xs
xsm
sm
md
lg

เงาใจ ตอนที่ 6

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เงาใจ ตอนที่ 6

หลังทานมื้อกลางวันเสร็จ กุ้งได้ชวนเมทินีกับอังกูรไปลองพายเรือเล่นกันในสระน้ำของรีสอร์ต อังกูรเห็นวิวทิวทัศน์รอบบริเวณสวยงาม จึงเอากล้องมือถือมาถ่ายรูปคู่กับเมทินี โดยที่เมทินีนั้นไม่ทันคิดอะไร

อังกูรถ่ายไปเรื่อยๆ โดยบางช็อตเป็นภาพอังกูรมองหน้าเมทินี ซึ่งเมทินีหันไปมองโดยไม่ได้คิดอะไรเช่นเคย อังกูรกดถ่ายอย่างจงใจให้เห็นว่า เป็นรูปสองคนมองตากันซึ้งๆ
ต่อมาเมทินีนั่งสอนกุ้งจัดดอกไม้ กุ้งชอบใจมาก อังกูรยกนิ้วให้เมทินีว่าเยี่ยม
เวลาผ่านไป อังกูรกับเมทินีลากุ้ง ได้ของฝากมาเต็ม อังกูรกับเมทินีขับรถออกไป กุ้งยืนยิ้มส่งพร้อมกับคนรับใช้

อังกูรขับรถมาตามทางด้วยสีหน้าเบิกบานมีความสุขเหลือล้น
“เป็นไงบ้างเม สนุกไหม”
เมทินีก็ดูแฮปปี้ “ก็สนุกดีนะคะ พี่กุ้งนี่แกเป็นคนน่ารักนะ”
“พี่ดีใจที่เมชอบ วันหลังเรามาเที่ยวกันแบบนี้อีกเอาไหม”
เมทินีตอบทันที “ไม่ดีกว่า พี่กูรมาทำงานเดี๋ยวคนอื่นจะมองว่าเมมาเกะกะ”
“ใครว่า เมมานี่ช่วยได้เยอะนะ เพราะบางทีพี่ก็ไม่รู้จะคุยอะไร”
“เมเกรงใจวาทิตด้วย เชิญพี่กูรตามสบายเถอะค่ะ”
อังกูรยิ้ม “ได้...ไม่อยากมาก็ไม่เป็นไร”
เมทินียิ้มรับแล้วมองไปนอกหน้าต่างชมวิว แต่อังกูรเปลี่ยนเป็นขับรถสีหน้านิ่ง มือกำพวงมาลัยแน่น

ทางด้านรุทรนั่งจิ้มเปียโนเล่นฆ่าเวลา พอดูเวลาพบว่าใกล้จะสี่โมงเย็นแล้ว เขาลุกเดินไปที่หน้าต่าง สักพักรถของอังกูรแล่นเข้ามาจอด รุทรหลบหลังม่านแอบดู เห็นอังกูรมาเปิดรถให้เมทินีคุยกันหัวเราะหัวใคร่อย่างร่าเริง
รุทรจ้องเขม็งด้วยแววตาเขม่น
“ระริกระรี้เป็นปลากระดี่ได้น้ำเลยนะ”

อังกูรถือของฝากเต็มมือ เมทินีเลยอาสาช่วยถือ
“เมช่วยนะ”
“ไม่ต้อง เมเดินไปเลยพี่ช่วยถือของพวกนี้เอง” เมทินียังไม่ไป “ไปเถอะ พี่ถือได้”
เมทินียิ้มแล้วเดินเข้าบ้านไป อังกูรแอบหยิบโทรศัพท์มากดดู พบว่าภาพพักหน้าจอ เปลี่ยนเป็นรูปที่อังกูรกับเมทินีมองหน้ากันซึ้งๆ ในรีสอร์ตของกุ้ง
อังกูรยิ้มสมใจ แล้วเดินถือของตามเมทินีไป
กินรียืนแอบดูอยู่อีกมุมหนึ่งด้วยสายตาไม่พอใจ

อังกูรกับเมทินีเดินคุยกันเข้ามาในห้องโถง ท่าทีสนุกสนาน พอเห็นรุทรนั่งอยู่ทั้งสองคนก็เดินไปหาแล้วนั่งคุย อังกูรทำเป็นวางถุงของฝากจากลูกค้าและวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ
รุทรในคราบวาทิตเอ่ยขึ้น “ผมนึกว่าจะกลับมากันเร็วกว่านี้”
“ก็ลูกค้าน่ะสิ เค้าขอให้ทานข้าว ชมบ้าน”
รุทรแค้น พยามทำสีหน้านิ่งไม่ให้จับได้
“วาทิต นายไม่ได้โกรธใช่ไหม” อังกูรยิ้ม อารมณ์ดี สีหน้าเกรงใจ
“ไม่ครับ”
“ขอบใจนะ”
อังกูรยิ้มให้ รุทรก็ยิ้มตอบ
“เม พี่ว่าเมเอาของที่พี่กุ้งให้ไปเก็บเถอะ มีขนมที่ต้องแช่ตู้เย็นด้วยนี่” อังกูรบอก
“จริงด้วย งั้นเดี๋ยวเมมานะวาทิต”
อังกูรจัดการส่งถุงขนมส่วนหนึ่งให้เมทินีไป ที่เหลือวางไว้ข้างตัว อังกูรรอจนเมทินีลับตัวไป ก็เริ่มแผนทันที
“ตอนแรกพี่ก็กลัวนายจะเข้าใจผิดเหมือนกันนะ เพราะพี่มาเปลี่ยนแผนกะทันหัน”
“ผมจะเข้าใจผิดว่ายังไงล่ะครับ”
“ก็อาจจะคิดว่าพี่พาเมไปเที่ยวมีความสุขกันไง แต่ขอยืนยันตรงนี้เลยนะว่าไปทำงานจริงๆ”
“เรื่องงานน่ะผมไม่เข้าใจผิดหรอกครับ แต่ก็แปลกใจว่าทำไมผมโทร.ไปพี่กูรไม่รับ แต่พอพี่กูรโทร.มา ผมรับ แต่พี่กูรไม่พูด” รุทรหยั่งเชิง
อังกรูทำเป็นอึกอัก “อ้อ...โทรศัพท์พี่มันไม่ค่อยดี”
“เหรอครับ”
อังกูรรีบทิ้งระเบิดอีกลูก “แต่วันนี้ที่เมไปกับพี่ เมเขาช่วยพี่ได้มากเลยนะ พี่เลยว่าจะขอคราวหน้าให้เมไปกับพี่อีกได้ไหม”
“ผมขอคุยกับเมก่อนนะครับ”
“เอ่อ...งั้นเดี๋ยวพี่กลับไปทำงานต่อก่อนนะ”
“ตามสบายเลยครับพี่กูร”

อังกูรเดินออกมาที่รถ แล้วหยุดมองเข้าไปในบ้าน หันกลับมายิ้มกับตัวเองอย่างสะใจ ที่แกล้งปั่นหัววาทิตได้

ด้านเมทินีกำลังจัดขนมใส่ตู้เย็นเสร็จ ก็มาปอกผลไม้ต่อ พอเห็นรุทรเดินเข้ามาก็ยิ้มรับทันที

“ว่าจะเอาผลไม้ไปให้เธอพอดีเลย ส่วนขนมนี่เก็บไว้หลังอาหารเย็นดีกว่าเนอะ”
รุทรยืนจ้องเมทินีไม่พูดไม่จาสักพัก จนเมทินีสงสัย
“วันนี้สนุกมากไหม”
“ก็สนุกนะ พี่กุ้งลูกค้าเขาเป็นคนน่ารักมาก แต่ตอนแรกฉันก็ไม่คิดว่าจะนานขนาดนี้”
รุทรแดกดัน “นั่นสินะ ถ้าเป็นม่านรูดก็เหมือนค้างคืนไม่ใช่ชั่วคราว”
เมทินีอึ้ง งุนงงที่โดนด่าแบบไม่ได้ตั้งตัว
“วาทิต เธอพูดอะไรอ่ะ”
“แล้วเมไปทำอะไรมาล่ะ”
“นี่อย่าบอกนะว่าเธอคิดว่า...”
รุทรสวนออกมา “ผมไม่ได้คิด...แต่รู้”
เมทินีงงใหญ่ “รู้อะไร”
“ความจริงไง”
“ความจริงอะไรของเธอ”
“ความจริงที่ว่าไอ้วาทิตคนนี้มันทำหน้าที่ผัวไม่ได้เธอก็เลยต้องไปให้พี่ชาย ที่แสนดีอย่างพี่กูรทำแทนให้”
เมทินีโกรธ “เธอดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะวาทิต”
รุทรจ้องหน้า “เธอจะแกล้งใสซื่อเดียงสาไปถึงไหนเม”
“ฉันน่ะเหรอแกล้ง มันจะมากไปแล้วนะวาทิต”
“มันเทียบไม่ได้กับที่เมทำกับผมหรอก ถามจริงๆ เถอะเม เธออยากมากนักใช่มั้ย”
เมทินีโมโหกับคำพูดที่รุทร ดูถูกตนจึงตบหน้ารุทรเต็มแรง
“ในเมื่อเธออยากนักนะเม ได้ จัดให้”
รุทรดึงเมทินีเข้ามาจูบปากอย่างรุนแรง เมทินีผลักออกแล้วตบหน้า รุทรสองทีติดกัน
“เธอหยาบคายมากไปแล้วนะวาทิต”
“หยาบคายตรงไหน เราเป็นผัวเมียกัน ทำไมผัวจะจูบเมียไม่ได้”
เมทินีตบหน้ารุทรด้วยความโกรธ
“เอาสิ เธอตบฉันจูบ วันนี้ฉันว่างตบๆ จูบๆ กับเธอได้ทั้งวันเลยแหละ”
เมทินีลดมือลงกำแน่นด้วยความโกรธก่อนจะเดินหนีไป
“ผู้หญิงอะไรวะมือหนักชะมัดเลย”
รุทรบ่นๆ ลูบหน้าข้างที่โดนเมทินีตบป้อยๆ

อังกูรถือถุงขนมเข้าบ้านมาวางบนโต๊ะ แล้วนั่งดูรูปในโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี สักครู่หนึ่ง กินรีเคาะประตูเปิดเข้ามา อังกูรพอเห็นเป็นกินรีก็แปลกใจ
“มีธุระอะไร”
“ตอนนี้คุณวาทิตกับเม ทะเลาะกันใหญ่”
“เหรอ”
“อย่าดีใจว่าเป็นข่าวดีนะคะ”
อังกูรชะงักมองกินรี
“เมเขาเลือกเงินยังไงเขาก็ไม่มีความรักให้คุณหรอก เดี๋ยวผัวเมียก็จะดีกัน คนผิดหวังจะเป็นคุณ”
อังกูรโมโห “เป็นบ้าอะไรเนี่ย ถึงชอบจุ้นจ้านวุ่นวายกับฉันนักห๊า”
“นรีเป็นห่วงคุณ”
“ห่วง อีกแล้วเหรอ เธอพูดกับฉันแบบนี้มาสองครั้งแล้ว จะห่วงฉันทำไม” อังกูรนึกได้ “อย่าบอกนะว่าเธอชอบฉัน”
“ถ้านรีบอกใช่ล่ะคะ”
อังกูรส่ายหน้า “ฉันไม่ได้ชอบเธอ แล้วก็จะไม่มีวันชอบด้วย”
กินรีน้อยใจ “คุณกูร...ทำไมคุณไม่มองคนที่เขาพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณคะ”
อังกูรโมโหลุกเดินเข้าห้องไป กินรีทั้งน้อยใจทั้งเสียใจจะเดินออกแล้วเหมือนเห็นอะไร หันมองไปเห็นโทรศัพท์ที่อังกูรเปิดค้างไว้ เป็นรูปที่เขาถ่ายกับเมทินียิ้มมีความสุข
กินรีมองรูปนั้นด้วยความเกลียดชังเมทินีทบทวี

