xs
sm
md
lg

ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 1

เผยแพร่:

ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 1

บรรยากาศในกองถ่ายทำภาพนิ่งโฆษณา เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทีมงานเตรียมงานอยู่บนหน้าผาสูง นายแบบถอดเสื้อโชว์หุ่นล่ำบึกกำลังถูกทาตัวด้วยน้ำมันมวย ทีมงานตั้งไฟกำลังเช็คแสง ความพร้อม ทีมงานอีกกลุ่มเช็คอุปกรณ์สำหรับปีนเขา

ที ผู้ช่วยช่างภาพเอาเครื่องมือวัดแสงมาวัดแล้วหันไปทางช่างไฟก่อนจะยกมือบอกว่า “โอเค” แล้วยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือ พอเขาหันไปก็เห็น ประกายดาว ช่างภาพสาววัย 32 ปีเดินใส่แว่นดำมาดเท่เข้ามา
“พี่ดาว ทุกอย่างพร้อมแล้ว” ทีบอก
ประกายดาวถอดแว่นดำ แล้วถอดเสื้อแจ๊คเก็ต แล้วโยนกระเป๋าสะพายให้ที ทีรับหมับอย่างรู้ใจก่อนจะหันมาวางบนโต๊ะ ประกายดาวเอากล้องขึ้นมาแล้วผงะไปนิดหนึ่ง เธอหันไปตบหัวที ทีสะดุ้งแล้วจับหัวด้วยความเจ็บ
“ถ่ายภาพเน้นวิวให้ใช้เลนส์ 24 มม. สอนไม่รู้จักจำ”

ทียิ้มแหยๆ ที่พลาด เขารีบเปิดกระเป๋ากล้องแล้วหยิบเลนส์ให้ประกายดาว ประกายดาวเปลี่ยนเลนส์ด้วยความคล่องแคล่วและรวดเร็วก่อนจะหันไปมองการจัดแสงด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ
ประกายดาวเดินเข้าไปหาทีมไฟ “หลีก”
ทีมงานรีบเดินออกไปทันที ประกายดาวเข้ามาจัดแสงและทำโน่นทำนี่เอง ทุกคนมองทึ่งๆ ทียิ้มยืดในขณะที่หันไปทางคนอื่น
“พี่ผม..พี่ผม...”
ประกายดาวหันมาสั่ง “เริ่มงานได้”
ประกายดาวถ่ายรูปนายแบบที่ปีนหน้าผาโดยที่ห้อยตัวอยู่กลางหน้าผา เท้าของเธอเหยียบแง่งหินที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อยโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวใดใด แต่แล้วเธอก็รู้สึกไม่ทันใจ ประกายดาวจึงเอากล้องที่คล้องคอออกมาแล้วถ่ายต่อ ทันใดนั้นประกายดาวก็ลื่น ทุกคนตกใจ
“เฮ้ย!!”
กล้องร่วงจากมือและกำลังจะหล่น ประกายดาวแทบช็อค ด้วยสัญชาติญาณเลยปล่อยมือที่เกี่ยวก้อนหินแล้วเอื้อมไปคว้ากล้องเอาไว้ได้ทัน แต่ตัวของเธอกลับห้อยต่องแต่งอยู่กลางหน้าผาแทน ทุกคนตกใจร้องเสียงดังลั่น
“เฮ้ย!! // ว๊าย!!”
ทีพูดกับทีมงาน “รีบเอาพี่ดาวลงมา”
“ไม่ต้อง!” ประกายดาวเสียงเข้ม ทีกับทุกคนเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ “มุมนี้แหละ สุดยอด”
แทนที่จะตกใจประกายดาวกลับเห็นเป็นเรื่องสนุก เธอรัวชัตเตอร์ไม่หยุด
ประกายดาวคิดในใจ
“หลายคนบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉา มีชีวิตที่สนุก มีงานที่ดีทำ มีมรดกมากมายที่พ่อแม่ทิ้งไว้...ชาตินี้ใช้ยังไงก็ไม่มีวันหมด แต่จริงๆแล้วชีวิตฉัน..มันยังไม่สมบูรณ์หรอกนะคะ”


แดนดิน พี่ชายของประกายดาวตัดกิ่งต้นไม้แล้วก็หันมาทางประกายดาวที่กำลังเล่นกับฟ้า ลูกสาวของแดนดินวัย 2 ขวบที่กำลังน่ารักน่าชังบนเสื่อที่ปูในสวน
“หวงไปเถอะ ไอ้ชีวิตโสดน่ะ ขึ้นคานขึ้นมาฉันจะหัวเราะให้ฟันหัก” แดนดินว่า
“ดาวไม่ได้หวงนะพี่ดิน แต่ยังไม่ชอบใคร สงสัยเนื้อคู่จะยังไม่เกิด”
“อย่าเลยแกน่ะ เป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนใช่มั๊ยล่ะ” แดนดินวางกรรไกรแล้วเข้ามาอุ้มฟ้า” เนอะลูกเนอะ” ฟ้าพยักหน้าหงึกๆ
ประกายดาวลุกขึ้นยืน “ฝนน่ะไม่กลัว กลัวแต่จะไม่มีฝนให้เดินตากมากกว่า”
แดนดินขยี้หัวน้องสาวอย่างสนิทสนม “แก้ตัวน้ำขุ่นๆ”
ประกายดาวปัดมือแดนดินออก “มันจริงนี่พี่ดิน “แม้แผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า”
ประกายดาวมีสีหน้าและแววตามุ่งมั่นสุดๆ


