได้
ภัทรินยิ้ม “ดาว..สวยจัง..คริๆ”
“หือ” ปราณนต์งง
ภัทรินสลึมสลือก่อนจะเอื้อมมือมาจับแก้ม จับจมูก และดึงหูเขาเล่นไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วเธอก็สลบไปอีก
ปราณนต์เจ็บ “โอ้ยๆๆ”
ทันใดนั้นภัทรินก็ทำท่าขย้อนจะอ้วกออกมาอีก ปราณนต์มือไวรีบเอามืออุดปากเธอไว้ สักครู่ภัทรินก็ค่อยๆ นิ่งลงไปแล้วหลับไปตามเดิม ปราณนต์โล่งอก
“แฟนคุณไปไหน” ปราณนต์สงสัย

เสียงกดกริ่งดังขึ้น ชมนาดเปิดประตูห้องออกมาพบธนาฒน์ยืนในสภาพเปื้อนอ้วกอยู่ที่หน้าห้อง
“ธนาฒน์” ชมนาดมองสภาพของเขา “ทำไม..” ชมนาดอุดจมูก
“เบอร์นี้ยังได้รับสิทธิฟรีมั้ยครับ”
“ได้” ชมนาดผงะแล้วยกมือกันไว้เพราะกลัวธนาฒน์โผเข้ามาจูบแบบทุกที “แต่ไปอาบน้ำก่อนนะ”
ธนาฒน์ยิ่งเซ็งที่เห็นชมนาดรังเกียจ เขาเดินเข้าไปในห้องอย่างหงุดหงิด

พนักงานหญิงวางภัทรินลงบนเตียงนอนในห้องพักห้องหนึ่ง ปราณนต์เดินตามเข้ามา
“คุณมีเบอร์ติดต่อแฟนเขาบ้างมั้ยครับ” ปราณนต์ถาม
พนักงานจัดแจงให้ภัทรินนอนอย่างเรียบร้อยก่อนตอบ
“ไม่มีค่ะ คุณผู้หญิงเป็นคนเปิดห้องพักไว้”
“คนกรุงเทพนี่ก็แปลก..เพิ่งจะขอแต่งงานกันแหม่บๆ..ผ่านไปชั่วโมงเดียว ทิ้งให้แฟนนอนปลิ้นอยู่ในสนาม..รักกันยังไง”
ปราณนต์มองภัทรินอย่างสงสารแกมสมเพช
“หน้าตาก็ดี พอเมาแล้วเหลือความสวยที่ไหน”
อยู่ๆ ภัทรินก็ลุกขึ้นมานั่ง “ธนาฒน์”
ปราณนต์งง
ภัทรินชี้สะเปะสะปะ “ยังไม่แต่งงานกัน ห้ามคิดสกปรก”
“ผม” ปราณนต์งง
“ออกไป” ภัทรินคว้าหมอนข้างมือขึ้นมาเหวี่ยงมั่ว แต่ก็เข้าหน้าปราณนต์เต็มๆ
“โอ้ย”
ปราณนต์กระชากหมอนมาแล้วทำท่าอยากจะฟาดคืน แต่แล้วเขาก็โยนหมอนทิ้งก่อนจะหันกลับเพื่อจะเดินออกไปจากห้อง
“ไปเถอะครับ ก่อนที่เขาจะเพี้ยนหนักกว่านี้..อ้อ พรุ่งนี้เช้าช่วยคั้นน้ำสตรอเบอร์รี่สดๆสัก10ลูกมาให้เขาด้วยนะครับ..น้ำแตงโมสดอีกสักแก้วด้วย..ให้เขาดื่มตอนเช้า จะได้หายบ้า..เดี๋ยวผมออกค่าใช้จ่ายเอง”
“ได้ค่ะ”
ปราณนต์กับพนักงานหญิงเดินออกไป ภัทรินหลับสนิท

เช้าวันใหม่ ธนาฒน์ตื่นนอนขึ้นมาก็ลืมตามอง เขาพบว่าชมนาดที่แต่งตัวเสร็จแล้วกำลังยืนจ้องเขาอยู่
“ตื่นได้แล้ว วันนี้มีเรื่องสำคัญ” ชมนาดบอก
“เรื่องอะไรครับพี่ชม” ธนาฒน์ถาม
“เรื่องผู้หญิงที่เธอลงทุนทำจีบมาเป็นปีๆ แต่ไม่เคยได้ขึ้นคอนโดไงล่ะ”
“วันนี้เหรอครับ”
ชมนาดถามด้วยแววตาเด็ดขาด “อย่าบอกนะว่าเธอสงสาร”
“เปล่าซะหน่อย ผมแค่เสียดาย จีบมาเป็นปี เมื่อคืนก็ทุ่มไปตั้งเยอะ..ยังไม่ได้ถอนทุนเลยสักครั้ง”
ชมนาดลงมานั่งข้างๆ ก่อนจะลูบหัวด้วยความเอ็นดู “สิ่งที่เธอจะได้หลังจากนี้ มันยิ่งกว่าถอนทุนอีกธนาฒน์”
ธนาฒน์พรมจูบมือชมนาดอย่างรักใคร่และเทิดทูน