คนงานร้านดอกไม้ เก็บอุปกรณ์สำหรับจัดดอกไม้ กรรไกร ริบบิ้น กระดาษ และอื่นๆ จนเข้าที่เข้าทางเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาที่มณีที่กำลังนับดอกไม้ในตู้เย็น มีไมตรีเป็นลูกมือ ทำหน้าที่แทนเมทินีที่เคยทำ
มณีหันมาหา “เสร็จงานแล้วใช่ไหม งั้นก็กลับเถอะ ที่เหลือฉันกับไมทำเอง”
คนงานไหว้ลาแล้วเดินไป มณีนับดอกไม้ต่อ “บีโกเนีย 5 กาซาเนีย 8 ครบแล้วละ”
ไมตรีส่งสมุดที่บันทึกคืนให้มณี
“ของแม่เสร็จแล้ว แม่เข้าบ้านก่อนก็ได้นะ”
“อ้าว...แล้วไมล่ะ”
“เดี๋ยวไมขอใช้เครื่องคอมพ์คุยกับไอ้พลไอ้ทิวแป๊บนะแม่”
“ได้สิ แม่ฝากความคิดถึงด้วยนะ บอกว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯ คิดถึงอาหารเหนือก็บอกนะแม่จะส่งไปให้”
มณีหอมหน้าผากลูกแล้วเดินเข้าบ้านจากทางด้านหลังร้านไป ส่วนไมตรีลงนั่งที่หน้าคอมพ์ กดเข้า
หน้าเฟซบุ๊คของตัวเอง คลิกที่ช่องแชทกลุ่มพิมพ์ไปด้วยอ่านไปด้วย
“เฮ้ย...สบายดีไหมวะ ของกูอยู่ทางนี้ก็ดี แต่หมายถึงเพื่อนน้อยดีนะ ฮ่าๆๆ”
มีเสียงสัญญาณข้อความเข้า ไมตรีชะงัก แล้วพิมพ์ต่อ
“ฮากันเลย บอกเพื่อนน้อยอยู่แป๊บๆ มีคนมาขอแอดเลย ขอดูก่อนนะใครกล้ามาขอมือปืนเป็นเพื่อน”
ที่หน้าจอตรงสัญลักษณ์เพื่อน มีเลข 1 แล้วลูกศรคลิกที่เลขนั้นดู พบว่าเป็นชื่อกับรูป วาริน มาขอเป็นเพื่อน

ไมตรีอึ้ง จ้องหน้าจอนิ่งอยู่อย่างนั้น

ขณะเดียวกันวารินนั่งที่หน้าเครื่องคอมพ์ตรงมุมห้องนั่งเล่นของบ้าน กำลังเพ่งดูหน้าจอเปิดเฟซบุ๊คแต่ไมตรียังไม่รับเพิ่มเป็นเพื่อน เด็กสาวมองเฟซบุ๊คพบว่าไมตรีแทบไม่ได้อัพเดทสเตตัสเลย

“โห...นี่เล่นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องเหรอเนี่ย” วารินใจแป้วเมื่อนึกได้ชะงัก “แล้วนี่เธอจะเล่นอีกไหมเนี่ย”
ระหว่างนี้อนุวัตรถือปิ่นโตมาหาวาริน “ไปริน”
วารินรีบปิดหน้าจอ อนุวัตรเลยนึกสงสัย
“มีพิรุธนะเนี่ย แชทกับแฟนหรือเปล่า”
“ไม่ใช่นะพี่วัตร ไม่ได้แชทอะไรทั้งนั้นแหล่ะ กับข้าวเสร็จแล้วใช่ไหม งั้นไปกันเถอะเดี๋ยวแม่จะรอนาน”
วารินดูลุกลี้ลุกลน จนอนุวัตรขำ
“ทำยังกับแอบซ่อนแฟนงั้นล่ะ”

ถัดมาสามคนอยู่ภายในห้องนอนของรุทร ในบ้านท้ายไร่ ที่เวลานี้ถูกดัดแปลงให้เป็นห้องพักของวาทิต ซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ สายน้ำเกลือ และถุงออกซิเยน ระโยงรยางค์อย่างเดิม
แรมกับอนุวัตรช่วยกันพลิกตัววาทิตเพื่อให้แรมเช็ดตัวจนเสร็จ วารินยกอ่างน้ำอุ่นกับผ้าไปวางที่โต๊ะ แล้วกลับมาช่วยแรมทาแป้งตามตัววาทิต เพื่อไม่ให้เป็นแผลกดทับ
“ทานข้าวหน่อยเถอะแม่ ดึกมาแล้ว”
แรมเปิดปิ่นโตแล้วตักข้าวทาน
“ที่จริง คืนนี้แม่กลับไปนอนบ้านบ้างก็ได้นะ รินเฝ้าพี่วาทิตเอง”
“เฮ้ย...ไม่ดีมั้ง พรุ่งนี้รินต้องไปเรียนหนังสือ พี่เฝ้าเองดีกว่า”
“พูดอย่างกับพี่วัตรไม่ต้องทำงานงั้นแหละ” วารินย้อนแย้ง
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องเถียงกันหรอก แม่เฝ้าเหมือนทุกคืนดีแล้ว”
“แต่แม่ไม่ได้พักเลยนะจ๊ะ กลางวันก็เฝ้ากลางคืนก็เฝ้าอีก” วารินท้วง
แรมลูบหัววาทิต “แค่นี้มันก็ยังชดเชยที่แม่ไม่เคยดูแลพี่เขามา20 กว่าปี ไม่ได้หรอก แม่อยากอยู่
กับเขาให้มากที่สุด อย่าขัดแม่เลยนะ”
“แต่ว่าแม่...”
อนุวัตรรีบสะกิดวารินให้เงียบ ไม่ต้องไปขัดแม่ วารินพยักหน้าเข้าใจ
วารินกับอนุวัตรมองแรมที่นั่งกุมมือวาทิต และมองจ้องหน้าเหมือนไม่อยากละสายตาสักวินาที ด้วยความสงสาร

สองคนเดินออกจากบ้านมาด้วยกัน วารินหยุดหันกลับไปมองที่บ้าน อนุวัตรมองตาม ทั้งคู่ เห็นแรมนั่งอ่านหนังสือให้วาทิตที่นอนเป็นผักฟัง
“เห็นพี่วาทิตเป็นแบบนี้แล้ว รินกลัวพี่รุทรจะไม่ปลอดภัยจังเลยอ่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ไอ้รุทรมันฉลาดและมันก็ไม่ได้ป่วยอย่างวาทิตนะรับรองมันเอาตัวรอดได้แน่”
“ถึงอย่างนั้นก็ห่วง แล้วนี่ดูสิ หายเงียบไปเลย”
วารินหยิบโทรศัพท์มาจะกด
อนุวัตรถาม “โทร.หารุทรเหรอ”
“ใช่สิ ลองถามข่าวคราวบ้าง”
อนุวัตรรีบห้าม “เฮ้ย...ไม่ได้ ถ้าเกิดไอ้รุทรมันคุยกับรินแล้วใครได้ยิน ความก็แตกสิ”
วารินเครียดปนเซ็ง “ว้า...แล้วจะทำไงดีล่ะรินคิดถึงพี่รุทรอ่ะ”
“เอางี้ รออีกสองสามวัน ถ้ามันไม่ติดต่อมาเราค่อยมาว่ากัน”
วารินถอนใจ “ไม่รู้ป่านนี้พี่รุทรจะเป็นไงบ้างนะพี่วัตร”
“โอ๊ย จะเป็นไง ได้อยู่บ้านใหญ่ กินอิ่มนอนอุ่น แถมได้อยู่ใกล้สาวสวยขนาดนั้นคงสุขขีสุขโขไปแล้ว”
“พี่วัตรคิดแบบนั้นเหรอ”
อนุวัตรยิ้ม “100% เป็นพี่นะ คงนอนยิ้มมีความสุขไปแล้ว”

เหตุการณ์ไม่ได้เป็นดั่งที่อนุวัตรคิด เวลานี้เมทินีนั่งหวีผมที่หน้ากระจก รุทรเดินออกมาจากห้องน้ำ ต่างคนต่างเห็นหน้ากันแล้วเชิดใส่ รุทรเบ้ปากแล้วเอาผ้าเช็ดตัวไปตาก เมทินีเดินไปหยิบเครื่องนอนเดินไปที่ประตู รุทรเดินไปยืนกันเอาไว้
“จะทำอะไรน่ะเม”
“ฉันจะออกไปนอนข้างนอก เพราะฉันรู้สึกว่าในนี้มันไม่ปลอดภัย”
“นอนในห้องกับผัวไม่ปลอดภัย ก็เลยจะออกไปนอนรอชายชู้ว่างั้นเถอะ” รุทรทำเสียงเหยียดๆ
เมทินีโมโห “นับวันเธอยิ่งหยาบคายขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะวาทิต”
“เธอทำตัวไม่น่าไว้ใจมากเท่าไหร่ ฉันก็หยาบคายมากเท่านั้นแหละ”
รุทรไม่ยอมลดราวาศอกให้ เมทินีมองหน้ารุทรแบบไม่ยอมเหมือนกัน
“หลีกไป”
รุทรดึงหมอนผ้าห่มจากมือเมทินี แล้วโยนลงบนเตียง ก่อนจะหันมาช้อนตัวเมทินีขึ้นมา
“เธอจะทำอะไรน่ะวาทิต อย่าทำอะไรบ้าๆนะ” เมทินีดิ้นร้องโวยวาย
รุทรอุ้มเมทินีมาโยนลงบนเตียง “จากวันนี้ไปเราจะตัวติดกัน”
“อะไรนะ บ้า...ทะลึ่ง! ลามก”
เมทินีลุกพรวดเอาหมอนตีรุทรจนรุทรต้องปกป้องพัลวัน
“ผมหมายถึงเมจะต้องอยู่ในสายตาผมตลอด”
“ฉันไม่ใช่นักโทษของเธอนะ”
รุทรดึงเมทินีอย่างแรงจนเมทินีล้มลงบนเตียง รุทรจับข้อมือเมทินีขึงไว้กับเตียงหน้าชนหน้า ต่างคนต่างจ้องกันอยู่สักพัก แล้วเมทินีพยามดิ้นหนี
“วาทิต! ปล่อย...ฉันเจ็บนะ”
“ถ้าคิดว่าผมจะโง่เหมือนวาทิตคนเก่าล่ะก็ ลืมไปได้เลย”
รุทรปล่อยเมทินี ลึกๆ ในใจเขานึกชิงชังรังเกียจผู้หญิงคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาพลิกกลับไปนอน เมทินีเหวอ อึ้งไปชั่วขณะ และด้วยความน้อยใจปนโกรธ เมทินีดึงผ้าห่มคลุมตัว แล้วนอนหันหลังให้วาทิต

ทั้งสองคนนอนหันหลังให้กันและกันแทบทั้งคืน

อ่านต่อหน้า 2

เงาใจ ตอนที่ 6 (ต่อ)

รุทรลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาขยับตัวบิดขี้เกียจครู่หนึ่ง สายตามองมายังเตียงฝั่งที่เมทินีนอน แต่ต้องฉงนฉงาย เมื่อไม่เห็นเธอแล้ว แถมผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย

รุทรรีบลุกขึ้นมองไปรอบๆ เดินเปิดไฟดูในห้องน้ำก็ไม่เห็นเมทินี เขานิ่งคิดในท่าทีสงสัย ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวที่เมทินีเตรียมไว้ให้ เดินเข้าห้องน้ำไป

ในขณะที่เอื้องคำกับจั่นเป็งกำลังจัดโต๊ะอาหารเช้าอยู่ในห้องทานข้าว รุทรเดินเข้ามาพบว่าจัดสองที่ก็งง
“ทำไมจัดสองที่ล่ะ”
เอื้องคำบอกว่า “คุณเมเธอไปส่งดอกไม้แต่เช้าค่ะ”
รุทรนึกได้ทันที “ไปกับพี่กูรเหรอ”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ฮึ่ย...ตกลงจะลองดีใช่ไหม”
รุทรพึมพำท่าทีโมโห แล้วเดินออกไปโดยไว
“คุณวาทิตจะไปไหนระวังไม่สบายนะคะ”
เอื้องคำร้องตามไป แล้วหันมามองหน้าจั่นเป็งกันงงๆ กินรีเดินเข้ามาพร้อมยาที่จัดใส่ถาดเรียบร้อย
“ไม่ต้องแล้วค่ะคุณนรี คุณวาทิตออกไปแล้ว” เอื้องคำบอก
กินรีฉงน “ไปไหนแต่เช้า”
“สงสัยทะเลาะกับคุณเมค่ะ เลยตามไปง้อ”
กินรีฟังแล้วยิ้มดีใจ เอื้องคำหยิกจั่นเป็ง
“อยากให้คุณวาทิตดีกับคุณเมหรือไง ฮึ” เอื้องคำหันมาทางกินรี “ป้าละอยากให้เลิกๆ กันซะเลย คุณวาทิตจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงกับอาการหัวใจวายอีก ใช่ไหมคะคุณนรี”
“ผัวเมียเค้ารักกันก็ดีแล้วนี่ บาปนะไปยุให้เขาเลิกกันน่ะ”
พูดเท่านั้นกินรีก็เดินออกไป
“คุณนรีนี่แกเป็นอะไรวะ ข้านึกว่าจะเป็นพวกเดียวกันไม่ชอบคุณเม”
“จริงด้วย นี่ป้า ฉันน่ะเคยแอบคิดด้วยซ้ำไปนะว่าคุณนรีไม่ชอบคุณเมเพราะแอบชอบคุณวาทิต”
“อุ๊ย จั่นเป็ง...อย่าพูดไป ข้าก็คิดเหมือนกัน” พูดเองเอื้องคำงงเอง “แล้วทำไมอยากให้คุณวาทิตดีกับคุณเมวะ”
เอื้องคำกับจั่นเป็งคิดถึงตรงนี้ก็เง็งกันไปทั้งคู่