ณ วังนพรัตน์ที่ใหญ่โต โอ่อ่า และหรูหรา หม่อมราชวงศ์จันทรภานุกำลังแต่งตัวที่หน้ากระจก คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยขณะที่กำลังขยับเนคไท มือหันไปเปิดผ้าม่านจนแสงจากภายนอกส่องเข้ามา ทำให้เห็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา และ หล่อเหลาของเขา
จันทรภานุหันไปมองเสื้อสูทที่แขวนอยู่ เมื่อยกระดับสายตาขึ้นเขาก็พบรอยยับย่น แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคือง จันทรภานุปรายตาไปทางอ้อย สาวใช้ที่นั่งคุดคู้ด้วยความกลัวอยู่บนพื้น อ้อยรีบเข้ามารับชุดสูททันที
“ขอประทานโทษค่ะ ดิฉันจะเอาไปรีดให้ใหม่”
จันทรภานุพูดเสียงเฉียบจนเย็นยะเยือก “ไม่ต้อง”
จันทรภานุเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบสูทตัวใหม่ออกมาสวมทับ อ้อยถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่


จันทรภานุเดินออกมาที่รถในชุดสุดเนี๊ยบ บุญชูยืนรออยู่ด้วยความเกร็ง
“วันนี้ฉันขับเอง” จันทรภานุบอก
บุญชูรีบส่งกุญแจรถให้จันทรภานุ จันทรภานุขึ้นรถแล้วขับออกไป อ้อยรีบออกมายืนข้างๆ
“เมื่อกี๊ฉันนึกว่าหัวจะขาดแล้ว”
อ้อยกับบุญชูหวาดเกรงจันทรภานุสุดๆ


จันทรภานุขับรถมาตามทางโดยค่อยๆขับอย่างใจเย็น รถของประกายดาวแล่นมาด้วยความเร็ว เธอเปิดเพลงดังลั่นรถและขับแซงหน้ารถหลายคัน
ประกายดาวพูดบลูทูธ “ฉันกำลังไปโรงพยาบาล พวกแกอยากกินไรป่ะ” ประกายดาวฟัง “คาปูชิโน่ โอเค อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง รับรองได้กิน”
ประกายดาววางสายแล้วก็เหยียบคันเร่งแต่คันหน้าขับช้า ประกายดาวจึงแซงขวาแต่ก็ต้องมาชะลอเพราะติดรถของจันทรภานุ
“มันรู้กฎจราจรป่ะเนี่ย ขับช้าเค้าให้ชิดซ้าย”
ประกายดาวแซงรถจันทรภานุไม่ได้เลยเปิดไฟสูงไล่ จันทรภานุไม่เห็น ประกายดาวสุดทนจึงบีบแตรใส่ จันทรภานุได้ยินก็มองกระจกมองหลังจนเห็นรถประกายดาวไล่จี้ ทั้งบีบแตรทั้งเปิดไฟสูง จันทรภานุไม่พอใจเลยแกล้งขับช้าลงมากกว่าเดิม ประกายดาวรู้ว่าถูกแกล้ง
“แบบนี้แกล้งกันนี่หว่า”
ประกายดาวมีจังหวะแซงซ้ายได้เลยแซงมาขนาบข้างรถจันทรภานุแล้วหันไปมอง จันทรภานุหันมา ประกายดาวเห็นหน้าจันทรภานุชัดเพราะฟิล์มไม่ได้ดำมาก จันทร์ภานุหันไปมองรถประกายดาวแต่ไม่เห็นหน้าเพราะรถประกายดาวติดฟิล์มมืด
ประกายดาวอยากกวจึงขับขนาบข้างไปเรื่อยๆจันทรภานุไม่พอใจเลยเร่งแซงแล้วขับปาดหน้ารถประกายดาว ประกาวดาวเกือบเบรคไม่ทัน เธอหัวเสียอย่างแรง
“มันจะเกินไปแล้ว!”
ประกายดาวขับไล่ตามจันทรภานุหมายจะแซงให้ได้แต่จันทรภานุไม่ยอม เขาขับขวางหน้ารถประกายดาวตลอด ประกายดาวหัวเสียมาก จันทรภานุมองกระจกแล้วยิ้มมุมปาก
ด้านหน้าถนนเส้นนั้นเป็นสี่แยกที่กำลังไฟเขียวมีเวลานับถอยหลังใกล้จะเปลี่ยนเป็นไฟแดง จันทรภานุเหยียบพ้นแยกไปได้พอดีกับที่ไฟเปลี่ยนเป็นไฟสีเหลือง ประกายดาวจะตามไปแต่ก็ไม่ทัน เธอจำต้องเบรคเพราะไฟแดง
ประกายดาวทุบพวงมาลัย “โธ่เว๊ย!”

ประกายดาวหงุดหงิด
นันทินี สาวสวยจบแฟชั่นดีไซน์ แต่งตัวจัดและแต่งหน้าเข้มกำลังหัวเราะร่วนอย่างไม่มีเหตุผลแก้เขิน ทำให้จันทรภานุที่นั่งตรงข้ามเธอถึงกับเอือมระอา แต่ไม่แสดงออกเพราะมีความเป็นสุภาพบุรุษสูง

แต่ถึงอย่างนั้นนันทินีก็ยังเอาแต่หัวเราะไม่หยุดจนจันทรภานุทนไม่ไหว
“ไม่ทราบคุณนันหัวเราะอะไรครับ?”
นันทินีหยุดหัวเราะแทบไม่ทัน “อ่า..นันเจอคุณชาย นันก็เลยอารมณ์ดี มันก็เลยอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้อ่ะค่ะ โฮะๆๆ”
จันทรภานุพยายามอดทน แล้วเขาก็นึกย้อนกลับไป

หม่อมสุรีย์จับมือจันทรภานุแล้วพูดกับเขาด้วยแววตาเว้าวอน
“ทำเพื่อแม่อีกซักครั้งนะชายจันทร์ แม่สัญญาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะให้ลูกไปดูตัว”
จันทรภานุมองหม่อมสุรีย์ด้วยสีหน้าลำบากใจสุดๆ

