xs
sm
md
lg

แรงเงา ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:

แรงเงา ตอนที่ 18 ตอนอวสาน

 
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่กระทรวง รัชนกเดินใสซื่อ ชุดที่ใส่สวยหวานเป็นพิเศษ แต่ทรวงอกกระเพื่อมจนเห็นได้ชัด บรรดาชายที่สวนมาตาค้าง บ้างเดินชนประตู บ้างกินน้ำกดอยู่น้ำก็พุ่งปรี๊ดมาเปียกหัวและหน้า จากนั้นมีการแซว การทัก บ้างทำตาเยิ้ม รัชนกเอียงอาย
 
รัชนกเดินผ่านเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ปริม ที่ทำหน้ารังเกียจ เจอแจงจิต อรพิม ทิพอาภา ยืนเย็นชารออยู่ แจงจิตถือซองจดหมายในมือ
“นี่ของหนูจ้ะ”
รัชนกดึงเอกสารข้างในมาดูแล้วทำหน้าฉงนฉงาย ดวงตาไหวหวั่น ปากสั่น
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ผ.อ.รอหนูอยู่ในห้องประชุมเล็กนะจ๊ะ ไปถามท่านเอาเอง”

ห้องประชุมเล็กปิดม่านปิดไฟดูมืดมิด เจนภพนั่งอยู่หน้าสกรีนขนาดใหญ่ในมือมีโน้ตบุ๊ค รัชนกเข้ามา
“นี่อะไรกันคะ”
“ก็ง่ายๆ ผมเชิญคุณออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราว เพราะคุณทั้งชั่วทั้งคาว คละคลุ้งไปหมด”
สีหน้ารัชนกจากที่สลดกลายเป็นยิ้มตาพราวสนุกสนาน
“ปากจัดอย่างนี้ เรียนมาจากเมียอัมพาตของคุณแน่เลย ถ้าฉันทำผิด คุณก็น่าจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนซีคะ”
“คงมีกรรมการที่ทั้งอยากสอบสวนคุณอยู่หลายคน ถ้าได้เห็นคลิปชุดนี้”
เจนภพกดเพลย์ภาพ รัชนกในคราบมุตตาขึ้นคร่อมเจนภพ ผมรุ่ยร่ายแหวกออกแวบหนึ่งถูกฟรีซเห็นหน้าชัดเจนว่าไม่ใช่มุตตา รัชนกทำตาโต
“ตายแล้วคิดว่าคลิปอะไร ที่แท้ก็คลิปผ.อ.มอมยาข่มขืนนก”
เจนภพถอนใจ กดเพลย์คลิปที่ 2
“แล้วคลิปนี้ล่ะ”
ภาพบนจอเป็นภาพประสิทธิ์ชัยปลุกปล้ำรัชนก ต่อยท้อง จับมัด ฉีกทึ้งเสื้อ รัชนกแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็ยังเพลิดเพลินอยู่
“ก็แปลว่าที่กองนี้มีแต่ลูกจ้างเพศชาย ที่คอยพล่าสวาทลูกจ้างหญิงให้ตกเป็นเหยื่อน่ะซีคะ”
“แค่ 2 คลิปนี่ คณะกรรมการคงไม่มีใครคิดว่าคุณคือสาวแสนซื่อที่ตกเป็นเหยื่อแล้วล่ะ”
รัชนกพลันปรบมือไม่มีท่าทีเกรงกลัว
“โอเคค่ะ คุณชนะ เฮ้อ พวกคุณทำลายฝันฉันหมดเลย”
“ฝันอะไร”
“ฉันกะจะเก็บไปให้ถึงซีสิบเอ็ดก่อนน่ะซีคะ แล้วถึงจะออกนี่ได้แค่ซี 4 กระจอกๆ กับซี 8 ที่เกือบหมดน้ำยาเท่านั้นเอง”
เจนภพโกรธแล้วพลันสงบลง
“ใช่ ผมควรจะรู้ตัวซักที”
รัชนกผิดคาด ยิ้มพราย ยักไหล่ หมุนตัวเดินออกไป