แสงแดดอ่อนๆส่องเข้ามาภายในห้องพักของโรงแรม ภัทรินที่อยู่ในชุดเดิมจากเมื่อคืนเพิ่งได้สติ เธองัวเงียลุกขึ้นมานั่งในสภาพหัวกระเซิง ภัทรินหยีตามองไปรอบๆห้องก็ไม่พบใคร เธอมองไปที่นาฬิกาก็เห็นว่าแปดโมงครึ่งแล้ว
“วันนี้มีประชุมใหญ่! ตายแล้ว”
ภัทรินฝืนยันตัวเองให้ลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่แล้วเธอก็ชะงักเพราะที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นมีถาดเครื่องดื่มวางเซ็ทเอาไว้ให้ มีน้ำสตรอเบอร์รี่และน้ำแตงโมสีสวยสดพร้อมกระดาษโน้ต
ภัทรินหยิบโน้ตมาอ่าน “น้ำสตรอเบอร์รี่สด น้ำแตงโมทำให้สดชื่น ช่วยแก้อาการเมาค้าง ล้างพิษ ลดอาการหงุดหงิดคลุ้มคลั่งได้” มีการขีดเส้นใต้เน้นคำว่า คลุ้มคลั่ง
ภัทรินอ่านจบก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ธนาฒน์..”
ภัทรินยกน้ำสตรอเบอร์รี่มาดื่มอย่างมีความสุขมาก แต่แล้วเธอก็เหลือบมองนาฬิกาอีกทีแล้วก็แทบพรวดน้ำที่ดื่มออกมาเพราะสายมากแล้ว ภัทรินรีบวางแก้วแล้วรีบเข้าห้องน้ำ

ปราณนต์เปิดประตูห้องน้ำออกมาในสภาพแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังจะออกไปสัมมนา หยิบผ้าพันคอของแม่มาคลุม แล้วหยิบกระเป๋าเป้
ปราณนต์เดินมาเปิดประตูห้องพักแล้วก็ผงะและมีสีหน้าคาดไม่ถึงที่เห็นอัณณายืนอยู่ที่หน้าห้อง
“อัณณา” ปราณนต์แปลกใจที่ได้เจอเพื่อนเก่า “อัณณา..ไม่ได้เจอตั้งนาน อัณดูดีขึ้นเยอะเลย..แล้วนี่มากับพี่ปราณเหรอ”
“อัณมาคนเดียว..มีเรื่องอยากคุยกับณนต์หน่อย”
“เรื่องอะไร..ผมสายแล้ว ต้องไปสัมมนา”
“บริษัทจีแอลเอสกำลังถูกคนวางยา”
ปราณนต์อึ้งและชะงัก
แต่แล้วอยู่ๆห้องๆ หนึ่งในชั้นเดียวกันก็เปิดประตูออกมาอย่างรีบร้อนโดยภัทรินที่ดูรีบร้อนสุดชีวิต เธอปิดเปิดประตูเสียงดังมาก
“ตายๆๆๆ”
ภัทรินรีบร้อนวิ่งผ่านไปโดยที่เสื้อผ้าก็ยังแต่งไม่เรียบร้อยดี ภัทรินวิ่งไปโดยไม่ได้สนใจมองปราณนต์หรืออัณณาเลยแม้แต่นิด
ปราณนต์หันมาสนใจอัณณาต่อ “วางยา..หมายความว่าไง”

ปราณนต์เดินนำออกมา อัณณาตาม
“ณนต์จะเดินหนีเฉยๆ ไม่คิดช่วยทำอะไรหน่อยเหรอ..มีคนกำลังไม่หวังดีต่อจีแอลเอส บริษัทของพ่อณนต์นะ” อัณณาว่า
“อัณณา เรื่องทุจริตมันก็มีทุกบริษัทนั่นแหละ” ปราณนต์บอก
“แต่ครั้งนี้มันไม่ปกติ..มีการทุจริตที่เกิดขึ้นในทุกบริษัท ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน..มันคือการวางยา เพื่อหวังผลทำให้ปราณเสียอำนาจในการบริหารบริษัท”
ปราณนต์ชะงักไปเพราะเห็นด้วยว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
“ตอนนี้กรรมการบริษัทยังไม่ทราบเรื่อง แต่ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ปราณจะลำบาก”
“โอเคๆๆ มันเป็นเคสที่ซีเรียสมาก แล้วอัณจะให้ผมช่วยอะไร ผมเป็นหมอ..ไม่ใช่นักบริหาร..ผมรู้แต่เรื่องการรักษาคนไข้..เรื่องเล่นเกมชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมโหดกับคนทุจริตในองค์กรแบบหนังฮ่องกง ผมทำไม่เป็น”
อัณณาพูดอย่างจริงจังมั่นใจ “แต่อัณเชื่อว่าณนต์ทำได้ ถ้าณนต์คิดจะทำมันจริงๆ”
“อัณ ถ้านี่เป็นสนามรบ ผมก็เป็นแค่ทหารเลว ที่ลงสนามปุ๊บก็เหยียบกับระเบิดตายคนแรก ไม่มีประโยชน์อะไรเลย..เคสนี้ มันต้องระดับแม่ทัพอย่างพี่ปราณ โดยมีอัณเป็นกุนซือ..สองคนช่วยกัน รบร้อยครั้งชนะพันครั้งแน่..ผมไปนะ”
ปราณนต์จะชิ่งไป แต่อัณณาเรียกเอาไว้
“ณนต์” ปราณนต์ชะงัก “ณนต์จะทิ้งให้อัณแก้ปัญหากับปราณสองคนก็ได้ แต่ขอให้รู้ไว้ ว่าอัณต้องการณนต์”
ปราณนต์แสร้งยิ้มแล้วรีบเดินจากไป อัณณาเซ็งและเศร้า

