xs
xsm
sm
md
lg

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 9 ตอน อ้ายดำปรอท

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 9 ตอน อ้ายดำปรอท

ในห้องมืด เครื่องฉายหนังแบบโบราณกำลังฉายภาพบนจอ เป็นภาพจากหนังเรื่อง Frankenstein ปี 1931ที่เห็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์แปลกๆ ภายในห้องนั้น มีชายสองคนที่กำลังดูอยู่
 
ภายในห้องมืดนั้นอาจจะดูลึกลับ ไม่แน่ใจว่า เป็นใครกันแน่ จนแสงสะท้อนให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งหัวล้านเจ๊งเหม่ง อีกคนหนุ่มกว่าท่าทางโก้เก๋
ชายหัวล้านหรือเจ้าคุณปัจจนึกหันมาทางชายหนุ่มอีกคน
"เราจะมีชื่อเสียงก้องโลกกันคราวนี้แหละ" ปัจจนึกหัวเราะเสียงสะใจ

วันใหม่ รถโกดังซึ่งมีผ้าคลุมขนของเข้ามาที่บ้านศิริสวัสดิ์ มีดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ตามมาด้วย
ที่หน้าบ้าน เจ้าคุณปัจจนึกกำลังยืนรออยู่หน้าบ้านท่าทางกระตือรือร้นสุดขีด

ประภา ศิริสวัสดิ์กับประไพ การุณวงศ์ กำลังกินน้ำชากันอยู่ในห้องนั่งเล่น ได้ยินเสียงรถและเสียงเอะอะให้ถอยจอด จึงเดินไปมองออกมาจากหน้าต่าง
ประไพถามอย่างสงสัยมาก
"เอะอะอะไรกันคะ พี่ภา"

ประไพ เห็น ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์แห่งมหาลัยออกซ์ฟอร์ดกำลังลงมาจากรถ เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ แก้มตอบเล็กน้อย แต่งตัวสมาร์ท ผูกหูกระต่าย ปากคาบกล้องดันฮิลล์ควันขโมง หน้าตาภูมิใจกับสิ่งที่ขนมามาก
เจ้าคุณปัจจนึกรีบเข้าไปต้อนรับดร ดิเรกยื่นมือให้จับแบบฝรั่ง

ประไพถามพี่สาว
"แล้วนายคนนั้นน่ะใครคะ"
"เอ้อ.. ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์จ้ะ ลูกของเจ้าคุณนพรัตน์ ราชไมตรี เพิ่งจบวิชาหมอและวิทยาศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ น้องไพจำได้มั้ย เค้าเคยเป็นเพื่อนเล่นกับเราตั้งแต่เด็กๆ"
"จำไม่ได้ค่ะ แล้วนี่รถโกดังขนข้าวของอะไรมาคะพี่ภา"
"คือ..เอ้อ.. พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นเค้ามาคุยซุบซิบกับคุณพ่อได้หลายวันแล้ว"
ประไพอยากรู้

ดิเรกกำลังนำเสนอด้วยความภูมิใจ
"ของที่สั่งไว้ได้มาครบแล้วครับ คุณอา"
คนขับรถและเด็กรถบรรทุกขนของเข้าไปในบ้าน ข้างในนั้นคือ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ แบบเดียวกับที่เห็นในหนังเรื่องแฟรงเคนสไตน์
เจ้าคุณปัจจนึกหน้าตาลิงโลดมาก
"ยอดเยี่ยมมาก พ่อดิเรก สมแล้วที่เป็นหลานรักของอา"
ประไพเดินนำหน้า ประภาเดินตามมา
"คุณพ่อ นี่อะไรกันคะ"
"เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของพ่อกับหมอดิเรก นี่ประไพ ลูกสาวคนเล็กของอา น้องของประภา"
ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ
"ออไร๋ ออไร๋ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
ประไพรับคำเสียไม่ได้
"ค่ะ ... " เธอหันไปหาพ่อ "คุณพ่อจะทำอะไรวิตถารอีกละคะ แล้วนี่เสียเงินเสียทองอีกเท่าไรละคะ"
"ไม่มากไม่มายอะไรเลย แค่ไม่กี่หมื่นบาท"
"ไม่กี่หมื่นบาท ! หนูจะเป็นลม ตกลงคุณพ่อจะประดิษฐ์อะไรกันแน่ บอกมาซะดีๆ"
"ไม่บอก"
"ต้องบอก"
"ไม่บอก"
"ต้องบอก"
"ไม่บอก นี่แกเป็นลูกหรือเป็นแม่ชั้นหา ยายไพ"
"เป็นแม่ เอ๊ย เป็นลูกค่ะ"
"เออเว้ย รู้ไว้ก็ดีแล้ว เพราะงั้นแกไม่ต้องมาสู่รู้อวดดีไม่เข้าเรื่อง"
ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ
"มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ"
ประไพสะดุ้งฮือก
"ไปกันเถอะ ดิเรก อย่าไปสนใจเสียงหมูเสียงหมาเลย ไปดูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่อาเตรียมไว้ดีกว่า"
ปัจจนึกเดินออกไป ดิเรกเดินไปสองก้าวแล้วถอยกลับมา ทำตาหวานใส่ประภา
"เดี๋ยวสักครู่พบกันนะครับ คุณภา"
ประภาหน้าแดง ดิเรกโค้งให้แล้วเดินออกไป
"โอ๊ย โมโห ทำไมพ่อคนอื่นเค้าไม่อุตริวิตถารเหมือนคุณพ่อเรานะ เจ็บใจ๊เจ็บใจ อยู่ดีๆไม่ชอบอยากเป็นนักประดิษฐ์ ให้มันเปลืองเงินเปลืองทองเล่น แหม เนี่ย ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งละก็ ฮึ๊ย จะตบให้หน้าหันทีเดียว!" ประไพบอก

บ้านการุณวงศ์-ถนนเพชรบุรี ที่บริเวณสนาม พล นิกร กิมหงวน ทำคอย่น หลับตาปี๋
"ขนาดนั้นเลยหรือจ๊ะ น้องไพ" นิกรถาม
"กรต้องไปดูเองค่ะ ไพไม่อยากพูด นายนั่นต้องหลงรักพี่ภาแน่เชียว ทำก้อร่อก้อติกกับพี่ภามาก"
พลอยากรู้อยากเห็น
"แล้วคุณภารักเค้าหรือเปล่าครับ"
"ดิฉันจะไปรู้ได้ยังไงละคะ รู้แค่ว่าไอ้หมอคนนี้ไม่ถูกชะตาดิฉันเลยละคะ"
"กันอยากรู้เหลือเกินว่า คุณอากำลังคิดทำอะไร" พลบอก
"เอ ท่าจะคบคิดกันทำแบ็งค์ปลอมมั้ง" กิมหงวนบอก
"แหม คุณหงวนนี่ละ มีอย่างหรือคะ คนอย่างคุณพ่อจะทำแบงค์ปลอม"
"ไปหาท่านกันมั้ยละ ไปตอนนี้เลย" พลนำเสนอ
"ไปซี" กิมหงวนว่า
กิมหงวนดึงแขนนิกรให้ลุกขึ้น
"ไปเว้ย"
นิกรบอก
"ไพจ๋า งั้นกรไปหาคุณพ่อนะจ๊ะ"
ประไพขมวดคิ้ว
"อย่าไปเลยค่ะ กรน่ะเลือดร้อนออกจะตายไป เดี๋ยวก็เกิดเรื่องเท่านั้น"
"เถอะน่า นะ พี่ไม่ให้มีเรื่องหรอกนะจ๊ะ แค่จะไปสืบดูข้อเท็จจริงเท่านั้น นะ"
"ก็ได้ แต่อย่าไปหาเรื่องราวแล้วกัน เข้าใจมั้ยคะ"
"เข้าใจจ้ะ"
สามเกลอเดินไปที่โรงรถ
นิกรพึมพำ
"ไม่ควรเลยรนหาที่แท้ๆ"
"ที่จะไปหาเจ้าคุณอานี่น่ะเหรอ" พลว่า
"เปล่าเว้ย ที่มีเมียอ่ะ จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาต ต้องเกรงใจ ตัวคนเดียวจะเอาหัวเดินต่างตีน หรือเอาตีนเดินต่างหัวก็ได้"
"จริง ดูแต่อั๊วเป็นต้น พับเผื่อยว่าคิดจะทิ้งยายนวลวันละตั้งหลายพันครั้ง"
"แล้วทำไมไม่ทิ้งละ" นิกรถาม
"ก็มันทิ้งไม่ได้นะซี สวยอย่างนวลตายแล้วเกิดใหม่ก็หาไม่ได้ แล้วเวลาจะทิ้งได้ยินเมียเรียกว่าเฮียขาเท่านั้นละ ใจแป้วทิ้งไม่ลงอ่ะ เรื่องมันพูดยากเว้ย ถึงชั้นทิ้งได้ชั้นก็ไม่ทิ้ง และถึงชั้นไม่ทั้งชั้นก็คิดจะทิ้ง"
ตุ้บ! พลเอากำปั้นฟาดหลังกิมหงวน
"สำนวนอะไรของแก ชั้นฟังไม่รู้เรื่องเลย"
"ไอ้บ้า ตัวชั้นเองยังฟังไม่รู้แล้วแกจะรู้ได้ไงเล่า"

ณ ริเวณที่จอดรถ บ้านการุณวงศ์

เพลง “กลัวเมีย” (คำร้อง - ทำนอง นคร มงคลายน)

กิมหงวน "ลูกผู้ชายเต็มตัวเขากลัวอะไร"
นิกร "ต่อให้ช้างตัวใหญ่ๆเขายังไม่กลัว"
พล "เจอะเสือ สิงห์ กระทิงป่า คว้าปืนยิงหัว"
กิมหงวน "แต่ผู้ชายเขากลัว (หึ)"
สามเกลอ "กลัวเมีย"