จันทรภานุยังคงมองนันทินีที่เอาแต่หัวเราะอย่างเบื่อหน่าย นันทินีพยายามคุยแต่จันทรภานุไม่ได้ใส่ใจที่จะฟัง
จันทรภานุคิดในใจ “ผมหม่อมราชวงศ์จันทรภานุ อายุ 35 ยังไม่มีแฟน หลายปีที่ผ่านมา หม่อมแม่พยายามให้ผมไปดูตัวหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ ความรักนะครับ ไม่ใช่เลือกซื้อของ จะได้เจอปุ๊บ ถูกใจปั๊บ มันต้องใช้เวลา กว่าจะเจอคนที่ใช่”
ประกายดาวเดินเข้ามาในร้านกาแฟแห่งนั้น ผ่านหลังจันทรภานุไปช้าๆ โดยที่ทั้งคู่ยังไม่เห็นกัน ประกายดาวยังคงหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอ
“ผู้ชายแม่งทำไมถึงได้สันดานเสียเหมือนกันหมดก็ไม่รู้”
พนักงานชายหันมามองประกายดาวด้วยความตกใจเพราะนึกว่าโดนด่า
“พี่ไม่ได้ด่าน้อง ขอคาปูชิโน่เย็นแก้วหนึ่ง”
จันทรภานุสุดทนกับนันทินีจึงเอ่ยออกมา
“คุณนันครับ ผมขอตัวกลับก่อน โชคดีนะครับ”
นันทินีเหวอ จันทรภานุลุกขึ้นจะเดินออกไป นันทินีรีบลุกขึ้นคว้าแขนจันทรภานุเอาไว้
“อย่าเพิ่งกลับสิคะคุณชาย นันไม่ดีตรงไหน”
เสียงที่ดังของนันทินีทำให้คนทั้งร้านหันมามองรวมทั้งประกายดาวด้วย ประกายดาวหันไปมองจันทรภานุโดยที่ตอนแรกยังจำไม่ได้ แล้วเธอก็รู้สึกคุ้นๆ ไม่นานเธอก็นึกออก ประกายดาวโมโหทันที
“หมอนี่เอง!!”
จันทรภานุอายมาก
“คุณนัน กรุณามีสติหน่อย”
“นันมีสตินะคะ” นันทิดาฟูมฟายมาก “นันรู้ว่าการที่คุณชายเดินออกไปแบบนี้ หมายความว่าคุณชายเซย์โนกับนัน แต่นันอยากขอโอกาส พลีส! จะได้มั๊ยคะ”
นันทินีร้องไห้บีบน้ำตา เธอเข้ามาสวมกอดจันทรภานุแบบไม่ทันตั้งตัว
“อย่าทิ้งนันไปแบบไร้เยื่อใยอย่างนี้เลย”
คนในร้านมองจันทราภานุด้วยสายตาตำหนิเพราะเข้าใจว่าจันทรภานุหักอกผู้หญิง ประกายดาวเห็นแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเลยคว้าแก้วกาแฟแล้วเดินตรงไปหาจันทรภานุทันที
“ปล่อยผมคุณนัน!!”
“นันไม่ปล่อย นันจะไม่ยอมเสียคุณชายเด็ดขาด”
จันทรภานุอยากจะบ้าตาย ทันใดนั้นประกายดาวก็เข้ามาสาดกาแฟใส่หน้าจันทรภานุเต็มๆ นันทินีเหวอจึงปล่อยแขนออกจากจันทรภานุ จันทรภานุหันไปมองประกายดาวด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
“นี่มันอะไรกัน!”
“โดนแค่นี้ ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ประกายดาวว่า
จันทรภานุอึ้งมาก นันทินีตกใจแต่คนในร้านสะใจต่างปรบมือให้ประกายดาว ประกายดาวหันไปโค้งรับแล้วยิ้มกวนให้จันทรภานุ แต่นันทินีหันไปแว๊ดใส่ประกายดาวทันที
“เธอยุ่งอะไรด้วย!”
ประกายดาวเหวอ “อ้าว? ก็เค้าทำคุณร้องไห้”
“คุณชายไม่ได้ทำฉันร้องไห้...สาระแนไม่เข้าเรื่อง” นันทิดาว่า
ประกายดาวเอ๋อหนักที่โดนด่า “เฮ้ย!!”
นันทินีรีบเอากระดาษมาเช็ดหน้าให้จันทรภานุ
“โธ่..คุณชาย”
จันทรภานุปัดมือนันทินีออกแล้วมองประกายดาวด้วยความโมโหก่อนจะจ้ำเดินออกไปด้วยความอาย นันทินีตกใจ “คุณชาย!!” นันทินีหันไปค้อนประกายดาวหนึ่งทีแล้วรีบตามออกไป “คุณชายรอนันด้วย!!”
ประกายดาวงงมาก
“อะไรวะ?” ประกายดาวมองแก้วเปล่าในมือ “เสียดายของจริงๆ”
พลันเสียงมือถือก็ดังขึ้น ประกายดาวหยิบออกมาดรับสาย
“ฮัลโหล” ประกายดาวตกใจ “ห๊ะ!”


ประกายดาวเปิดประตูพรวดเข้ามาในห้องพักในโรงพยาบาล จิตสุภางค์ในสภาพท้องแก่นอนสีหน้าเจ็บปวดอยู่บนเตียง มิลินทร์ยืนข้างๆ ทันทีที่มิลินทร์เห็นประกายดาวมาก็โล่งใจสุดๆ
“ขอโทษนะลินทร์ ฉันไม่ได้คาปูชิโน่แกมา” ประกายดาวบอก
“ไม่เป็นไร ดีแล้วที่แกมาทัน ไอ้จิตมันกำลังจะคลอด”
ประกายดาวตกใจ
จิตสุภางค์เจ็บท้องมาก “โอ๊ย! ไม่ไหวแล้วเว๊ย หมออยู่ไหนวะ?”
“ท้องสี่แล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอ?” ประกายดาวถาม
“จะท้องไหนๆ มันก็เจ็บทั้งนั้น แกไม่ท้อง ไม่มีวันรู้หรอก”
พยาบาลกับเจ้าหน้าที่รีบเข้ามาในห้อง
“ห้องผ่าตัดพร้อมแล้วค่ะ” พยาบาลบอก
เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาจะเข็นเตียงจิตสุภางค์ จิตสุภางค์หันไปบอกเพื่อน
“แกสองคนต้องเข้าไปกับฉัน”
ประกายดาวกับมิลินทร์ตกใจ
มิลินทร์ออกตัว “งานนี้ขอล่ะ ไม่ไหว..กลัวเลือด”
จิตสุภางค์คว้ามือประกายดาวเอาไว้แน่น
“ถ้างั้นก็ต้องเป็นแก”

