xs
sm
md
lg

จ้าวพายุ ตอนที่ 3

เผยแพร่:

จ้าวพายุ ตอนที่ 4 

วันใหม่ บรรเจิดนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงานที่ออฟฟิศ

“ผมเห็นรูปแล้ว....สนใจสิสนใจ”
บรรเจิดดูภาพที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นเป็นภาพตึกแถว ทรงโมเดิร์น เก๋ๆ จำนวนหลายห้อง บรรเจิดคุยโทรศัพท์ต่อ
“ราคาสักเท่าไหร่ แปดสิบล้านเลยเหรอ? ถ้าจะเอาไปปรับปรุงเป็นโรงแรมก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอีกสิ”
บรรเจิดทำหน้ากลุ้มใจ
บรรเจิด เดี๋ยวบ่ายนี้ผมจะเข้าไปดูสถานที่จริง ถ้ามีอะไรติดต่อเบอร์ส่วนตัวผมนะ นี่ไม่ใช่โครงการของกลอรี่เจน ผมไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้
บรรเจิดวางสาย กลุ้มใจหนัก มองรูปตึกแถวที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาซื้อตึกทำโรงแรมเป็นของตัวเอง
ทันใดนั้นอรทัยเปิดประตูผลัวะเข้ามา บรรเจิดเอื้อมมือไปกดปิดภาพหน้าจอเนียนๆ อรทัยเดินฉับๆ ตรงเข้ามาถึงโต๊ะ แล้ววางแฟ้มที่ถือมาลงตรงหน้าบรรเจิด
“ชั้นตรวจโปรเจคท์นี้แล้วไม่โอเค สั่งลูกน้องคุณให้ทำมาใหม่”
“อะไรกันคุณอร เมื่อวานคุณก็สั่งแก้ แล้วทุกคนก็แก้ตามที่คุณสั่งทุกอย่าง ทำไมวันนี้…”
“ชั้นเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ชั้นคิดมันไม่ดี” หล่อนมองบรรเจิดแดกดันทันที “อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคย เลือกอะไรซักอย่าง แล้วก็มารู้ตัวทีหลังว่าอยากได้อีกอย่าง”
บรรเจิดอึดอัด รู้ว่าอรทัยแดกดันตนเรื่องเมียน้อย
“ทำใจซะคุณบรรเจิด ตราบใดที่คุณยังได้ชื่อว่ากินเงินเดือนของกลอรี่เจน ชั้นเป็นคนสั่ง คุณมีหน้าที่ทำตาม…”
บรรเจิดทนไม่ไหว สวนทันควัน “เว้นแต่ว่าผมจะไม่ได้อยู่ที่นี่ใช่ไหม?”
อรทัยชะงัก เสียงขุ่น “คุณหมายความว่ายังไง”
บรรเจิดพยายามคุมสติ นิ่งไม่ตอบ อรทัยค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีจากตกใจเป็นดูถูกบรรเจิด
“หึ...คุณไม่กล้าหรอก แต่ถึงคุณจะกล้า ชั้นก็ไม่มีวันยอมให้คุณทำสำเร็จ ไม่ว่าคุณคิดจะทำอะไรก็ตาม”
บรรเจิดหันขวับมองอรทัย อัดอั้นสุดขีด อรทัยยิ้มเยือกเย็น สีหน้าเย้ยหยัน สะใจที่ทรมานบรรเจิดได้
“ที่ชั้นบอกว่าคุณกับชั้นต้องอยู่ด้วยกัน จนกว่าจะตายจากกัน ชั้นก็ไม่ได้บอกคุณซักคำนี่ว่าเราจะมีความสุข...”
อรทัยยิ้มทิ้งท้ายก่อนออกไป บรรเจิดอึดอัดเต็มกลืน ความอดทนใกล้ขาดผึงเต็มที

ขณะเดียวกัน ที่โชว์รูมรถหรูที่ปิ่นมณีทำงานเป็นเซลส์ขายรถ แลเห็นปิ่นมณีนั่งคุยกับลูกค้าชายหน้าตาดี ท่าทางมีเงิน
“ถ้าคุณธนิกตัดสินใจได้เมื่อไหร่ โทร.หาดิชั้นนะคะ”
ลูกค้าชายยิ้มหล่อเพราะถูกใจปิ่นมณี “แน่นอนครับ”
ปิ่นมณียิ้มให้ ลุกขึ้นยืนส่งลูกค้าตามหน้าที่
ลูกค้าชายยิ้มเรี่ยราดให้ปิ่นมณีแล้วเดินออกไป สวนกับเพื่อนเซลส์สาวที่เดินเข้ามา หน้าตาบูดบึ้งไม่ค่อยพอใจนัก
“ปิ่น! มีลูกค้าใหม่....สนใจรถ แต่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าอยากคุยกับเธอ...”
ปิ่นมณีนึกแปลกใจ รีบลุกขึ้น
เซลส์เหลือบมองปิ่นมณีหมั่นไส้ ทำเป็นเดินไปลูบคลำ เปิดประตูรถยนต์แล้วแสร้งพูดลอยๆ
“หัวกระไดโชว์รูมไม่แห้งจริงๆ มีแต่ลูกค้าผู้ชายมาหา แต่..ไม่เห็นจะทำยอดขายได้สักเท่าไหร่”
ปิ่นมณีพยายามไม่สนใจ จะเดินออก เซลส์ยังไม่หยุดวอน
“มีแค่เงินเดือนไม่ถึงหมื่น ยอดขายก็งั้นๆ แต่เฟอร์นิเจอร์จัดเต็มขนาดนี้ ไม่รู้ทำได้ไง...” เซลส์ปากเปราะ แกล้งชะงัก “เอ๊ะหรือขายอย่างอื่น...ก็ไม่รู้” ปิดจ๊อบด้วยเสียงหัวเราะคิกคักกวนโมโห
ปิ่นมณีชะงักกึก จงใจผลักประตูรถยนต์ให้ปิดอย่างแรงและหนีบนิ้วเซลส์คนนั้น
เสียงกรี๊ดด!.... ดังขึ้น ทุกคนตกใจเหลียวมามอง ปิ่นมณีแกล้งตกใจ
“อุ๊ย ขอโทษนะ”
เซลส์สะบัดนิ้วเร่าๆ โกรธจัด “นังปิ่น! แกจงใจแกล้งชั้น!”
“ชั้นจะแกล้งเธอทำไมล่ะ หือ?
เซลส์หลุดเอง “ก็เมื่อกี้ชั้นด่าเธอไง!” พอรู้สึกตัวว่าทุกคนมองอยู่รีบแก้ “เอ่อ...ก็เมื่อกี้ชั้นพูดลอยๆ เธออาจจะเข้าใจผิดว่าชั้นด่าเธอ เธอก็เลยแกล้งชั้น!”
ปิ่นมณียิ้มตาใส “ชั้นไม่ได้แกล้งนะ มันเป็นอุบัติเหตุ”
เซลส์แค้น เจ็บนิ้วด้วย เจ็บใจด้วยแต่ไม่กล้า
ปิ่นมณีจับมือเซลส์สาวขึ้นมา เซลส์ใจไม่ดี ดึงมือออก ถอยห่าง
ปิ่นมณียิ้มหวานใส่ “คราวหลังก็ระวังปาก เอ้ย ระวังมือด้วยนะจ๊ะ”
เซลส์แค้น แต่ไม่กล้าพูดอะไร ปิ่นมณีเดินออกไป
พนักงานคนอื่นหัวเราะเยาะเซลส์ที่อยู่ดีไม่ว่าดี เซลส์มองกราดเหวี่ยงใส่ตาขวาง ทุกคนค่อยๆ หยุดขำ

