xs
sm
md
lg

คุณสามี (กำมะลอ) ที่รัก ตอนที่ 1

เผยแพร่:

คุณสามี(กำมะลอ)ที่รัก ตอนที่ 1

ยามเช้าบนดอยสวยม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พิมภา สาวนักการตลาด มือขวาสำคัญของ บริษัท Naree หันสีหน้าท่าทีรำคาญนิดๆ ที่กำลังถูกนันทิกานต์ เพื่อนซี้คู่หูขาลุยถ่ายรูปในหลายส่วน

“หนึ่ง สอง”
พิมภาหันหน้าหนี นันทิกานต์ก็ยังพยายามจะตามถ่ายรูปพิมภาอีก แม้ว่าพิมภาจะหันหน้าหนีอีกก็ตาม
“ยิ้มหน่อยสิไอ้พิม จะได้ส่งไปสอพลอให้ท่านประธานดูว่าเรามาทำงานจริง”
จบคำของนันทิกานต์ พิมภาหันมายิ้มสวยใส่กล้องแล้วโพสท่าสวยงามมากจนราวกับเป็นนางแบบมืออาชีพ
พิมภาแต่งชุดกึ่งกิโมโนถือกล่องของขวัญเก๋ ๆ อยู่ด้วย
ชุดกึ่งกิโมโนแบบสมัยใหม่นี้ เป็นเสื้อแขนกิโมโนสีแดงลวดลายลายดีไซน์เป็นดอกซากุระดอกย่อมสำหรับสวมทับกับเสื้อด้านใน ความยาวทิ้งชายมีคลุมแค่เข่าเพื่อความทะมัดทะแมง ซึ่งชายนี้ไว้สำหรับทับส่วนที่เป็นกางเกงรัดรูปแบบสามส่วนในสีเดินกัน เพื่อความคล่องตัวในการเดินเหินของสาวสมัยใหม่ รองเท้าเป็นแบบสายหนีบในแนวเกี๊ยะญี่ปุ่น บนศีรษะนำช่อดอกไม้มาร้อยเป็นที่คาดผม
นันทิกานต์ลดกล้องลงมองอย่างเซ็ง ๆ
“เยอะแล้วไอ้พิม แค่ให้ยิ้มไม่ได้ให้เยอะ”
พิมภายิ้มรับบอก
“ระดับพิมภาน้อย ๆ ไม่ เยอะ ๆ จัดไป”
“ที่จัดมาเนี่ยจัดว่าเยอะมาก หลงประเทศหรือเปล่าจ๊ะ”
พิมภามองกลับแล้วว่า
“แกน้อยมากเลยนะไอ้แนนเชียงใหม่ปลายฝนล่อโอเวอร์โค้ทยังกับสององศาแถวเทือกเขาหิมาลัย”
“ฉันน่ะแต่งตัวสากล แต่แกน่ะเปิดตาดูหน่อยนี่มันบนดอยนะยะไม่ใช่ฮอกไกโด ไม่จัดกิโมโนเต็มยศเลยล่ะ”
“สมองเท่าขี้หูมดจริงๆ เลยแกนี่ เราเป็นตัวแทนบอสมาร่วมยินดีกับลูกค้าชาวญี่ปุ่น แกจะให้ฉันแต่งชุดฮาวายเต้นฮูลาฮูล่ายินดีกับเขาหรือไง แล้วก็นี่ เข้ากับชุดเลยมะ” พิมภาพูดพลางชี้ไปที่ผม
นันทิกานต์ชักโมโห
“นี่แกเด็ดดอกนางพญาเสือโคร่งตอนขึ้นดอยเมื่อวานมาเหรอ ยัยพิมนี่มันสมบัติชาตินะ”
“บ้าหรือไง สวยมีมโนธรรมอย่างฉันไม่เลวทำลายธรรมชาติหรอกน่า ฉันเก็บที่มันหล่นๆ มาใช้ย่ะ”
พิมภามองนาฬิกาแล้วตกใจบอก
“เก้าโมงครึ่ง ตาย ๆ มิสเตอร์ไดซุเกะจะถ่ายวีดีโอพรีเซ้นต์งานแต่งเสร็จประมาณสิบโมง รีบไปเร็วแก ต้องไปเดินหาอีก”
“เขาถ่ายกันบนนี้ไม่ใช่เหรอค่อยๆ หาก็ได้” นันทิกานต์บอก
“พูดไม่คิด ดอยนี้มันตั้งกี่สิบไร่ คิดว่าหาเจอง่ายๆ เหรอไง”
“ก็โทรถามสิยะ”
“เออ...จริง”
พิมภารีบรื้อ ๆ พยายามหาแต่หาไม่เจอ พิมภาหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาไว้บนพุ่มไม้ข้างๆ
“เร็วสิแก” นันทิกานต์ว่า
“ก็รีบอยู่”
พิมภาบอกพลางเร่งรีบค้นจนเจอนามบัตรแล้วหยิบมือถือมากดโทรออก
“สวัสดีค่ะ เรียนสายมิสเตอร์ไดซุเกะค่ะ”
พิมภานิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่งแจ้งไปว่า
“อ้อ ทีมงาน สวัสดีค่ะ ดิฉันจะมาพบมิสเตอร์ไดซุเกะค่ะ ไม่ทราบว่าถ่ายวีดีโอกันอยู่บริเวณไหนคะ”
พิมภาฟังโทรศัพท์ไปแล้วหันมากวักมือให้นันทิกานต์เดินตาม ทั้งคู่เดินออกไป แต่ลืมกระเป๋าตังค์พิมภายังวางไว้บนพุ่มไม้