รุทรเดินตรงมาที่รถ หยิบโทรศัพท์ออกมา โทร.บอกพ่อเลี้ยง
“คุณลุงครับ บ้านของเมทินีอยู่ที่ไหนครับ...ครับ...ทราบครับ...ครับผมรู้แล้วครับ...ไม่มีอะไรครับคุณลุงไม่ต้องห่วง แค่นี้นะครับ”
รุทรกดวางสายแล้วรีบขึ้นรถ ขับออกไป

ด้านอังกูรกำลังเมทินีช่วยตัดดอกไม้ พอเสร็จก็เข็นรถดอกไม้มากับเมทินี จะเอาไปใส่รถ
“พี่ก็งงนะว่าทำไมวาทิตยังคิดอะไรแบบนั้นอีก”
“เม ว่าเขาคิดมากกว่าก่อนป่วยด้วยซ้ำ เมื่อก่อนนี้ไม่เคยหยาบคายกับเมเลย”
อังกูรแกล้งรู้สึกผิด “ทั้งหมดเป็นความผิดของพี่เอง พี่ชะล่าใจไปหน่อย คิดว่าคุยกันรู้เรื่องแล้ว”
เมทินีหลงกล “พี่กูรไม่ผิดหรอกค่ะ”
“ต่อไปนี้พี่ขอไม่เจอเมดีกว่า พี่ไม่อยากมีปัญหา”
“พี่กูรคะ เราสองคนทำตัวปกติดีที่สุด เวลาจะช่วยทำให้วาทิตรู้ว่าเขาคิดผิด”
“แต่พี่ว่ามันจะไม่ดี...” วาทิตตีหน้าเศร้า
เมทินีสวนขึ้น “ใครจะคิดอกุศลยังไงก็ช่าง เราคิดดีทำดีแค่นี้จบค่ะ”
อังกูรลอบยิ้มร้ายสมใจ
“งั้นวันนี้พอส่งดอกไม้เสร็จพี่ก็จะกลับไปส่งเมที่ไร่ก่อน”
“ส่งเมที่ไร่ก่อน แสดงว่าพี่กูรมีธุระใช่ไหมคะ”
“พี่ว่าจะไปคุยกับหอการค้าจังหวัดน่ะ แต่ไม่เป็นไรนะ”
“เมไปด้วยค่ะ พี่กูรจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา แล้วเมก็อยากจะรู้ว่าวาทิตจะหึงไร้สาระแบบนี้ไปสักกี่วัน”
อังกูรลอบยิ้ม ก่อนจะเข็นรถดอกไม้ออกจากสวนไปกับเมทินี

เมื่อเมทินีกับอังกูรเดินเข้าบ้านมา โดยเมทินีร้องเรียกน้องชายเสียงดังมาก่อนตัว
“ไม...ไปได้แล้ว”
แต่พอเมทินีกับอังกูรเดินเข้ามาในห้องรับแขก ก็ต้องชะงัก ที่เห็นรุทรนั่งคุยกับมณีและไมตรี ทั้งมณีและไมตรียิ้มแย้มมีความสุข
“นี่ วันนี้วาทิตเขาจะมาช่วยด้วยนะ แม่เป็นห่วงสุขภาพวาทิต แต่เขายืนยันเลยว่าหมอบอกว่าต้องออกกำลังกาย เลยว่าจะเริ่มที่นี่”
เมทินีทักด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียวหน้าบึ้งตึง “มาทำไม”
มณีกับไมตรีงงที่ได้ยินน้ำเสียงนั้นของเมทินี
“เม ทำไมพูดแบบนี้กับวาทิตล่ะลูก” มณีตำหนิ
“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ เมื่อคืนเรามีปากเสียงกันนิดหน่อย” รุทรหันมายิ้มให้กับเมทินี “ใช่ไหมจ๊ะเม”
เมทินีสวนทันที “ไม่ใช่”
รุทรลุกเดินไปหา “เอาเป็นว่าวันนี้ผมขอเป็นคนส่งดอกไม้เองและจะอยู่กับเมทั้งวันแล้วกันนะ เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” เขาหันมาทางไมตรี “ไม ไปส่งดอกไม้กันเถอะ”
ไมตรีแม้จะงงแต่ก็พยักหน้ารับพลางลุกขึ้น แต่อังกูรดูออกว่าเมทินีไม่อยากไปกับรุทร เลยเข้ามาขวาง
“วาทิต พี่ว่าค่อยๆ คุยกันดีกว่านะ เมเล่าให้พี่ฟังหมดแล้วว่านายเข้าใจผิด”
“หมดเลยเหรอครับ แหม ภรรยาผมนี่ดีจัง ไฟในต้องนำออก ไฟนอกวิ่งเข้าใส่”
เมทินีหันขวับด้วยความไม่พอใจที่โดนรุทรเหน็บแนม อังกูรพยายามฉวยโอกาส
“เอางี้ไหม ตอนนี้กำลังร้อนทั้งคู่อย่าเพิ่งคุยกันเลย นายกลับบ้านไปก่อนพี่จะคุยกับเมให้”
“ไม่จำเป็นครับ ตีเหล็กน่ะต้องตีตอนร้อน พี่กูรไม่ต้องห่วง ผมกับเมียคุยกันได้ยังไงก็ผัวเมียกัน ไม่ใช่คนอื่นครับ” รุทรยิ้มให้
คำพูดเมื่อครู่กระแทกเข้าหน้าอังกูรจังๆ จนเขาหน้าชา แต่พยามเก็บอารมณ์
รุทรหันไปทางไมตรี “ไม ช่วยพี่ย้ายดอกไม้ไปไว้รถพี่ทีนะ”
อังกูรนึกได้ “เดี๋ยววาทิต แต่นายแพ้ดอกไม้นี่ จะไปส่งได้ยังไง”
ทุกคนหันไปมองรุทรเป็นตาเดียว แต่รุทรเตรียมข้ออ้างมาแล้ว
“เอ่อ...ผมก็จะเอาผ้าปิดจมูกไง” เขาไหว้ลามณี “ผมไปนะครับคุณแม่ พรุ่งนี้ถ้ารถยังไม่เสร็จผมจะมาช่วยใหม่”
มณียิ้มให้ รุทรดึงเมทินีกึ่งลากจะเดินไป แล้วนึกได้หันกลับมาหาอังกูร ยิ้มบอก
“ผมรู้ครับ พี่กูรไม่ได้คิดอะไรกับเมแล้วจริงๆ แต่ช่วยลบรูปที่ถ่ายด้วยกันทั้งหมดเลยนะครับ เพราะมันชวนให้เข้าใจผิดได้”
รุทรลากเมทินีที่ไม่อยากจะไป แต่โดนบังคับให้ไป มีไมตรีเดินตามไปงงๆ อังกูรมองตามด้วยความเจ็บใจ
“กูร...เมื่อวานมีอะไรเหรอ” มณีสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกครับ วาทิตมันงี่เง่าเอง”

อังกูรหงุดหงิดเดินหน้าบึ้งตึงออกไปเลย มณีได้แต่มองตามงงๆ

อีกฟาก ที่บ้านแรมในแม่ฮ่องสอน วารินในชุดนักศึกษากับอนุวัตรเดินจ้ำออกมาจากบ้าน อนุวัตรล็อคบ้าน ยังไม่ทันจะขึ้นรถ ก็ได้ยินเสียงแตรรถดังเข้ามา แล้วรถบุษบันก็แล่นมาจอดเทียบ

บุษบันก็รีบลงจากรถ อ้อมไปเปิดประตูอีกด้าน แล้วขนของพะรุงพะรังลงมา
“น้องริน แม่แรมกับรุทรล่ะ พี่บุษกลับมาจากกรุงเทพฯ แล้ว พร้อมของฝากเยอะแยะเลยทั้งโดนัทคริสป้าครีม เสื้อผ้า รองเท้า...มีเพียบ”
อนุวัตรรีบวิ่งเข้าไปเสนอหน้ากับบุษบันทันที
“ถุงไหนของผมอ่ะเจ๊”
“อุ๊ย...ไม่มีอาหารลิงนะ กล้วยก็ไม่ได้ซื้อ” บุษบันผลักอนุวัตรออกแล้วเดินไปหาวาริน “รุทรอยู่ไหน พี่ไปหาเอง”
วารินตอบตามที่เตี๊ยมกันไว้แล้ว “พี่รุทรไม่อยู่ไปอบรม เอ่อ...อะไรสักอย่างที่กรุงเทพฯ เพิ่งไปเมื่อเช้าไม่รู้เมื่อไหร่กลับด้วย พี่บุษกลับไปเถอะจ้ะ”
บุษบันอารมณ์เสีย “บ้าจริงเลย สวนกันซะได้ ไม่เป็นไร งั้นไปประจบแม่แรมก็ได้”
“แม่ก็ไม่อยู่ ไปกับพี่รุทรจ้ะ” วารินว่า
บุษบันไม่เชื่อก็เลยหันจะเดินเข้าบ้าน แต่ชะงักที่เห็นบ้านปิด หน้าต่างก็ปิด มองไปที่ประตูเห็นว่าล็อคอยู่
อนุวัตรเหน็บ “คิดว่าโดนหลอกเหรอเจ๊ พวกเราคงไม่ทำขนาดขังแม่กับไอ้รุทรหรอก”
บุษบันถอนใจหงุดหงิดแล้วหันหลังกลับทันที
อนุวัตรทวงของ “อ้าวเจ๊...ของฝากละ”
“ก็เอากลับด้วยสิ ฉันมาฝากเพื่อเอาหน้า คนรับไม่อยู่ก็เอากลับ”
บุษบันขนของใส่รถแล้วขับออกไป
“โธ่...โดนัทคริสป้าครีม อดเลย”
อนุวัตรครวญมองตามท้ายรถบุษบันตาละห้อย วารินรีบสะกิดให้ขึ้นรถ

บุษบันขับรถด้วยอาการโมโหปนหงุดหงิด
“รุทรหลบหน้าบุษเหรอ ไม่ยอมนะ บุษอุตส่าห์ช่วยรถเรื่องรับส้มไปขายแล้ว รุทรจะเบี้ยวไม่พาบุษไปนอนดูหมอกสองคนบุษไม่ยอม ไม่ๆๆๆๆๆๆ”
ยิ่งคิดยิ่งโมโห บุษบันขับรถไปเปิดกล่องโดนัทหยิบของกินไปด้วยความแค้นใจ
ระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น บุษบันดูเบอร์แล้วยิ่งหงุดหงิด ก่อนกดรับด้วยบลูธูทน้ำเสียงฉุนเฉียว
“ว่าไงพี่นงค์ อะไรนะ วันนี้เหรอ...” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นดี้ด้าทันที “ต๊าย...ฉันก็ลืมไปเลย ไปธุระที่กรุงเทพฯมาเพิ่งกลับ อุ๊ยๆๆๆ ได้ๆ วันนี้ไปได้ แหมนี่เอาโดนัทจากกรุงเทพฯ มาฝากเลย รีบไปเดี๋ยวนี้แหละ นี่...แล้วอย่าเพิ่งปิดเขียนดอกนะ งวดนี้ฉันจะสู้ต้องเอาเงินไปเลี้ยงผู้ชาย เอ๊ย เด็กผู้ชายในถิ่นทุรกันดารน่ะจ้ะ จ้าๆๆๆ เดี๋ยวเจอกันนะพี่”
บุษบันยิ้มย่อง รีบจัดขนมใหม่ปิดกล่องไปเลย