ในรถเก๋งพลีมัธ บนเส้นทางกรุงเทพ-จาก ถ.เพชรบุรีมารองเมือง
นิกร "หากไม่กลัวเมียเรา เดี๋ยวอดเข้ามุ้ง"
กิมหงวน "ปล่อยให้หนาวคืนยันรุ่ง ซ้ำยุงกัดเพลีย"
พล "ฉะนั้นจงคิดกลัวเมียบ้าง มิมีทางเสีย"
กิมหงวน "นี่แหละชั้นขอเชียร์ ให้เกลียมัว"
สามเกลอ "กลัวเมีย!"
ท้ายรถ วิ่งไปจนลับสายตา

ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ บ้านศิริสวัสดิ์ กล่องข้าวของต่างๆยังวางระเกะระกะ ดิเรกค่อยๆหยิบเครื่องมือไฟฟ้าออกมาจากกล่อง เจ้าคุณปัจจนึกเดินไปเปิดกล่องอื่นๆ แล้วมองเครื่องมือต่างๆด้วยความตื่นเต้น
เสียงตบประตูดังลั่น
"ใครวะ บอกแล้วไม่ให้มารบกวน" เจ้าคุณปัจจนึกถาม
เสียงสามเกลอตะโกนบอก "เปิดๆ ไฟไหม้"
"หา ไฟไหม้"
ดิเรกตกใจลุกขึ้น วิ่งไปแบกกล่องเครื่องมือ
"เป็นไฟไหม้ เป็นไฟไหม้"
เจ้าคุณปัจจนึกวิ่งมาเปิดกลอนประตู เห็นสามลิงจ๋อยืนอยู่ก็ทำตาถลึง เอาแขนกั้นประตูไว้
"ไอ้พวกนี้นี่เอง ชิชะ เข้าไม่ได้เว้ย"
กิมหงวนแกะมือออก
"เข้าได้ เข้ามาเลยพวกเรา"
พลกับนิกรเข้ามา เจ้าคุณปัจจนึกทำปากแบะ ตาถลน ยกมือเท้าสะเอว มองดั้งสามคนด้วยความแค้นเคือง
"ยังไงกันเว้ย ไอ้พวกโจรห้าร้อย ใคร ใครเชิญให้แกเข้ามาในนี้ หา"
พล นิกรมองเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่างแปลกใจ
กิมหงวนยิ้ม
"เชิญตัวเองครับ" แล้วชี้ไปที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ที่ดิเรกแบกอยู่ "นี่มันเครื่องอุปกรณ์ในการพิมพ์แบ๊งค์ปลอมละกระมัง"
ปัจจนึกสะดุ้ง
"ใครบอกแกละ"
ดิเรกไม่พอใจ ดึงไปป์ออกจากปาก
"นายสามคนนี่ใครกันครับ คุณอา"
"ฮะฮ้า คำถามเช่นนี้ ชั้นควรเป็นคนถามคุณอามากกว่าว่า นายคือใคร นี่ชั้นคือ คุณสงวน ไทยแท้ เป็นหลานของท่านเจ้าคุณอา ส่วนท่านผู้นี้ เป็นพระราชบุตรเขย คุณนิกร การุณวงศ์ และนี่ คุณพล พัชราภรณ์"
ดิเรกโกรธ
"ขอบใจมากที่ท่านแสดงตัวให้รู้จัก ชั้น ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"
"ชื่อพิกลเว้ย ดร.มะเหงก ณรงค์ฤทธิ์" กิมหงวนบอก
ดิเรกสะดุ้ง ยืนขึ้น
"ดิเรก เว้ย ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ มนุษย์บ้าบออะไรชื่อมะเหงก แกเป็นเข้าใจ๋"
"ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ อือม์ เป็นเพราะมาก ลูกใครละ แกน่ะ"
ดิเรกหน้าเขียว
"พระยานพรัตน์ราชไมตรี แล้วแกล่ะ ลูกใคร"
"อ๋อ อั๊วอ่ะ มีเชื้อเจ้าเว้ย เสด็จป๋าของอั๊ว กรมหลวงนครเขษม ส่วนท่านแม่เป็นคุณจอม..ชื่อคุณจอมปลวก ยูเป็นเข้าใจ๋"
ดิเรกหันไปหาเจ้าคุณ
"เขาเป็นบ้ามังครับ คุณอา"
กิมหงวนทำท่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแบบคนบ้า ดิเรกมองด้วยความระแวง เจ้าคุณตบหลังกิมหงวนพลั่ก
"พอแล้ว พวกแกไปกันได้แล้ว ชั้นจะทำงานกับพ่อดิเรก"
"งานอะไรครับคุณอา" พลถาม
"งานที่เกี่ยวกับวิชาไฟฟ้าชั้นสูง พวกแกไม่มีความรู้หรอก"
"ก็ตามใจ หากคุณพ่อเห็นขี้" นิกรบอกแล้วชี้หน้าดิเรก "ดีกว่าไส้"
"หนอยแน่ไอ้นี่"
"ไม่ต้องหนอย"
"เอ๊ะ"
"ไม่ต้องเอ๊ะ"
"อย่ายั่วนะเว้ย เดี๋ยวมีเรื่อง"
"มีเป็นมี"
ปัจจนึกเงื้อตะพด สามคนวิ่งหนีเผ่นแนบไป
"ฮึ่ย ไอ้เด็กเวร"

สามคนวิ่งก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นเดิน
"ไอ้หมอนั่นอาจจะต้มคุณอาก็ได้ กันมั่นใจเหลือเกินว่ามันต้องการอยู่ใกล้คุณภาเท่านั้น แล้วก็โกหกตอแหลชวนท่านร่วมมือกับมัน ประดิษฐ์อะไรไม่รู้เพื่อบังหน้า ประดิษฐ์ไปประดิษฐ์มา ไม่ช้าคุณภาก็กลายเป็นมนุษย์กินคนเหมือนเมียของพวกเรา" กิมหงวนบอก
พลหัวเราะ
"อย่าอกุศลเว้ย เจ้าคุณอาน่ะ ท่านเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง"
"ยุกๆยิกๆเหมือนลิง" นิกรเสริม
"ไม่ไช่ ขั้นหมายความว่า ท่านน่ะชอบคิดค้นในเรื่องวิทยาศาสตร์ อยากมีชื่อเสียงเหมือนเอดิสัน หรือมาร์โคนี่"
นิกรสั่นหัวช้าๆ
"อุตริไม่เข้าเรื่อง ทียาปลูกผมไม่เห็นคิดให้สำเร็จ"
กิมหงวนรับ "จริง ฮิๆๆ" นิกรก็ "ฮิๆๆ" เหมือนกัน
"เฮ้ย นึกออกแล้ว ไปถามคุณภาดีกว่า" พลบอก

ประภายืนอยู่ริมหน้าต่าง สามเกลอเข้ามา
"ผมถามจริงๆเถอะ คุณภา คุณอากับดิเรกกำลังทำอะไรกัน" พลถาม
ประภาหันมา
" เอ่อ คุณจะรู้ไปทำไมคะ"
"ก็..อยากน่ะครับ บอกพวกเราเถอะ"
ประภาลังเล
"งั้นผมจะกลับบ้านละ รู้สึกเสียใจเหลือเกินที่บ้านนี้ไม่ต้อนรับผมเหมือนแต่ก่อน" พลบอก
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ คุณเข้าใจผิดไปเอง"
"คุณอย่ามาพูดแก้ตัวหน่อยเลย อะไรๆผมก็รู้ดี" กิมหงวนบอก
"รู้ว่าอะไรคะ"
"รู้ว่าดอกเตอร์ดิเรกอินเทอรเรสคุณน่ะซีครับ"
"อุ๊ยอะไรก็ไม่รู้ เราเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ"
"เฮอะ เฮอะ ผมอาบน้ำร้อนมาตั้งหลายร้อยหน ทำไมผมจะไม่ทราบ ผมรู้น่าว่าเค้ารักคุณและคุณก็น้อยนอยนอยหน่อยนอย"
"เอ๊ะ คุณหงวนนี่ คุณคิดว่าดิฉันรักดิเรกเหรอ"
"ตั้กๆกะต๊าก ตั้กๆกะต๊าก ต๊อกๆๆๆ ตั๊บแก ตั๊บแก"
ประภาถลาเข้ามาทุบนิกร
"บ้าไปแล้ว"
"พอแล้วเว้ย กันจะถามคุณภาอย่างเป็นงานเป็นการ"
พลลงนั่งที่เก้าอี้ ประภานั่งลงตาม
"บอกให้ก็ได้ค่ะ"
นิกรและกิมหงวนค่อยๆเข้ามาฟัง
"คุณพ่อกับคุณดิเรกกำลังหาวิธีชุบคนที่ตายแล้วให้ฟื้น โดยวิธีเดียวกับท่านศาสตราจารย์แฟรงเคนสไตน์ค่ะ"
สามคนฟังแล้วทำตาปริบๆ
พล ตามด้วยกิมหงวน ตบท้ายด้วยนิกร พูดในประโยคเดียวกันว่า
"ศาสตราจารย์แฟรงเคนสไตน์"
"ค่ะ"

สามเกลอกลืนน้ำลายเอื๊อก
 
อ่านต่อหน้า 2

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 9 ตอน อ้ายดำปรอท (ต่อ)

วันใหม่ ณ บ้านศิริสวัสดิ์ ตอนกลางคืน บริเวณหน้าห้องทดลอง ไฟลอดออกมาจากป้ายที่หน้าห้องทดลองชั้นสอง เขียนไว้ว่า "ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ห้ามรบกวนเด็ดขาด"