ประกายดาวพูดไม่ออก บอกไม่ถูก เธอได้แต่กลืนน้ำลาย
จิตสุภางค์ขึ้นขาหยั่ง ประกายดาวที่อยู่ในชุดปลอดเชื้อยืนจับมือเพื่อนข้างๆ และมองหมอที่กำลังทำคลอด

“เบ่งครับ” หมอสั่ง
จิตสุภางค์บีบมือประกายดาวแน่น “ฮึบ!!”
ประกายดาวเจ็บมือสุดๆแต่ก็อดใจเบ่งตามไปด้วยไม่ได้
“อีกทีครับ ขอแรงๆแบบม้วนเดียวจบ”
จิตสุภางค์เบ่งเต็มที่ “อ๊ากก!!”
ประกายดาวเจ็บมือที่โดนบีบแบบสุดๆเลยร้องออกมาด้วย “อ๊ากก”
หมออุ้มเด็กออกมา จิตสุภางค์แทบสลบ ประกายดาวเห็นเด็กก็ตะลึง เธอมองพยาบาลที่พาเด็กไปนอนบนเตียง ดูดรกออกจากปาก เด็กร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น พยาบาลรีบเอาผ้าห่อตัวเด็กเอาไว้ แล้วพาเด็กมาวางข้างตัว
จิตสุภางค์
จิตสุภางค์ถาม “ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง”
“ผู้ชายค่ะ”
จิตสุภางค์ดีใจจนน้ำตาไหล “ผู้ชาย..” จิตสุภางค์หันไปทางประกายดาว “แก..ฉันได้ลูกชายแล้ว”
ประกายดาวพยักหน้าดีใจกับเพื่อนก่อนจะก้มมองเด็กด้วยแววตาที่เป็นประกาย เธอรู้สึกถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่ถือกำเนิดขึ้นมา


จิตสุภางค์นอนบนเตียงโดยกำลังคุยโทรศัพท์กับสามี ในขณะที่ประกายดาวกับมิลินทร์อยู่ในห้องด้วย
“เฮียจะร้องไห้ทำไม?!! ฉันรู้ว่าเฮียไปทำงาน ใครจะรู้ว่าจะคลอดก่อนกำหนด” จิตสุภางค์ฟัง “โอ๊ยยย เลิกฟูมฟายได้แล้ว ฉันฟังเฮียไม่รู้เรื่อง แค่นี้นะ”
จิตสุภางค์วางสาย
“น่ารำคาญ!”
“แกด่าผัวแกทำไมเนี่ย เค้าอุตส่าห์โทรทางไกลมาจากเมืองจีน” มิลินทร์ว่า
“ก็เอาแต่ร้องไห้ พูดจาไม่รู้เรื่อง”
“แหมแกก้อ..เค้าดีใจที่ได้ลูกชายเกิดปีมังกร พวกแกรอมาตั้งหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ?” ประกายดาวถาม
“ก็ใช่อ่ะ คราวนี้ฉันจะได้ปิดอู่ซักที” จิตสุภางค์นึกอะไรออก “เออนี่..วันเกิดแก ลูกฉันก็ครบหนึ่งเดือนฉลองพร้อมกันเลยนะ”
“อื้อ..”
ประกายดาว มิลินทร์ และจิตสุภางค์ยิ้มให้กัน

นมพรรินน้ำชาใส่แก้วให้หม่อมสุรีย์และของตัวเอง
“นมว่าวันนี้จะสำเร็จรึเปล่า” สุรีย์เอ่ยถาม
“ไม่ค่ะ” พรบอก
“ตอบแบบไม่คิดเลยนะ”
“อีฉันรู้ว่าหม่อมเองก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว”
“ถึงความหวังจะริบหรี่ แต่ฉันก็ยังหวัง ฉันอยากอุ้มหลานแล้วล่ะนม แต่ชายจันทร์ก็ยังไม่ยอมตกลงปลงใจกับใครซักที”
“ก็อย่างว่าแหละค่ะ สาวๆสมัยนี้ มีข้อติให้พรึ่บไปหมด”
พรกับสุรีย์จิบน้ำชาพร้อมกัน ระหว่างนั้นจันทรภานุก็กลับเข้ามา สุรีย์กับพรเห็นก็แทบช็อค เพราะเสื้อผ้าของจันทรภานุเต็มไปด้วยคราบกาแฟ ทั้งสองสำลักน้ำชาพร้อมกัน
“ตายแล้ว!”
“ชายจันทร์ไปทำอะไรมาลูก?”
จันทรภานุหัวเสีย “ผมไม่อยากพูดถึง ขอตัวนะครับ”
จันทรภานุเดินออกไป พรกับสุรีย์หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง


จันทรภานุถอดเสื้อโยนใส่ตะกร้าผ้าจนเหลือแต่ร่างกายเปลือยเปล่าที่กำยำ เขาหันไปมองหน้าตัวเองในกระจก
“อย่าให้ฉันเจออีกนะ!!”
จันทรภานุโมโหมากเพราะประกายดาวทำให้เขาอับอายขายขี้หน้าต่อหน้าคนมากมาย