ด้านเมทินียืนหน้าบึ้งอยู่ที่รถ มีไมตรีเข็นรถเข็นที่ส่งดอกไม้มาให้เมทินีแล้วส่งเงินให้
“วาทิตล่ะ ไปหัวใจวายที่ไหนหรือเปล่า”
“โอ๊ย...อะไรกันพี่เม พี่วาทิตน่ะแข็งแรงมากยกเองทั้งหมดเลย แถมแบ่งของไมไปส่งตั้งเยอะไมถึงเสร็จเร็วนี่ไง”
เมทินีงง “จริงเหรอ”
“จะโกหกทำไม” ไมตรียกรถเข็นใส่ท้ายรถ “เดี๋ยวไมไปก่อนนะ”
“เฮ้ย เดี๋ยวสิอย่าเพิ่งไป พี่ไปส่ง”
“ไม่เอาหรอก ไมเปิดโอกาสให้พี่กับพี่วาทิตปรับความเข้าใจกันดีกว่า”
“พี่ไม่ปรับอะไรทั้งนั้น ถ้าอยู่สองคนเดี๋ยวตีกันตาย”
“แต่ไมก็อยู่ไม่ได้จริงๆ พี่เม” เด็กหนุ่มชูเงิน “พี่วาทิตให้ตั้งพัน ไมไปล่ะนะ”
พูดจบไมตรีก็วิ่งปรู๊ดไปเลยเมทินีเรียกไม่ทัน
“ไม..เดี๋ยวสิ...หืมม...วาทิต เธอนี่ร้ายจริงๆ”
เมทินียืนเตร็ดเตร่สักพัก ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินไปแอบดูวาทิตในกาด

เมทินีเดินเข้ามาตามหารุทร พบว่าเขาอยู่อีกมุมหนึ่งไกลออกไป เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พอเห็นรุทรว่าพูดคุยกับแม่ค้าอย่างสนุกสนานก็หมั่นไส้
“ไม่เคยเจอผู้คนหรือไง เม้าท์มอยอยู่นั่นแหละ”
ระหว่างนั้น รุทรช่วยยกถังดอกไม้ที่เป็นของแม่ค้าอย่างแข็งแรง เมทินีมองแล้วนึกสงสัย เลยเดินแอบตามดูต่อไปอีกร้าน แล้วเมทินีก็ต้องอึ้งหนัก เพราะรุทรช่วยยกของใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ถังดอกไม้ ทำเอาเมทินีงงมาก
“หาเรื่องหัวใจวายไหมนั่น” เมทินีนึกบางอย่างได้ “แต่เอ๊ะ...”
สายตาเมทินีจ้องรุทรที่กำลังช่วยยกถังดอกไม้เกิดผ้าปิดหน้าหลุด โดยรุทรมองไปรอบๆ ว่ามีใครเห็นไหม
เมทินีรีบหลบมุมแอบดู เธอเห็นรุทรยกของจนเสร็จ เอาผ้าเก็บใส่กระเป๋าแล้วเข็นรถมา เมทินีรีบเดินเลี่ยงไปอีกทาง

ไม่นานต่อมา รุทรขับรถมาตามถนน เมทินีนั่งนิ่งไม่พูดอะไรอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนยังอยู่ในอารมณ์มึนตึง ใส่กัน
“วันนี้เมอยากไปไหน”
“กลับบ้าน”
“กับสามีตัวเองไม่อยาก เถลไถล เหรอ”
“ฉันว่ากลับไปพักผ่อนดีกว่า เธอออกจากบ้านมานานแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย”
รุทรประชด “นี่ห่วงผม หรือห่วงความรู้สึกพี่กูรกันแน่”
“ทำไมเธอชอบหาเรื่องฉันนะ เมื่อก่อนเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะ”
“คงเพราะเมื่อก่อนผมคิดว่าพี่กูรเข้าหาเมฝ่ายเดียว ลืมนึกไปว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง”
เมทินีคร้านจะทะเลาะ “ฉันเหนื่อยจะคุยกับเธอแล้ว แค่เห็นเธอยกของเยอะเมื่อกี้นี้ก็หวังดี เพราะปกติแค่เดินร้อยเมตรก็หอบแล้ว ยิ่งมาออกแรงแถมเจอดอกไม้เยอะแยะแบบนี้หัวใจเธอวายได้นะ”
“แต่ผมก็ไม่ตายนี่”
เมทินีนึกได้ “จริงสิ ว่าจะถามเธอ เมื่อกี้ตอนผ้าปิดหน้าเธอหลุด เธอยกดอกไม้ได้ไงไม่หอบเหรอ”
รุทรอึ้ง “เมเห็นเหรอ”
“ฉันแอบดูอยู่”
รุทรคิดปราดเดียว “ก็..ผม...ผมก็กลั้นหายใจไง”
เมทินีค่อนขอด “กลั้นหายใจตั้งนานเลยนะ”
รุทรตัดบท “ใช่ เอาละๆ เป็นอันว่าวันนี้ผมจะเถลไถลกับเมีย ผมแข็งแรง ผมไม่กลับบ้านโอเคไหม”

เมทินีค้อนควักแล้วผินหน้ามองไปนอกหน้าต่าง รุทรลอบมองแว่บหนึ่ง แล้วเหยียดยิ้มอย่างชิงชังรังเกียจ

ตรงลานจอดรถบรรทุกในส่วนบริษัทขนส่งของไร่ธนาธร กำลังมีการขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกหลายต่อหลายคัน มีรถเข้าออกเต็มไปหมด บ่งบอกถึงความใหญ่โตของกิจการในเครือธนาธรของพ่อเลี้ยงวิทย์

ส่วนที่มุมหนึ่ง อังกูรออกอาการหงุดหงิดและดุชาติ หลังจากดูรายงานการขนส่งสินค้า
“แกดูยังไงหาไอ้ชาติ สินค้ามันแค่ 20 ตันใช้รถ 18 ล้อทำไม เกิดคุณ...”
ชาติพูดแทรกขึ้นมาทันที “โธ่ คุณกูร ขอกินส่วนต่างหน่อยแล้วกัน ขืนใช้รถตามน้ำหนักผมก็ไม่มีเงินไปจ่ายโต๊ะสิครับ”
อังกูรถอนใจ “อย่าทำบ่อยแล้ว เกิดทิปปี้สงสัยเรื่องมันถึงหูคุณลุง”
อังกูรเซ็นแล้วยัดแฟ้มรายงานคืนชาติ
ชาติดีใจ “ขอบคุณครับคุณกูร”
“แกจะไปไหนก็ไปเลยไป๊”
ชาติเดินออกไป กินรีที่แอบอยู่มุมหนึ่ง เพราะรังเกียจและกลัวชาติ เธอดูจนแน่ใจว่าชาติไปแล้ว จึงรีบออกไปหาอังกูร
“อารมณ์เสียเหรอคะคุณกูร ถึงดูหงุดหงิดกับลูกน้องคนสนิท”
“เธอนี่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องนะ ฉันบอกแล้วใช่ไหม...”
กินรีสวนขึ้นว่า “ทราบค่ะว่าไม่ให้มายุ่ง แต่ที่นรีมาเนี่ยก็จะถามว่าคุณวาทิตจะกลับเมื่อไหร่ เพราะวันนี้นรีต้องตรวจความดันตามตาราง”
“ฉันไม่รู้ โทร.ถามมันเองสิ”
กินรียิ้มกวน พูดเหน็บแนม “อ้อ...ขอโทษค่ะ พอดีเมื่อเช้าเห็นคุณกูรออกไปกับเม แล้วคุณวาทิตก็ตามไป นรีเลยเดาว่าต้องเจอกันแน่ๆ เพราะ...คุณกูรกลับมาคนเดียว”
อังกูรโกรธที่ถูกยั่ว “นรี! เธอไม่รู้อะไรก็หุบปากดีกว่า”
“มีอะไรที่นรีควรรู้ไหมล่ะคะ”
อังกูรเดินมาจ้องหน้าเอาเรื่อง “จะบอกให้นะ ถึงวันนี้วาทิตจะแยกเมไปจากฉัน แต่เธอคงไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันทำให้เมกลับมารู้สึกดีๆ กับฉันมากกว่าไอ้วาทิต เพราะฉะนั้นอีกไม่นานเมกลับมาหาฉันแน่”
“นรีจะคอยดู”
อังกูรกับกินรีจ้องหน้ากันท้าทาย

อีกฟาก อาจารย์ประจำวิชา ยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียนคณะเกษตรฯ จนถึงท้ายชั่วโมงเรียน
“ครั้งหน้าเราจะมีควิซตั้งคลาสแรกที่เราเรียนจนถึงที่ครูเพิ่งสอนไป ยังไงช่วยบอกคนที่ขาดวันนี้ด้วยนะไม่งั้นจะเสียคะแนนเก็บ”
นักศึกษาทุกคนลุกเดินออก ไมตรีเดินจะออกไป อาจารย์เรียกไว้
“ไมตรี...” อาจารย์เดินไปหา “มันจะมีช่วงที่คุณมีเรื่องแล้วไม่ได้เข้าเรียนน่ะลองไปถามเพื่อนๆ นะ”
“ขอบคุณครับอาจารย์”
ไมตรีไหว้ อาจารย์ยิ้มรับแล้วเดินไป ไมตรีจะเดินออกจากห้อง วารินก็เดินเข้ามาขวางไว้
“ชี้ทที่ฉันเคยให้เธอไงอันนั้นแหล่ะที่อาจารย์บอก เธอได้ดูบ้างหรือยัง”
“ยัง”
“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจมาถามฉันนะ แล้วเมื่อคืนฉันแอดเฟซเธอว่าจะขอบคุณเรื่องข้าวเมื่อวานด้วย อย่าลืมรับฉันนะ”
ไมตรีบอกอย่างหมางเมิน “ฉันขอไม่รับนะ”
วารินอึ้งไป “ทำไมอ่ะ”
“นี่...เธอไม่เหนื่อยเหรอที่ต้องเล่นละครหลอกฉันน่ะ ฉันคนดูยังเหนื่อยแทนเลย”
“ฉันเล่นละครอะไร”
“ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้เจอกันจนวันนี้ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับคนโง่ๆ ที่ไม่มีดีอะไรอย่างฉันหรอก อย่าพยามเลย”
ไมตรีพูดจบก็เดินหนีไป
“เฮ้ย...เดี๋ยวสิไมตรี”
ไม่ทันแล้วไมตรีเดินเร่งฝีเท้าไปจนไกล วารินถอนใจเซ็งๆ

เมทินีกับรุทรยืนอยู่หน้าโบสถ์วัดสวยงามร่มรื่นแห่งหนึ่ง
“เข้าไปไหว้สิ อย่าลืมท่องศีลข้อกาเมหลายๆ รอบด้วยล่ะ” รุทรไม่วายแดกดัน
“เราไหว้มาห้าวัดแล้วนะ ต้องไหว้อีกกี่ที่”
“ทำไมล่ะ ผมพามาที่ดีๆ เนี่ยมันร้อนใช่ไหม ถึงอยากกลับนัก”
“เมื่อเช้าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย และตอนนี้ฉันก็หิวมากจนแทบจะกินน้ำมนต์ในอ่างนี่ได้แล้ว”
เมทินีชี้ไปที่อ่างน้ำมนต์ใกล้ๆ รุทรถอนใจเซ็ง