ขณะที่ปิ่นมณีเดินเข้ามาอีกมุม แล้วต้องชะงักหยุดเดิน เมื่อสะดุดตากับด้านหลังใครคนหนึ่งเข้า
เป็นสุธาวีที่ยืนหล่อ ใส่แว่นกันแดดแบรนด์หรูแพงโครต และกำลังดูรถอยู่ในโชว์รูม
สุธาวีเหลือบมาเห็นปิ่นมณีเดินมาพอดี หนุ่มไฮโซตระกูลดังถอดแว่นกันแดดออก แล้วยิ้มโปรยเสน่ห์ให้ ปิ่นมณีเห็นสุธาวีก็ชะงัก ยิ้มแย้มทักทาย
“คุณสุธาวี...ที่บอกว่าจะไม่โทร.หาชั้นอีก ก็เพราะจะมาหาชั้นเองนี่เหรอคะ”
สุธาวียิ้มตอบ “ผมแค่จะมาดูรถ อย่าหลงตัวเองสิครับ คุณปิ่นมณี”
ปิ่นมณีชะงักนิดหนึ่งแล้วยิ้มพราย “ชั้นไม่เคยหลงตัวเองค่ะ มีแต่คนอื่นมาหลง”
“อย่างไอ้ลมน่ะเหรอครับ..ผมว่าคุณหาได้ดีกว่าไอ้ลม ความรักก็เหมือนมันก็เหมือนกับรถ ต้องลองหลายๆ คัน ถึงจะรู้ว่าคันไหนเหมาะกับเรา”
เจอสุธาวีเล่นลิ้นใส่ ปิ่นมณีเล่นด้วยประสาสาวรอบจัด “แล้วคุณเจอที่เหมาะกับคุณหรือยังคะ?”
สุธาวีแกล้งตีหน้าตาย “หมายถึงรถหรืออย่างอื่นครับ?”
ปิ่นมณียิ้มหวาน นัยน์ตาแพรวพราว “ก็คุณมาดูรถ ชั้นก็พูดถึงรถ”
สุธาวียิ้มชอบใจ


ไม่นานต่อมาบนถนนสายหนึ่ง แลเห็นรถหรูคันหนึ่งกำลังแล่นอย่างโฉบเฉี่ยวด้วยความเร็วอยู่บนท้องถนน ข้างในรถ เห็นสุธาวีเป็นคนขับรถ ปิ่นมณีนั่งอยู่ข้างๆ
สุธาวีหันไปยิ้มให้ปิ่นมณี คิดย่ามใจว่ายังไงวันนี้ต้องได้ กิน ปิ่นมณีแน่ๆ

เวลาเดียวกัน ศุวิลขับรถแล่นอยู่บนถนน สายตาของเขามองตามทาง เห็นฟ้าใสลงจากแท็กซี่คันหนึ่ง ท่าทางหงุดหงิด กิริยาคล้ายกำลังต่อล้อต่อเถียงกับคนขับ ขณะมือฟ้าใสก็หยิบของลงรถ ศุวิลชะงัก
ฟ้าใสหยิบของลงจากรถ ข้าวของพะรุงพะรังมากมาย
“ทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะลุง ยังส่งไม่ถึงที่เลย ทำไมลุงไล่หนูลงกลางทางอ่ะ”
“ก็แหม...ลุงต้องรีบไปส่งรถ” แท็กซี่ ไทยแลนด์ว่า
“ถ้าลุงรู้ว่ารีบไปส่ง แล้วรับมาหนูทำไมตั้งแต่แรกล่ะ”
“ก็ตอนแรกคิดว่าไปส่งทัน แต่ตอนนี้มันไม่ทันแล้ว”
“พูดจาไม่มีความรับผิดชอบ!”
คนขับแท็กซี่ขี้เกียจเถียงต่อขึ้นรถ ขับออกไป ฟ้าใสตะโกนไล่หลัง
“คอยดูนะ หนูจะโทร.ฟ้อง 1584!”

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแตรรถ ฟ้าใสสะดุ้ง หันไปเห็นรถศุวิล ศุวิลเลื่อนกระจกรถลง
“มายืนตัวสั้นอะไรข้างถนน จะไปไหน”
“ไปโรงเรียน ไม่ต้องมายุ่ง”
“ขาเจ็บแล้วยังหยิ่งอีก ขึ้นมา เดี๋ยวไปส่ง”
ฟ้าใสเชิด จะเดินหนี แล้วเกิดนึกขึ้นได้ว่าจะเกลี้ยกล่อมศุวิลเรื่องศิวา ฟ้าใสชะงัก เดินกลับมาขึ้นมารถ
“ไปก็ได้”
ศุวิลงงว่าทำไมฟ้าใสสาวแสบยอมขึ้นมาง่ายๆ