ที่มุมสวยอีกมุมหนึ่งของดอยม่อนแจ่มในเวลาเดียวกัน น้ำค้างจากดอกไม้สวยหยดลงที่หน้าผากของฤชวี (ริด-ชะ-วี) เขาสะดุ้งเงยหน้ามองแล้วยิ้มน่ารักก่อนจะยกกล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์มถ่ายภาพดอกไม้ก่อนจะหันกล้องไปอีกทางเพื่อเก็บบรรยากาศภาพวิวสวยบนดอยสูง ฤชวีถ่ายภาพแล้วหยิบสมุดขึ้นมาจด
ฤชวี วัย 30 เป็นทายาทมหาเศรษฐีที่ดินในจังหวัดเพชรบูรณ์ เขาเป็นนักเขียนนวนิยายระดับเบสท์เซลเลอร์ เขาเป็นหนุ่มหน้าใส ผู้รักอิสระ หัวใจอบอุ่น บุคลิกเซอร์สะอาด อารมณ์ดีขี้เล่น หุ่นสะท้านใจสาว เจ้าชู้ถึงขั้นกระล่อน
“กระซิบรักในสายลม...” ฤชวีครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพึมพำกับตัวเองก่อนมองไปรอบๆและลงมือจด
“ อืม...เน่าไปไหมเนี่ย...เปิดบทแรกบนดอยสูง ท่ามกลางทะเลหมอก...ต้องฝึกพรรณาโวหารอีกเยอะนะเรา เก็บภาพท่าจะง่ายกว่า”
ฤชวีนั่งมอง ๆแล้วยกกล้องขึ้นเก็บภาพ
“พระเอกมาจากมุมนี้ แล้วเดินถ่ายรูปมาตามทางเดิน จนกระทั่งถึงทางแยกแล้ว...”
ฤชวีชะงัก ยกกล้องเล็งไปอีกทางที่เป็นมุมทางลาดที่เขายืนอยู่สูงกว่า ผ่านกล้องถ่ายรูปเขาเห็นพิมภากำลังเดินขึ้นบันไดทางลาดขึ้นมา
ใบหน้าของพิมภาสวยหวานกำลังเลี้ยวจากพุ่มไม้เดินตรงมาทางฤชวี เขายืนมองเธอด้วยสายตาอึ้งตะลึง พิมภาเดินมองหาแล้วหันมาทางฤชวี พิมภายิ้ม
ฤชวีลดกล้องลงแล้วพึมพำราวเพ้อ
“ ซากุระ...งาม...”
ฤชวียืนตะลึงกับรอยยิ้มของพิมภา แล้วยิ่งตะลึงที่เห็นว่าเธอกำลังเดินตรงเข้ามาหาตัวเอง พิมภาเดินมาหยุดตรงหน้าฤชวีแล้วยิ้มมากขึ้น
“ขอโทษนะคะ”
ฤชวียิ้มตอบทำอะไรไม่ถูก
“ครับ”
“ขอทางหน่อยค่ะ.”
“หะ”
พิมภายิ้มแล้วชี้ไปทางด้านหลังฤชวี เขาหันกลับไปมอง เห็นที่ปลายทางเดินมีกองถ่ายวิดีโอเล็ก ๆ ที่ช่างภาพกำลังตั้งกล้อง และเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่แต่งชุดแต่งงานกำลังเตรียมจะถ่ายวีดีโอ
ฤชวีรีบขยับหลบให้
“เชิญครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
พิมภารีบเดินไป นันทิกานต์วิ่งตาม
“รอด้วย”

นันทิกานต์วิ่งผ่านหน้าฤชวีตามพิมภาไป เขามองตามด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มมาก
สองสาวเดินเข้ามาตรงมุมที่ไดซุเกะกับวาณีกำลังนั่งบนเก้าอี้เก๋ๆ ถ่ายวีดีโอพรีเซนต์ พิมภากับนันทิกานต์ยืนดูอยู่ข้างกล้อง ทีมงานยิงคำถาม

“พูดถึงความประทับใจที่มีต่อเจ้าสาวค่ะ”
ไดซุเกะพูดไทยไม่ชัด
“เอ๋เป็นผู้หญิงที่น่ารักสดใส ครั้งแรกที่ได้เห็นเขา ผมก็รู้เลยว่าเขาเป็นอีกครึ่งชีวิตที่หายไป เมื่อเราคบกันผมก็ได้รู้ว่า เขารักผมมากจนผมคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา”
ไดซุเกะพูดด้วยความรู้สึกที่รักมาก เอ๋ฟังแล้วมีปาดน้ำตาซาบซึ้ง
“อื้อหือ..ซาบซึ้งน้ำตาจะไหลว่ะแก” นันทิกานต์บอก
พิมภารู้สึกซึ้งเหมือนกันแต่ฟอร์ม“อือ”
ไดซุเกะกับเอ๋มองหน้ากันอย่างตื้นตันพูดไม่ออก ไดซุเกะซังโยกหัวเอ๋เบาๆ อย่างเอ็นดู
“ไดซุเกะซังเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ดูแลและใส่ใจเอ๋มาก การที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้อยู่กับคนที่รักเรา และเราก็รักเขา เอ๋เชื่อว่านั่นคือความสุขค่ะ”
ไดซุเกะน้ำตาไหลจนต้องปาดน้ำตา สองคนมองหน้ากันหัวเราะให้กันที่ห้ามน้ำตาแห่งความตื้นตันไว้ไม่ได้ เอ๋ขยับเข้ากอด ไดซุเกะโอบตอบด้วยความรัก เอ๋ซุกหน้ากับอกชายคนรักชาวญี่ปุ่นและพยายามจะห้ามน้ำตาไว้ แต่ไม่เป็นผล
พิมภาปาดน้ำตาที่รินไหล เป็นจังหวะนันทิกานต์หันมาเห็นพอดีก็แซว
“ถึงกับน้ำตาร่วงเลยเหรอเพื่อน”
“ก็ซึ้งอ่ะ”
นันทิกานต์โอบไหล่พิมภาแล้วบอก
“กลับไปแกก็ต้องถ่ายวีดีโองานแต่งของแกเหมือนกันนี่ งานตัวเองไม่น้ำตาแตกยิ่งกว่าเหรอยะ”
เพื่อนรักเห็นพิมภาทำหน้าเซ็งแล้วบอก
“ไอ้พิม ฉันว่าแกยกเลิกงานตอนนี้ยังทันนะ ไอ้พี่เอกเนี่ย ฉันว่า...”
พิมภายกมือปิดปากนันทิกานต์
“หยุดเลยไอ้แนน ฉันตัดสินใจไปแล้วใครก็เปลี่ยนไม่ได้”
นันทิกานต์พยายามจะพูด ปากที่ถูกปิดไว้ ได้แต่ร้อง “อื้อ...อื้อ”
ไดซุเกะกับเอ๋ลุกขึ้นหลังจากที่ถ่ายวิดีโอพรีเซนต์เสร็จแล้ว พิมภารีบเดินเข้าไปหาไดซุเกะทันที
“สวัสดีค่ะ ดิฉันพิมภาเป็นตัวแทนจากบริษัทNaree คุณสุกัญญาติดธุระด่วน เลยให้ดิฉันนำของขวัญมาร่วมยินดีกับมิสเตอร์ค่ะ”
ไดซุเกะยิ้มรับ พิมภายิ้มรับให้กับว่าที่คู่บ่าวสาวทั้ง 2 คน
“ยินดีด้วยนะคะ การได้พบคนรักที่ดีนับเป็นของขวัญที่วิเศษมากค่ะ”
“เอ๋เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนจะมีของขวัญของตัวเอง แค่ว่าเขาจะมาเร็วหรือช้าน่ะค่ะ”
“ค่ะ ก็หวังว่าจะไม่ช้ามาก” พิมภาตอบแบบขำๆ
ฤชวีมองมาเห็นพิมภายิ้มสวยก็รีบลั่นชัตเตอร์เก็บภาพทันที เสียงมือถือดัง ฤชวีซึ่งสวมสมอทอล์คอยู่รีบกดรับ
“ผมอยู่ที่เชียงใหม่ ถ้าถามทั่ว ๆ ไปผมสบายดี แต่ถ้าถามถึงงาน ผมมาถ่ายรูปเก็บไปใช้ในนิยายเรื่องใหม่ มาสถานที่จริงตามหาแรงบันดาลใจ”