ในเวลาต่อมา รุทรกับเมทินีนั่งกินอาหารกันอยู่ในร้านแห่งนี้ ท่าทีเอร็ดอร่อยทั้งคู่
“แล้วนี่เธอก็ไม่ได้กินยาสองมื้อเลยสิ”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“กลับมาคราวนี้ ดูเธอไม่ค่อยสนใจสุขภาพเลยเนอะ” เมทินีว่า
รุทรอึกอัก “เอ่อ...ก็...ก็มันทำไงได้ล่ะ รีบๆ กินเถอะ เดี๋ยวต้องไปไหว้อีกห้าวัด”
“ไม่ให้ฉันบวชชีเลยละ เธอจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องฉันนอกใจอีก” เมทินีค้อนพองาม
“ได้ไหมล่ะ ผมจะได้ติดต่อสำนักงานของวัดเลย”
“โอ๊ย ฉันอยากจะบ้า ก่อนป่วยก็รักโรแมนติกยังกับฉันเป็นเจ้าหญิง แต่งเพลงให้ ทำแปลงดอกไม้ ทำอาหารเช้าให้ถึงเตียง แต่หลังป่วยสมองเสื่อมติงต๊อง เฮ้อ...”
“เดี๋ยวๆๆ ก่อนป่วยนี่ผมทำขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่”
“แหวะ...เลี่ยนตายเลย”
เมทินีเหวอไปเลยที่เห็นรุทรในคราบวาทิตแสดงท่าทีรังเกียจความโรแมนติก รุทรไม่สนใจก้มหน้ากินต่อ เมทินีแอบค้อนควัก สองคนกินข้าวไปเงียบๆ
จังหวะนี้เองที่ประตูเข้าร้าน ด้านหลังของรุทรและเมทินี บุษบันเปิดประตูเข้ามา มองหาจนเห็นโต๊ะของเพื่อนๆ บรรดาเท้าแชร์ นั่งกันสลอนอยู่มุมหนึ่งไม่ไกลจากโต๊ะของรุทรและเมทินี บุษบันรีบเดินไปหา
“หวัดดีค่ะพี่นงค์ พี่อ้อย พี่ฉอด อาตุ๊ยตุ่ย ยังขาดตั้งหลายคนบุษนึกว่ามาสายซะแล้ว”
เสียงแปร๋นแปร๋อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ๊บุษบัน ทำให้รุทรกับเมทินีชะงักทันที
“เสียงนี้คุ้นคุ้นนะเหมือนเคยได้ยิน”
รุทรพึมพำ “เจ๊บุษ”
เมทินีได้ยินไม่ถนัด “เธอว่าอะไรน่ะวาทิต”
“เปล่าๆ กินๆ เถอะ”
เมทินีไม่ติดใจ กินต่อ แต่รุทรแอบหันไปดูทางต้นเสียง เห็นบุษบันกำลังคุยกับก๊วนเพื่อนก็ตกใจ จังหวะนั้นบุษบันหันมาพอดี รุทรรีบก้มหน้าหลบทันที
บุษบันงง “เอ๊ะ”
รุทรรีบหยิบเงินวางกะว่าพอค่าอาหาร “อิ่มได้แล้ว ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิยังไม่หมดเลยเสียดาย”
“ผมปวดท้อง เดี๋ยวไปเจอกันที่รถนะ”
รุทรลุกไปทันทีแต่ด้วยความรีบร้อนจึงชนของตกเสียงดัง บุษบันเพ่งมองจากด้านหลังก็มั่นใจมาก หล่อนร้องเรียกเสียงดังลั่น

“รุทร!”

อ่านต่อหน้า 3

เงาใจ ตอนที่ 6 (ต่อ)

รุทรรีบเร่งเดินเร็วรี่ไปโดยไม่ยอมหันหลังกลับ ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกประตูร้านอาหารไปเลย เมทินีงง แต่สุดท้ายตัดสินวางช้อน หยิบกระเป๋าลุกจะเดินตามไป

“เดี๋ยวสิวาทิต”
บุษบันเห็นเมทินีจากด้านหลัง ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ก็รีบลุกวิ่งมาจับแขนเมทินีไว้
“เอ่อ ขอโทษนะคะ”
เมทินีหันมาหา สองสาวพอเจอหน้ากันก็ตกใจด้วยจำกันได้
“ว้าย เธอเองเหรอ”
เมทินีงง “ว่าแล้วเสียงแปร๋นๆ คุ้นหู”
“นี่มาว่าฉันได้ไง แล้วเธอมากับรุทรเหรอ”
เมทินีงง “รุทร...” จนนึกออก “รุทรแฟนคุณเจ้าของทุ่งดอกเสี้ยนน่ะเหรอ”
“ใช่น่ะสิ” บุษบันลอยหน้าแขวะ “อ๋อ...ที่รุทรบอกว่ามาทำงานที่แท้เธอเอามากกใช่ไหม”
เมทินีฉุนกึก “นี่ ฟังนะ ฉันมากับสา...เอ่อเพื่อนฉัน แล้วก็ไม่ได้ชื่อรุทรด้วย”
บุษบันแหวใส่ “ฉันไม่เชื่อ โหงวเฮ้งชอบแย่งแฟนชาวบ้านของเธอ มันกระเด็นออกมานอกหน้าซะขนาดนี้ ยังจะโกหกอีกเหรอ”
“นี่คุณเสียงแปร๋น ถ้าคุณไม่เชื่อมันก็ปัญหาของคุณแล้วล่ะ ฉันไม่เสียเวลาด้วยหรอก”
เมทินีจะสะบัดแขนออก แต่บุษบันจับไว้แน่นจนสะบัดไม่หลุด
“ฉันไม่ให้หนีไปง่ายๆ หรอก”
“แต่ฉันว่าไม่ยาก”
ขาดคำเมทินีเตะเข้าหน้าแข้งบุษบันจังๆ บุษบันร้องกรี๊ด ปล่อยมือกุมขา
“แอร๊ย...อีบ้า ฉันเจ็บนะ”
เมทินีเบ้ปากใส่แล้วรีบเดินหนี บุษบันเดินกะเผลกๆ ตามไป ผู้คนในร้านพากันมองเป็นตาเดียว

รุทรเดินพล่านรอเมทินีอยู่ที่ลานจอดรถ
“โอ๊ย เอาไงดีวะ เมื่อกี้ไม่น่าปากไวบอกไปห้องน้ำเลย ไม่ใช่ซื่อบื้อนั่งรออยู่ล่ะ”
รุทรหยิบโทรศัพท์จะกดโทร.ตาม เห็นเมทินีก็เปิดประตูร้านออกมาพอดี รุทรรีบโบกมือให้มาเร็วๆ เมทินีรีบเดินมา
“อ้าว เข้าห้องน้ำหรือยัง”
“ไม่เข้าแล้ว ไปเถอะ”
“ไม่เป็นไรฉันรอได้ เดี๋ยวไปเรี่ยราดกลางทางฉันไม่นั่งด้วยนะ”
รุทรฉุน “ผมบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ ไปเร็ว”
“นี่วาทิต เธอไม่ต้องมาอายฉันหรอก”
ระหว่างนั้นบุษบันเดินกะเผลกๆ ออกมาจากร้าน รุทรเห็นก่อน เขารีบเปิดประตูดันเมทินีเข้ารถทันที
“อะไรเนี่ย”
“ไปเถอะน่า”
เมทินีเข้ารถไปงงๆ รุทรรีบวิ่งก้มหน้าอ้อมมาขึ้นด้านคนขับ
บุษบันมองหาอยู่ สายตาเห็นรุทรแว่บๆ กำลังขึ้นรถ ก็ตะโกนเรียก
“รุทร...รุทรขา...บุษอยู่นี่”
รุทรรีบออกรถขับออกไป บุษบันเดินตามไม่ทัน
“หรือจะไม่ใช่รุทร” บุษบันชักงง “แต่ทำไมหุ่นด้านหลังเหมือนรุทร แต่อย่างรุทรก็คงไม่เอาผู้หญิงอันธพาลหรอก” เจ๊เจ้าของตลาดสดเจ็บขาจนทรุด “โอ๊ย อีบ้านั่นก็เหมือนกัน ตัวแค่นี้แสบนัก เจออีกที แกเละแน่”

บุษบันกะเผลกๆ กลับเข้าร้านไป

รุทรขับรถมาตามทางสีหน้านิ่ง เมทินีนั่งอยู่ข้างๆ รุทรลังเลจะถามเมทินีดีไหม

“เอ่อ...แล้วเมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นคุยอะไรกับคุณ”
เมทินีแปลกใจ “เธอรู้ได้ไงว่าฉันรู้จักเค้า”
“อ๋อ ก็เห็นจากนอกร้านน่ะ แล้วตกลงคุยอะไรกัน”
“ฉันเคยรู้จักยัยนั่นตอนไปขอซื้อดอกไม้ที่บ้านแฟนเค้า”
รุทรตกใจเพราะไม่รู้เรื่องนี้ “ห๊ะ แฟนเหรอ”
“ใช่ แต่ไม่เจอหรอกเพราะแฟนเค้าให้ยัยนี่มาไล่ คนอะไรไม่รู้ไร้มารยาท เสียดายมีแม่กับน้องสาวดี แต่ตัวเจ้าของกับแฟนนี่แย่มาก”
รุทรสะดุ้ง “เมไม่เคยเจอแฟนเค้าก็อย่าไปว่าเค้าเลย อาจจะดีก็ได้”
“เปลี่ยนเป็นอาจจะเลวกว่าที่ฉันเคยเจอมาได้ไหม”
รุทรสะดุ้งอีก “ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“แหงล่ะ เพราะเมื่อกี้ยัยนั่นเข้าใจว่าฉันมากับแฟนเค้า แสดงว่าผู้ชายต้องเลวมากผู้หญิงถึงตามจิกแบบนี้ ฉันว่าไงนายรุทรอะไรนี่ต้องไม่ดี”
รุทรตัดบท “เอาละๆ พอๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า”
เมทินีนึกได้ “เออ...แล้วทำไมยัยนั่นถึงคิดว่าเธอเป็นแฟนเค้าล่ะ”
“คงจำผิดมั้ง”
“แต่ดูเค้ามั่นใจมากเลยนะ”
“โธ่เม...ผมจะไปรู้จักเค้าได้ไง วันๆ อยู่แต่บ้านได้เจอก็แต่คนในบ้าน”
เมทินีคล้อยตาม “ก็จริง งั้นยัยนั่นคงประสาท หรือไม่เธอก็คงหน้าโหลไปเหมือนแฟนเค้า”
รุทรยิ้มรับเจื่อนๆ ไม่อยากต่อความเรื่องนี้อีก

บุษบันแวะมาที่บ้านแรมจันทร์อีกในตอนเย็น วารินทายาให้บุษบันจนเสร็จ มีอนุวัตรยืนเหน็บอยู่ข้างๆ
“โห เจ๊ นับถือในความเค็มเลย ไม่แวะหาหมอซื้อยาจากเชียงใหม่ก็ว่าอึดแล้วนะ มาถึงบ้านแทนจะแวะตลาดร้านยาของตัวเอง อุตส่าห์ถ่อมาขอยาที่นี่ทาฟรี”
“นี่ก็ฉันรีบจะมาเล่าเรื่องนี้ไง ฉันว่าที่ฉันเห็นอยู่กับยัยหน้าจืดต้องเป็นรุทรแน่ๆ”
อนุวัตรกับวารินตีสีหน้านิ่งกลบเกลื่อน
“โธ่เจ๊ เชื่อรินเถอะ พี่รุทรไปอบรมที่กรุงเทพฯจริงๆ”
บุษบันเพ่งตามองวาริน แต่อีกฝ่ายก็สู้ตา “แต่พี่ก็ยังไม่เชื่อ นอกจากแม่แรมจะมายืนยัน แม่แรมอยู่ไหน”
คราวนี้อนุวัตรกับวารินนิ่ง พูดไม่ออก เผลอมองตากันว่าเอาไงดีเพราะอันนี้ไม่ได้เตี๊ยมไว้
“อย่าบอกนะว่าแม่แรมไปอบรม”
“เปล่าหรอกเจ๊ แม่เค้าไปหาเพื่อนที่ปาย”
บุษบันหงุดหงิด “โอ๊ย คนที่อยากเจอก็ไม่อยู่ ไอ้ที่ไม่อยากเจออยู่ทุกวัน”
อนุวัตรยิ้มกริ่มตีฝีปาก “บุพเพสันนิวาสไงเจ๊”
“เหรอ บ้านฉันเรียกกรรมเก่า”
อนุวัตรสะดุ้ง บุษบันลุกขึ้นจะกลับ
“น้องริน ถ้าติดต่อรุทรได้ฝากบอกด้วยนะพี่โทร.ไม่ติดเลย กลัวเค้าจะงอนว่าพี่ไม่โทร.หา”
อนุวัตรกับวารินยิ้มรับแบบรู้ทัน ว่าบุษบันเพ้อไปเอง