ภายในห้อง ดิเรกเริ่มกดปุ่มสตาร์ทให้เครื่องเดิน เสียงเครื่องกระหึ่มดัง ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกจัดเครื่องมือไว้แล้วเรียบร้อยเหมือนในหนังมาก เจ้าคุณปัจจนึกดูด้วยความเลื่อมใส
"เป็นเสร็จแล้วครับคุณอา ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับการชุบชีวิตคนตาย ... ขาดอยู่อย่างเดียวเท่านั้น"
"ศพ"
"ต้องเป็นศพคนที่ตายไม่เกินยิ่สิบสี่ชั่วโมง ยังไม่ขึ้นอืดเท่านั้นนะครับ ถึงจะใช้การได้" ดิเรกบอก
ปัจจนึกเอามือลูบหัวล้าน
"แล้วเราจะไปเอามาจากไหนละ"
"นั่นสิครับ ศพนะ ไม่ใช่ปากกาหมึกซึม หรือซองใส่ธนบัตรจะได้ไปซื้อมาง่ายๆ"
"เว้ย จะทำยังไงดีวะ"
ดิเรกมองซ้ายขวา แล้วคิดก่อนบอก
"ไม่ทราบครับ"
ปัจจนึกมองหน้าแล้วปลง
"อาก็ว่าอย่างนั้นละ" ปัญจนึกเท้าสะเอวส่ายหน้า "ว่าแต่ว่า ... " แล้วเดินไปกระซิบถาม "วันนี้แกเกี้ยวประภาหรือยัง"
ดิเรกยิ้มอายๆ เอานิ้วใส่ปากกัด
"เกี้ยวแล้วครับ"
"เออ เป็นไง ประภาเริ่มกะหลีกะหลอกับแกบ้างหรือยัง"
"ยังครับ ผมรู้สึกหล่อนเนือยๆยังไงชอบกล"
ปัจจนึกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
"นั่นละ มันเริ่มรักแกแล้วละ ผู้หญิงลงเนือยละก็เท่ากับซ่อนความรู้สึกฮิฮิ"
"บางทีก็ไม่เนือยครับ คุยกับผมจ้อทีเดียว"
"งั้นเหรอ ฮ่ะๆ ลงคุยจ้อละก็เชื่อขนมเจ๊กกินได้ พับผ่า"
"แต่บางทีผมพูดคำหนึ่ง หล่อนพูดคำหนึ่ง"
ปัจจนึกหัวเราะก้าก ตบบ่าดิเรก
"หวานเลยหลานชาย สบายแล้ว ฮิๆๆ"
ดิเรกฟังแล้วงง แต่ก็ตัดสินใจหัวเราะตามไป "ฮิๆๆ"

วันใหม่ บริเวณหน้าร้านตัดเสื้อ นวลลออ นันทา ประภา และประไพกำลังอยู่ในร้าน นันทาลองเสื้อที่มาตัดไว้หมุนไปมาหน้ากระจกมีช่างคอยจับให้ นวลลออนั่งเลือกแบบเสื้ออยู่กับประภาและประไพ มีกองผ้าจากพาหุรัดที่ไปซื้อมาวางอยู่
"เห็นเฮียหงวนบอกนวลว่า ด็อกเตอร์ดิเรกนั่นน่ะ มาเกี้ยวคุณภา จริงมั้ยคะ" นวลลออถาม
"โอ๊ย ไม่รู้ละ ถ้าพี่ภาแต่งงานกับนายหัวนอกคนนี้ พี่ภากับน้องต้องเลิกเป็นพี่น้องกัน"
"น้องไพก็..."
เจ้าของร้านถือเสื้อที่ตัดเสร็จแล้วออกมา
"เสื้อเสร็จแล้วค่ะ คุณนวล ลองได้เลย"
นวลละออเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อที่ลองหลังม่าน
"ถามจริงนะพี่ภา ไม่มีคนอื่นมาชอบพี่บ้างหรือยังไง" ประไพถาม
"นั่นสิคะ ผู้ชายในโลกนี้มีตั้งพะเรอเกวียน" นันทาว่า

เพลง “เลือกคู่” (คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)
ประภา "กลุ้มอกกลุ้มใจคิดไปวกวน มีหนุ่มหลายคนน้อมกมลรักใคร่"
นันทา "ก็เลือก ๆ ดูจับคู่รักได้ กลับมากลุ้มใจอย่างไรบอกดิฉัน"
ประภา "จะเลือกผู้ใดคิดไปหลายครา คนหนึ่งชราเข้ามาสัมพันธ์"
ประไพ "คนที่แก่เกินนั่งเดินงกงัน ยามเอ่ยรักกันเสียงสั่นเทิ้มเทียว (ไม่ไหวอ่ะ)"
ประภา "มีคนหนึ่งข้อกาง ตัวเตี้ยผมบางล้านกลางสองเสี้ยว"
ประไพบอก "เหมือนคุณพ่อฮิๆๆ"
นวลออโผล่ออกมา "คนหัวล้านมันเหม็นเปรี้ยว หัวหนึ่งเฟื้องเดียวเหม็นเขียวแสนหน่าย"
ประไพ"มีที่บ้านล้านเดียวก็พอแล้ว"
ประภา "หนุ่มหนึ่งแต่งกายล้ำชายแสนโก้ แต่ว่าผอมโซหัวโตเหมือนควาย"
นันทา "ถ้าเธอได้มาให้มาสนตะพาย เอามาต่างควายสอนให้ไถนา"
ประภา "หนุ่มหนึ่งน่าเกรงนักเลงฉันกลัว รอยสักทั้งตัวเห็นมัวมิดตา"
ประไพ "นักเลงนั่นแหละดีแต่ยักท่า เอ่ยคำขึ้นมาพูดจาด่ากัน"
ประภา "ติดอ่างก็มีเหลือดีแล้วเออ ยามเอ่ยรักเธอ รักเธอพัลวัน"
นวลลออเดินออกมา เจ้าของร้านเอาเข็มหมุนกลัดเสื้อให้พอดี
นวลละออ "เป็นอ่างกึกกักเทิ่กทั่กลิ้นพัน ยามพูดมิทันหัวสั่นขันตาย"
ประภา "แล้วคนหนึ่งเข้ามา ตาเหล่สองตาชักพาแหนงหน่าย"
นันทา "เออแปลกนักอย่ารักง่าย ตาเหล่ อุ๊ยตาย เหลืออายช้ำใจ"
ประภา "แต่อีกคนหนึ่งหูตึงฉันชัง"
ประไพ "ยามส่งเสียงดังมักฟังเพี้ยนไป"
ประภา "เป็นเธอจะปลงตกลงรักใคร"
สามนางมองหน้ากัน
ประไพ "ก็ตามแต่ใจ"
นวลลออ นันทา ประไพ "ฉันไม่รับทาน"
"ตกลงเป็นอันเหลือแต่คุณหมอดิเรกแล้วละซีคะ คุณภา" นันทาบอก
ประภาเขิน
"ก็..."
ทันใดนั้นมีเสียง ปังๆๆๆ ดังมาจากถนน
"ใครมาจุดประทัดข้างถนนเนี่ย ไม่ใช่วันตรุษจีนเสียหน่อย" นันทาว่า
นวลลออฟังแล้วบอก
"ไม่ใช่เสียงประทัดค่ะ เสียงปืน นวลรู้จักดี เพราะเอามายิงขู่เฮียหงวนบ่อยๆ"
ประไพร้องโหวกเหวก
"เสียงปืน เสียงปืน...หา! เสียงปืน!"
เจ้าของร้านวิ่งมองออกไปหน้าร้าน แล้วร้องลั่น
"ว้าย ยิงกันใหญ่แล้วค่ะ กลางถนนเลย"
ประไพ ประภา นันทาร้องวี้ดว้ายและหาที่หลบ นวลลออทำท่าคลาน
"คุณนวล จะคลานไปไหน" นันทาถาม
"ไปดูเหตุการณ์ด้านหน้าค่ะ"
นวลลออคลานอย่างคล่องแคล่วไปหน้าร้าน

ถนนฝั่งตรงข้ามร้านตัดเสื้อ ซึ่งมีธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่ มีรถยนต์ผู้ร้ายติดเครื่องรออยู่
โจรสามคนนำโดยอ้ายดำปรอท มือถือถุงใส่เงิน กำลังถอยจากธนาคาร พลาง ยิงต่อสู้กับพนักงานแบงค์สองคนที่วิ่งไล่กวดตามมา
ประชาชนร้องวี้ดว้ายหลบหนี อ้ายดำปรอทวิ่งไปขึ้นรถด้านหน้า ลูกน้องขึ้นรถด้านหลัง แล้วขับหนีไป
พนักงานแบ๊งค์สองคนกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไล่ตาม

นวลลออหันมาหาเพื่อน
"มันไปแล้วค่ะ อ้าว หายไปไหนกันหมด"
ประภาและนันทาคลานออกมาจากใต้โต๊ะ
"ไปแล้วแน่นะคะ" นันทาถาม
"แน่ค่ะ"
"แล้วนี่น้องไพอยู่ไหนละ" ประภาถาม
ประไพเปิดประตูตู้มา หน้าเหยเก
"อยู่นี่ค่ะ"
"โจรไปแล้วค่ะ ออกมาได้แล้ว"
" ไม่ได้ค่ะ คือ.. มันเปียกไปหมดทั้งตัวแล้ว"
"กลัวจนเหงื่อตกซิกเลยเหรอคะ" นันทาถาม
"เปล่าค่ะ ไพกลัวจนปัสสาวะราดเลย ฮิๆๆๆ พี่ภาไปเอาผ้าขี้ริ้วมาช่วยเช็ดหน่อยสิคะ"

"ว้ายน้องไพน่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกกำลังนั่งใช้ความคิด ดีดลูกคิด ทำบัญชีค่าใช้จ่ายต่างๆ 20,000 บาท ดิเรกรีบร้อนพรวดพราดเข้ามาเปิดเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างรีบร้อน