ภายในสำนักพิมพ์ที่กรุงเทพฯ ในเช้าเวลาเดียวกัน กิ่งแก้ว บรรณาธิการหนังสือกำลังใช้ไอแพดดูแบบร่างบู๊ธการจัดหนังสือโชว์ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
“อย่าหานานนักนะต้น อีกสามเดือนจะมีสัปดาห์หนังสือแล้ว กิ่งอยากได้หนังสือของต้นมาเป็นเบสท์เซลเลอร์ให้หนังสือกิ่งสักหน่อย”
“สามเดือน กิ่งครับ สมองผมไม่ใช่ก๊อกน้ำนะ เปิดปุ๊บจะได้ไหลปั๊บ” ฤชวีบอก
“เรื่องที่แล้วต้นใช้เวลาสองเดือนเองนะกิ่งจำได้”
“นั่นมันนิยายกึ่งสารคดีนะกิ่ง แต่นี่มันเรื่องรัก ๆ ผมไม่มั่นใจว่าสมองจะแล่น”
“ต้นก็หาแฟนสักทีสิจะได้เขียนเรื่องรัก ๆ ได้ลื่นปรื้ด ลื่นปรื้ดสักที หามาตั้งหลายปีแล้ว หาเจอหรือยัง”
ฤชวีมองที่พิมภาแล้วบอก
“ก็...น่าจะเจอแล้วนะ”


พิมภากับนันทิกานต์ยืนดูภาพถ่ายที่ไดสุเกะกับเอ๋จูงมือกัน บังเอิญเสียงท้องนันทิกานต์ดันร้อง โครก! จึงหันมองพิมภาที่ยังมองทางว่าที่คู่บ่าวสาวอย่างคิดหนัก
“ไอ้พิม ของก็มอบเสร็จแล้วจะยืนดูอะไรอีก ไอ้พิม”
“ฉันกำลังศึกษาไว้เป็นข้อมูลเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปถ่ายวีดีโอเหมือนกันรอแป๊บได้ป่ะ”
“ฉันหิวจนลมขึ้นแล้วนะแก”
“อีกนิดน่า”
“ถ้าฉันหิวอีกนิด ลมจะออกทางอื่น ไม่รับประกันความเหม็นในรถนะเว้ย”
“เอางี้ แกไปซื้ออะไรที่ร้านค้าสวัสดิการรองท้องก่อนไป”
นันทิกานต์แบมือ
“งบบริษัทนี่”
ฤชวีที่กำลังคุยกับกิ่งแก้วและยกกล้องถ่ายรูปไปด้วยแต่ฟิล์มเกิดหมด
“กิ่ง...ผมเปลี่ยนฟิล์มแป๊บนึงนะ”
ฤชวีก้มลงจัดการเปลี่ยนฟิล์ม

พิมภาส่ายหน้าเซ็งๆ เปิดกระเป๋าสะพายจะหยิบกระเป๋าเงิน แต่พอล้วงแล้วไม่เจอก็ชะงักแล้วยกกระเป๋าขึ้นมาพลางควาน ๆ ๆ ค้นๆ ๆ ด้วยท่าทางตื่นตกใจมาก
“อะไร เป็นอะไรต้องทำหน้าชะนีตื่นไฟขนาดนั้น”
“ไอ้แนน กระเป๋าตังค์ฉัน....หาย”
นันทิกานต์อุทาน
“รวย ๆ ๆ”
“รวยที่ไหน ซะ...” พิมภาจะกำลังจะพูดว่า ซวยสิแก แต่นันทิกานต์รีบปิดปากเพื่อนไว้
“ อย่าพูดคำไม่ดี ชีวิตจะเป็นตามคำพูด”
นันทิกานต์พูดประดยคสวยๆแล้วก็โวยวายขึ้นทันที
“ในกระเป๋ามีเงินกับบัตรที่ฉันฝากแกไว้ด้วยนะยัยพิม แกเห็นกระเป๋าครั้งสุดท้ายที่ไหนนึกเร็วแกนึก”
นันทิกานต์เขย่าพิมภาอย่างสุดตัว
“โอ้ย เขย่าจนสมองไปกองตาตุ่มแล้ว ขอคิดก่อนได้ไหม”
พิมภาคิด ๆ แล้วรีบวิ่งไป นันทิกานต์ก็วิ่งตามไป ฤชวีเปลี่ยนฟิล์มเสร็จเรียบร้อย จะลุกขึ้นจะยกกล้องถ่ายก็ชะงักที่ไม่เห็นพิมภาแล้ว เขาส่ายสายตามองหา
“ไปไหนแล้ว”

ฤชวีรีบออกเดินตามหาในทันที
ระหว่างที่ฤชวีเดินตามหา กิ่งแก้วที่รอสายอยู่นานก็พูดขึ้น