ภายในรถ ศุวิลกำลังขับรถอยู่ ฟ้าใสนั่งอยู่เบาะด้านข้างคนขับ
“โรงเรียนอยู่แถวไหน?”
“ราชพฤกษ์...แต่ว่าชั้นเปลี่ยนใจแล้ว ว่าจะไปเยี่ยมคุณตาก่อน คุณน่ะต้องไปส่งชั้นที่โรงพยาบาล แล้วก็พยุงชั้นเข้าไปในห้องคุณตา เข้าใจไหม”
ศุวิลรู้ “โรงเรียนอยู่แถวทองหล่อใช่ไหม”
“นี่ไม่ฟังชั้นเลยนี่” ฟ้าใสจริงจังมาก... “นี่คุณจะโกรธคุณตาไปถึงไหน เรื่องคุณแม่คุณกับคุณอาอร ชั้นก็พอจะรู้บ้าง แต่ว่านั่นมันไม่ใช่ความผิดของคุณตาเลยนะ”
ศิวิลแย้ง “คุณไม่เข้าใจหรอก..ความรู้สึกที่เห็นแม่ตัวเองโดนรังแก แล้วพ่อไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
“ชั้นอาจจะไม่เข้าใจจริงๆ เพราะชั้นไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่” ศุวิลชะงัก ฟ้าใสบอกต่อ “ชั้นเป็นเด็กกำพร้า หน้าตาพ่อแม่ก็ไม่เคยเห็น คุณยังมีครบทั้งพ่อทั้งแม่ คุณควรจะดีกับท่านในตอนที่ยังมีโอกาสนะ”
ศุวิลคิดๆ ฟ้าใสเหลือบมองศุวิลว่าจะใจอ่อนไหม

ศิวานั่งพิงหลังอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น ท่าทางผ่อนคลาย
ในห้องมีทนายความประจำบ้านเจนจรัสตระกูลอายุประมาณ 45 ท่าทางภูมิฐาน กำลังรวบเอกสารในมือ ส่วนธวัชชัยยืนอยู่ในห้องด้วย
“ถ้าคุณกริช” ธวัชชัยพูดกับทนาย “ร่างพินัยกรรมฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว ผมจะรีบเอามาให้ท่านเซ็นนะครับ”
ทันใดนั้นประตูเปิดผลัวะเข้ามา เห็นว่าเป็นอรทัย ศิวาและทนายชะงัก ย่อมแน่ว่าอรทัยได้ยินถ้อยคำตอนท้าย
“หมายความว่ายังไงคะ? ร่างพินัยกรรมใหม่?”
ทนายพูดกับศิวา “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับท่าน”
ทนายไหว้ลาศิวาแล้วออกไป อรทัยเหลียวขวับมองศิวา
“คุณพ่อคะ ทำไมต้องร่างพินัยกรรมใหม่คะ?”
“ก็ตอนนี้พ่อเจอทายาทเจนจรัสตระกูลอีกคนแล้ว”
อรทัยแค้นแทบอกระเบิด “ไอ้ลมมันไม่ใช่เจนจรัสตระกูล!”
“อรจะไม่นับว่าเค้าเป็นน้องชายของอรก็ได้ แต่ว่าเค้าเป็นลูกชายของพ่อ! ยี่สิบปีที่ผ่านมา เค้าต้องทนลำบากกับแม่ พ่อต้องชดเชยให้เค้า!”
“มาเจอกันอีกครั้ง ถ่านไฟเก่าก็คุโชน นี่มันคงมาออดอ้อนคุณพ่อให้ยกสมบัติให้มันกับลูก”
“อาภาเค้าไม่ได้ขออะไรพ่อทั้งนั้น! ที่เค้ากับลูกต้องออกจากบ้านไป ก็เพราะแก พ่อต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเค้า!”
อรทัยน้ำตาคลอ “แล้วความเป็นธรรมของอรล่ะคะ? คุณแม่เสียไปได้ไม่เท่าไหร่ คุณพ่อก็เอาเมียน้อยกับลูกเข้ามาอยู่ในบ้าน ให้มันมาอยู่ในห้องของคุณแม่! คุณพ่อจะให้อรทนเหรอ!”
“เรื่องนั้น ถ้าแกจะโกรธ ก็มาโกรธชั้นนี่ ชั้นผิดเอง! อย่าไปลงที่คนอื่น!
อรทัยเจ็บปวด นึกถึงสามีตัวเองด้วยที่มีเมียน้อยเช่นกัน
“ผู้ชายก็เหมือนกันหมด มักง่าย หน้ามืดตามัวหลงเมียน้อย”
ศิวาไม่สน “แกจะด่าชั้นก็ด่าไป ยังไงชั้นก็จะยกมรดกให้ศุวิลครึ่งนึง!”
“คุณพ่อจะตัดสินใจอย่างนั้นก็ได้ค่ะ...คุณพ่อบังคับอรเองนะคะ”
อรทัยเดินออกไปเลย
“ยัยอร!” ศิวาตกใจว่าอรทัยจะทำอะไร

อรทัยเดินหงุดหงิดมาตามทางเดินในโรงพยาบาล ความโกรธแล่นขึ้นสมองมากขึ้นๆ วิทย์เดินตาม
วิทย์ถามอย่างไม่แน่ใจ “ไปเดอะกลอรี่ใช่ไหมครับ”
“ไม่” อรทัยคำราม วิทย์ชะงัก “ชั้นมีธุระสำคัญจะต้องจัดการก่อน!”

สีหน้าอรทัยดุดัน แววตากร้าวแข็งจนวิทย์อดสยองไม่ได้ และรู้ดีว่า ธุระสำคัญ ของเจ้านายคืออะไร


อาภากำลังหั่นผักอยู่ในครัว เตรียมทำต้มจืดไปให้ศิวาที่โรงพยาบาล ส่วนสำลีกำลังล้างผัก