"เจ้าคุณอาครับรู้เรื่องข่าวใหญ่วันนี้หรือเปล่า"
"อาไม่รู้เลย ไม่ได้ออกไปไหน นั่งอยู่ในบ้านทั้งวัน"
"เป็นเกิดการปล้นกันกลางพระนครเลยครับ อ้ายดำปรอทศัตรูของประชาชนอันดับหนึ่ง พาพรรคพวกไปปล้นธนาคาร เอาเงินไปได้ประมาณห้าหมื่นบาท พนักงานแบ็งก์ไม่ยอมเลยไล่ตามไป"
ปัจจนึกจุ๊ปาก
"ตื่นเต้นจังเว้ยยังกะหนังคาวบอย"
ดิเรกเล่าเหตุการณ์ว่า
"พอผ่านหน้ากรมไปรษณีย์โทรเลข ตำรวจจักรยานยนต์ที่รักษาการณ์อยู่ที่นั่น ก็เข้าสมทบกับเจ้าพนักงานแบ็งก์ ไล่ยิงกันไปตามถนนสายต่างๆ"
"แม่เว้ย สนุกกันใหญ่"
"สนุกอะไรได้ครับ ตำรวจเป็นถูกยิงฟุบกับจักรยานถึงสองศพ"
"อ้าว เหรอ"
"จากนั้นก็ยิงโต้ตอบ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว จนในที่สุด... รถพุ่งเข้าชนรถโกดัง อ้ายดำปรอทเป็นถูกปืนตำรวจยิงจนปรุตายอยู่ในรถนั่นล่ะ อ้ายดำปรอทถูกยิงเด้งไปมาจนตายคาที่"
"สนุกมาก! ไอ้ที่แกเล่านี่มันเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก"
ดิเรกชักมีเคือง
"เรื่องจริงสิครับ ผมนึกหวังว่าจะเอาศพมันนี่ละมาทดลอง"
"จุ๊ๆๆ วิเศษไปเลย...แล้วเราจะได้ศพมันมาได้ยังไง"
"ผมตามไปดูศพที่โรงพยาบาลกลาง ไปขอซื้อกับเมียมัน เสนอราคาถึงสี่พันบาท แต่หล่อนไม่ยอมขาย บอกว่าล้านนึงก็ไม่ขาย"
ปัจจนึกสะดุ้ง
"อ้า นี่หากรักจะคบกันต่อไป อาขออย่าพูดคำนั้นเลยนะ"
"โอ๊ะ ผมไม่ได้มีเจตนาเลยครับ" ดิเรกหัวเราะกร่อยๆ "เราจะทำยังไงดีครับ เราต้องใช้ศพมันคืนนี้เท่านั้น พรุ่งนี้ก็ใช้การไม่ได้แล้ว"
"ตอนนี้ศพอยู่ไหน"
"โกดังเก็บผีที่วัดสังเวชครับ"
ปัจจนึกเดินคิดไปมา เอามือเคาะหัวล้าน
"อาตรึกตรองดูแล้ว มีวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะทำได้"
"ยังไงครับ"
เจ้าคุณเดินไปหยิบไม้เท้า หยิบหมวกสวม
"แกตามอามา"

ภายในห้องนั่งเล่น บ้านไทยเทียม-ถนนพาหุรัด เวลาเย็น สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาทรุดตัวคุกเข่าข้างๆ สามเกลอกำลังนั่งกินข้าวแช่กันอยู่
"อาเสี่ยคะ"
"ว่ายังไง มีธุระอะไรว่ามา"
"ท่านเจ้าคุณปัจจนึกพาสุภาพบุรุษคนหนึ่งมาหาอาเสี่ยค่ะ ดิฉันเรียนเชิญท่านให้อยู่ในห้องรับแขกแล้ว"
สามเกลอต่างสะดุ้ง
"เจ้าคุณอามา! คงจะมาอ้อนวอนให้เราร่วมงานด้วย ชิชะ พาเจ้ามะเหงกมาด้วย ต้องแก้ลำซะให้เข็ด ไปเรียนท่านเดี๋ยวนี้ว่าชั้นไม่มีเวลาจะพบ เพราะชั้นกำลังทำการค้นคว้าหาหลักฐานอยู่ว่า โลกกลมหรือแบน" กิมหงวนบอก
สาวใช้ยิ้มลอยหน้าลอยตา
"แล้วอาเสี่ยคิดว่ามันกลมหรือแบนละคะ"
กิมหงวนหลับตาปี๋
"แล้วกัน จะมาซักเอาอะไรเล่า ไปบอกเจ้าคุณอาได้แล้ว"
สาวใช้คลานออกไป
"เอ๊ะ ทำไมกันรู้สึกคุ้นหน้าเจ้าดร.นี่จัง" นิกรว่า
"นั่นนะสิ"
นิกรคิดหนัก
"เอ๊ะ หรือว่า ที่โรงหนัง"
ย้อนคิด ... พลและนิกรได้พบดิเรกที่ในโรงหนัง หมั่นไส้ความเป็นฝรั่งของดิเรก เลยพูดจากวนกันไปมา
พลลุกขึ้น
"ไปเว้ย ท่านอุตส่าห์ตากแดดหัวแดงมาจนถึงบ้าน"
กิมหงวนบอก
"ไม่ ต้องยักท่าซะให้เข็ด"
นิกรนั่งหันหน้าไปทางโถงประตู จึงเห็นท่านเจ้าคุณกำลังเดินมา นิกรจุ๊ปากขยิบตาให้
"ไม่ต้องจุ๊ปาก มีอย่างที่ไหนเห็นคนอื่นดีกว่าเรา คนหัวล้านนี่มันเซ่อจริงนิ" กิมหงวนหัวเราะ
นิกรใจหายวาบ ยกเท้าเขี่ยหน้าแข้งพล พลค่อยๆหันหน้าไปดู สะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเจ้าคุณปัจจนึกย่องเข้ามาหลังอาเสี่ย
"พูดอะไรแว้ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ถึงท่านจะเกลียดเรา แต่เราก็เคารพรักท่านก็แล้วกัน" นิกรว่า
กิมหงวนหัวเราะ
"ไปโว้ย ไปก็ไป พับเผื่อย ถ้าเป็นน้องนุ่งพ่อเขกกบาลหัวล้านแตกเลย ปล่อยให้รอในห้องรับแขกนานๆดีไม่ดีจะหยิบอะไรใส่กระเป๋า"
พล นิกรท่าทางกระสับกระส่าย เหงื่อแตกพลั่ก กิมหงวนชักเริ่มรู้สึก จึงหันไปมอง
"เหวอเอ๊อ"
กิมหงวนทรุดไปบนเก้าอี้ ท่านเจ้าคุณทำปากแบะนัยน์ตาถลน ตะครุบผมกิมหงวนเอาไว้ แล้วยกมือเขกกบาลสามทีซ้อน โป๊กๆๆ
"เอาซี้ เอาซี จะเขกหัวล้านหรือยังละ"
เจ้าคุณบิดหูต่อ
"โอย พอแล้วครับ อย่าบิดหู อูยยย หูจะขาดแล้ว"
แล้วทุกคนก็คุยกันอยู่
ดิเรกบอก
"ทุกอย่างเป็นตามที่ผมเล่ามานี่ละครับ เป็นสำเร็จหมดแล้วขาดอย่างเดียว"
"อ้อ งั้นขาดอะไรละครับ หรือขาดเงิน บอกผมเถอะครับคุณด็อกเต้อ ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวหยิบให้เลย"
ดิเรกเคือง
"ทานโทษนะครับ ขอสูบบุหรี่หน่อย"
กิมหงวนเลื่อนหีบบุหรี่ไปให้
"นี่ได้มั้ยครับ บุหรี่ไทยบัวสะอาด ของคนไทยแท้แต่รสชาติดีไม่แพ้บุหรี่ฝรั่ง"
"พอดีปรกติผมสูบกล้องอย่างเดียว แต่วันนี้ลืมเอากล้องมา ไม่เป็นไรใช้นี่แล้วกัน"
ดิเรกหยิบธนบัตรใบละยี่สิบออกมา และควักถุงใส่ยาเส้นมาเทใส่ธนบัตร มวน แล้วจุดสูบ
พล นิกร มองหน้ากัน กิมหงวนรู้สึกเลือดแห่งความมีสตางค์เดือดพล่าน จึงลุกขึ้นทันที เดินไปที่โต๊ะ เปิดลิ้นชัก ดึงแบงค์ร้อยออกมาปึกเบ้อเริ่ม
"เอานี่ดีกว่าครับ กระดาษแบ๊งค์ยี่สิบแข็งไปหน่อย ระคายคอ"
ดิเรกยิ้มแหยๆ
"ง่า... ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ"
"น่า ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่มวนบุหรี่สูบ นั่งฉีกเล่นโก้ๆซีครับ เป็นการบริหารกล้ามเนื้อ ผมทำบ่อยๆ"
กิมหงวนฉีกแบ๊งก์ทีละใบ
"คุณ..คุณฉีกแบ๊งก์ร้อย"
"มันเพลินครับ ฉีกเท่าไรก็ไม่หมด"
กิมหงวนโปรยปรายเงินไปบนอากาศ หน้าตายิ้มแย้ม พัดลมเป่าเงินปลิวไปทั่ว ดิเรกตาค้าง
นิกรหยิบเศษเงินมาเคี้ยวหมุบหมับๆ
"คุณ..คุณ.. ผมยอมแพ้แล้วครับ คุณเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย" ดิเรกพูดพลางยกมือไหว้
กิมหงวนหน้าตาภูมิใจมาก
ไพอได้แล้วเว้ย... เข้าเรื่องซะที ที่อามาวันนี้ก็เพราะอาต้องการความช่วยเหลือจากพวกแก" ปัจจนึกบอก
"เรื่องอะไรครับ" พลถาม
ปัจจนึกทำท่าลึกลับ
"อาตรึกตรองโดยหลักวิชาวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีวิธีเดียวที่เราจะได้ศพมา..."
"ซึ่งก็คือ" พลถาม
"ขโมย" ปัจจนึกบอก
นิกร กิมหงวนโพล่ง "ขโมย"
ดิเรกพยายามเข้าใจว่ามันวิทยาศาสตร์ตรงไหน
"หลักวิชาวิทยาศาสตร์ที่คุณอาว่านี้มันเป็นหลักการของ..."
"ท่านเซ่อไอแซค นิวตั้น" ปัจจนึกบอก
กิมหงวนและนิกรต่างโพล่งตาม"ท่านเซ่อไอแซค นิวตั้น"
ดิเรกจำไว้ว่า นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ คิดค้นคว้าจากเรื่องแอปเปิ้ลหล่น
"ท่านเซ่อไอแซค นิวตั้น กฎเรื่องแรงเฉื่อย เรื่องแรงโน้มถ่วงหรือกฎเรื่องกิริยากับปฎิ..."
เจ้าคุณปัจจนึกทนไม่ไหวหันมาเท้าสะเอว ทำตาถลน
"เว้ย แกจะเอาหรือไม่เอา ศพน่ะ"