บุษบันขึ้นรถขับออกไป มีอนุวัตรกับวารินยืนส่ง พอแน่ใจว่ารถไปแล้วก็เริ่มเม้าท์เลย
“เป็นไงล่ะหายห่วงพี่ชายหรือยัง เจ๊บุษมาช่วยยืนยันเลยว่าไอ้รุทรยังปลอดภัยดี อย่างน้อยก็แข็งแรงวิ่งหนีเจ๊บุษได้”
“แหม แต่รินก็อยากเจอพี่รุทรนะ ไปตั้งหลายวันแล้วคิดถึง”
“ใจเย็นๆ ไว้มีโอกาสเหมาะเราค่อยหาทางนัดไอ้รุทรกัน”
“จริงนะพี่วัตร”
“จริง แต่ตอนนี้เราเอาข่าวเจ๊บุษไปบอกแม่ดีกว่า แม่จะได้ดีใจว่าไอ้รุทรปลอดภัย”
อนุวัตรกับวารินรีบไปขึ้นรถขับไปบ้านท้ายไร่

ตอนเย็นวันเดียวกัน ไมตรีนั่งอ่านหนังสือ และดูคอมพ์หาข้อมูลไปด้วย สักพักมีเสียงเตือนดังขึ้น ไมตรีกดเปลี่ยนหน้าจอไปที่เฟซบุ๊ค
หน้าจอเห็นขึ้นข้อความ ไมตรีกดดูเป็นข้อความจากวาริน “อ่านหนังสือหรือยัง อย่าลืมดูชี้ทที่ให้ไปนะ อ้อ...แล้วช่วยรับแอดฉันด้วย”
ไมตรีมองข้อความแล้วเบ้ปากยุ่งยากใจ “ฮึ”
ไมตรีขยับเม้าส์หน้าจอ ลูกศรเคลื่อนไปตรงเพื่อนที่ขอแอด ไมตรีคลิกตรงชื่อวาริน กับข้อความว่า “ยอมรับ” กับ “ปฏิเสธ” ลูกศรเคลื่อนไปมาระหว่างสองอันสุดท้าย สุดท้ายเขาย้ายไปปิดเฟซบุ๊ค แล้วปิดคอมพ์ไป

ไมตรีหยิบชี้ทที่วารินเคยให้วางอยู่บนโต๊ะมาเปิดอ่าน แล้วปิดไม่อยากอ่าน

ตกตอนกลางคืน รุทรกับเมทินีกำลังนั่งดูทีวีในห้องนั่งเล่น กินรีถืออุปกรณ์พวกวัดความดัน สายวัดหัวใจเดินเข้ามาวางบนโต๊ะ รุทรเห็นก็สงสัย

“ทำอะไรน่ะนรี”
“ก็วัดความดันกับหัวใจไงคะ”
รุทรในคราบวาทิตอึกอัก “...ไม่ต้องก็ได้มั้ง”
“ไม่ได้ค่ะ นรีต้องลงตารางส่งให้คุณหมอเจ้าของไข้คุณวาทิต ตั้งแต่คุณวาทิตกลับมานี่กินยาบ้างไม่กินบ้าง เกิดอะไรขึ้นนรีต้องรับผิดชอบ วัดหน่อยนะคะ”
รุทรอึ้งเอาไงดี เมทินีก็นั่งมองอยู่ ระหว่างนั้นโทรศัพท์จากพ่อเลี้ยงวิทย์ดังขึ้น รุทรเห็นชื่อก็ยิ้มรอดตัว เขารีบกดรับสาย
“ครับคุณพ่อ สักครู่นะครับ” รุทรหันมาทางเมทินี “เม เดี๋ยวให้นรีเตรียมยาก่อนนอนแล้วเอาไปให้ผมที่ห้องนอนนะ ผมขอคุยกับคุณพ่อก่อน”
รุทรฉวยโอกาสลุกเดินออกไปเลย ทิ้งกินรีไว้กับเมทินี กินรีมองหน้าเมทินีอย่างไม่ชอบใจตามเคย

รุทรเดินเข้าห้องทำงานพ่อเลี้ยงมาแล้วปิดประตูห้องลง
“ผมเข้ามาห้องทำงานคุณลุงแล้วครับ”
พ่อเลี้ยงวิทย์โทร.มาจากไร่ชาน้ำค้าง
“ทางโน้นเรียบร้อยดีไหม”
“เป็นอย่างที่คุณลุงกลัวครับ คุณอังกูรพยามเข้าหาเมทินีอยู่ตลอดเวลา”
“นี่ละที่ลุงต้องรบกวนรุทร ถ้าหนูเมไม่เล่นด้วย แล้วมีรุทรคอยกัน ยังไงอังกูรก็ต้องรามือ”
รุทรตัดสินใจถาม “เอ่อ...คุณลุงคิดว่าเมทินีชอบคุณอังกูรไหมครับ”
“ลุงก็ไม่แน่ใจนะ เพราะดูหนูเมก็ไม่มีท่าทีอะไร ทำไมเหรอ”
รุทรตัดสินใจไม่บอกเรื่องวันก่อน “เอ่อ...เปล่าครับ ผมแค่อยากรู้เป็นข้อมูล อาการของวาทิตเป็นยังไงบ้างครับ”
“ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ลุงคงต้องอยู่ดูอีกสักพัก ยังไงลุงฝากรุทรดูแลทางโน้นด้วยนะ”
“ครับ คุณลุงไม่ต้องห่วงครับ สวัสดีครับ”
รุทรกดวางสายด้วยสีหน้าครุ่นคิด แล้วมองไปที่โต๊ะทำงาน เห็นรูปของพ่อเลี้ยงที่ถ่ายคู่กับวาทิต
“เมทินีน่ะเหรอไม่เล่นด้วย เขาแค่เล่นได้แนบเนียนต่างหากล่ะครับคุณลุง แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะปราบยัยนี่เอง วาทิตจะต้องไม่เสียใจเพราะผู้หญิงคนนี้”
ท่าทางรุทรจะจงเกลียดจงชังเมทินีมากขึ้นๆ

ฝ่ายเมทินียืนมองกินรีเตรียมยาก่อนนอน กินรีเตรียมยาไปด้วยพูดไปด้วย โดยไม่มองหน้าเมทินี
“เมื่อวานไปกับคุณกูรทั้งวัน ทำไมวันนี้ไปกับสามีตัวเองแป๊บเดียวกลับล่ะ”
เมทินีรำคาญนิดๆ “เสร็จธุระก็ต้องกลับสิ”
“เหรอ ฉันนึกว่าไปเที่ยวกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามีจะสนุกกว่าซะอีก”
เมทินีชักงง “เธอพูดแบบนี้หมายความว่าไง”
“ฉันเห็นอะไรก็พูดตามที่เห็น”
เมทินีฉุนจัด “นรี ที่ถามเนี่ยเพราะเธออิจฉาฉันเหรอ”
กินรีชะงักหันขวับมาทันที “ฉันจะไปอิจฉาเธอทำไม”
“ไม่รู้สิ เมื่อก่อนเธอกับฉันรู้จักกันแค่ผิวเผิน แต่หลังจากที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกเธอคอยหาเรื่องฉันตลอดทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยทำอะไรเธอ ถ้าไม่เรียกว่าอิจฉาแล้วจะเรียกว่าอะไร”
“จำไว้นะเมทินี ฉันไม่อยากเป็นผู้หญิงที่ซื้อได้เหมือนเธอหรอก” กินรีกัด
“นรี ถ้าเธอไม่พูดกับฉันดีๆ ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
กินรีส่งถาดใส่ยาให้เมทินีแล้วเดินเชิดออกไป เมทินีถอนใจ เซ็งเหลือหลาย
พอกินรีเดินพ้นออกมา หล่อนกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ คำรามในลำคอ
“ใช่ ฉันอิจฉาเธอเม แต่ฉันไม่ยอมแพ้เธอแน่”

เมทินีเข้าห้องนอนมา นั่งคิดเครียดอยู่ที่โซฟาในห้อง คำพูดแดกดันของรุทรที่เธอเข้าใจว่าเป็นวาทิตดังก้องขึ้นมาในหู
“คงเพราะเมื่อก่อน ผมคิดว่าพี่กูรเข้าหาเมฝ่ายเดียว ลืมนึกไปว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง”
ตามต่อด้วยเสียงประชดประชันของกินรีเมื่อครู่นี้
“เหรอ ฉันนึกว่าไปเที่ยวกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามีจะสนุกกว่าซะอีก”
รุทรเปิดประตูเข้าห้องมา เห็นเมทินีนั่งหน้าตึงอยู่ จึงเดินไปหยิบยากินจนเสร็จ เมทินีจะหยิบถาดกับแก้วน้ำไปเก็บ รุทรมองตามด้วยสีหน้าสงสัย เมทินีเดินไปปิดไฟขึ้นเตียงนอน รุทรขึ้นนอนตามฝั่งของตน
สองคนนอนนิ่งเครียดโดยเฉพาะเมทินี รุทรทนไม่ไหวลุกขึ้นถาม
“เมเป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า” เมทินีหันหลังให้
รุทรพูดแหย่กวนประสาท “เฮ้อ แย่หน่อยนะ ที่เดี๋ยวนี้ผมไม่หลอกง่ายเหมือนเมื่อก่อน”
เมทินีลุกขึ้นหันไปจ้องหน้ารุทรด้วยความโกรธ รุทรจ้องกลับแต่เมทินีเปลี่ยนเป็นยิ้มกวน
“นั่นสิเนอะ สงสัยฉันต้องระวังตัวมากขึ้น”
“นี่ยอมรับแล้วเหรอ”
เมทินียิ้มกวนกลับ “รู้ไหมว่านับวันฉันยิ่งรู้สึกว่าพี่กูรเป็นคนเดียวที่ฉันคุยได้รู้เรื่องที่สุด ส่วนเธอกลายเป็นคนที่ฉันเริ่มไม่อยากคุยด้วยแล้ว”
จบคำเมทินีล้มตัวลงนอนทำไม่สนใจ รุทรโกรธแทนน้องชาย
“มันไม่ง่ายหรอกเม ไม่ว่าเมคิดจะทำอะไร ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ง่าย”
รุทรทิ้งตัวลงนอนด้วยความโกรธ

ส่วนเมทินีกลอกตาเซ็ง กับความไม่ยอมเข้าใจอะไรของวาทิตคนใหม่

อ่านต่อหน้า 3

เงาใจ ตอนที่ 6 (ต่อ)

ชาติ กับ สองลูกน้องจ่าง สิงห์ และคนงานลูกสมุน อีก 2-3 คน นั่งล้อมวงกินเหล้ากันในห้องพัก บ้านพักคนงานชาย แถมส่งเสียงดังลั่น

“สุขสันต์วันเกิดนะพี่ชาติ” จ่างอวยลูกพี่
“เฮ้ย ตามสบาย วันนี้กูเลี้ยงไม่อั้น คุณกูรฝากเงินมาด้วยนะเว้ย เต็มที่ๆ” ชาติยิ้มร่า
“เอ้า...ชน....เย้” คนงานลูกกะจ๊อก เฮลั่น
ทุกคนกินเหล้า เฮฮา มีเสียงร้องเพลงเคาะจังหวะกับพื้นบ้านดังลั่น

เอื้องคำ นอนอยู่ในห้อง บ้านพักคนงานหญิงที่อยู่ติดกัน นอนไม่หลับกระสับกระส่ายด้วยความรำคาญเสียง จนต้องลุกขึ้นนั่งท่าทีหงุดหงิด จั่นเป็งเปิดประตูเข้ามา เอื้องคำรีบถาม
“ตกลงมันเฮๆ อะไรกันวะ”
“พวกคนงานชายมันบอกวันเกิดพี่ชาติเลยฉลองกัน”
“ฉลองนี่กินเหล้าหรือเปล่า”
“โอ๊ย ก็เพราะเหล้าน่ะสิ ถึงได้ดังลั่น ตื่นกันหมดทั้งบ้านพักคนงานหญิงคนงานชายแล้ว”
เอื้องคำโมโห “แล้วทำไมเอ็งไม่ด่าล่ะวะ ไหนจะแหกปากกันดึกไหนจะกินเหล้าพ่อเลี้ยงรู้มันโดนเล่นแล้ว ไปซิไปด่า ลุยแหลกเลย”
จั่นเป็งหงอ “ใครจะกล้าล่ะป้า ก็รู้ๆกันอยู่พี่ชาติมันกลัวแค่พ่อเลี้ยงกับคุณอังกูร ฉันไม่กล้าหรอก”
“งั้นข้าเอง”
เอื้องคำลุกเดินไปหยิบเสื้อคลุม แล้วเดินออกไปกับจั่นเป็ง