“คุณศิวาได้กินต้มจืดฝีมือพี่ภานะ ดีวันดีคืนแน่ๆ เลย เห็นว่าหมอจะให้กลับบ้านแล้วนี่”
อาภาพยักหน้า สำลีออกอาการคันปากเต็มที อยากจะเม้าท์เรื่องศุวิลกับฟ้าใสที่เห็นคาตาเมื่อวาน
“แหม...พูดถึงคุณศิวา นี่พี่จำหลานคุณศิวาได้มั้ยยัยหนูฟ้าน่ะ เมื่อวานสำลีเห็นเค้าอยู่กับเจ้าลมของเราด้วยนะ”
อาภาได้ยินว่าศุวิลอยู่กับฟ้าใส ตกใจกลัวศุวิลจะทำร้ายฟ้าใสเข้าให้อีก
“อยู่ด้วยกัน...แล้วลมไปทำอะไรเค้าอีกหรือป่าว?”
“ทำ...” สำลีตอบ
อาภาได้ยินก็เริ่มใจคอไม่ดี สำลีหัวหัวเราะคิก
“สำลีเห็นเจ้าลมของเราน่ะ ไปเทคแคร์ดูแลหนูฟ้าใส ท่าทางเขินๆ ด้วยกันทั้งคู่ สงสัยจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กจุ๊กจิ๊กดุ๊กดิ๊กล่ะมั้ง”
“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ลมเค้ามีแฟนแล้ว” อาภาเอ็ดๆ “นี่สำลีอย่าพูดอย่างนี้ไปนะ ถ้าหนูปิ่นรู้เข้า จะไม่สบายใจ”
สำลีชะงัก
“แม่หนูปิ่นน่ะเหรอ ก็เปรี้ยวก็สวยดีนะพี่ภา แต่สำลีว่าไม่ค่อยเหมาะกับเจ้าลมเลยอ่ะ”
อาภาชะงัก เพราะความจริงก็แอบคิดคล้ายๆ สำลีเช่นกัน
“ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ เรื่องความรักของหนุ่มสาวอย่าไปยุ่งเลย”
สำลีพยักหน้าอือออ มองไปที่หน้าต่างในครัว พอดีเห็นรถอีโค่คาร์ขับเข้ามาที่หน้าบ้านข้างๆ
“สงสัยเจ้าของบ้านใหม่กำลังจะย้ายเข้ามา เดี๋ยวสำลีเอาขยะไปทิ้งก่อนนะ”
จริงๆ สำลีจะไปสาระแนดูเจ้าของบ้านคนใหม่ อาภารู้ทันว่าสำลีจะไปส่องบ้านข้างๆ แน่ จะห้าม แต่ก็ห้ามไม่ทัน
ไม่นานต่อมาสำลีถือถุงขยะอยู่หน้าบ้าน ชะเง้อมองรถของเดชด้วยความอยากรู้อยากเห็น พลางพึมพำกับตัวเอง
“โอ๊ะ เป็นเด็กหนุ่มสาวด้วยกันทั้งคู่ สงสัยจะเป็นผัวหนุ่มเมียสาวข้าวใหม่ปลามันส์”

เวลาเดียวกันตรงบริเวณข้างๆ บ้านศุวิล แลเห็นรถอีโค่คาร์ของเดชจอดอยู่ในบ้าน ภายในรถเดชนั่งอยู่ฝั่งคนขับ แก้วตานั่งอยู่ข้างๆ
“เดี๋ยวพี่ลงไปเปิดประตูให้”
“แก้วตาเปิดเองก็ได้ค่ะ เอากุญแจมาสิคะ”
เดชหยิบส่งกุญแจให้แก้วตา โดนมือแก้วตา เดชมีอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด แก้วตาเองก็สังเกตเห็น แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“ขอบคุณค่ะ”
แก้วตาลงรถไปเปิดประตูบ้าน เดชมองมือตัวเอง ลูบเบาๆ พึงพอใจกับสัมผัสที่เพิ่งได้รับ แม้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจของแก้วตาก็ตาม


ทางด้านบรรเจิดกำลังเดินดูตึกแถวอยู่กับนายหน้า ซึ่งเป็นชายอายุประมาณ 50 ปี ท่าทางรอบจัด
“ตึกนี้ของเดิมเขายังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็ดันมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเสียก่อน ถ้าคุณบรรเจิดคิดเอามาปรับปรุงเป็นโรงแรมฮิปโฮเตล ผมว่าเหมาะมาก ทำเลก็ได้ ตัวตึกก็ ทันสมัย แปดสิบล้านเนี่ยไม่แพงเลยนะครับ ค่านายหน้านิดเดียวเท่านั้นเอง”
“คุณคุยกับเจ้าของให้เค้าลดอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ผมว่าถ้าทำเป็นโรงแรม ต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย ไหนจะค่าจ้างพนักงานอีก”
“เดี๋ยวผมจะลองคุยให้นะ เออ...คุณบรรเจิดครับ ทำไมคุณถึงคิดจะออกจากกลอรี่เจนมาทำโรงแรมของตัวเองล่ะครับ”
“อาศัยเค้าอยู่มันไม่สบายใจเหมือนมีบ้านเราเองหรอกนะคุณ”
นายหน้าพยักหน้ารับรู้ ไม่ถามต่อ เพราะไม่กล้ายุ่งเรื่องบรรเจิดมาก บรรเจิดมองรอบๆ ห้องแถวอย่างมีความหวัง แต่ก็อดกลุ้มใจไม่ได้ว่าจะหาเงินจากไหนมาลงทุน

ขณะเดียวกันรถหรูที่สุธาวีทดลองขับเคลื่อนเข้ามาจอดในลานจอดรถเดอะกลอรี่ ปิ่นมณีชะงัก
“คุณมาที่นี่ทำไม?”
“พอดีจะมีแขกคนสำคัญเข้ามาพักที่โรงแรม ขอผมแวะเช็คห้องให้เค้าก่อนแป้ปนึง”
สุธาวีลงรถไปแล้ว แต่ปิ่นมณียังนั่งอยู่ในรถ
“จะไม่ลงมาเหรอครับ?”
“ก็คุณบอกว่าคุณจะทำธุระแค่แป้ปเดียวไงคะ”
สุธาวียิ้มยั่ว “ทำไมครับ? หรือว่าคุณกลัว”
ปิ่นมณีมองหน้าสุธาวีเต็มตา “มีอะไรให้ชั้นต้องกลัวเหรอคะ?”
สุธาวียิ้มชอบใจ
“นั่นสิครับ”
สุธาวีเปิดประตูรถให้ ปิ่นมณีก้าวลงจากรถมาทันที เขาลอบยิ้มสมใจ เช่นเดียวกับปิ่นมณีที่ยิ้มกับตัวเอง