"เอาครับ"
 
อ่านต่อหน้า 3

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 9 ตอน อ้ายดำปรอท (ต่อ)

บริเวณหน้าวัดสังเวช บางลำพู เวลาตีสอง ทุกอย่างเงียบสงัด รถราไม่มีวิ่ง

ไฟหน้ารถสว่างจ้าตัดกับความมืดยามราตรี บนรถนั้น พลเป็นคนขับ นิกรนั่งหน้า ข้างหลังคือเจ้าคุณปัจจนึกและกิมหงวน รถเลี้ยวเข้าไปในเขตป่าช้าของวัด

รถของสามสหายเข้ามาจอดที่ใต้ต้นไม้ บรรยากาศน่ากลัวมาก แสงเดือนข้างแรมส่องให้เห็นทุกอย่างเป็นเงาดำตะคุ่มๆ โกดังเก็บศพเป็นสังกะสี ลมพัดสังกะสีเปิดพะเยิบพะยาบ เสียงนกแสกร้อง
ทั้งสี่คนสะดุ้งโหยง แล้วลงมาจากรถกัน เจ้าคุณปัจจนึกนุ่งโสร่งไหม สวมเสื้อกุยเฮง มีพระเครื่องราง ตะกรุด ผ้าประเจียด คล้องคอพวงเบ้อเริ่ม มือถือแชลงปากนกแก้ว และเครื่องมือสำหรับงัดโลงผี พล นิกร กิมหงวน นุ่งกางเกงฝรั่งสีดำ เสื้อเชิตโปโลแขนสั้นสีน้ำเงินแก่ กลืนกับความมืด
เสียงหมาหอนไกลๆ ทุกคนขนลุกซู่ นิกรกับกิมหงวนกอดกันแน่น

ภายในโกดังมืดสนิท มีโลงผีหลายสิบโลงวางอยู่ บางโลงก็วางซ้อนกัน กลิ่นสาบสางคละคลุ้งไปทั่ว
ประตูสังกะสีเปิดเอี๊ยด เห็นทั้งสี่คนเข้ามา เกาะแขนกันไว้แน่น เจ้าคุณปิดประตูไว้ตามเดิม
นิกรเปิดไฟฉายและส่องไป เห็นโลงผีเรียงราย
กิมหงวนบอก
"...ค...คุณอาครับ เราแบ่งหน้าที่กกกกันเหอะ คุณอากับเจ้าพลงัดโลง เอาศพออกมา ส่วนผมจะไปรร รอที่รถ ตเตรียมพร้อมไว้"
"ผผผม ดูต้นททางเอง" พลบอก
พลคว้าศีรษะนายสองคนไว้
"ออย่าตาขาวไปหน่อยเลย.. มานี่ มาทางนี้"
พลเอาไฟฉายส่งให้เจ้าคุณแล้วลากตัวสองคนไปตามทาง
เสียงเพลงกล่อมลูกดังขึ้นจากด้านบนขื่อคา
"เอ เอ๊... วัดเอ๋ยวัดโบสถ์"
ทั้งสี่คนยืนตัวแข็งเป็นท่อนไม้
"สสเสียงมันดังมาจาก" นิกรถาม
เสียงตอบ
"บนนี้"
ทุกคนแหงนหน้ามอง เห็นผีอุ้มลูกนั่งอยู่บนชื่อ
"อ๊าก"
"เหวอเอออ ไม่เอาแล้ว"
กิมหงวนจะวิ่งหนี นิกรและเจ้าคุณคว้าไว้
"ไม่ให้ไป" นิกรบอก
ปัจจนึกเสียงสั่นเครือ
"แม่คุณแม่ทูนหัวไปสู่ที่ชอบๆนะ พรุ่งนี้ชั้นจะใส่บาตรไปให้"
"จริงเหรอ"
"สาบานด้วยเกียรติลูกเสือ"
"ขอบคุณค่ะ" ผีสาวหัวเราะแล้วหายไป
ทั้งสี่คน ใจจะขาด แต่พลพยายามรวบรวมสติ
"ไม่เป็นไรน่า ใจเย็น ลงมือทำงานเถอะ หาโลงไอ้ดำปรอทให้เจอ มันชื่ออะไรนะ"
"จิต มันชื่อ จิต" นิกรบอก
สี่คนเดินไประหว่างโลงผี เจ้าคุณส่องไฟไปตามโลง ไฟฉายกราดไป เห็นชื่อโน้นชื่อนี้ แล้วสาดไปเห็นชื่อ จิต จรัสศรี
เสียงกุกกักจากข้างใน
"สสสสส เสียง" กิมหงวนว่า
"ออออะไร" นิกรถาม
"มมม ม่ายรู้"
พลเห็นทุกคนขวัญหนีดีฝ่อ ก็เกิดความมุทะลุขึ้นมาตามนิสัย ลงฉิวขึ้นมาแล้วผีเผอหายกลัวหมด
"เลิกกลัวแล้วเว้ย ส่งเครื่องมือมา ผมงัดโลงเอง มา ไอ้ผีตัวไหนจะหลอกออกมาเลย"
"เอาเว้ย เลิกกลัวแล้ว เอาไงเอากัน อั๊วออกไปรอข้างนอกนะ" กิมหงวนบอก
พลคว้าศีรษะกิมหงวนไว้อีกครั้ง แล้วตบหน้าเผียะ
"เราเป็นคน ไม่ต้องกลัวมัน"
"อูย... ก็ได้"
ปัจจนึกส่งเครื่องมือให้พล ทุกคนช่วยกันงัดหีบศพ

พลกำลังค่อยๆใช้สิ่วแงะฝาโลงออก เจ้าคุณปัจจนึกทำหน้าที่ฉายไฟ
"ใครปุ๋งออกมาวะ อี๊" กิมหงวนถาม
"ไม่ใช่ กลิ่นจากในนี้" ปัจจนึกบอก
"อ้าว คนตายตอนเที่ยงทำไมเหม็นละครับ หรือจะเป็นคนละคน"
พลปาดเหงื่อ
"นั่นสิ แต่ในเมื่องัดออกมาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องเปิดดูละ"
ไฟฉายในมือเจ้าคุณปัจจนึกสั่นดิกๆ พลใช้สิ่วงัดโลงเปิดขึ้นทันที
ทุกคนร้อง "อ๊าก"
ในโลงคือศพผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นอืด นัยน์ตาลืมโพลง น่าเกลียดน่ากลัวเป็นที่สุด
กิมหงวนร้องอีก"อ๊าก"
"ปิด พล ปิด" ปัจจนึกบอก
พลพยายามปลอบใจ
"กลัวอะไรกัน คนตายแล้วก็ต้องขึ้นอืดเป็นของธรรมดา ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์มาหลอกหลอนเสียเมื่อไร"
ทันใดนั้นศพก็เริ่มสำแดงเดช มือของนางจับมือพลไว้ไม่ให้ปิดโลง
พลหันมามอง "อ๊าก"
พลสะบัดมือทิ้งแล้วถอยกรูด
ทุกคน"อ๊าก"
แม่จิตยิ้มแสยะแล้วลุกขึ้นนั่ง
"อ๊าก"
โลงข้างๆ อีกสองโลงเปิดขึ้น ทั้งหมดเป็นผีขึ้นอืดน่ากลัวที่สุด
แม่จิตโงนเงนลุกขึ้น เจ้าคุณกระโดดหนีไปเต้นบนโลง สามเกลอกอดกันแน่น

เพลง “มองอะไร” (คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)
แม่จิต / ผีคอรัส "มองอะไร มองอะไร พอมองไปทำไมยิ้มมา เหม่อมอง สองตา แปลกหนายังมาทำเปิ่น ทำตะลึง มองละลาน มันรำคาญมองนานเหลือเกิน"
ตาแม่จิตหลุดออกมาจากเบ้า
"เมื่อมอง ฉันเมิน ด้วยเขินสะเทิ้นเมินเก้อ"
แม่จิตเอาตาใส่เข้าไปใหม่
"อย่ามองเกี้ยว... อย่าจ้องแห่งเดียวนักซิ เธอจ้องอย่างนี้ฉันอายเต็มที อุ้ยมองดีๆซิเออ
เอ๊ะ มองแล้วทำหลิ่ว เลิกคิ้วทำ เหม่อ จ้องมองตาค้างนั่งเผลอ อ้าปากทำไมเออชะเง้อมองอะไร"
พลเกิดความบ้าบิ่นเอาชะแลงในมือฟาดหัวแม่จิต พลั่ก! แม่จิตสะดุ้งเอามือคลำหัว
พลเอาชะแลงยันเข้าไปที่ตัวอีกที แม่จิตล้มลง ผีคอรัสล้มลงในโลง พลรีบปิดฝาโลงดังพั่บ
พลเสียงสั่น
"ดุอะไรอย่างนี้ ถ้าหล่อนมาหลอกชั้นอีกละก็ ชั้นเป็นแช่งไม่ให้ไปผุดไปเกิดเชียว เข้าใจนะ"
แม่จิตพูดจากในโลงออกมา
"โอเคค่ะ"
สามคนกอดกันกลมดิ๊ก
"มันบอกว่า ...โอเค" นิกรบอก
"พพพพ พล กลับ บบบบ้านเหอะ" ปัจจนึกบอก
"ไม่ได้ครับ มาแล้วต้องหาให้เจอ" พลบอก
พลฉวยไฟฉายจากมืออันสั่นระริกของเจ้าคุณปัจจนึกไป กราดดูไปตามโลง ไฟส่องให้เห็นชื่อที่โลงใหม่ใบหนึ่ง เขียนว่า นายจิต 10/12/82
"เจอแล้วครับ มาเร็วมาช่วยกันงัดโลงนี้"