รัชนกก้าวออกจากห้องประชุมพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือด เซน้ำตาร่วงพรู ตรงหน้าห้อง แจงจิต ปริม ทิพอาภา อรพิม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ยืนออรออยู่ รัชนกเดินเซแล้วทรุดฮวบลง พี่ดุจ พี่เดือนเข้าประคองเห็นใจสุดซึ้ง
“ผ.อ.ค่ะ พอนกไม่ยอมเขา เขาก็ไล่นกออก”
ดุจ เดือนประคองรัชนกขึ้น พามาหน้าแจงจิต ทิพอาภา อรพิม แจงจิตทึ่งในฝีมือการแสดง อรพิมขยะแขยง ทิพอาภาน้ำตาเอ่อก้าวมาเสียงเครือ
“โธ่ หนูนก”
ทันใดทิพอาภาก็เงื้อมือตบฉาดเข้าเต็มหน้ารัชนก ดุจ เดือนยึดร่างนกไว้ล็อคให้ทิพอาภาตบซ้ำอีกที รัชนกเซล้มไปกับพื้น เลือดซึมที่ปาก ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ตาโต อรพิมช็อค แจงจิตจะเป็นลม ผู้คนมามุงดู
“พี่ทิพ”
“อีเลว อีชั่ว อีโสเภณี ไปนะ ไป อย่าอยู่ให้เสียสถาบัน”
รัชนกสะอื้น ปาดน้ำตาออก เสื้อตกไหล่ไปเมื่อไรไม่รู้ได้ หันมาหาสองข้าราชการชายที่ยืนโง่งมงายอยู่
“ช่วยหน่อยเถอะ นกยืนไม่ขึ้นแล้ว” สองชายเข้ามาประคองรัชนก “ขอบคุณค่ะ พี่ศักดิ์ พี่พล นกวานช่วยไปเก็บของนกที่โต๊ะหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้ซีครับ น้องนก”
“เดี๋ยวพี่พาไปทำแผลให้ด้วยครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ผงะถอย บ้างเอามือทาบอก สองหนุ่มประคองรัชนกพาเดินไป รัชนกปรายตามองกลุ่มแจงจิต ปริม หลิ่วตาให้แล้วหันไปทำท่าเซๆ สองหนุ่มตระกองกอดรับไว้ พาไป
“กะเทยคะ เกย์ ชะนีคะ ขอสามคำค่ะ”
“นาง แน่ มาก”
“อยาก ตบ บ้าง”
“นาง ออ หรี่”
“โส เภ ณี”
“อี หน้า ด้าน”
“ไป ทำ งาน”
ทันใดกลุ่มก็สลายแตกซานซ่านเซ็นไป

รถหมอบีมาจอดหน้าบ้านมุตตา หมอบีลงจากรถ มุนินทร์ใส่ชุดดำขาวเดินมาจากชานเรือน
“มาได้ยังไงไอ้บี เอ๊ย คุณหมอบี”
“เดี๋ยวจะไปดูริน ก็เลยแวะมาทักทาย”
“จะมาหาฉันก็บอกมาเหอะ”
“ไม่น่าเชื่อเนอะ แต่ก่อนนายไม่เห็นเหมือนตาเลย แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเหลือเกิน”
“เลยจะเปลี่ยนใจจากน้องมาเป็นพี่เหรอ เสียใจนะต้องต่อคิวก่อน”
“เราเลยเอาคิวแรกนายมาส่งไง”
มุนินทร์งงวีกิจก้าวลงจากรถ มุนินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด วีกิจก้าวมาใกล้ สวมแจ็กเก็ตของมุนินทร์กลางแดดเปรี้ยง
“สวัสดีฮะ”
“มันยังมีเหลืออยู่ในโลกอีกหรือคะ ความดีน่ะ”
“เฮ้ย เราไปดูรินก่อนนะ”
“บอกรินนะว่าเสร็จงานแล้วเราจะไปเยี่ยม”
หมอบีขึ้นรถตีวงออกไป มุนินทร์หันมาหาวีกิจ วีกิจทำใจดีสู้นางเสือ
“บ้านคุณสวยเหมือนที่ผมวาดภาพไว้เลย”
“อะไรที่วาดหวังไว้ มักดีเกินจริงเสมอล่ะค่ะ”
“ตาอยู่ไหนฮะนี่” วีกิจถามพร้อมกับมองหามุตตา
“คุณจะไปพบตาไหมล่ะคะ ฉันจะพาไปเอง”
พิณและแปลกโผล่มา
“ใครมาลูกนิน เพื่อนแกหรือ”
“ไม่ใช่เพื่อนหนูค่ะ เพื่อนของตาน่ะ”
วีกิจสะอึกแต่ข่มไว้ ยกมือไหว้แปลกและพิณ พลางฝากตัวเป็นลูก
“สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่”
“ทำไมมาวันนี้ งานมีตั้งมะรืน”
“แล้วจะพักที่ไหนดี พักห้องนอนแขกดีไหม”
“ไม่ดีค่ะ ไม่สะดวกใจเปล่าๆ นี่จะไปหรือเปล่า ถ้าไปก็ตามมา”