“ยังเปลี่ยนฟิล์มไม่เสร็จอีกเหรอต้น ต้น”
ฤชวีรู้สึกตัว
“ฟิล์มน่ะเปลี่ยนเสร็จแล้ว แต่ผมกำลังเดินหาเค้าอยู่”
“เค้าเหรอ ผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ”
“ผู้หญิง”
“คิดไม่ออกเลยว่าผู้หญิงแบบไหนน้าที่โดนใจนายฤชวี ถึงกับต้องเดินหา...แบบนี้ต้นก็ไม่ใช่เก้งกวางแล้วสิ”
“กิ่ง ไหงยัดข้อหาให้ผมแบบนั้นล่ะ”
ฤชวียิ้มขำ ๆ แล้วเดินออกไปอีกทาง

ฤชวีเข้ามามองหา กิ่งแก้วยังพยายามจะคุยเรื่องงาน
“ก็ประมาณ...กระซิบรักในสายลม” ฤชวีบอก
“เชยได้ใจมาก เนื้อเรื่องจะยุงชุมขนาดไหน”
“ก็แบบพระเอกพบกับนางเอกบนกันบนดอยสูงแบบบังเอิญ แล้วพระเอกก็ไม่รู้จักชื่อนางเอก แต่เก็บช่อซากุระที่ประดับผมเธอก็เลยตั้งชื่อเธอว่าซากุระ”
“ไม่น่าเชื่อว่าต้นจะมาแนวหวานแบบนี้ด้วยนะ”
“ได้ หวานก็พอได้นะ”
ฤชวียังคงส่ายสายตามองหาพิมภา แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไป เห็นกระเป๋าเงินของพิมภาที่ลืมวางทิ้งไว้บนพุ่มไม้ เขาเดินไปหยิบขึ้นมาดู
“ของใครเนี่ย”
“มีอะไรเหรอต้น” กิ่งแก้วถาม
“ผมเจอกระเป๋าเงิน น่าจะเป็นของผู้หญิงคงลืมไว้”
“เดี๋ยวเขาคงกลับมาเอาล่ะมั้ง ลองเปิดดูบัตรข้างในก่อนสิจะได้คืนถูกคน”
ฤชวีตัดสินใจเปิดกระเป๋าดูเพื่อหาบัตรประชาชน แต่พอเปิดปั๊บเห็นตรงช่องที่ใส่รูปเป็นรูปของตรีวิญสมัยอายุสัก 17อยู่ในกระเป๋า
“เจอบัตรไหมต้น”
“กำลังหาอยู่ แป๊บนะกิ่ง”
พิมภาวิ่งนำนันทิกานต์มาทันเห็นฤชวีกำลังค้นกระเป๋าตัวเองก็ชะงัก นันทิกานต์เดินชนเข้าเต็มที่
“ไอ้พิม หยุดทำ...”
นันทิกานต์จะถามว่า หยุดทำไม แต่โดนพิมภาปิดปาก พิมภาส่งสัญญาณให้มองตาม นันทิกานต์มองตามตกใจ เอามือออก พูดได้ยินกันสองคน
“เฮ้ย มันกำลังจะค้นเอาตังค์แล้วแก”
“วอนซะแล้ว” พิมภาว่าแล้วก็ถอดรองเท้าเกี๊ยะออกมา ส่งยิ้มร้ายกับนันทิกานต์ที่ยิ้มตอบบอก
“จัดไป”
ฤชวีพยายามค้นจนเห็นขอบบัตรประชาชน เขาจะดึงบัตรประชาชนออกมา แต่เป็นจังหวะที่ลมพัดแรงจนใบไม้เล็ก ๆ ปลิวไปทั่ว เขาเงยหน้ามองตามใบไม้ปลิวที่ถูกแรงลมอุ้มปลิวมาอยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้น สายตาของฤชวีก็เห็นเกี๊ยะญี่ปุ่นข้างหนึ่งลอยเข้ามาในสายตาพุ่งผ่านหน้าฤชวีไป เขามองตามทิศทางที่รองเท้าเกี๊ยะพุ่งผ่านไป เห็นเกี๊ยะกระแทกฝังเข้าไปในต้นไม้ที่อยู่ถัดไป เขาลองใช้มือดึงๆ ปรากฎว่าติดแน่นมาก
“เฮ้ย” ฤชวีร้องเบาๆ อย่างประหลาดใจ
กิ่งแก้วยังอยู่ในสายพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“มีอะไรแหรอต้น”
“มีเกี๊ยะลอยมาปักต้นไม้ มัน...”
พูดยังไม่ทันจบ เสียงพิมภาก็ณ้อง “ไฮ้” ดังขึ้น
ฤชวีหันมองตามเสียงก็เห็นเห็นเกี๊ยะอีกข้างที่พุ่งมาอย่างเร็วและแรง เขาตกใจ ร้องเสียงดังลั่น
“เฮ้ย”
ร้องยังไม่ทันสิ้นเสียง เกี๊ยะข้างนั้นพุ่งเข้าปะทะหน้าผากฤชวีจนหงายหลังลงไปกองกับพื้น
พิมภากับนันทิกานต์วิ่งเข้ามา
“คิดจะขโมยกระเป๋าฉันเหรอ ไอ้เลว”
ฤชวีเริ่มตั้งสติได้ร้องบอก
“เดี๋ยวๆ ๆ ผมไม่ใช่ขโมย”
พิมภาเห็นฤชวีถอยหลังจึงว่า
“ยัง ๆ ยังคิดจะหนี”
พิมภาตรงเข้าขยับชุดตัวเองแล้วเหวี่ยงเตะเข้าเป้าของเขา
“โอ๊ก”
ฤชวีจุกทรุดพยายามยกมือห้ามบอก
“ผมไม่ใช่ขโมย”
“หลักฐานคาตาเนี่ย”
“มือเท้ามีทำไมไม่หางานทำ ขโมยเขากินน่ะไม่อายหรือไง มีศักดิ์ศรีบ้างไหม เป็นมิจฉาชีพ ขโมยเงินนักท่องเที่ยวแบบนี้ หากินกับความลำบากของคนอื่น ทำลายชื่อเสียประเทศทุเรศที่สุด”
พิมภาจับคอเสื้อฤชวีเขย่า ๆ ๆ จนหัวของเขาโขกกับต้นไม้ ก่อนจะกระชากกระเป๋ามาจากมือฤชวี
พิมภาเข้ามาหยิบกระเป๋าเงินมาเช็กดูข้าวของ นันทิกานต์ถามขึ้น
“ครบไหม ดีนะที่เรากลับมาทัน”
พิมภาพยักหน้าตอบนันทิกานต์
“ผมไม่ได้ขโมยจริงๆ นะครับ” ฤชวียืนยัน
“หุบปาก ไปแก้ตัวกับตำรวจก็แล้วกัน ช่วยกันลากตัวไปหาเจ้าหน้าที่อุทยาน จับนอนคุกให้เข็ดเลยแนน ไป”
นันทิกานต์กระชากฤชวีให้ลุกจะเดิน เขาพยายามอธิบายเต็มที่
“ผมไม่ได้ขโมยจริงๆ คุณลืมไว้...”
“ยังจะโกหกอีก”
“จริงๆ นะครับ ผมเก็บได้ที่พุ่มไม้โน่น”
พิมภายิ้มเหยียดบอก
“ตลกเลย ตั้งแต่มาถึงนี่ ฉันไม่ได้หยิบกระเป๋าเงินออกจากกระเป๋าสะพาย ฉันหยิบแต่นาม...”
พิมภาพูดแล้วก็ชะงักเพราะนึกได้ ทั้งสองสาวหันมามองหน้ากันแล้วโพล่งขึ้นพร้อมกัน