พลหันไปหา เห็นนิกรกับกิมหงวนกอดกันกลมอยู่บนพื้น

เสียงหมาหอนเกรียวกราว สามเกลอเอาศพใส่ในรถตอนหลัง แล้วปิดประตูรถ พลวิ่งไปขับ นิกรพุ่งตัวตามเข้าไปนั่งหน้า เจ้าคุณรีบเข้าไปนั่งด้วย กิมหงวนโดดไปนั่งตักเจ้าคุณ ไม่มีใครยอมนั่งหลัง

พลละล่ำละลัก
"นั่งเบียดกันอย่างนี้จะขับได้ไง ไอ้เสี่ยไปนั่งหลัง"
"ไม่" กิมหงวนบอก
"รีบๆเถอะวะ เร็วเข้า" นิกรว่า
พลสตาร์ทเครื่อง เครื่องติดแล้วดับ
"เร็วๆเข้าสิวะ" ปัจจนึกบอก
พลสตาร์ทใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ติดอีก ทุกคนใจเต้น
นิกรเร่ง "อีกทีวะ"
ก็อกๆ ทันใดนั้นมีเสียงเคาะรถด้านที่อาเสี่ยนั่ง ทุกคนหันไป
"เหวอ"
ปีศาจชายลึกลับ นัยน์ตาห้อยข้างนึงโผล่หน้ามาตรงกระจกที่ติดกับอาเสี่ยพอดี แล้วยิ้มแสยะให้
กิมหงวนถามด้วยเสียงสั่นเทา
"พ...พี่ชาย นัยน์ตาทำไมเป็นอย่างนั้น"
ปีศาจเสียงแหบแห้ง
"อีแร้งมันจิก"
"อ๊าก"
พลสตาร์ทติดพอดี รีบเหยียบคลัชเข้าเกียร์และออกไปอย่างรวดเร็ว
สามคนกอดกันกลมดิ๊ก ท่องคาถากันวุ่นวาย อิติปิโสภควา สุราเมรยมัชชปมาทฐานา เวรมณี ปัญญาวุฒิ กเรเตเต ทินโนวาเท นมามิหัง
รถแล่นไป

หลังจากนั้นสิบห้านาที ขณะที่ดิเรกยืนอยู่บนบันไดหน้าบ้าน รออยู่ด้วยความกระวนกระวาย
รถก็แล่นเข้ามาจอด ดิเรกรีบวิ่งไปที่รถ และมองศพที่หลังรถ ที่ยังห่อผ้าขาวอยู่
ท่านเจ้าคุณและสามเกลอเดินกะปลกกะเปลี้ยลงมาจากรถ
ดิเรกดีใจมาก
"ไอ้ดำปรอท ! คุณอากับคุณสามคนนี่กล้าหาญชาญชัยมากขโมยศพมาจนได้"
สามเกลอช่วยกันแบกศพลงมาแล้วหิ้วไปที่บันไดหน้าบ้าน ปัจจนึกโม้ให้ดิเรกฟังระหว่างเดินตามไป
"โอ๊ย ไม่อยากคุย เจ้ากรเจ้าเสี่ยแทบจะดีฝ่อตาย แต่ว่าคนอย่างอาน่ะ เรื่องผีสางพูดแล้วจะว่าคุยผีตายทั้งกลมอายังเคยเอาเทียนลนคางมาทำน้ำมันพรายมาแล้ว เมื่อหนุ่มๆอาผจญผีมามาก พูดแล้วจะหาว่าโกหก"
"อะแฮ่ม คุณอาเก่งมากครับ ในหมู่พวกเราเนี่ย เจ้าพลขี้ขลาดสุด" กิมหงวนบอก
นิกรประชด
"นี่ถ้าคุณพ่อไม่ไปด้วย พวกเราเห็นท่าจะตายอยู่ในโกดังผีนั่นละ"
ทั้งหมดหิ้วศพร่องแร่งไป

ในห้องทดลอง หลังจากนั้นไม่นาน ไอ้ดำปรอทนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง เขาเป็นชายที่มีหน้าตาดุร้าย ริมฝีปากกว้าง หน้าโหนกยื่น แก้มตอบ ที่หน้ามีรอยกระสุนหลายแห่ง นุ่งกางเกงฝรั่งสีเทา เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีเข้ม
สามเกลอและเจ้าคุณยืนมองดิเรกฉีดยาป้องกันศพเน่าอยู่
"ยาอะไรครับ" กิมหงวนถาม
"ยาป้องกันศพเน่า"
"ยาป้องกันศพเน่า งั้นฉีดให้เจ้าคุณอาสักเข็มซีครับ กลิ่นไม่ค่อยดีเลย เหม็นเขียวตุๆ"
"ไอ้เปรต"
"คืนนี้ผมจะจัดการเตรียมศพให้เรียบร้อย แล้วพรุ่งนี้จะเดินไฟฟ้า พวกคุณมาให้พร้อมกันนะครับ" ดิเรกบอก
"ไปงั้นพวกเราไปกัน" พลบอก
นิกรรำร้องลิเกทันที
"กระดิ่งทองง่วงนอนแล้ว จำจะต้องแจวกลับเคหา ยกหัตถ์ขึ้นประนมถวายบังคมพ่อตา ตะรุเหรงเต่งเตรง ตะรุเรงเตรงเตร๊ง"
นิกรเดินนำหน้าพล กิมหงวนออกไป อาเสี่ยนึกอะไรไม่รู้ ยกมือตบท้องอ้ายดำปรอทดังปุ
ศพอ้ายดำปรอทลุกขึ้นนั่งอาซ่าทันที
กิมหงวนถึงกับ"เหวอเออ" ตามประสาคนขี้ขลาดโดยนิสัย เขากระโดดกอดเจ้าคุณปัจจนึก นิกรกับพลถอยกรูด
"ไม่ต้องตกใจ มันลุกได้เพราะเส้นประสาทมันกระตุกครับ" ดิเรกบอก
อ้ายดำปรอทตาลืมขึ้นกรอกไปมา
ทุกคน"อ๊าก"
"ลลลแล้วทำไมมันลืมตาได้ล่ะ" กิมหงวนถาม
ดิเรกผลักอ้ายดำปรอทล้มลงนอน "เส้นประสาทกระตุกเหมือนกัน"
ทั้งหมดถอยกรูด ตาจ้องที่ศพ จู่ๆไอ้ดำปรอทก็หลิ่วตาให้ ทั้งหมดร้องลั่นและวิ่งหนีไป เหลือแต่ดิเรกที่จุ๊ปาก ทำท่ารำคาญความขี้ขลาดของพรรคพวก

แสงไฟทุกดวงดับหมด ยกเว้นที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดิเรกกำลังตกแต่งแผลที่ถูกยิงบนใบหน้าให้อ้ายดำปรอทอยู่ ดิเรกเย็บหน้าไปพลางก็คิดถึงประภาพลาง หน้าอ้ายดำปรอทเปลี่ยนไปเป็นหน้าประภา
เพลง “เพียงเห็นหน้า” (คำร้อง - ทำนอง ป. ชื่นประโยชน์)
ดิเรก "เพียงเห็นหน้า รักพาให้ชิดสนิทใจ เหมือนมีสิ่งใด ดลใจฉันให้คอยแอบมอง วันเห็นหน้า รักพาให้ชิดสนิทปอง หวังเป็นคู่ครอง เฝ้าตรองคิดไปไม่หลับนอน"
ประภาลุกขึ้น ทั้งสองจู๋จี๋กัน
"หรือเธอจะมีที่ชื่นชมอยู่ รักไม่เคยรู้ตั้งแต่ครั้งก่อน รักพาจับใจดังกับไฟร้อน คิดอาวรณ์อย่าผิดหวัง เพียงเห็นหน้า รักล้นอุรามาประดัง รักเพียงแต่หวัง เพิ่มพูนพลังสวาทเอย"
ดิเรกเพิ่งรู้ตัวว่า กำลังกอดผีอยู่ จึงสะดุ้งเฮือกรีบผลักผีล้มลงไปบนเตียงตามเดิม

บ้านศิริสวัสดิ์เย็นวันต่อมา ภายในห้องทดลอง เสียงเครื่องไฟฟ้าดังกระหึ่มทั่วห้อง ไดนาโมเครื่องทำไฟหมุนเป็นประกายวูบวาบ กระแสไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างอ้ายดำปรอท กระตุ้นหัวใจที่หยุดให้ทำงานใหม่
ดิเรก สามเกลอ และเจ้าคุณกำลังรุมมองไอ้ดำปรอทอยู่
"กระแสไฟฟ้าจากเครื่องทำไฟนี่จะแล่นเข้าไปในตัวอ้ายดำปรอทเพื่อกระตุ้นหัวใจให้เต้นใหม่ นี่ผมปล่อยไฟฟ้ามาตั้งแต่บ่ายโมงจนจะทุ่มแล้ว มันน่าจะฟื้นเร็วนี้"
"ไป ไป งั้นตอนนี้เราไปกินข้าวเย็นก่อนดีกว่า หิวแล้ว" นิกรว่า
ทุกคนจะเดินออกจากห้อง จู่ๆอ้ายดำปรอทเคี้ยวปากจั้บๆ ทุกคนสะดุ้ง
"เสียงอะไรวะ"
"สสสเสียงไอ้โน่นหรือเปล่า" นิกรถาม
"เป็นไปไม่ได้ เวลานี้มันยังไม่รู้ตัวหรอก ยังไม่ครบเวลา"
ทั้งหมดออกไป
ทันทีที่ทั้งหมดออกไป อ้ายดำปรอทลืมตาขึ้น มันเริ่มเคลื่อนไหวแขนและขา แล้วจึงพยุงร่างสูงใหญ่ขึ้นนั่งบนเตียง มันกวาดสายตาไปรอบห้อง แววตามถมึงทึงน่ากลัว มันลุกขึ้น แล้วเดินเปะปะมาทางประตูห้อง อ้ายดำปรอทสันดานดุร้ายก่อนตายยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น
"แอ๊...อ้อ"