สักครู่ต่อมา สุธาวีเดินนำเข้ามาในห้องสวีทหรูของโรงแรม ปิ่นมณียังยืนอยู่หน้าประตู
“คุณช่วยดูหน่อยสิครับ ว่าห้องนี้ตกแต่งดีพอจะต้อนรับแขกคนสำคัญหรือยัง”
สุธาวีมองหน้าปิ่นมณี เพราะแขกคนสำคัญนั้นเขาหมายถึงปิ่นมณี
ปิ่นมณีเดินตามเข้ามา มองไปรอบๆห้อง
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแขกคนสำคัญคนนั้นเป็นใคร”
สุธาวียิ้มๆมองปิ่นมณีแล้วเดินไปนั่งที่เตียงสบายๆ ปิ่นมณีเมินหนีไป เสมองนาฬิกาข้อมือ
ปิ่นมณี วันนี้ฉันทำผิดกฎบริษัท... ถ้านายรู้เข้าฉันคงโดนเอ็ดตายเลย
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมซื้อรถคุณเอง เอาคันที่ขับมานี่แหละ”
“คันที่ใช้ทดลองขับ ถูกใช้งานมาแล้วเนี่ยเหรอคะ?”
“อืม ผมมีรสนิยม...ไม่ค่อยชอบของใหม่ถอดด้าม” สุธาวีมองปิ่นมณีด้วยสายตาลึกซึ้งมีความหมาย “ทั้งของ...ทั้งคน”
ปิ่นมณีชะงัก “กลับกันเถอะค่ะ ชั้นไม่รู้ว่าคุณจะเล่นเกมอะไรของคุณ”
สุธาวียิ้ม “ผมว่าคุณรู้นะ ว่าผมจะเล่นเกมอะไร ไม่งั้นคงไม่ตามผมเข้ามาในห้องนี้”
สุธาวีตบๆเตียง ปิ่นมณีทำทีเป็นไม่พอใจ หันหลังกลับ จะเปิดประตูออกไปจากห้อง
สุธาวี ถ้าคุณออกจากห้องนี้ไป ผมไม่ง้อนะ
ปิ่นมณีชะงัก คิดแล้วหันหลังกลับมา เห็นสุธาวีลุกขึ้นจากเตียงมาอยู่ใกล้ตัวเองแล้ว
สุธาวียิ้มให้ปิ่นมณีอย่างเหนือกว่า แล้วเอื้อมมือไปปิดประตู ก่อนจะคว้าปิ่นมณีเข้ามาจูบ
ปิ่นมณีจูบตอบกลับสุธาวีอย่างร้อนแรง ทั้งคู่ล้มลงไปที่เตียง

ฟากศุวิลขับรถแล่นมาตามถนน ฟ้าใสนั่งอยู่ข้างๆ จู่ๆ ศุวิลเบรกรถเอี๊ยด จนฟ้าใสหัวทิ่ม ฟ้าใสหันมามองศุวิลขวับ ไม่พอใจ
“ขับดีๆ สิคุณ อยู่ๆ เบรกรถทำไมเนี่ย”
ศุวิลเซ็งโครต ชี้ไปที่สัญญาณไฟจราจร “เห็นป่ะว่าไฟแดง”
ฟ้าใสรู้ว่าตัวเองเถียงสู้ศุวิลไม่ได้ เลยทำเป็นเชิดใส่ศุวิลแทน พอดีเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ของศุวิลร่วงอยู่ที่พื้นรถ เลยเอื้อมมือไปหยิบให้
ฟ้าใสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มือไปโดนหน้าจอพอดี หน้าจอโทรศัพท์เลยเปิดขึ้น เห็นภาพพักหน้าจอเป็นรูปคู่ศุวิลถ่ายกับปิ่นมณีท่าทางหวานชื่น
ฟ้าใสตกใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชัดๆ ศุวิลเห็นฟ้าใสหยิบโทรศัพท์ตัวเองไปดูก็ตกใจเหมือนกัน
“เฮ้ย อะไรเนี่ยคุณ เอาโทรศัพท์คนอื่นไปดู ไม่มีมารยาท”
ศุวิลคว้าโทรศัพท์คืน
“ไม่ใช่ไม่มีมารยาท...ก็รูปในโทรศัพท์นี่ คุณถ่ายรูปคู่กับยัยปิ่นเพื่อนชั้นได้ยังไงอ่ะ”
ศุวิลฉงน มองฟ้าใสงงๆ “รู้จักปิ่นด้วยเหรอ”
“รู้จักสิ ก็เราเรียนมาด้วยกัน แก๊งเดียวกันเลยนะ”
ฟ้าใสชะงัก คิดปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด แล้วนึกออก
“อ๋อ...นี่อย่าบอกนะว่าคุณคือผู้ชายหล่อ รวย โสด ของยัยปิ่น ...โอ๊ย..ปิ่นเอ๊ย...ผู้ชายมีเยอะยังกับฝูงลิง ดันไปคว้าเอาผู้ชายใจยักษ์มาทำแฟนได้”
“นี่ให้มันน้อยๆ หน่อย...หึ...ผมสิต้องแปลกใจ ทำไมปิ่นถึงไม่เลือกคบเพื่อนเลย มีเพื่อนตัวสั้นแล้วยังปากเสียอีก”
“อีตาบ้า คุณนั่นแหละปากเสีย คอยดูนะ ฉันจะยุให้ยัยปิ่นเลิกกับคุณ”
สัญญาณจราจรขึ้นไฟเขียวพอดี
ศุวิลเคืองแกล้งออกรถแรงๆ จนฟ้าใสหงายหลัง หัวชนเบาะที่นั่งเต็มแรง
“โอ๊ย”
ฟ้าใสหันไปเหล่ศุวิลเคืองๆ ศุวิลขำ