ณ คอนโดสุดหรู ย่านใจกลางเมือง ประกายดาวจามเสียงดัง
“ฮัดเช้ย!” ประกายดาวบ่น “ใครด่าวะ?”
ประกายดาวเอากระเป๋ากล้องวางบนโซฟา เธอหยิบรีโมทมาเปิดทีวี แต่ก็ยังรู้สึกเหงามาก
ประกายดาวพึมพำ “ทำไมมันเหงาแบบนี้”
ประกายดาวคิดแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง เธอหยิบมือถือออกมากดโทรออก ปลายสายรับแต่มีเสียงแว๊ดออกมา
จิตสุภางค์พูด “เงียบ!!” ประกายดาวสะดุ้ง “ฮัลโหล”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีไร อาม่า..เออ แม่ผัวฉันพาเด็กๆมาเยี่ยมน้อง” จิตสุภางค์บอก เสียงแวดล้อมยังคงดังไม่หยุด “แม่บอกให้เงียบไง!!”
“เฮ้ย จิตจิต...แกไปดูลูกเหอะ ฉันไม่มีอะไร”
ประกายดาววางสาย แล้วก็โทรหามิลินทร์
“ลินทร์..ถึงบ้านยัง”
เสียงมิลินทร์ขำคิกคักออกมา ประกายดาวแปลกใจ
มิลินทร์ถามย้ำ “แกว่าไงนะ?”
“ฉันถามว่าแกถึงบ้านยัง”
“ถึงแล้ว” มิลินทร์พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงมาก “ฮิฮิ อย่าที่รัก เค้าจักจี้ ขอคุยกับดาวก่อน” มิลินทร์พูด ประกายดาวหน้าแดงซ่าน “ว่ามาไอ้ดาว”
ประกายดาวรู้ทันที “แกไปเล่นจ้ำจี้กับผัวแกเหอะ”

ประกายดาววางสายแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินออกไปที่ระเบียงแล้วมองท้องฟ้าด้วยความเหงา
จันทรภานุยืนมองท้องฟ้าที่ริมหน้าต่างด้วยความเหงาเช่นเดียวกัน เขาเดินกลับเข้ามาในห้องแล้วหยิบรูปคู่ของตัวเองกับแพท แฟนคนแรกขึ้นมาดู จันทรภานุมองรูปแพทด้วยความคิดถึงแล้วหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต


เหตุการณ์ตอนนั้น จันทรภานุเดินมาปิดตาแพท
“ทายสิว่าใคร”
แพทจับมือจันทรภานุแล้วก็ยิ้ม “ชายจันทร์..”
จันทรภานุปล่อยมือ แพทหันกลับมา
“แพทรู้ทุกทีว่าเป็นผม”
“เราคบกันมา 7 ปีแล้วนะคะ แพทจะไม่รู้ได้ไงว่าเป็นชาย”
จันทรภานุจับมือแพทขึ้นมามองด้วยความรัก
“ผมอยากให้เราเรียนจบเร็วๆ เราจะได้อยู่ด้วยกันซักที” แพทยิ้ม “สัญญากับผมนะแพทว่าแพทจะไม่ทิ้งผม”
“แพทต่างหากที่ต้องพูดประโยคนี้”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่มีวันทิ้งแพทอยู่แล้ว เพราะว่าแพทคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผม”
จันทรภานุกับแพทยิ้มให้กัน


จันทรภานุมองรูปนั้นแล้วก็ได้แต่เศร้าใจ

ประกายดาวนั่งเอาเท้าแช่สระว่ายน้ำที่อยู่ตรงระเบียงห้องแล้วก็หงายหลังนอนลงไปก่อนจะคิดถึงความหลังเช่นกัน


ภาพอดีตย้อนกลับมา ท้องฟ้าสดใส เสียงเพลงรับน้องดังขึ้น ประกายดาว จิตสุภางค์ และมิลินทร์ในชุดนักศึกษาปีหนึ่ง มัดแกละ หน้าโดนทาสีกำลังเต้นไก่ย่างอยู่กับเพื่อนๆ โดยมีรุ่นพี่ตีกลองและปรบมือให้จังหวะ ประกายดาวเต้นส่ายก้นไปมาแต่แล้วก็เซจะล้ม เพื่อนที่อยู่ข้างๆรีบคว้าตัวประกายดาวเอาไว้ ประกายดาวหันไปเห็นว่าเป็นศิวะที่โดนทาหน้าสีๆ และโดนมัดจุกเหมือนกัน
“ขอบคุณค่ะ” ประกายดาวมองป้ายชื่อที่ห้อยคอ “ศิวะ”
ศิวะประคองประกายดาวให้ยืน ทั้งสองคนมองอย่างรู้สึกดีต่อกัน


เวลาผ่านไป ประกายดาวกับศิวะเดินมาด้วยกันตามทาง ทั้งสองต่างเก้อเขินกันทั้งคู่ ศิวะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ประกายดาวแต่ยังไม่กล้าจับมือ สุดท้ายประกายดาวจึงจับมือศิวะเอง ศิวะดีใจมาก ทั้งสองคนหันมายิ้มเขิน

ศิวะเตะบอลอยู่ที่สนาม ประกายดาวกับมิลินทร์เป็นเชียร์ลีดเดอร์ จิตสุภางค์เป็นสตาฟคอยถือน้ำ ศิวะเตะบอลเข้าประตูแล้วก็รีบวิ่งมาหาประกายดาว ประกายดาวเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาหอมแล้วก็เช็ดหน้าให้ศิวะ ศิวะแทบจะลงไปดิ้นตายตรงนั้น

หลายปีผ่านไป ศิวะ ประกายดาว จิตสุภางค์ และมิลินทร์เรียนจบ ประกายดาวกับศิวะถ่ายรูปรับปริญญาด้วยกัน แต่หันไปเจอสายตาแม่ของศิวะที่มองเธออย่างไม่พอใจ ประกายดาวจึงหน้าเจื่อนไป