อ้ายดำปรอทไปชนเก้าอี้ตัวหนึ่งเข้า มันคำรามอย่างดุเดือด อย่างผีดิบ มันยกเก้าอี้ทุ่มไปบนโต๊ะ เครื่องมือวิทยาศาสตร์จนแตกกระจาย แล้วอาละวาดทุบข้าวของในห้อง
 
อ่านต่อหน้า 4

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 9 ตอน อ้ายดำปรอท (ต่อ)

ในห้องกินข้าว ประภากำลังดูให้สาวใช้สองคนจัดสำรับอาหารอยู่ เสียงโครมครามจากข้างบน ทำให้ทุกคนชะงัก สงสัยว่าเสียงอะไร

สามเกลอ เจ้าคุณ และดิเรกยังเดินไปไม่ถึงห้องกินข้าว ก็ได้ยินเสียงของแตกก็สะดุ้งกันสุดตัว
"เฮ่ย ไปเร็ว"
ทั้งหมดวิ่งกลับไปที่ห้องทดลอง พลหันรีหันขวางแล้วหยิบไม้ตะพดที่วางอยู่แล้ววิ่งตามไป

บริเวณหน้าห้อง พลละล่ำละลักบอกดิเรกระหว่างที่วิ่งมา
"เราต้องอย่าให้มันลงไปอาละวาดข้างล่าง ไม่งั้นคนในบ้านอาจถูกบีบคอตายหมด"
"ถ้าจำเป็นจริงๆ ผมจะฉีดยาให้มันตายเสียก่อน .. เอ้า อาเสี่ยนำหน้าซี" ดิเรกบอก
"เหวอเออ ให้คุณอาเถอะ เป็นเด็กนำหน้าผู้ใหญ่มันออกจะน่าเกลียด"
ปัจจนึกยิ้มแหยๆ
"แต่อาอนุญาต ไปสิไอ้หงวน"
"ไม่เอา หนูยังไม่อยากตายนะ"
"ฮึ้ย ขี้ขลาดจริงเว้ยไอ้เวร มากันนำหน้าเอง"
นิกรเดินผึ่งผายไปหน้าห้อง แต่แล้วก็หยุดกลับหลังหันเดินกลับมา ทุกคนถอยกรูด
"เข้าไปซี"
"อยากจะเข้าไปเหมือนกันละครับแต่ขามันไม่ยอมเดิน"
"มานี่ กันนำหน้าเอง มาเร็วดิเรก" พลบอก
พลเดินนำหน้าด้วยความระมัดระวังตามด้วยดิเรก เจ้าคุณปัจจนึก นิกร กิมหงวนยกขายาวๆก้าวไป แต่ขามันไม่ค่อยยอมเดิน จึงต้องใช้มือยกให้มันถอนขึ้นจากพื้น

พลเปิดเข้าไปในห้องทดลอง แต่บนเตียงว่างเปล่า ทุกคนมองหน้ากันทำตาปริบๆ
ดิเรกเสียงสั่น
"มมมันหายไปไหนเนี่ย"
ทันใดนั้น กิมหงวนก็ร้องสุดเสียง ชี้ไปที่บานประตูห้อง ทุกคนเห็นเท้าของมันที่แอบอยู่หลังประตู
ดิเรกวิ่งไปดึงลิ้นชักโต๊ะ หยิบเข็มฉีดยาและหลอดยาออกมา ทุกคนวิ่งไปที่หน้าต่าง อ้ายดำปรอดเดินโงนเงนตรงมา
"แฮ่ แอ๊ อ๊อ"
"เหวอเอออ"
กิมหงวนกอดดิเรกแน่น เจ้าคุณตาเหลือก นิกรสั่นพับๆ อ้ายดำปรอทเดินตรงมา เจ้าคุณเผ่นแน่บไปซ่อนใต้โต๊ะ ดิเรกเสียขวัญจึงวิ่งออกไป พลนิกรเผ่นไปทางเตียงผ่าตัดแล้ววกอ้อมไปทางประตู หนีออกไปข้างนอก เหลือแต่กิมหงวนยืนตัวแข็ง
อ้ายดำปรอทเดินตรงไปหา ส่งสียงคำรามลั่น
"อ๋อย..กกลัวแล้วจ้า พี่จ๋าอย่าทำหนูเลย" กิมหงวนบอก
"แอ๊ อ้อ"
ดำปรอทคำรามแล้วคว้าคอกิมหงวนหมับ สายดาดุร้ายน่ากลัว จับร่างฟัดไปมา พลมองอยู่ด้านหน้า เห็นเพื่อนรักถูกบีบคอจนหน้าเขียว จึงรีบวิ่งเข้ามา มือกุมตะพดไว้มั่น ค่อยย่องไปทางหลังแล้วเงื้อไม้เท้าฟาดหัวอ้ายดำปรอทเต็มเหนี่ยว พลั่ก! อ้ายดำปรอทสะดุ้ง ปล่อยมือจากอาเสี่ย หันมาทางพล แล้วคำรามลั่น
"แอ๊ อ้อ"
พลถอยหลังกรุดไปที่โต๊ะวิทยาศาสตร์ กิมหงวนกลิ้งตัวไปหลบใต้โต๊ะที่เจ้าคุณซ่อนอยู่
อ้ายดำปรอทเดินไปหาพลที่กำลังวนเวียนอยู่รอบโต๊ะ

ประภาเดินขึ้นบันไดมา เพราะสงสัยว่าเกิดอะไรกันขึ้น

พลกับอ้ายดำปรอทยังเดินรอบโต๊ะคุมเชิงกันอยู่ แล้วจู่ๆประภาก็เดินตรงเข้ามาในห้องแบบไม่รู้อีโหน่อิเหน่
เจ้าคุณรีบบอก
"เฮ้ย อีหนู ออกไป"
ประภาชะงักมองไปเห็นอาเสี่ยกับเจ้าคุณอยู่ใต้โต๊ะก็หัวเราะ
"เล่นซ่อนหากันหรือคะนั่น เสียงโครมครามนึกว่าต่อยกันซะอีก"
ปัจจนึกนัยน์ตาเหลือก เกือบจะพูดไม่ได้
"อ..ออกไป ประเดี๋ยวตาย"
"คะ คุณพ่อว่าอะไรคะ"
ปัจจนึกชักฉิว ชี้มือไปทางไอ้ดำปรอท
"โน่น พ่อแกยืนอยู่โน่น เห็นมั้ย"
ประภาหันขวับไป พอเห็นผีดิบเข้าเท่านั้น ก็ร้องวี้ดสุดเสียงและเป็นลมไปทันที อ้ายดำปรอทแสยะยิ้ม เดินตรงมา "จ๋วย"
พลรีบวิ่งไปถึงก่อนและอุ้มประภาออกจากห้องไป อ้ายดำปรอทตาม เจ้าคุณและกิมหงวนยักแย่ยักยันออกมาจากโต๊ะ

นิกร และ ดิเรกวิ่งนำลงบันไดมาก่อน
"ทุกคนระวังตัว หนีเร็ว" นิกรบอก
คนใช้วิ่งมาดู
"ผีดิบอาละวาด"
พลอุ้มประภา อ้ายดำปรอทตามมาติดๆ คนใช้มองเห็นอ้ายดำปรอทก็ร้องวี้ดว้ายลั่น
"ผีดิบๆ"
เจ้าคุณโผล่มาทางระเบียงชั้นบน ตะโกนลงไป
"เร็ว ไปเตือนคนข้างบ้านด้วย"
คนใช้วิ่งกระเจิงกันไป

พลอุ้มประภาวิ่งหนีมา นิกรและดิเรกที่แอบอยู่ในห้องหนึ่งโผล่มา
"มาทางนี้ เร็ว" ดิเรกบอก
พลหอบแฮ่กๆอุ้มประภาเข้าไปในห้อง นิกรใส่กลอนทันที

อ้ายดำปรอทเดินลงมาจากบันได มองไปรอบตัว เมื่อไม่เห็นใครก็โมโห เอาข้าวของทุ่มเสียงดังสนั่น
"แอ๊ อ้อ"

เหล่าคนใช้วิ่งกระเจิงมาในชุมชนเพื่อนบ้าน ตะโกนวี้ดว้าย ช่วยด้วยๆ ท่านขุนสุราบาลเพื่อนบ้านเก่าแก่ถือมีดพร้าและคนอื่นวิ่งออกมา
"อะไรกัน" ท่านขุนสุราบาลว่า
"ผีดิบอาละวาดบ้านท่านเจ้าคุณค่ะ ท่านขุน ท่านให้มาเตือนทุกคน"
"หา ผีดิบ ไป พวกเรา ไปช่วยท่านเจ้าคุณกัน"
ชาวบ้านนับสิบๆกรูกันออกมา ในมือถือไม้ถือเหล็ก บางคนถือตะเกียง ถือไฟฉาย
ชาวบ้านโห่ร้องวิ่งกันเข้ามาในบ้าน เจ้าคุณยืนอยู่บนกระไดกับกิมหงวน
"มันอยู่ไหนครับ ท่านเจ้าคุณ"
"มันหลบอยู่แถวนี้ล่ะ ขอบใจพวกเรามากๆนะทุกคนเลย" ปัจจนึกบอก
"พวกเราแยกย้ายกันค้นหาเว้ย ฆ่ามันให้ตาย อ้ายเปรตนี่อาละวาดในหนังยังไม่พอ เสือกออกมาอาละวาดแถวบ้านเราอีก เอาเว้ย หามันเร็ว"
ชาวบ้านโห่ร้องเสียงกึกก้องและแยกย้ายกันไป ส่วนหนึ่งขึ้นไปบนบ้าน อีกส่วนออกไปในสวน