มุนินทร์ตัดบท
รถขับเคลื่อนสี่ล้อของแปลกวิ่งมาตามถนนสองข้างทางเป็นไร่ดอกไม้งดงาม วีกิจเหลือบดูมุนินทร์ที่ทำหน้าที่ขับรถ มุนินทร์ทำหน้าเฉย แต่ความโกรธ ความน้อยใจพล่านอยู่ เรื่องยกโทษ ให้อภัย อโหสิกรรมลืมไปหมด วีกิจอึกอักเอ้ออ้าหาเรื่องคุย
 

“นั่นอะไรฮะ นั่นน่ะ”
“เขาเลี้ยงผึ้งในไร่ทานตะวันกันค่ะ”
“แล้วไร่คุณไม่เลี้ยงผึ้งบ้างหรือครับ”
“ไม่หรอกค่ะ ฉันเคยโดนผึ้งต่อย จำได้ว่าปวดขนาดไหน ฉันเป็นคนเจ็บแล้วจำค่ะ”
วีกิจทำตาปริบๆ มุนินทร์เลี้ยวรถ เข้าไปในวัดเล็กๆ

พอเข้ามาในวัด มุนินทร์และวีกิจก้าวลงจากรถ
“ตามาถือศีลหรือฮะ”
“ค่ะ ตอนนี้ตาละเว้นจากบาปทั้งหลายแล้ว”
วีกิจพูดไม่ออก เพราะไม่ว่าพูดอะไรก็โดนจิกกัดได้หมด

บริเวณป่าช้าของวัดไม่ได้เป็นเนินดินมีไม้ปักแบบหนังผี แต่เป็นเนินหญ้าเรียบ ปลูกไม้ดอกเป็นระยะ มีต้นไม้ที่ผลัดใบเห็นกิ่งคดเคี้ยว มุนินทร์เดินนำวีกิจมาสภาพโดยรอบทำให้วีกิจไม่รู้ว่าคือป่าช้า มุนินทร์หยุดที่จุดหนึ่งปลูกดอกไม้สีม่วง สีฟ้าไว้ วีกิจหยุดตาม ลมเบาๆ พัดมา วีกิจเพิ่งรู้ตอนนั้นหน้าพลันเผือดลง
“นี่ไงคะ เราให้ตาอยู่ตรงนี้ เราฝังตาไว้ที่นี่ครบร้อยวันแล้ว”
วีกิจตัวชาวูบ มองดูป้ายไม้มีรูปมุตตาเล็กๆ ปิดอยู่มองออกมา ไม้เลื้อยรอบเสาออกดอกพราว
“ตา เกิดอะไรขึ้นฮะ”
“ฉันกลับมาจากอเมริกา กลับมาบ้าน มาหาพ่อแม่ หาตา แต่ตาไม่ยอมรอฉัน”
“นี่มันเมื่อไรกันครับ”
“ตาเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯได้สองวัน ฉันเป็นคนแรกที่เห็นตาผูกคอตายอย่างโดดเดี่ยว แต่ตาไม่ได้จากไปตามลำพัง ตาตายพร้อมกับลูกในท้อง เลือดเนื้อเชื้อไขของอาคุณ”
วีกิจน้ำตาเอ่อคุกเข่าลงช้าๆ ก้มหน้าลง ภาพมุตตาที่ได้เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อมีชีวิตแว่บเข้ามา
“ตา วันนั้นเอง ตามองผมแบบรู้ว่าเป็นการมองครั้งสุดท้าย” มุนินทร์มองดูสะเทือนใจเรื่องน้อง แต่ใจอีกครึ่งก็ยิ่งเชื่อว่าวีกิจรักแต่มุตตา มุนินทร์เชิดหน้าให้น้ำตาแห้งหาย “ทำไมฮะ ทำไม”
“ตาเลือกแบบนั้น มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเลือก มันอาจไม่ถูกต้อง แต่ตาก็เลือกไปแล้ว ในขณะที่ฉันเลือกที่จะให้ตายังอยู่และกลับไปเรียกหาความยุติธรรม”
“คุณถึงกลับไปสวมบทบาทมุตตา”
“และฉันพบว่าบางทีสิ่งที่ฉันเลือกอาจจะผิด และสิ่งที่ตาเลือกอาจจะถูกก็ได้” มุนินทร์เช็ดน้ำตา “เรากลับกันได้แล้วค่ะ พรุ่งนี้เราจะทำบุญให้ตา มะรืนนี้เป็นวันเผา”
“ผมจะอยู่จนถึงวันนั้น ขอให้ผมได้ส่งศพเป็นครั้งสุดท้าย”
ทั้งคู่ยืนมองหลุมศพงดงามนั้น ดอกลั่นทมโปรยลงบนหญ้าเขียว