ที่ชั้นสองของบ้าน เดชรออยู่หน้าห้องนอน แก้วตาเปิดประตูออกมาจากห้องนอน ท่าทางตื่นเต้น เดชท่าทางมีความสุขที่เห็นแก้วตาสุขใสร่าเริง
“ชอบมั้ยแก้ว”
“ชอบค่ะพี่เดช บ้านสวยมากเลย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน เป็นแบบที่แก้วชอบเลย พี่เดชรู้ใจแก้วตาทุกอย่างเลยนะเนี่ย...”
“แก้วชอบพี่ก็ดีใจ”
แก้วตาผลุบกลับเข้าไปในห้องนอนอีก
“ดูนี่สิคะพี่เดช ตรงนี้มองออกไป เห็นรังนกบนต้นไม้ด้วย”
เดชตามเข้าในห้อง มองแก้วตาที่ชี้ชวนดูทุกอย่างอย่างตื่นตารื่นเริง เดชก็พลอยมีความสุขไปด้วย
แก้วตาหันจะเดิน แล้วสะดุดขาตัวเอง จะล้ม เดชรีบประคองไว้ กลายเป็นแก้วตาและเดชล้มลงไปที่
เตียงด้วยกัน
แก้วตาอยู่ในอ้อมแขนของเดช เงยหน้ามอง เดชใจเต้นระทึก แก้วตามองเข้าไปในดวงตาของเดช เห็นความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่
เดชรู้สึกตัวก่อน เลยรีบผละออกมา รู้สึกผิด
“พี่ขอโทษนะแก้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
แก้วตามองจ้องเดช ดูออกว่าเดชชอบตัวเองมาก ก็พึงพอใจ

วิทย์ขับรถเคลื่อนเข้ามาจอดข้างต้นไม้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากมองจากหน้าบ้านแก้วตาออกมาจะไม่เห็นรถ
วิทย์ลงมาเปิดประตูให้ อรทัยลงไปมอง หน้าบ้านแก้วตาที และหน้าบ้านศุวิลที
“หลังไหน?”
“ไม่แน่ใจครับ คราวก่อนที่ผมตามมา เห็นรถเค้ามาจอดตรงนี้ แต่มองไม่ทันว่าเข้าไปหลังไหน
อรทัยมองบ้านทั้งสองหลัง แล้วหันพยักหน้าให้วิทย์กดออดบ้านอีกหลังทันที โดยไม่รู้ว่าเป็นบ้านแก้วตาที่สามีหล่อนเพิ่งซื้อให้!

แก้วตาตกอยู่ในอ้อมแขนเดช สองคนอยู่บนเตียง ผงะออกจากกันเมื่อเสียงออดดัง
“สงสัยคุณบรรเจิดจะแวะมาดูแก้ว”
เดชยังมีท่าทางขัดเขินในสัมผัสของแก้วตาเมื่อครู่ แก้วตาเดินนำลงไป เดชตาม


วิทย์ยังกดออดอยู่หน้าบ้านแก้วตา อรทัยยืนคอแข็งอยู่ข้างๆ แก้วตาและเดชกำลังเดินลงบันไดมา เสียงออดยังดังอยู่ อรทัยยืนรออยู่กับวิทย์ที่หน้ารั้วบ้าน
ขณะที่หน้าบ้านศุวิลแลเห็นสำลียืนถือถุงขยะ พลางมองไปที่หน้าบ้านแก้วตา เห็นด้านหลังอรทัยกำลังยืนกดกริ่งอยู่
“กดออกรัวอย่างนี้มีเรื่องอะไรเนี่ย”
สำลีส่องๆ มองดูเหตุการณ์ แต่ยังเห็นแค่ด้านหลังอรทัย
ส่วนในบ้านแก้วตา สองคนเดินตรงมาที่ประตูแล้ว
ฟากสำลีค่อยๆ ตัดสินใจชะโงกหน้าออกไปดูด้วยความอยากรู้ อรทัยหันหน้ามาพอดี สำลีเห็นเข้าก็ตกใจ
“คุณอรทัย”
อรทัยหันมามองเห็นสำลี
“หลังนี้นี่เอง”
อรทัยกับวิทย์ตรงดิ่งเข้าไปที่บ้านศุวิล
แก้วตาเดินออกมา เดชตาม ทั้งสองคนอยู่ที่ประตูบ้าน มองไปที่ประตูรั้ว ไม่เห็นใครแล้ว และไม่เห็นรถของอรทัยด้วยเพราะต้นไม้บังอยู่!
แก้วตางง “ไม่เห็นมีใครเลยพี่เดช”
เดชพยักหน้างงๆ

ด้านอาภาจัดของอยู่ในครัว
“ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ชั้นบอกให้ออกไป!”
อาภาชะงักมือแล้วเดินออกไป
อาภาเดินออกจากครัว เข้ามาที่ห้องรับแขก
“สำลี มีอะไร?”
อาภาเห็นสำลีกำลังไล่อรทัยกับวิทย์อยู่ ก็ชะงักตกใจ
“คุณอร! มีธุระอะไรคะ”
“ชั้นอยากมาดูให้เห็นกับตา ว่าหน้าเธอจะระรื่นขนาดไหน คงสมใจแล้วสิที่ทุกอย่างสำเร็จตามแผน”
อาภางวยงง “นี่คุณพูดเรื่องอะไร?”
“อย่ามาตีหน้าซื่ออาภา! เธอไปบอกให้คุณพ่อยกสมบัติให้เธอกับไอ้ลม! ทำเป็นเจียมเนื้อเจียมตัว! สุดท้าย เธอมันก็เห็นแก่เงิน! สันดานเมียน้อย”
สำลีสุดทน “มันจะมากไปแล้วนะ! เข้ามาในบ้านคนอื่นแล้วก็ด่าเจ้าของบ้านฉอดๆๆ!”
อาภาปราม “สำลี อย่า” แล้วหันมาพูดกับอรทัย “กลับไปซะคุณอร!”
“ชั้นก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก แต่ชั้นพูดดีกับเธอมาหลายครั้งแล้ว เธอก็ไม่ฟัง เธอคงลืมไป ว่าชั้นทำอะไรได้บ้าง!”