ชาวบ้านวิ่งพล่านไปทั่ว ประภา ดิเรก พล และนิกรได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมา เจอเจ้าคุณและกิมหงวนพอดี
"คุณพ่อ"
"ประภา แกกลับเข้าไปซ่อนในห้องเร็ว" ปัจจนึกบอก
"หนูกลัวมันค่ะคุณพ่อ ให้คุณพลเข้าไปเป็นเพื่อนหนูได้มั้ยคะ"
"ไม่ได้ ไอ้พลน่ากลัวกว่าผีดิบอีก ไป เข้าไป"
กิมหงวนเขี่ยแขนเจ้าคุณ
"เอางี้ได้มั้ยครับ ผมยอมเสียสละเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคุณภาเอง"
ปัจจนึกตวาดแว๊ด
"ไม่ได้ ยิ่งแกยิ่งไม่ได้เลย ไปประภา ...เข้าห้องไปเดี๋ยวนี้เลย"
ประภากลัวมาก มองซ้ายมองขวาและเข้าห้องล็อกกลอนประตูไว้
"ช่วยกันเร็วไว้พวกเรา ไปหาตะพดตะบองไปช่วยหามันให้เจอ"

ทั้งหมดวิ่งไป

บริเวณสวน ซึ่งแสงจันทร์ส่องสลัวๆ ชาวบ้านกันส่องไฟหาผีดิบ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่... อ้ายดำปรอทแฝงตัวอยู่ในเงามืดมันมองไปรอบตัวอย่างช้าๆ

ท่านขุนสุราบาลเดินถือดาบผ่านมาพอดี อ้ายดำปรอทยืนนิ่ง พอท่านขุนผ่านมาก็ใช้แขนอันแข็งแกร่งตวัดคอไว้
"โอ๊ย ช่วยด้วยๆ"
อ้ายดำปรอทไม่ปล่อยมันรัดจนท่านขุนนัยน์ตาถลนสิ้นสติไป มันจึงปล่อยให้ล้มฮวบลงบนดิน
ชาวบ้านหลายคน รวมทั้งกิมหงวนและพลวิ่งมาทางนี้ อ้ายดำปรอทหลบไปหลังต้นไม้
"เฮ้ย นั่นพวกเรานอนอยู่ที่นั่นคนนึง มันคงอยู่แถวนี้แน่ แยกย้ายกันไปเถอะครับ เดี๋ยวผมจะดักอยู่ตรงนี้เอง "
ชาวบ้านรับคำแล้วแยกย้ายกันไป พลกับกิมหงวนทรุดตัวลงดู
"เฮ่ย พล นี่ท่านขุนสุราบาลนี่ โธ่ เคราะห์ร้ายเหลือเกิน ตายห่าไปแล้วหรือยังนี่" กิมหงวนบอก
ท่านขุนสุราบาลคราง
"ยังครับ"
กิมหงวนสะดุ้ง
"ท่านขุน ท่านขุนครับ"
ท่านขุนฯกระซิบ
"พูดไม่ได้ กำลังสลบ"
กิมหงวนวางร่างท่านขุนลง
"ไปเว้ย ท่านขุนกำลังสลบอย่าไปรบกวนท่านเลย"
กิมหงวนและพลลุกขึ้น แล้วเดินไปรอบๆ
"เอ๊ะ มันหายไปไหนหว่า ถ้าพบละก็พ่อจะเอาตะพดฟาดให้กบาลแยกเชียว"
กิมหงวนแหงนหน้ามองไปตามกิ่งไม้ ทันใดนั้น อ้ายดำปรอทก็ปรากฏตัว เอามือมาวางไว้บนบ่ากิมหงวน
"แถวนี้ไม่มี ไปบนตึกดีมั้ยวะเรา"
"อือ"
กิมหงวนหันกลับมา ร้องลั่น ปัดมือทิ้งแล้ววิ่งหนีไป พลวิ่งตาม
"มันอยู่ทางนี้ๆ"
ชาวบ้านวิ่งมาเป็นฝูง
นายโชติถาม
"ทางไหนครับ"
"ทางนั้นๆ" กิมหงวนบอก
ชาวบ้านกรูกันเข้าไป อ้ายดำปรอทเห็นชาวบ้านเยอะมากก็กลัวหันหลังวิ่งหนีไป ชาวบ้านตามไป
โห่ร้องเสียงดัง
"ฆ่ามันๆๆ"

พลและกิมหงวนวิ่งผ่านมา แล้วหยุดหอบหน้าห้อง พลเกิดคิดอะไรได้
"เฮ้ย อาเสี่ย แกอยากกอดคุณภาฟรีๆมั้ย"
"เฮ้ย เอาซี ยังไงวะ"
"เดี๋ยวแกทำเป็นผีดิบไล่มา พอคุณภาเปิดห้องให้ แกเข้าไปแล้ว กันก็จะทำเป็นผีดิบมาทุบประตูห้อง แค่นี้ คุณภาก็คงตกใจกระโดดกอดแกแน่นอน"
"เฮ้ย จริงวะ เอาเลยนะ" กิมหงวนยิ้มกริ่ม

ภายในห้องนั่งเล่น ประภากำลังกลัวอยู่ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
"คุณภา ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย"
ประภารีบถอดกลอน
"อะไรคะ"
"ผีดิบ ..ผีดิบมันไล่ผมมา"
"เข้ามาเร็วค่ะ"
ประภาเปิดประตูให้ กิมหงวนรีบเข้าไป
"มัน..มันอยู่แถวนี้หรือคะ"
"ครับ"
ประภาเข้ามาใกล้ อาเสี่ยยิ้มกริ่ม
เสียงแกรกกรากดังขึ้นที่หน้าประตู
"มันมาแล้ว"
ประภาเผลอกอดแขนอาเสี่ย อาเสี่ยโอบเอวทันที
พลอยู่หน้าประตูห้อง เอามือเกาประตูแล้วส่งเสียง
"เมี้ยวๆ"

ข้างในห้องประภาสะดุ้งเฮือกรู้ตัว สลัดมือกิมหงวนออกแล้วตบหน้าดังเพียะ
"เจ้าเล่ห์นัก เสียงแมวดิฉันแท้ๆ ไป ออกไปเดี๋ยวนี้เลย"
ประภาเปิดประตูไล่ออกไป
กิมหงวนเดินจ๋อยๆเอามือกุมหน้าออกไป พลโผล่ออกมา
"ไอ้พล มึงต้มกู ผีดิบอะไรวะร้องเมี้ยว"

อ้ายดำปรอทกำลังวิ่งหนี ชาวบ้านไล่ใกล้มาทุกทีจนทัน ในที่สุดอ้ายดำปรอทหยุด ชาวบ้านเบรกชะงัก อ้ายดำปรอทค่อยๆหันมา ชาวบ้านถอยไปก้าวหนึ่ง
"อย่านะ หนูเหนื่อยแย้ว" อ้ายดำปรอทคุกเข่าบอก "ยอมแพ้" แล้วหงายหลังตึงนอนนิ่งไป
ชาวบ้าน "เฮ!"

เจ้าคุณปัจจนึกยืนอยู่หน้าบันไดตึก ชาวบ้านยืนอยู่ข้างล่าง
"ผมขอขอบใจพี่น้องทั้งหลายเป็นที่ยิ่ง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของทุกคน ท่านผู้ใดที่เคยมายืมสตางค์ผม และผมโกหกว่าไม่มีนั้น บัดนี้ผมเปิดโอกาสให้เต็มที่ทีเดียว และจะคิดดอกเบี้ยเพียงบาทละสิบสองสตางค์เท่านั้น"
ชาวบ้านต่างเฮ
ท่านขุนสุราบาลบอก
"ขอให้เจ้าคุณปัจจนึกจงมีความสุขความเจริญ ไชโย"
"ไชโย ไชโย ไชโย"

พล นิกร กิมหงวน ดิเรกอยู่ด้วยกัน
"ให้ตายสิ ผมชอบนิสัยของพวกคุณจังเลย ผมอยากขอเป็นเพื่อนกับพวกคุณด้วย จะรังเกียจมั้ยครับ" ดิเรกบอก
"คุณขอเป็นเพื่อนกับพวกเรา" กิมหงวนว่า
"ครับ"
"แน่ใจหรือครับว่าอยากเป็นเพื่อนกับพวกเรา" พลถาม
"แน่ใจครับ ให้ดิ้นตาย"
"ไม่ต้องสบถครับ พวกเราไม่ชอบเลย ให้รากเลือดซี" นิกรบอก
"เอางี้ ถ้าคุณปฎิบัติตามกฎของเราได้ ก็เป็นเพื่อนกันได้"
"อะไรหรือครับ"
"หนึ่ง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง สองระหว่างเพื่อนใครพลาดพลั้งก็ต้องให้อภัยกัน สามต้องผลัดกันเลี้ยงเหล้า และข้อที่สี่สำคัญที่สุด ต้องทนมือทนตีน คุณทำได้มั้ย" กิมหงวนว่า
"ง่า ง่า"
"ไม่ต้องง่า จะเป็นเพื่อนหรือไม่เป็น"
"เป็นครับ"
"งั้นก็ดีแล้ว ไป พวกเรากลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยว แม่ เอ๊ย เมียจะรอ" นิกรว่า
"ไปๆ กลับก็กลับ" พลบอก
กิมหงวนเดินมาที่ดิเรก เอานิ้วทิ่มตา
"ลาก่อนลูกรักของพ่อ พรุ่งนี้พบกันใหม่นะลูกนะ"

"อูย"
 
อ่านต่อตอนที่ 10 ตอน รัฐนิยม
กำลังโหลดความคิดเห็น...