ไม่นานนัก เอื้องคำพาตัวเองมายืนเคาะประตูห้องชาติ ร้องเรียกดังลั่น มีจั่นเป็งยืนอยู่ด้วย
“ไอ้ชาติ เปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ชาติไม่เปิดเอื้องคำเคาะต่อ คนงานอื่นเริ่มออกมามุง สักพักชาติเปิดประตูโผล่หน้าออกมาด้วยอาการกรึ่มๆ
“ว่าไงป้า จะมาสังสรรค์กับพวกเราเหรอ มาเลยมาเลย รับรองวันนี้ฉันไม่บอกพ่อเลี้ยงหรอกว่า คนงานหญิงมาอยู่ที่นี่”
พวกลูกน้องชาติหัวเราะกันลั่น แถมร้องแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ตบมืออย่างสนุกสนาน
เอื้องคำด่ากราด “นี่...เงียบไปเลยนะพวกเอ็ง แล้วนี่กินเหล้าส่งเสียงดังดึกดื่น รู้ใช่ไหมมันผิดกฎของไร่”
“โธ่...ป้า ถ้าไม่บอกพ่อเลี้ยงก็ไม่รู้ จะผิดกฎได้ไง” ชาติว่า
“กูนี่แหละจะบอก คนงานหลายคนก็จะเป็นพยาน ถ้าพวกมึงไม่เงียบรับรอง โดนไล่ออกเรียงตัวแน่ๆ”
ชาติชักโมโห เดินมาจ้องหน้าเอาเรื่อง
“เฮ้ย มากไปแล้วนะป้า นานทีปีหนจะอะไรกันนักกันหนา”
“ก็คนอื่นที่เค้าไม่กล้าทำผิดอย่างพวกเอ็ง มันไม่ได้นอน เกรงใจกันบ้างสิวะ แล้วพวกเอ็งน่ะอยู่กะเช้ากันทั้งนั้น ไม่คิดจะทำงานหรือไง” เอื้องคำไม่กลัว
“ป้า ไม่ใช่แม่ฉันนะ หุบปากได้หรือยัง รำคาญ”
ชาติเมาจะเดินไปเอาเรื่อง จ่างกับสิงห์ต้องช่วยดึงรั้งเอาไว้
“ได้ กูหุบปากก็ได้ แต่ถ้าใครอยากโดนไล่ออกก็อยู่ต่อ พรุ่งนี้กูจะรายงานพ่อเลี้ยงให้หมด พวกมึงจะได้ไปแหกปากนอกไร่” เอื้องคำหันมาบอกกับคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่ “ไป แยกย้ายกันไปนอน”
เอื้องคำกับจั่นเป็งเดินแยกไป คนงานคนอื่นก็เดินแยกย้ายไป คนงานกลุ่มที่กินเหล้ากับชาติ จ่าง สิงห์ก็ลุกไปด้วย
ชาติโวยวาย “เฮ้ย..อะไรวะ ไปกันหมดเหรอ”
“โธ่ พี่ชาติ ไปดิ เล่นกะพ่อเลี้ยงใครจะกล้า” จ่างว่า
ชาติยืนดูทุกคนเดินจากไปด้วยความโมโห พอจ่างกับสิงห์จะเดินไปชาติดึงคอเสื้อไว้
“งั้นออกไปกินนอกไร่”
“เฮ๊ย พี่ไม่ดีมั้ง กฎของไร่คือถ้าไม่ใช่วันหยุดห้ามออกนอกไร่โดยเฉพาะเวลากลางคืนพี่ก็รู้นี่” สิงห์ท้วง
จ่างเห็นด้วย “นั่นดิพี่ เกิดเมากลับมาไร่ไม่ได้ซวยหนักเลยนะ และฉันว่ากินสามคนไม่หนุกอ่ะพี่”
“งั้นก็ไม่ต้องไปกินเหล้า แต่ไปหาที่สร่างเมากันดีกว่า”
จ่างกับสิงห์มองหน้าชาติงงๆ ไม่เข้าใจ

สถานที่ทำให้สร่างเมาที่ชาติว่า คือบ่อนพนันที่มันมาประจำนั่นเอง เวลานี้ดูเหมือนว่าชาติกำลังมือขึ้นจากการเล่นพนัน ฝั่งตรงข้ามกับชาติ เป็นจ่างกับสิงห์ยืนอยู่ในกลุ่มที่แทงพนัน หน้าเสียเพราะถูกกินตลอด
“วันนี้พี่ชาติท่าจะดวงขึ้น กินเอาๆ แฮะ” จ่างว่า
“เฮ้ย คนเรามันก็ต้องมีขึ้นมีลงโว้ย” ชาติระรื่น
“ฉันเลิกเล่นดีกว่า เงินหมดแล้ว” สิงห์บอก
“เฮ้ย อย่าเพิ่งสิวะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน” ชาติเรียกไว้
“แต่มันจะตีสามแล้วนะพี่” ต่างทักท้วง
“เอาเหอะน่า เดี๋ยวค่อยกลับ” ชาติหยิบเงินให้ “อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน”

จ่างกับสิงห์พอได้ทุนก็ยิ้มดีใจ หันไปเล่นกันต่อ

พระอาทิตย์ส่องแสงอ่อนอุ่น ทำให้บรรยากาศยามเช้าในไร่สดชื่นสวยงาม

รุทรในชุดนอนยืนอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองวิวสวยงามเบื้องหน้าสักพักหนึ่งก็คิดบางอย่างออก เขารีบเดินกลับเข้ามาในห้องทันที
รุทรเปิดตู้เสื้อผ้า ตู้โน้น ตู้นี้ แล้วเจอกล้องถ่ายรูปธรรมดาๆ แต่ก็ไม่ค่อยชอบนัก จึงหาอีกรอบแต่ไม่มีอันอื่น สุดท้ายก้มดูกล้องในมือ
“นี่กล้องที่ดีที่สุดที่นายมีแล้วเหรอวาทิต”
รุทรเดินออกไปแล้วเริ่มบันทึกภาพ ได้ยินเสียงเมทินีออกมาจากห้องน้ำ
รุทรเดินเข้ามาในห้องก็แปลกใจที่เห็นเมทินีอยู่ในชุดออกกำลังกาย
“จะไปไหนแต่เช้า”
“ไปวิ่ง”
รุทรงง “แล้ววันนี้ไม่ต้องไปส่งดอกไม้เหรอ”
“นี่มันไม่ได้ส่งกันทุกวันหรอก ส่งอีกทีอาทิตย์หน้า แต่รถคงซ่อมเสร็จแล้ว”
เมทินีจะเดินออกจากห้องรุทรรีบมาขวาง
“ไปวิ่งคนเดียวเหรอ”
“ฉันนัดกับทิปปี้ไว้”
รุทรเหน็บแนม “ทิปปี้หรือพี่กูร”
เมทินีรำคาญแล้ว “ฉันไม่อยากจะหาเรื่องทะเลาะแต่เช้านะวาทิต”
เมทินีแกล้งเปิดประตูชนรุทรจนร้องจ๊าก แล้วออกไปเลย รุทรมองตามอย่างเจ็บใจ รีบไปเปิดตู้เสื้อผ้า รื้อๆดูชุดกีฬา พบว่าไม่มีก็หงุดหงิด
“วาทิต นี่นายไม่คิดจะซื้อชุดออกกำลังกายสักชุดเลยเหรอวะ” รุทรบ่น

เมทินีนั่งผูกเชือกร้องเท้าผ้าใบเสร็จ กำลังจะเดินไปก็ได้ยินเสียงรุทรดังขึ้น
“ผมไปด้วยสิ”
เมทินีหันไปมองก็เห็นรุทรในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ เมทินีมองงงๆ
“อะไรนะ”
“เอ่อ...ผมอยากออกกำลังกาย”
“ชุดนี้เหรอ”
“ชุดไม่มี ใส่อย่างนี้ไปก่อน”
“ก็ดีนะ แต่เธอไม่ต้องวิ่งหรอก แค่เดินๆแล้วกัน เดี๋ยวหัวใจวายไปฉันจะได้ครองรักกับพี่กูรเร็วกว่าที่คิด”
เมทินีแดกดันพร้อมกับยิ้มกวนๆ รุทรกัดฟันกรอดๆ ชี้หน้าเมทินี
“รออยู่นี่เลยนะ ผมไปหยิบรองเท้าก่อน ห้ามไปไหนนะ”
รุทรวิ่งเข้าบ้านไป เมทินีมองตามส่ายหน้าอย่างหมั่นไส้ ขวางตา
“บ้าขึ้นทุกวัน”
เมทินีหยิบกล้องมาดูรูปวิวที่รุทรถ่าย พอเห็นแล้วยิ้มชอบ

รุทรเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปธรรมชาติแสนสวยในไร่อยู่ ส่วนอีกด้านเมทินีกับทิปปี้วิ่งจ๊อกกิ้งมาด้วยกัน ทิปปี้เหนื่อยหอบ
“โอ๊ย...วันนี้พอแค่นี้เถอะแก”
“เป็นไง ติดใจออกกำลังกายแล้วสิ”
ทิปปี้เหนื่อยหอบ “ใช่...นัดกันอีกทีปีหน้าเถอะนะ”
“บ้าเหรอ แกนี่ คิดดูนะเราร่างกายดีๆ ออกกำลังกายได้ควรทำนะ ถ้าแกเป็นอย่างวาทิตก็ว่าไปอย่าง”
ทิปปี้มองไปเห็นรุทรดูมีความสุขมาก
“ฉันว่าเป็นวาทิตก็ดีนะ ดูสิถ่ายรูปลั้นลามากเลย”
เมทินีมองแล้วนึกสงสัย “แต่แกว่าไหม วาทิต กลับมาคราวนี้ไม่เหมือนเดิมเลย”
“อีกแระ...คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
“ไม่รู้สิ ไหนจะขี้หึง ขี้ระแวง ปากก็จัดขึ้น แล้วนี่ยังชอบถ่ายรูปอีก เชื่อไหม ฉันยังไม่เห็นแตะเปียโนเลย วาดรูปก็ไม่นะ”
ทิปปี้บ่น “คิดมากอีกแล้วเพื่อนฉัน”
“ไม่มากนะทิปปี้ แกรู้ไหมไอ้ที่เค้าเคยโรแมนติกเอาอกเอาใจก็หายไปหมด” ยิ่งพูดยิ่งเซ็ง “เหลือแต่ด่าเช้าเหน็บเย็นอะไรก็ไม่รู้”
ทิปปี้ยิ้มขำ “แหม บอกว่าคิดแค่เพื่อน แต่พอเค้าไม่หวานใส่ก็แอบคิดนะเนี่ย”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่ว่าเค้าเปลี่ยนไป”
ทิปปี้ตัดบท “ก็เค้าความจำเสื่อมไง เอาน่า เดี๋ยวอาการดีขึ้นก็เหมือนเดิมเอง”
เมทินียังไม่หายสงสัย แต่ทิปปี้ชวนเดินไปหารุทร
“วาทิต ถ่ายรูปให้ฉันสองคนหน่อยสิ”
“เหงื่อซกแบบนี้อ่ะนะ” เมทินีบ่น
“ฉันจะไปโพสต์ว่าฉันออกกำลังกายทุกวัน เผื่อจะมีผู้ชายนักกีฬามาชอบ”
สองสาวขำหัวเราะกัน รุทรเก็บภาพทั้งคู่ในอิริยาบถธรรมชาติไว้
เมทินีโวยวาย “ไม่เอาอ่ะ อย่าเพิ่ง ฉันยังไม่ตั้งตัวเลย”