เวลาเดียวกัน ศุวิลขับรถมาที่หน้าหมู่บ้านตัวเอง
“นี่คุณขับพาชั้นมานี่ทำไมเนี่ย นี่ไม่ใช่ทางไปโรงเรียนชั้นสักหน่อย”
“ผมจะกลับไปรับแม่ที่บ้าน”
ฟ้าใส งง “มารับทำไมอ่ะ”
“ก็คุณจะไปเยี่ยมคุณตาคุณที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ ...ผมก็เลยรับแม่ไปเยี่ยมด้วย”
ฟ้าใสยิ้มพอใจ “ในที่สุดคุณก็คิดได้สินะ...คุณนี่...ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย”
ศุวิลขำฟ้าใส แล้วหักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน
“บ้านคุณหลังไหนอ่ะ?”
“หลังข้างหน้าโน่น”
ฟ้าใสมองตามไปข้างหน้า เห็นรถอรทัยจอดอยู่ไกลๆ ฟ้าใสจำได้ หล่อนตกใจ
“แย่แล้ว!”
ศุวิลงง “มีอะไรเหรอคุณ?”
ฟ้าใสบอก “รถอาอร!”
ศุวิลตกใจ

อรทัยเดินนิ่งๆ ตรงเข้าหาอาภา ขณะอาภาถอยหนีอย่างกลัวๆ
สำลีจะเข้าไปช่วยแต่ถูกวิทย์ดึงไว้
“ชั้นบอกให้คุณออกไปไง!” อาภาขึ้นเสียง
“ถ้าชั้นออกไปง่ายๆ เธอก็คงไม่จำ แล้วก็มาวุ่นวายกับพ่อชั้นอีก!”
ขาดคำอรทัยตบอาภาเต็มแรงจนหน้าหัน
“ว้าย! พี่ภา!” สำลีจะโผเข้าไปช่วย แต่ถูกวิทย์ล็อคไว้แน่น
อรทัยง้างจะตบอีก อาภาจับมืออรทัยไว้แน่น แล้วผลักอรทัยจนเซไป
อาภาจะวิ่งหนีออกไปนอกบ้าน แต่วิทย์ขวางทางออกอยู่ อาภาหันกลับวิ่งหนีขึ้นบันได อรทัยตั้งหลักได้ วิ่งตามไปดึงอาภาตรงชั้นพักบันไดแล้วตบอาภาอีก
“พูดสิว่าเธอกับไอ้ลมจะไม่ไปยุ่งกับคุณพ่ออีก!” อรทัยตบซ้ำอีกจนอาภาเลือดกบปาก “พูดสิ” อรทัยตบซ้ำอีก “ชั้นบอกให้พูด” อรทัยกระชากอาภาให้หันมาจ้องหน้า
ทันใดนั้นศุวิลก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา ฟ้าใสตามพอเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ
“อรทัย! ปล่อยแม่ชั้น!”
อรทัยเห็นศุวิลก็ชะงัก อาภาได้จังหวะ สะบัดหลุดจากอรทัย แล้วเสียหลักกลิ้งตกบันไดลงไปกองแน่นิ่งอยู่ที่พื้น
ทุกคนตกใจ
ศุวิลตะโกนก้อง “แม่!”
“คุณน้า!” ฟ้าใสตกใจมาก
ศุวิลโผเข้าไปหาอาภาที่สลบ อรทัยเองก็อึ้งที่อาภาแน่นิ่งไปอย่างนั้น
ศุวิลจะพุ่งไปหาอรทัย ฟ้าใสบอก
“คุณน้าเลือดออกมา รีบพาไปโรงพยาบาลก่อน!”
ศุวิลชะงักกัดฟันแค้นๆ หันกลับมาหาอาภา อรทัยมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกใจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

อรทัยเดินคอแข็งออกไปทันที วิทย์เดินตามติดๆ


ศุวิล ฟ้าใส และสำลีนั่งรออยู่ด้วยกันหน้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ทุกคนเป็นห่วงอาภามาก โดยเฉพาะศุวิลเครียดอย่างเห็นได้ชัด

สำลีมองมายังศุวิล “ลม เดี๋ยวน้าออกไปซื้ออะไรให้กินนะลูก”
ศุวิลพยักหน้าเครียดๆ สำลีลุกเดินไป ฟ้าใสเห็นศุวิลเครียดเลยปลอบ
“คุณใจเย็นๆนะคะ คุณน้าคงไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
ศุวิลยังมีอารมณ์อยู่กรุ่นๆ บ้านผมอยู่กันมาอย่างสงบเป็นสิบๆปี! แต่พอเจอคุณตาคุณไม่เท่าไหร่ ก็เกิดเรื่อง!”
“ชั้นเข้าใจค่ะว่าคุณเป็นห่วงแม่...แต่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณตานะคะ” ฟ้าใสว่า
ศุวิลของขึ้น “ทำไมจะไม่เกี่ยว! ที่อรทัยตามมาทำร้ายแม่ผมถึงบ้าน ต้นเหตุก็คือเค้า! ที่ผมไม่ยอมรับเค้า ไม่ใช่เพราะผมใจดำ ไม่ใช่เพราะผมเกลียดเค้า แต่ผมกลัวว่าเรื่องอย่างวันนี้มันจะเกิดขึ้นไง!”
ฟ้าใสหน้าหมองลง รู้สึกผิด ที่เคยเซ้าซี้ให้ศุวิลเข้าหาศิวา อีกทั้งที่เคยคิดว่าศุวิลใจดำ
“ชั้นขอโทษ...”
ศุวิลมองฟ้าใสที่รู้สึกผิดและห่วงศุวิลอย่างจริงใจ ศุวิลก็อ่อนลง
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก แต่ตราบใดที่ผมกับแม่ยังข้องเกี่ยวกับตาของคุณ อรทัยไม่มีวันปล่อยแม่ผมแน่”
ฟ้าใสหนักใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้เข้าใจศุวิลมากขึ้น