“เฮ้ย...ลืม”
ฤชวียิ้มประมาณว่าจำได้แล้วใช่ไหม? พิมภากับนันทิกานต์เริ่มหน้าเสีย นันทิกานต์มองกล้องที่เขาสะพายอยู่ที่คอ

“ไอ้พิม แกก็น่าจะดูให้ดีก่อน คุณคนนี้ห้อยกล้องราคาหลายหมื่นจะสนใจกระเป๋ากิ๊กก๊อกของแกทำไม”
พิมภาหันขวับมายังนันทิกานต์ประมาณว่า อ้าว..โบ้ยกันซะงั้น พอหันกลับมาเจอฤชวีส่งยิ้มให้
พิมภายกมือไหว้ยอมรับผิด
“ขอโทษนะคะที่ฉันเข้าใจคุณผิดแล้วก็...”
นันทิกานต์ยิ้มแหยก่อนรีบบอกพิมภา
“มือหนักไปหน่อย ขอโทษค่ะ รีบไปเถอะ อายเค้า”
นันทิกานต์วิ่งไปหยิบเกี๊ยะของพิมภา อันที่กระแทกหน้าฤชวีมาให้เพื่อน พิมภาวางเกี๊ยะลงพื้นสวมแล้วจะหันไปหาเกี๊ยะข้างที่ติดที่ต้นไม้ แต่ปรากฎว่าเกี๊ยะหายไปแล้ว
“อยู่นี่ครับ”
พิมภาหันไป ฤชวียิ้มสดใสคุกเข่าวางเกี๊ยะลงตรงหน้าพิมภา
“รองเท้าครับ”
พิมภาอึ้งๆ
“ขอบคุณค่ะ”
พิมภาสวมรองเท้าโดยมีฤชวีคุกเข่าอยู่ตรงหน้ายิ้มให้
นันทิกานต์พูดกับตัวเอง
“อั๊ยย่ะ...ไอ้พิม ยังกับนางซินเลยเว้ย”
พิมภาเห็นที่หน้าผากของฤชวีเป็นรอยดำ ๆ ที่เกิดจากเกี๊ยะปะทะหน้า
“หน้าผากคุณเปื้อนน่ะค่ะ”
ฤชวีเผลอเอามือปาดแต่ปาดไม่ถูกที่สักที พิมภาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้
“ขอโทษนะคะ”
ฤชวีมองพิมภาอย่างเคลิบเคลิ้มแล้วยิ้มค้าง
“เช็ดตรงนี้นะคะ”
“ครับ”
นันทิกานต์มองอาการเคลิ้มของฤชวี)แล้วว่า
“โดนลูกตบเกี๊ยะแกจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว”
“ครับ”
พิมภากับนันทิกานต์ร้อง”เฮ้ย” ขึ้นพร้อมกัน
สองสาวมองอาการของฤชวีที่เคลิ้มด้วยความงงแล้วตัดสินใจหยิกแขนเขาอย่างแรง
“ขอโทษนะคะ”
ฤชวีสะดุ้งร้อง
“ โอ้ยๆ คุณหยิกผมทำไมครับ”
“ยังมีสติ ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้วเราขอตัวก่อนนะคะ”
“ครับ”
พิมภากับนันทิกานต์ยิ้มให้ฤชวีแล้วจะเดินไป จู่ๆ พิมภาก็ชะงักหันมาหาฤชวีอีกครั้ง ฤชวีชะงัก เธอยิ้มอย่างรู้สึกผิดบอก
“ฉันต้องขอโทษจริง ๆนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ฤชวียกผ้าเช็ดหน้าในมือมาเช็ดที่หน้าผากแก้เขิน ทำตัวไม่ถูก นันทิกานต์รีบดึงพิมภาเดินเร็วๆ ไปด้วยความอาย เขามองผ้าเช็ดหน้าของพิมภาในมือ
“คุณครับ...ผ้าเช็ดหน้า”
ฤชวีหันไปไม่เห็นพิมภากับนันทิกานต์ในสายตาแล้ว เขาตัดสินใจเดินไปตามหา

ลานจอดรถในเวลาต่อมา พิมภากับนันทิกานต์มาถึงรถญี่ปุ่นคันเล็กที่เช่ามาขับรายวัน ข้างรถมีสติ๊กเกอร์เล็ก ๆ speed rent a car ทั้งคู่ขึ้นรถ พิมภานั่งฝั่งคนขับ ก่อนเสียงมือถือจะดังขึ้น พิมภากดรับ
“สวัสดีค่ะพี่เอก พิมขึ้นเครื่องไฟล์ทบ่ายสองค่ะ ถึงกรุงเทพฯก็คงสักบ่ายสามค่ะ”