ประกายดาวนั่งอยู่กับพื้นกับศิวะที่บ้านของศิวะ โดยมีแม่ศิวะที่นั่งบนโซฟาปรายตามองประกาวดาวด้วยสายตาเหยียด
“เห็นศิวะบอกว่าหลังแต่งงาน เธอจะขอทำงาน ฉันไม่เห็นด้วย” แม่ศิวะว่า ประกายดายหน้าตึง “ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ก็ควรอยู่ดูแลบ้านช่อง เป็นช้างเท้าหลังที่คอยเชื่อฟังและดูแลสามี”
ประกายดาวกำมือแน่นด้วยความอดทนแต่แล้วก็ทนไม่ไหว
“ดาวคงทำตามที่คุณหญิงแม่บอกไม่ได้หรอกค่ะ” ประกายดาวโพล่งออกมา แม่ศิวะหน้าม้านทันที “ดาวขอโทษ”
ประกายดาวพูดจบก็ลุกเดินออกมาเลย ศิวะหันไปมองแม่แล้วก็หน้าเสีย

ศิวะรีบเดินตามประกายดาวออกมา
“ดาวพูดแบบนั้นกับคุณแม่ได้ยังไง คุณแม่โกรธมาก”
“แล้วศิวะไม่คิดว่าเราจะโกรธบ้างเหรอ คนที่เราแต่งงานด้วยคือศิวะนะ ไม่ใช่แม่” ประกายดาวว่า ศิวะอึ้ง “หลายปีที่ผ่านมาเราต้องอดทนมากแค่ไหนรู้บ้างรึเปล่า ศิวะไม่เคยมีความคิดเป็นของตัวเอง ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับแม่ คุณแม่บอกอย่างนั้น คุณแม่บอกอย่างนี้ ทั้งๆที่อายุเธอก็ขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นลูกแหง่อยู่ได้” ศิวะไม่ค่อยพอใจ “แล้วก็ฝันไปเถอะว่าเราจะเป็นแม่บ้าน!! แล้วที่เรียนมาแทบตายล่ะ”
ศิวะไม่พอใจ “ทำไมดาวต้องว่าเราด้วย สิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะหวังดีกับเรา”
“ถ้างั้นศิวะก็รับความหวังดีไปคนเดียว ดาวทนมามากพอแล้วและดาวจะไม่ทนอีก” ประกายดาวนิ่งไปอึดใจ “เราเลิกกัน!!”
ศิวะอึ้ง ประกายดาวพูดจบก็เดินออกไป

ประกายดาวนั่งอ่านการ์ดแต่งงานที่เขียนว่า “ศิวะ กับ อรอุมา” แล้วก็รู้สึกเจ็บปวด เธอขยำการ์ดทิ้งไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินออกไป

5 ปีต่อมา ประกายดาวกำลังถ่ายรูปฟิตติ้งจามร จามรมองประกายดาวไม่วางตาจนประกายดาวรู้สึกแปลกๆ
“เออ คุณจามรช่วยมองไปทางด้านโน้นนะคะ” ประกายดาวบอก
“ผมไม่มองได้มั๊ยครับ” จามรถาม ประกายดาวผงะ “เพราะทางนี้” จามรจ้องประกายดาวพร้อมส่งสายตาหวานเยิ้ม “มีอะไรน่ามองกว่าเยอะ”

จามรยิ้มหวาน ประกายดาวถึงกับเขินจนทำหน้าไม่ถูก

อ่านต่อหน้า 2
ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 1 (ต่อ)

หลายเดือนต่อมา ประกายดาวรีบตาลีตาเหลือกเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนเห็นจามรกำลังนอนซม เหงื่อเต็มหน้า ห่มผ้าอยู่บนเตียง

“จามร...คุณเป็นไงบ้าง” ประกายดาวรีบมาที่เตียง
“หนาว..หนาวมาก” จามรบอก
“ไปหาหมอมั๊ย”
จามรส่ายหน้า ทันใดนั้นจามรก็เปิดผ้าห่มออกมา ประกายดาวแทบช็อคเพราะเห็นจามรแก้ผ้าทั้งตัว
จามรพูดต่อ “แค่คุณอยู่กับผมทั้งคืน ผมก็หายแล้ว”
จามรลุกขึ้นจะปล้ำประกายดาว ประกายดาวรีบเอาสเปรย์พริกไทออกมาจากกระเป๋าแล้วฉีดเข้าหน้าจามรเต็มๆ
“อ๊าก!! ดาว...ทำไมคุณทำกับผมแบบนี้”
“ก็คุณอยากทำฉันก่อนทำไม?!”
จามรแสบตามาก “เราคบกันมาเกือบปีแล้วนะดาว ขอนิดขอหน่อยจะเป็นไรไปวะ?”
ประกายดาวฉุนอย่างแรง “ขอนิดขอหน่อยใช่มั้ย...ได้!!”
ประกายดาวเอาผ้าห่มคลุมตัวจามรแล้วเตะป๊าบเข้าให้อย่างแรง จามรร้องลั่นพร้อมกับทรุดกองกับพื้น
“เราเลิกกัน!!”
ประกายดาวประกาศลั่น แล้วจ้ำเดินออกไปด้วยความโมโห จามรโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มพร้อมกับสีหน้าเจ็บปวด