ภัทรินเดินเข้ามาในออฟฟิศโดยถือถ้วยกาแฟมาด้วยท่าทางสดชื่น แต่แล้วเธอก็แปลกใจเพราะเห็นว่ามีพวกพนักงานต่างๆ มุงกันอยู่ที่ด้านนึง เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบจากสำนักงานใหญ่ยืนมุงหน้าคอมพิวเตอร์บนโต๊ะของภัทริน เจ้าหน้าที่อีก2คนเปิดดูแฟ้มเอกสารอยู่กับผู้จัดการแผนก
ภัทรินงง “ผู้จัดการ นี่มันอะไรกันคะ”
ผู้จัดการวางปึกเอกสาร “แพต..เธอทำบัญชีโกงสต็อกโรงงาน อนุมัติงบซื้อยาจากบริษัทที่ไม่มีตัวตน แล้วยังแปลงบิลหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ..เธอทำได้ระดับนี้..คงคิดจะเปลี่ยนฐานะเลยสินะ”
ภัทรินงง “อะไรนะคะ”
“สินค้าของเรา..มันคือสินค้าที่เป็นอุปกรณ์การแพทย์ มันเกี่ยวกับผู้คนที่เจ็บป่วยมากมาย..ที่เขาซื้อไปเพื่อรักษาอาการของเขา ไปอำนวยความสะดวกแก่คนที่ทุกข์ยากลำบาก แต่เธอเอาของถูก ไปขายแพง..เอาเงินคนป่วยกับญาติคนป่วย มาเข้ากระเป๋า..เธอบาปกรรมมากๆ”
“อะไรนะคะ”
“พูดได้แค่นี้เหรอ” ผู้จัดการเปิดแฟ้มแล้วยื่นมาตรงหน้า “นี่ก็ผลงานเธอทำทั้งนั้น ตัวเลขทั้งหมดนี่ก็เธอทำ จัดการรับโอนเงินเข้า-ออกธนาคารก็เธอคนเดียว”
“ไม่ใช่นะคะ..แพ็ทไม่ได้โกง เงินก็เข้าบริษัททั้งหมด”
ทันใดนั้นชมนาดก็เดินเข้ามา
“เธอเก็บเงินลูกค้า ราคาแพง แต่เธอเอาเงินเข้าบริษัท..ในอีกราคานึง เธอมีบัญชี 2 ชุด อย่างนี้เหรอ ไม่ได้โกง”
“อะไรนะคะ”

ภัทรินทั้งตกใจ มึนงงถึงขีดสุด และใบหน้าสวยซีดจนเป็นกระดาษขาว

อ่านต่อตอนที่ 2
‘สีจิ้นผิง’ ยิ่ง ‘มั่นใจ’ ในการกุมบังเหียนปกครองจีน
‘สีจิ้นผิง’ ยิ่ง ‘มั่นใจ’ ในการกุมบังเหียนปกครองจีน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สามารถมองย้อนหลังกลับไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจว่า ช่วงฤดูร้อนที่เพิ่งผ่านพ้น คือระยะเวลาที่เขาประสบความสำเร็จในหลายด้านหลายประการ ทั้งนี้ในขณะที่การก้าวถอยหลังออกมาจากการเผชิญหน้าทางทะเลกับเวียดนาม คือการแสดงให้เห็นถึงความยับยั้งชั่งใจอย่างใหม่ในทางด้านนโยบายการต่างประเทศ การปลดชนวนวิกฤตเรื่องการเลือกตั้งในฮ่องกงก็เป็นสิ่งตอกย้ำถึงการกล้าตัดสินใจของเขา และเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ จากการประกาศตั้งข้อกล่าวหาทางด้านการเมืองอย่างเปิดเผยต่อ โจว หย่งคัง อดีตบิ๊กบอสทางด้านความมั่นคง สีก็กำลังส่งสัญญาณว่ามีความมุ่งมั่นผูกพันอย่างถึงที่สุดที่จะดำเนินการปฏิรูป
กำลังโหลดความคิดเห็น...