เอกพลลงจากรถหรูอย่างเท่ กำลังจะเดินเข้าร้านอาหาร
“ถ้างั้นผมจะไปรอที่สนามบินตอนบ่ายสามนะครับ เราจะได้เลยไปถ่ายวีดีโอกันเลย แล้วจะได้ไปดูห้องจัดเลี้ยงด้วยว่าคุณชอบไหม”
พิมภาสีหน้าเฉยเมยมากบอหเสียงนิ่ง
“ก็ได้ค่ะ”
“พิม คืนนี้มาดินเนอร์ที่ห้องผมไหม”
พิมภารีบตัดบท
“พิมเหนื่อยมากเลย ไว้กลับไปแล้วค่อยคุยกันนะคะ สวัสดีค่ะ”
พิมภากดวางสาย เอกพลนั่งลงอย่างแค้น
“กล้าตัดสายฉันเหรอ ถ้าไม่คิดว่าเธอมีประโยชน์นะ พิมภา”
ปราสินีเดินเข้ามากอดเอกพลจากด้านหลัง มือของปราสินีลูบไล้ที่อก
 
เอกพลยิ้มใช้มือจับมือปราสินีขึ้นมาจูบขณะยิ้มร้ายในสีหน้า
คุณสามี(กำมะลอ)ที่รัก ตอนที่ 1 (ต่อ)

ตรงบริเวณลานจอดรถ เวลาเช้า พิมภาวางมือถือลงกระเป๋าอย่างเซ็งๆ แล้วหันมาหานันทิกานต์
“เดี๋ยวเอารถไปคืนบริษัทรถเช่าแล้วก็ไปเก็บกระเป๋าที่โรงแรมเลยนะ”
พิมภาพูดจบก็สตาร์ทรถจะขับออกไป ที่ด้านข้างรถ ฤชวีกำลังวิ่งมาที่ลานจอดรถและมองหา เขาเห็นเธอที่ขับรถออกไป
“คุณครับ..คุณ” ฤชวีวิ่งตาม
วินาทีที่รถเลี้ยวจะออกไปอีกทาง ฤชวีมองปราดสายตาเห็นสติกเกอร์ที่ติดข้างรถว่าเป็นรถเช่า เขารีบวิ่งไปทางรถสองแถวที่จอดอยู่อีกมุม
“เข้าตัวเมืองด่วนเลยครับ”
ฤชวีรีบขึ้นรถ สองแถวขับออกไป

ในเวลากลางวัน รถเช่าของพิมพาจอดที่อยู่ที่หน้าบริษัทเช่ารถ พิมภากับนันทิกานต์เดินออกมาจากบริษัทฯ เพื่อรอรถสองแถว พิมภาสีหน้าเซ็ง
“หน้าแกร่าเริงสมกับเป็นคนใกล้จะแต่งงานมาก ๆ ไอ้พิม ถ้ามันไม่รู้สึกวี้ดวิ้วกับเขา แล้วแกจะแต่งงานกับพี่เอกทำไมวะ บอกตรง ๆนะ ฉันว่าตาพี่เอกนี่ไม่ค่อยเวิร์กไงไม่รู้วะ สังหรณ์ตะหงิด ๆ” นันทิกานต์บอก
“เขาเป็นที่ปรึกษาทางการตลาดที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอาง หน้าตาก็โอเค เดินด้วยก็ไม่อายใคร ฐานะก็ใช้ได้คงไม่มาเดือดร้อนเงินฉัน”
นันทิกานต์พูดอย่างรู้ทัน
“เพราะแกจะไม่ยอมควักน่ะสิ”
“เกินไป ฉันจ่ายตามที่มันสมควร ฉันกับพี่เอกคบกันมาสามปี ฉันว่ามันก็ได้เวลาแล้วนะ”
“แต่แกไม่ได้รักนี่”
“ไม่จำเป็นต้องรัก ฉันจะสามสิบแล้วนะ ถ้าขายออกก็ต้องคว้าไว้ก่อน ถ้าฉันต้องโหนคาน ยัยลัลนามันต้องเหยียบฉันจมทะลุแกนโลกแน่ คนอย่างพิมภาฆ่าได้ หยามไม่ได้”
“การอยู่อย่างคนอยากเอาชนะมันจะทำให้แกเป็นผู้ชนะจริงเหรอวะพิมแกรออีกนิด อาจจะได้เจอผู้ชายแสนดีที่ทำให้แกรักเขาหมดหัวใจก็ได้นะเว้ย”
“ชีวิตจริงมันไม่มีหรอกผู้ชายแสนดีน่ะ มันมีแต่ในละครทีวี”
รถสองแถวีกคันหนึ่งวิ่งมาจอด พิมภากับนันทิกานต์ขึ้นรถ รถแล่นออกไปขณะที่ฤชวีวิ่งเข้ามามองหาสองสาว เขาเห็นรถคันที่พิมภาขับจอดอยู่ ฤชวีรีบเข้าไปในบริษัทเช่ารถในทันที

ฤชวีเข้ามาในบริษัทฯมองหาไม่เห็นพิมภาก็ตรงไปหาพนักงานเพื่อสอบถาม
“ขอสอบถามหน่อยครับ รถคันที่จอดอยู่หน้าบริษัท ผู้เช่าชื่ออะไร ติดต่อได้ที่ไหนครับ”
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ เราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าได้จริงๆ ค่ะ”
“คือผมเก็บของ ๆ คุณผู้หญิงได้น่ะครับ”
“ถ้างั้น...ฝากทางเราไว้ไหมคะ เราจะโทรแจ้งให้จะสะดวกกว่า”
“ขอบคุณครับ”
ฤชวีสีหน้าเซ็งจำต้องเดินออกไปนอกออฟฟิศอย่างหมดหวัง พลันขาของเขาก็กระตุกเพราะเสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือ เขารีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา
“ครับ กิ่ง”

ภายในห้องทำงานที่สำนักพิมพ์ในเวลากลางคืน กิ่งแก้วสีหน้าร้อนรนมากพูดเสียงรัวใส่ฤชวีทันที
“ต้นเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“กิ่งใจเย็นๆ แค่เรื่องเข้าใจผิด มีบู๊นิดหน่อย”
กิ่งแก้วตกใจ
“แล้วต้นเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ผมปลอดภัย แต่...”
“แต่อะไร”
“แต่ผมเจอคนที่ฟ้าส่งมาให้แล้วนะกิ่ง”
“ใครเหรอต้น” กิ่งแก้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