3 ปีต่อมา ประกายดาวนั่งกินข้าวอยู่กับเอกวินทร์ แต่เอกวินทร์เอาแต่แชตกับเพื่อน
“ดาวพูดเรื่องแต่งงานกับแม่แล้วนะพี่เอ” ประกายดาวบอก
เอกวินทร์ไม่สนใจ “เหรอ”
“จะแต่งเมื่อไหร่ดี”
“ไม่รู้สิ แต่งงานมันเรื่องใหญ่ ยังไม่น่าจะพูดกับผู้ใหญ่นะพี่ว่า” เอกวินทร์บอก ประกายดาวเหวอ แล้วอยู่ดีดีเอกวินทร์ก็ดีใจ “เฮ้ย!! ดาว..” ประกายดาวตกใจ “เพื่อนพี่มันชวนพี่ไปเป็นผู้จัดการให้บริษัทมันที่อเมริกา” เอกวินทร์เอามือถือให้ประกายดาวดู “ดาวดูสิ...มันบอกว่าพี่เก่ง” เอกวินทร์พูดโอ่ “มันก็จริง..พี่เคยทำงานกับเจ้านายฝรั่งมาเกือบสิบปี เงินเดือนกับค่าคอมฯได้เดือนล่ะหลายแสน พี่นะหาเงินเก่ง ญาติพี่น้องไม่มีใครสู้ได้”
ประกายดาวเซ็งจนถึงกับวางช้อนแล้วมองเอกวินทร์ที่ยังโม้เรื่องตัวเองไม่หยุด เธอถอนหายใจ
“พี่เอ” ประกายดาวเรียก เอกวินทร์เงยหน้า “เราเลิกกันเถอะค่ะ”
เอกวินทร์อ้าปากค้างเหวอ ประกายดาวลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

ที่เหตุการณ์ปัจจุบัน ประกายดาวทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
“เนี่ยแหละค่ะ ชีวิตรักของฉัน ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าทำไมฉันถึงมีทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้ชาย”
ประกายดาวก่ายหน้าผากและมีสีหน้ากลัดกลุ้ม

ณ งานเปิดร้านคุณหญิงนิ่มที่มีบรรยากาศสบายๆ แต่มีผู้คนมากมาย จันทรภานุประคองนมพรเดินมากับหม่อมสุรีย์ โดยมีบุญชูถือของเดินตามมา ทันทีที่จันทรภานุเข้ามา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่เค้าเป็นตาเดียวด้วยความชื่นชม
สุรีย์มองหา “เอ..หญิงนิ่มอยู่ไหน?”
จันทรภานุมองหาแล้วก็เห็นคุณหญิงนิ่มยืนหันหลังคุยกับแขกที่มาในงานอยู่
จันทรภานุเรียก “น้องหญิง..”
หญิงนิ่มหันมาด้วยความร่าเริงสดใส ทันทีที่เห็นจันทรภานุ สุรีย์ และนมพร เธอก็รีบเข้ามาทักทายด้วยความดีใจและสนิทสนม
หญิงนิ่มยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะหม่อมป้า นมพร พี่ชาย”
บุญชูเอาของยื่นให้สุรีย์ สุรีย์รับของมาส่งให้หญิงนิ่ม
“ยินดีด้วยนะจ๊ะหญิงนิ่ม ขอให้กิจกาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ขายไม่ทันกันเลย”
หญิงนิ่มไหว้ขอบคุณแล้วรับของมา “ขอบคุณค่ะ”
ผู้ช่วยเข้ามารับของจากหญิงนิ่ม
“เข้าไปด้านในดีกว่าค่ะ หญิงเตรียมที่นั่งเอาไว้ให้แล้ว”
หญิงนิ่มเข้ามาประคองสุรีย์ แล้วทั้งหมดก็เดินเข้าไปข้างในพร้อมกัน


หญิงนิ่มยืนอยู่กับจันทรภานุ ส่วนสุรีย์กับนมพรนั่งอยู่
“พี่ชายเดินดูของได้ตามสบายเลยนะคะ ของผู้ชายก็มี” หญิงนิ่มบอก
“ไปเถอะชายจันทร์ แม่นั่งตรงนี้แหละ” สุรีย์ว่า
จันทรภานุพยักหน้าแล้วเดินออกไป สุรีย์ นมพร และหญิงนิ่มมองตามจนเห็นจันทรภานุเดินไปแน่แล้วจึงสุมหัวเม้าท์ทันที
“หญิงนิ่มต้องช่วยป้านะ ชายจันทร์ยื่นคำขาดว่าเค้าจะไม่ไปดูตัวอีก”
“หม่อมป้าไม่ต้องห่วงค่ะ เย็นนี้หญิงมีนัดกับเพื่อน เพื่อนหญิงยังโสดหลายคน หญิงจะชวนพี่ชายไปด้วย”
“ระวังคุณชายจะจับได้นะคะ เธอยิ่งเป็นคนฉลาดอยู่” นมพรบอก
หญิงนิ่มมั่นใจ “ไม่ต้องห่วงค่ะนม ฝีมือหญิงซะอย่าง รับรองพี่ชายไม่มีทางจับได้แน่นอน”
หญิงนิ่มยิ้มด้วยความมั่นใจ สุรีย์กับนมพรหันมามองหน้ากันด้วยความสบายใจ ระหว่างนั้นนันทินีก็เข้ามาในร้านพร้อมถือช่อดอกไม้สูงใหญ่ปิดหน้าปิดตา
“เฮลโลล..”
หญิงนิ่ม สุรีย์ และนมพรหันไปตามเสียงก็เห็นแต่ช่อดอกไม้ช่อใหญ่ สักพักนันทินีก็โผล่หน้าออกมาหลังช่อดอกไม้ช่อนั้น
“สวัสดีค่ะหม่อมแม่ นมพร” นันทินีหันไปทางหญิงนิ่ม “Congratulation นะคะน้องหญิง”
หญิงนิ่มเห็นนันทินีมาก็เซ็งทันที สุรีย์หันมาทางหญิงนิ่มแล้วกระซิบ
“ป้าคงไม่ต้องพึ่งหญิงนิ่มแล้วล่ะจ๊ะ หนูนันนี่แหละเหมาะที่จะเป็นสะใภ้ที่สุด มีความพยายามเป็นเลิศจริงๆ”

สุรีย์หันไปมองนันทินีที่ยังถือช่อดอกไม้แล้วก็ยิ้มให้
ณ มูลนิธิเด็กเวลานั้น  เด็กๆเข้ามาแย่งของที่ประกายดาว จิตสุภางค์ และมิลินทร์ยืนแจกอยู่