เวลาเดียวกันภายในห้องสวีท เดอะกลอรี่ โทรศัพท์มือถือปิ่นมณีที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง กรีดเสียงดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อและภาพศุวิลเป็นสายโทร.เข้า มีมือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เห็นว่าคนที่หยิบมือถือมาดูคือสุธาวีที่ยังอยู่บนเตียง สุธาวีเห็นหน้าจอว่าเป็นศุวิลโทรมาก็ยิ้มหยัน
“ไอ้ลม…”
ปิ่นมณีสวมชุดคลุมสวยเซ็กซี่ระเบิด เดินออกมาจากห้องน้ำ
สุธาวียิ้มๆ ยื่นมือถือให้ “แฟนคุณโทร.มา...รับไหม?”
สุธาวียิ้มกระหยิ่ม คิดว่าปิ่นมณีคงจะไม่รับแน่ เพราะเพิ่งนอนกับตน
ปิ่นมณีมองหน้าสุธาวี แล้วรับโทรศัพท์มาจากสุธาวีแล้วกดรับหน้าตาเฉย สุธาวีขัดใจ ปิ่นมณีเดินเลี่ยงมาคุยอีกทาง
“ค่ะลม...ขอโทษนะคะที่รับช้า พอดีปิ่นพาลูกค้ามาเทสต์รถน่ะค่ะ” หล่อนปรายตามองสุธาวี สุธาวียิ่งขัดใจ ปิ่นมณีหันหนี “อะไรนะคะ คุณแม่อยู่ที่โรงพยาบาล” สุธาวีเดินเข้ามากอดจากปิ่นมณีจากทางด้านหลัง “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” จังหวะนี้สุธาวีดึงเสื้อคลุมปิ่นออก เห็นไหล่ขาวนวลเนียน สุธาวีจูบไซร้ซอกคอ “ค่ะ..แล้วปิ่นจะไปเยี่ยมนะคะ”
ปิ่มมณีกดวางสาย หันมาดันอกสุธาวีออก
“จะไปไหน?”
“แม่แฟนชั้นเข้าโรงพยาบาลชั้นก็ต้องไปเยี่ยมสิ”
“ก็ถึงมือหมอแล้วไม่ใช่เหรอ คุณจะไปทำไม? โรงพยาบาลมีแต่คนป่วย หดหู่ สู้อยู่โรงแรมไม่ได้หรอก”
สุธาวีจูบปิ่นมณี ก่อนที่จะเห็นชุดคลุมปิ่นมณีร่วงลงมากองกับพื้น
บทรักอันเร่าร้อนดำเนินไปตามครรลองอย่างรุนแรง...อีกครั้ง ในเวลาไม่ห่างกันมากนัก

ตกตอนเย็น จำปาร้อนรนเดินชะเง้อชะแง้มองทาง พอได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา จำปาปรี่มารับหน้า
อรทัยหน้านิ่งเดินเข้ามา
“คุณอรขา คุณศิวาท่านกลับมาบ้านแล้วนะคะ มาถึงท่านก็ถามหาคุณ ทำไมคุณไม่ไปรับท่านล่ะคะ คุณอรไปไหนมาคะ”
อรทัยมองจำปานิ่งๆ จำปาหน้าเจื่อน จ๋อยสนิท
“เอ่อ... นึกได้ว่ามีงานทำ”
จำปาจ๋อยถอยออกไป ศิวาเดินเข้ามา
“แกไปไหนมา ทำไมไม่ไปรับชั้น!”
“อรขอโทษค่ะ อรติดธุระ”
“ธุระอะไร? ชั้นโทร.ไปที่โรงแรม เค้าบอกว่าแกไม่อยู่”
ศิวาถามเพราะหวั่นใจว่าอรทัยจะไปวุ่นวายอะไรกับศุวิลและอาภาหรือเปล่า
อรทัยนิ่งไม่ตอบ
ศิวาถามต่อด้วยรู้จักหล่อนดีกว่าใคร “ธุระของแกเกี่ยวกับพินัยกรรมใหม่ใช่ไหม?” อรทัยชะงัก “ชั้นตัดสินใจแล้ว ยังไงชั้นก็จะยกให้ลมครึ่งนึง”
“คุณพ่อยกให้ แต่เค้าอาจจะไม่กล้ารับก็ได้นะคะ” อรทัยแดกดัน
ศิวาชะงัก
“แกหมายความว่ายังไง?”
อรทัยเดินหนีขึ้นบ้านไปเลย ศิวานึกหวั่นใจ

รุ่งขึ้นปิ่นมณีมาเยี่ยมอาภาแต่เช้า ตอนนี้อยู่ในห้องพักฟื้นของอาภา โดยปิ่นมณีจัดดอกไม้เยี่ยมไข้ใส่แจกัน ส่วนอาภานั่งพิงหัวเตียงอยู่ที่หัวมีผ้าพันแผล สำลีอยู่ด้วย
“ขอบใจหนูปิ่นมากนะ ที่มาเยี่ยมแม่”
“ความจริงปิ่นว่าจะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะค่ะ แต่ว่าติดลูกค้า” หล่อนดูนาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวนี่ก็ต้องรีบกลับเข้าออฟฟิศแล้วล่ะค่ะ”
“เลยไม่ได้เจอลมเลย นี่ไม่รู้เค้าออกไปไหนของเค้า”
ปิ่นมณีหยิบกระเป๋า หันไปไหว้ลาอาภาอย่างอ่อนช้อย
“ปิ่นลานะคะ ยังไงคุณแม่ก็ต้องระวังนะคะ เดี๋ยวจะหกล้มอีก”
สำลีร้องขึ้นอย่างหงุดหงิด “โอ๊ย เดินเฉยๆมันจะล้มได้ยังไงหนูปิ่น”
อาภาปราม “สำลี”
ปิ่นมณีชะงักสงสัย
สำลีทนไม่ไหว “ขอชั้นระบายให้หายแน่นอกหน่อยไม่ได้เหรอพี่ภา พี่ภานี่ก็จะใจพระไปถึงไหน ยัยคุณอรทัยตามมาทำร้ายพี่ภาขนาดนี้ ยังไม่เอาเรื่องมันอีก!”
ปิ่นมณีอึ้ง ตกใจ “นี่คุณแม่โดนทำร้ายเหรอคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ ยัยคุณอรทัย พี่สาวต่างพ่อของลมตามมาทำร้ายพี่ภาถึงบ้าน มันโกรธที่คุณศิวาจะยกสมบัติให้ลมครึ่งนึง”
ปิ่นมณีชะงัก หูผึ่งทันที อึ้งๆ ด้วยคิดไม่ถึงว่าศุวิลจะได้สมบัติ
“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย นี่ปิ่นเพิ่งทราบนะคะเนี่ย” หล่อนตีหน้าพิศวงกบความตื่นเต้นในใจ
“คงไม่มีเรื่องอะไรอีกแล้วล่ะหนูปิ่น หนูปิ่นจะรีบเข้าออฟฟิศไม่ใช่เหรอ รีบไปสิ”
ปิ่นมณียิ้มหวาน “ไม่เป็นไรค่ะ ปิ่นอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่อีกหน่อยก็ได้” หล่อนวางกระเป๋า “ทานผลไม้นะคะ เดี๋ยวปิ่นปอกให้”
ปิ่
กำลังโหลดความคิดเห็น...