เครื่องบินลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิในเวลาบ่าย ภายในรถ เอกพลประจำหน้าที่คนขับ พิมภานั่งที่นั่งข้างคนขับ นันทิกานต์นั่งอยู่ด้านหลัง
เอกพล ที่ปรึกษาการตลาดสุดฮอตของเมืองไทยถามกับพิมภา
“เหนื่อยไหมครับ”
นันทิกานต์จงใจกวน
“ที่สุดล่ะค่ะพี่เอก เดินกันจนทั่วดอย ทำงานไม่หยุดไม่หย่อนเลย”
“แล้ว...”
“อาหารก็อร็อย..อร่อย ไหมพี่”
นันทิกานต์ยื่นถุงแคบหมูทีเปิดแล้วให้ แถมยังหยิบมาเคี้ยวกวนๆ ใส่จนเอกพลรำคาญ

“คุณแนนครับ ผมถามพิมน่ะครับ”
“แนนตอบก็เหมือนพิมตอบล่ะค่ะ เราเพื่อนรักกันมาก พี่เอกไม่ค่อยมีใครคบ ไม่มีเพื่อนก็คงไม่คุ้นน่ะค่ะ”
เอกพลหน้าตึง พิมภารีบห้ามทัพด้วยการเปลี่ยนเรื่องทันที
“จะรีบไปถ่ายวีดีโอไม่ใช่เหรอคะ รีบไปเถอะค่ะ”
“ครับ”
เอกพลไม่วายส่งสายตามองนันทิกานต์อย่างแค้นเคือง

ส่วนนันทิกานต์ลอยหน้าลอยตาหัวเราะไม่มีเสียงใส่อย่างสะใจ
ยามบ่าย ที่มุมสวนสวยของโรงแรม เอกพลเดินนำพิมภาซึ่งเปลี่ยนชุด แต่งหน้าเรียบร้อยแล้วเข้ามา ช่างแต่งหน้าตามมาจับ ๆ ตรงมุมที่ถูกจัดเป็นซุ้มที่นั่งสวย ๆ นันทิกานต์เดินตามมา เอกพลพูดกับทีมงาน

“พร้อมแล้วครับ”
“เชิญครับ นั่งที่กลางซุ้มนะครับ” ทีมงานบอก
เอกพลกับพิมภานั่งลงที่ซุ้ม
ทีมงานเริ่มบันทึกเทป
“พูดถึงความประทับใจที่มีต่อกันครับ เริ่มที่เจ้าบ่าวก่อนนะครับ”
เอกพลมองกล้องแล้วยิ้ม
“พิมเป็นผู้หญิงที่สวยและเก่ง สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผมเคยเจอ และพิมจะเป็นภรรยาที่ผมจะเดินเคียงข้างด้วยความภูมิใจ”
เอกพลหันไปยิ้มกับพิมภาที่ฉีกยิ้มอย่างฝืนมาก
“เจ้าสาวล่ะครับ”
“พิมชอบคนเก่งค่ะ พี่เอกเป็นคนเก่งมีความสามารถ เป็นผู้ชายแบบที่พิมชื่นชมค่ะ”
นันทิกานต์สะดุ้งที่พิมภาจบดื้อๆซะอย่างนั้น
“ซับหน้าหน่อยครับ” ทีมงานบอก
พิมภาลุกออกมา เอกพลยังนั่งอยู่ที่เดิม ช่างแต่งหน้าเข้ามาซับหน้าพิมภาให้แล้วเดินไปซับหน้าเอกพล
นันทิกานต์รีบเข้ามาประกบพิมภา
“ฟังแล้วน้ำตาจะไหลเลยแก”
“จริงเหรอ”
“ไม่จริงหรอก สายตาแกแห้งแล้งที่สุดอ่ะพิม แกกับพี่เอกเหมาะที่จะแต่งงานกันม๊ากมาก พูดแต่เก่ง หล่อ สวย ไม่มีใครพูดว่ารักสักคน”
พิมภาสวนขึ้นทันที
“ก็ฉันไม่ได้ระ (รัก)”
พิมภาคิดได้แล้วชะงักคำพูดอยู่แค่นั้น นันทิกานต์ชี้หน้าอย่างจับผิด
“แอะ แอะ ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าแกไม่ได้รักไอ้พี่เอกนี่”
“ฉัน”
“พิม”
ทุกคนหันตามเสียงเห็นปราสินี เพื่อนรักลายครามร่วมมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ถือน้ำสองแก้วเข้ามาหาพิมภา
“มะนาวโซดาของพิมจ๊ะ”
พิมภาดีใจถาม
“ ปลา มาด้วยเหรอ”
“พี่เอกบอกว่าพิมจะมาถ่ายวีดีโอ ปลาก็เลยมาเป็นกำลังใจจ๊ะ”
พิมภากอดปราสินี
“ปลาน่ารักที่สุดเลย ช่วงปิดยอดแท้ๆ ยังเป็นห่วงพิมอีก”
“ห่วงกับอยากรู้อยากเห็นมันไม่เหมือนกันนะแก ต้องแยกแยะ” นันทิกานต์พูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“แนนชอบพูดเหมือนปลาไม่ห่วงพิมเลย” ปราสินีบอก
พิมภาปกป้องพลางซบกอดปราสินีทันที
“ชาติก่อนแนนมันคงเป็นไก่ล่ะมั้ง ชาตินี้ถึงชอบจิก ๆ ๆ คนไม่มีทางสู้อย่างเรา”
ปราสินีซบตอบแล้วบอก
“นั่นสิ ผู้หญิงอ่อนแออย่างเราจะสู้ใครได้เนอะ”
“โถ ๆ ๆ แม่สาวน้อยผู้บอบบาง บอบบางเป็นช้างถึกทั้งคู่เลย ว่าแต่แก้วโน้นของไอ้พิม แก้วในมือแกก็ของฉันใช่มะ” นันทิกานต์ทำท่าจะคว้า
ปราสินียกแก้วหลบ
“แก้วนั้นของเจ้าสาว แก้วนี้ก็ต้องของเจ้าบ่าวสิจ๊ะ”
ปราสินีเดินไปหาเอกพล
“คาปูชิโนเย็นของพี่เอกค่ะ”
เอกพลยิ้มรับแก้วน้ำจากปราสินี
“ขอบคุณครับ”
มือเอกพลแตะโดนมือปราสินีที่ยิ้มเขินและมองขาอย่างอายๆ
ปราสินีหันมาหาพิมภา
“พิมจ๊ะ เรื่องดอกไม้ในงาน ปลาจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ”
“นี่...ยัยแนนดูไว้ เพื่อนตัวอย่างมันต้องแบบนี้” พิมภาบอก
“ใช่สิ แกเล่นใช้ให้ยัยปลาจัดการเรื่องงานแต่งทุกอย่างเหลืออย่างเดียวที่ไม่ให้ทำ” นันทิกานต์ว่า
“อะไร”
“เป็นเจ้าสาวซะเองไง แต่ป่านนี้ยังไม่มีแฟน อีกไม่นานคงโหนคานเป็นเพื่อนฉันมั้ง”
“บ้าแล้วแก สวย ๆ อย่างปลาไม่มีทางโสดหรอก ฉันคอนเฟิร์ม...เนอะ”
ปราสินียิ้มให้พิมภา นันทิกานต์มองปราสินีอย่างไม่ค่อยชอบใจ
“งั้นมั้ง”
นันทิกานต์เดินออกไป พิมภารีบตาม ปราสินีมองตามอย่างกังวล