แล้วสองสาวก็ชวนกันโพสท่าสวยให้รุทรถ่ายรูปอย่างเบิกบาน

ถัดมา รุทร เมทินี และทิปปี้ พากันเดินมาหยุดอีกมุมหนึ่งแถวสวนส้ม

“ถ่ายตรงนี้ด้วย ฉันว่าแดดตอนเช้าสวยนะ” ทิปปี้ว่า
“แต่ฉันว่าหันด้านนี้ดีกว่า มีเงานิดๆ สวยกว่า”
รุทรมองผ่านกล้องไปแล้วต้องชะงัก สองสาวงง
“ทำไมไม่ถ่ายล่ะ”
รุทรชี้ไปเห็นคนงานสองคนนั่งหลับอยู่ เลยเดินไปหา
“ทำไมมานั่งหลับล่ะ ถ้ายังไม่ถึงเวลางานก็ไปนอนก่อนสิ”
คนงานสะดุ้งตื่น ตกใจ ทิปปี้มองแล้วสงสัย
“เดี๋ยว พี่ศรีกับพี่หมานนี่กะเช้านี่” คนงานทั้งสองพยักหน้ารับ “อ้าว แล้วทำไมมานอนไม่ทำงาน”
คนงาน 1 บอก “เอ่อ พี่ชาติยังไม่มาครับ”
ทิปปี้ฉุนกึก “อะไรกัน หัวหน้าคนงานก็ยังไม่มาเหรอ ไปตามมาสิ”
คนงานทั้งสองรีบไป รุทรมองตามด้วยสายตาสงสัย
“กลับไปกินข้าวเถอะ หิวแล้ว” เมทินีชวน
“งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวจะทำงานแล้ว”
ทิปปี้จะเดินไปรุทรเรียกไว้ “ทิปปี้ กะเช้านี่เข้ากี่โมง”
“ตีห้า” ทิปปี้บอก
“โห นี่เจ็ดโมงครึ่งแล้วยังไม่เริ่มงานกันอีกเหรอ” เมทินีบ่น
รุทรเอ่ยขึ้น “ทิปปี้ เธอไปกับฉันนะ เธอรู้เรื่องกฎของไร่ดีกว่าฉัน ฉันอยากให้เธอช่วยอะไรบางอย่าง”
เมทินีกับทิปปี้มองหน้ากันงงๆ

“นายชาติ...นายชาติ”
รุทร เมทินี และทิปปี้ยืนอยู่หน้าห้องพักชาติ รุทรเคาะห้องเรียกอยู่นานแล้ว แต่ไม่มีคนเปิด คนงานคนหนึ่งเดินนำจ่างกับสิงห์มา ทั้งสองอยู่อยู่ในอาการงัวเงีย รุทรมองหน้าสองคนด้วยแววตานิ่งเอาจริง แล้วเคาะเรียกต่อ
“นายชาติ ฉันวาทิตนะ เปิดเดี๋ยวนี้”
ชาติเปิดประตูออกมา เจอหน้ารุทรในคราบวาทิตแต่ก็ยังไม่สะทกสะท้าน
“ทำไมไม่ไปทำงาน”
“ผมป่วย”
“ลากับใคร” รุทรถาม
ชาติชะงักจ้องหน้า “เดี๋ยวผมบอกคุณกูร”
“ดี งั้นไปด้วยกัน”
ชาติฉุนย้อนถาม “นี่คุณวาทิตสั่งผมเหรอ”
รุทรจ้องหน้านิ่ง “ได้ยินแล้วนี่ ฉันให้เวลาไม่เกินสิบนาที เจอที่สำนักงาน”
ชาติฉุนปิดประตูใส่หน้ารุทรและทุกคนดังปัง โดยไม่สะทกสะท้าน เมทินีกับทิปปี้ซะอีกที่สะดุ้ง รุทรหันไปหาจ่างกับสิงห์
“นายสองคนด้วย ไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปเจอกัน”
จ่างกับสิงห์จ๋อยแล้วรีบเดินไปทางห้องพัก

ที่หน้าห้องทำงานอังกูร ในออฟฟิศไร่ส้ม เมทินี ทิปปี้ยืนอยู่ด้วยกัน
“ทิปปี้ แกว่าพี่กูรกับวาทิตจะทะเลาะกันอีกไหมอ่ะ”
“ไม่มั้ง ก็คนทำผิดคือคนงานนี่”
“ที่จริงวาทิตไม่น่าไปยุ่งเลย ฟ้องพี่กูรก็พอแล้ว” เมทินีไม่เห็นด้วย
“อุ๊ย อะไรได้ ฉันว่าแบบนี้สิดี วาทิตน่ะไม่ค่อยรู้เรื่องในไร่ มาเจอเรื่องนี้อาจจะทำให้สนใจทำงานขึ้นมาบ้าง พ่อเลี้ยงจะได้สบายใจ”
“แต่มันจะทำให้เขาเครียดนะ”
“คงไม่มั้ง ดูๆ วาทิตแข็งแรงขึ้นมาก ขนาดเมื่อกี้ชาติกวนประสาท ฉันเห็นยังทนแทบไม่ได้ แต่วาทิตเค้านิ่งมากเลยนะ”
เมทินีคิดตาม “ใช่ นิ่งจนเหมือนเป็นคนละคน”
“พอๆๆๆ ทำไมแกไม่คิดบ้างว่า หมอกรุงเทพฯ อาจจะรักษาวาทิตจนแข็งแรงขึ้นล่ะ”
เมทินีคิดตามแต่ไม่อยากเถียงกับทิปปี้ว่าไม่เห็นด้วย

เหตุการณ์ในห้องทำงานอังกูรตอนนี้ อังกูรมองชาติกับจ่างและสิงห์แล้วส่ายหน้าระอาใจ
“ก่อนหน้านี้ วันที่พี่กูรไปส่งดอกไม้กับเม ผมเจอนายชาตินอนหลับในขณะที่คุมคนงานคัดส้ม”
ชาติโมโหขึ้นเสียงใส่ “นี่คุณขุดเรื่องเก่ามาเล่นผมเหรอ”
รุทรหันไปมองหน้าชาติทันที ชาติเองก็จ้องกลับอย่างท้าทาย
“ส่วนเรื่องเมื่อคืน ผมสอบถามคนงานแล้ว ชาตินำคนงานกินเหล้าส่งเสียงดังในไร่ ซึ่งทิปปี้บอกรายละเอียดผมแล้วว่ามันผิดกฎ เพราะคุณพ่อห้ามอบายมุกทุกชนิดทั้งเหล้า การพนัน ยาเสพติด แถมสามคนนี้ยังพากันออกไปนอกไร่ กลับมาเมื่อเช้ามืดทั้งๆ ที่กฎคือ คนงานห้ามออกนอกไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นวันหยุด”
“คุณวาทิต ใจคอคุณจะเล่นกันจนถึงไล่ออกเลยหรือไง”
รุทรจ้องหน้าชาติบอกเสียงเข้ม “ก็ถ้านายทำผิดจนถึงต้องไล่ออก ฉันก็ต้องทำ”
อังกูร ชาติ จ่าง และสิงห์อึ้งที่รุทรมาไม้แข็ง
อังกูรตัดบท “เอาเป็นว่าพี่จะลงโทษตักเตือนแล้วกัน”
“ความผิดครั้งแรกน่ะได้ครับ แต่ของเมื่อคืนผมถือว่าผิดหลายกระทงรวมๆ กันโทษคือพักงานและตัดเงินเดือน”
“คุณวาทิต” ชาติกำมือแน่นด้วยความโกรธ
“พี่กูรช่วยปฏิบัติตามกฎด้วยนะครับ”
รุทรกำชับลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ชาติโมโหเตะเก้าอี้ รุทรหันมาจ้องหน้ากับชาติอย่างไม่หวั่นเกรง แล้วหันกลับก็เดินออกไปอย่างองอาจ

อังกูรขมวดคิ้วมองตามรุทร งวยงงกับท่าทีวาทิตคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่ห้องรับแขกบ้านพ่อเลี้ยงวิทย์ เอื้องคำกับจั่นเป็งช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูกกับคนงานหญิงคนอื่น
“จริงๆ นะป้า พวกคนงานเม้าท์ให้ฟังว่า พี่ชาติงี้จ๋อยเลย เดินตามคุณวาทิตต้อยๆ ไปที่สำนักงาน ป่านนี้ไม่รู้เป็นไงบ้าง”
เอื้องคำเห็นรุทรกับเมทินีเดินเข้ามา “อุ๊ย มาโน่นแล้ว เป็นไงบ้างคะคุณวาทิต”
“เรื่องอะไรเหรอ” รุทรถาม
“เรื่องพี่ชาติไงคะ” จั่นเป็งบอก
“อ๋อ ฉันให้พักงาน”
เอื้องคำตกใจ “ห๊า พักงานเลยเหรอคะ ตายแล้ว คุณกูรไม่โกรธเหรอคะ ชาติมันคนของคุณกูรนะคะ”
“โกรธก็ต้องยอม เพราะเค้าทำผิดกฎของไร่ เอ ทำไมป้าถึงห่วงความรู้สึกพี่กูรล่ะ”
เอื้องคำจ๋อย “แหม ก็คุณกูรน่ะป้าก็เลี้ยงมาเหมือนกัน เลยรู้นิสัยว่าแกไม่ใช่คนยอมให้ใครมาหักหน้าได้ง่ายๆนะคะ แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของไอ้ชาติ คุณกูรคงไม่มีอะไรหรอกค่ะ ป้าคิดมากไปเอง อย่าถือสานะคะ”
“ฉันจะถือป้าทำไม ป้าคิดแล้วพูดออกมา ดีกว่าบางคนที่เขาอาจจะเป็นห่วงแต่ไม่ยอมแสดงออก”
“อ๋อ ป้ารู้ค่ะว่าใคร”
เมทินีถอนใจอย่างเอือมระอา เซ็งที่รุทรหาเรื่องให้เอื้องคำเกลียดเธอมากขึ้นซะงั้น

รุทรเปิดประตูเข้าห้องนอนมา เมทินีตามมาติดๆ พอปิดประตูก็ดึงแขนรุทรถามทันที
“นี่ เมื่อกี้เธอเหน็บฉันเหรอ”
“ทำไมร้อนตัวล่ะ”
“วาทิต ทุกวันนี้ฉันก็อยู่ยากพอแล้วนะ แต่เธอดันพูดแบบนั้นป้าเอื้องคำก็จะไม่ชอบฉันอีก”
“แทนที่เมจะห่วงคำพูดผม เมน่าจะย้อนกลับดูตัวเองนะว่า ทำอะไรให้ทุกคนมองเมแบบนี้”
รุทรกับเมทินีจ้องหน้ากันนิ่ง
“วาทิต เธอรู้ไหม ฉันคิดว่าความรักที่เธอมีให้ฉันมันจะทำให้ฉันอยู่ที่นี่ได้ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าความรักของเธอมันทำให้ฉันรู้สึกแย่มาก”
พูดจบเมทินีก็เดินหนีเข้าห้องน้ำไป รุทรมองตามท่าทีเหมือนคิดหนัก และเริ่มลังเล สุดท้ายสลัดความคิดนั้นทิ้ง
“ไม่ เราต้องไม่เชื่อละครที่ผู้หญิงคนนี้เล่น”

ฝ่ายอังกูรมาคุยกับชาติอยู่ตรงมุมหนึ่งในไร่ ชาตินั้นไม่ค่อยพอใจที่อังกูรปล่อยให้วาทิตหยาม
“ทำไมคุณกูรไม่ช่วยผม เห็นชัดๆ ว่ามันแกล้งผม”
“ก็แกไปทำผิดกฎทำไม”
“ตกลงผมต้องยอมก้มหัวให้มันด้วยใช่ไหมครับ”
“ฉันก็ไม่รู้จะช่วยยังไง เอาเถอะน่า ยังดีกว่ามันไล่แกออก”
อังกูรหยิบเงินให้ชาติ
“เอาไปใช้แก้กลุ้ม แบ่งให้ไอ้สองตัวนั่นด้วย”
ชาติเก็บเงินสีหน้าเคียดแค้นวาทิตไม่หาย “คุณกูรครับ ผมว่าจัดการมันเลยดีกว่า”
“แกคิดว่าฉันไม่อยากทำหรือไง แต่ตอนนี้มันประกบเมแจเลย ฉันไม่รู้จะทำไงให้มันหัวใจวายตาย”
“ผมว่าไม่ต้องรอแล้วครับ ไอ้หัวใจวายเนี่ย มันตายยากตายเย็นเกินไป จัดการขั้นเด็ดขาดเลยดีกว่าครับ”
อังกูรนิ่งคิดตาม
“ถูกของแก ฉันก็ไม่อยากรออีกแล้ว”

นัยน์ตาอังกูรเป็นประกายวาววับ

อ่านต่อตอนที่ 7
กำลังโหลดความคิดเห็น...