“อย่าแย่งกันสิ นี่ถ้าไม่เข้าแถว พี่ไม่ให้นะ” ประกายดาวบอก
เด็กๆเชื่อฟังประกายดาวจึงรีบเข้าแถวทันที แล้วทั้งสามสาวก็ช่วยกันแจกของ
“เด็กๆเชื่อฟังแกดีเนอะไอ้ดาว” มิลินทร์บอก
จิตสุภางค์เห็นด้วย “เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไอ้ดาวเป็นนางฟ้า ส่วนพวกเราเป็นแม่มด”
ประกายดาวหัวเราะแล้วมองเด็กๆ ด้วยความรักและความสงสารก่อนจะหันไปทางเพื่อน
“เด็กพวกนี้เกิดจากความไม่มีวุติภาวะของพ่อและแม่ นึกอยากแต่จะมีความสุข แต่ไม่นึกถึงผลที่ตามมา พอเลี้ยงไม่ไหว ก็เอามาทิ้ง”
ประกายดาวเล่าไปก็มองเด็กๆแต่ละคนที่มีแต่ความบริสุทธิ์ไป
“ถึงเค้าจะเจริญเติบโตในสังคมเหมือนเด็กทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือจิตใจ ความคิด ความรู้สึก นั่นเพราะไม่มีพ่อกับแม่เป็นต้นแบบในการหล่อหลอม และอบรมสั่งสอน และปัญหาเด็กกำพร้า ก็มีมากขึ้นในสังคมไทย ฉันก็เลยคิดว่าฉันจะรับเด็กมาเลี้ยง พวกแกว่าดีมั๊ย”
เพื่อนสองคนหันขวับไปมองหน้าประกายดาวพร้อมกัน
จิตสุภางค์รีบปราม “อย่าเชียวนะ!! เอาลูกเค้ามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเค้ามาอม ฉันรู้ว่าแกรักเด็ก แต่ไม่ใช่ลูกเต้าเราซักนิด เอามาเลี้ยงจะดีเหรอ อีกอย่างเกิดวันดีคืนดี แกแต่งงานไป แล้วมีลูกเป็นของตัวเอง ทีนี้ล่ะมันจะมีปัญหา”
มิลินทร์เห็นด้วย “จิตพูดถูก แกไม่มีทางรักเด็กคนอื่นมากไปกว่าลูกแกหรอก นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมฉันกับผัวฉันถึงไม่ขอเด็กมาเลี้ยง”
“สิ่งที่พวกแกพูดมา..จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับฉัน เพราะชาตินี้ฉันไม่แต่งงานเด็ดขาด ฉันเข็ดแล้วกับผู้ชาย” ประกายดาวพูดด้วยแววตาเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด “แต่ฉันรักเด็ก พวกแกก็รู้ ฉันอยากมีลูก ฉันอยากมีจริงๆ และฉันก็มั่นใจว่าฉันสามารถเป็นแม่ที่ดีได้โดยไม่ต้องมีสามี”
จิตสุภางค์กับมิลินทร์อึ้งกับสีหน้าที่จริงจังและมุ่งมั่นของประกายดาว แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อเพราะจิตสุภางค์หันไปเจอเด็กจอมซนสามคนยืนเข้าแถวเอาของเนียนกับคนอื่น
“หมวย หลิง หลิน มายืนเนียนอะไรกับเค้าเนี่ย?” จิตสุภางค์ว่า
สามสาวน้อยหัวเราะชอบใจ
จิตสุภางค์เรียก “เฮียเชา!!”
เฮียเชารีบเข็นรถลูกคนสุดท้องของตัวเองเข้ามาหาพลางหอบแฮ่ก
“ดูลูกด้วยสิ ที่ให้เฮียมาด้วย ไม่ได้ให้มาเที่ยวนะ ให้มาช่วยกัน” จิตสุภางค์บ่นไปเรื่อย
ประกายดาวหันมาทางมิลินทร์ “แกเห็นมั๊ยลินทร์ มีลูกกวนตัวคนเดียว ดีกว่ามีผัวกวนใจอีกคน”
มิลินทร์หันไปมองจิตสุภางค์ที่ด่าผัวตัวเองไม่หยุดแล้วก็คิดตามที่ประกายดาวพูด

สุรีย์พานันทินีมายืนใกล้ๆกับจันทรภานุ
“คุยเป็นเพื่อนน้องหน่อยนะลูก น้องไม่รู้จักใคร”
จันทรภานุอยากปฏิเสธ “เออ..”
“แม่จะไปทักคุณหญิงสุดาทางด้านโน้นก่อน”
สุรีย์รีบเดินออกไป จันทรภานุเบื่อสุดๆ พอหันมาทางนันทินีเขาก็ผงะเพราะนันทินีเอาแต่ยิ้มเขินบิดไปบิดมา
“ถ้ายังไงเรามานั่งคุยกันดีมั๊ยคะคุณชาย เราจะได้ทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น” นันทินีบอก
จันทรภานุพยักหน้าแล้วก็นั่งลง นันทินีมองจันทรภานุด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์แล้วก็แกล้งสะดุดขาตัวเอง
“ว๊าย!”
จันทรภานุตกใจ นันทินีล้มลงไปนั่งตักจันทรภานุ คนทั้งร้านหันมามอง ช่างภาพหันมาถ่ายรูป นันทินีรีบโพสท่า จันทรภานุอึ้งมาก
“แฮ่ม..” จันทรภานุกระแอม นันทินีไม่รู้ตัวยังโพสท่าต่อไป “แฮ่มมมม!” นันทินีก็ยังไม่รู้ตัว “คุณนันครับ” นันทินีหันมา จันทรภานุถาม “เมื่อไหร่คุณจะลุกซักที”
นันทินีแกล้งตกใจ “อุ๊ยตาย..นันขอโทษค่ะ”
นันทินีลุกขึ้นยืน จันทรภา
กำลังโหลดความคิดเห็น...