นันทิกานต์เดินอย่างเซ็งๆ ออกไป พิมภารีบตามมาดึงไว้
“ไอ้แนน แนน ปลามันทำอะไรให้แก แกถึงชอบกัดมันนัก”
“ใช่สิ ฉันมันหมานี่ กัดไม่เลือก แต่ฉันก็ไม่ลอบกัดใคร”
“แนน ฉันกับปลาเป็นเพื่อนกันมาตั้งเจ็ดแปดปีแล้วนะ ฉันไม่เห็นว่าปลามันจะเคยร้ายกับใครเลย”
นันทิกานต์เสียงสูงบอก
“นั่นสิ เพื่อนที่คบแค่ปีสองปีอย่างฉันน่ะมันร้าย มันไม่ดี”
“มันสวยมาก” พิมภารีบต่อทันที
“ตรงข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ พิม เอ็นดูเขาระวังเอ็นเราขาดนะแก ฉันว่ายัยปลามันกลิ่นตุๆ”
“ที่แกได้กลิ่นน่ะ กลิ่นตัวแกมั้ง”
“เป็นไปได้ เว้ย ยัยพิม..ยัยปลาน่ะ”
พิมภายกมือห้าม
“ปลาก็เพื่อน แกก็เพื่อน ฉันเชื่อใจทั้งคู่ โอเคมะ”
“แปลว่าอย่าสร้างปัญหา รับทราบ”
“ฉันเหนื่อยแล้วก็อยากกลับไปวางแผนงานพรีเซนต์ในที่ประชุมพรุ่งนี้ด้วย กลับบ้านกันดีกว่าไป”

พิมภาลากนันทิกานต์เดินไป เพื่อนซี้เดินตามด้วยสายตาเป็นห่วงพิมภามาก
รถเอกพลเข้ามาจอดที่คอนโดฯ พิมภาในเวลากลางคืน

“พิมจ๊ะ แล้วเรื่องที่จะเสนอผมเป็นคอนเซาท์ให้ทางNaree ไปถึงไหนแล้วจ๊ะ”
“บอสบอกว่าหลังแต่งงานให้พาพี่เอกเข้าไปคุยที่บริษัทค่ะ วันนี้ขอบคุณมากนะคะ พี่เอก”
พิมภาจะลงจากรถ แต่เอกพลดึงไว้แล้วจะกอดหอม พิมภาตกใจ
“พี่เอก”
“มะรืนนี้เราจะแต่งงานกันแล้ว ขอพี่ชื่นใจหน่อยนะ”
“อย่าค่ะพี่เอก อย่าค่ะ”
แต่เอกพลไม่ยอมหยุด สิ้นเสียงพิมภาผลักเอกพลสุดแรงจนหัวกระแทกกระจก โป๊ก!
“โอ้ย!”
เอกพลถึงกับมึน นั่งงงอยู่
“พี่เอก พิมไม่ได้ตั้งใจ ก็พิมบอกแล้วว่าอย่า ยังไงเราก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว”
พิมภาเปิดประตู
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
พิมภาเดินลงไป เอกพลยังนั่งมึนเสียศูนย์มองตามด้วยสายตาแค้น อาฆาต
“นังตัวแสบ ให้แต่งงานก่อนเถอะ”

ภายในห้องพิมภา บนคอนโดฯ ทันทีที่เธอปืดประตูห้อง ก็รีบเอากระดาษมาเช็ดคอ เช็ดหน้า
“แต่งงานแล้วก็ต้องเจอแบบนี้ตลอดใช่ไหมเนี่ย...ทำไมมันไม่เคลิ้มหวานเหมือนในหนังนะ” พิมภาพูดกับตัวเองพลางทำท่าขนลุกซู่
พิมภานึกถึงคำพูดของนันทิกานต์เมื่อตอนกลางวัน
“ไม่จริงหรอก สายตาแกแห้งแล้งที่สุดอ่ะพิม แกกับพี่เอกเหมาะที่จะแต่งงานกันม๊ากมาก พูดแต่เก่ง หล่อ สวย ไม่มีใครพูดว่ารักสักคน”
พิมภาพูดสวน
“ก็ฉันไม่ได้ระ (รัก)”
พิมภ่คิดได้แล้วชะงัก นันทิกานต์ชี้หน้าอย่างจับผิด
“แอะ แอะ ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าแกไม่ได้รักไอ้พี่เอกนี่”
“ฉัน”
พิมภาทิ้งตัวลงนั่งอย่างเครียด ๆ ก่อนจะมองไปที่ชุดเจ้าสาวที่ใส่หุ่นตั้งอยู่กลางห้อง
เสียงตึง ! ดังจากหน้าห้องทำให้
กำลังโหลดความคิดเห็น...