เวลาใกล้บ่ายโรงอาหารของกระทรวงเริ่มว่างวาย แจงจิต อรพิม ทิพอาภาอยู่โต๊ะหนึ่ง เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์อยู่โต๊ะหนึ่ง ปริมถือซองสีขาวม่วงปึกหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมา
“มาแล้ว นังกระซู่ตื่นไฟ”
“ดูนี่ ดูนี่ มีแมสเซ็นเจอร์เอามาส่ง ได้กันทุกคนเลย”
ปริมแจกให้แจงจิต อรพิม ทิพอาภา เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ลุกมารวมกลุ่มรับซอง
“ว้าย อะไรนี่”
“งานฌาปนกิจศพ มุตตา จงสวัสดิ์”
“ฮือ ตาตายแล้วหรือ”
“นี่อะไรกันคะนี่”
“วุ๊ย จะอะไรก็คงแกล้งกันมา แกล้งกันไป”
“ใครจะมาแกล้งกันทุเรศแบบนี้”
เจนภพเดินมาทางด้านหลัง ปริมหันหลังอยู่แต่คณะพรรคเห็นหมด
“เรื่องอุบาทว์แบบนี้จะมีใคร ต้องเป็นฝีมือนังเมียหลวงอัมพฤกษ์แน่” เจนภพชะงัก ทุกคนบุ้ยบ้าย ปริมยังแสดงธรรมต่อ “จริงๆ นะ ไม่รู้จะจองเวรกันถึงไหน ทำไมยะ หล่อนจะโบกมือทำไม” เจนภพดึงการ์ดไปจากมือปริม ปริมตาเหลือกหันไป “ว้าย ผ.อ.ทานข้าวหรือยังคะ”
เจนภพดูการ์ดแล้วขบกรามเดินไป ปริมหน้าซีด อรพิมยิ้มหวานเข้ามาใกล้
“ปีนี้ได้ห้าขั้นแน่ย่ะ”
“เอาไว้ไต่ไปประทับบนคาน”
ปริมร้องวี๊ด ฉกรรจ์กับนักรบหัวเราะราวขาดใจ แล้วเห็นแจงจิต อรพิม ทิพอาภา เลอลักษณ์ แม้กระทั่งปริมเข้ารวมกลุ่มพรรคพลังคานมองมาอย่างมุ่งร้าย สองนางชะงักพรั่นพรึง

ทางเดินในตึกทอดยาวไม่มีผู้คน เจนภพหน้าเคร่งถือการ์ดเดินมาตามทาง แจงจิตตามมา
“งานศพมุตตา มีใครล้อเล่นรึเปล่า”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะหรือว่าคุณนภิศเธอยังไม่หายแค้นคะ”
“ถ้ามีคนแกล้งก็บ้ามากๆ” มีโทรศัพท์เข้า เจนภพรับสาย “ฮัลโหล”
วีกิจยืนอยู่หน้าโรงแรม หน้าเผือดซีด
“อาภพครับ”
“ว่าไง”
“มะรืนนี้ อาภพขึ้นมาเพชรบูรณ์ได้ไหมฮะ”
“มีอะไรหรือ”
“ผมอยากให้อาภพมาให้ได้ มาแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี อย่างน้อยก็มาใส่ดอกไม้จันทน์และขออโหสิกรรมกับตาก็พอ”
เจนภพตัวชาวาบ การ์ดร่วงหลุดจากมือ เซไปเกาะผนังและทรุดอยู่ตรงนั้น
“ผ.อ.”
“ตาตายแล้ว คุณแจง”
แจงจิตเก็บการ์ดส่งให้เจนภพที่น้ำตาไหลซึม

คืนนั้นที่บ้านเจนภพ ต่อ ต้อง ต้อมนั่งกันเงียบๆ ต่ออ่านหนังสือ ต้องดูมือถือ
“หนูคิดถึงแม่จัง แม่จะหายไหม”
“ต้องหายซิ แม่ต้องหาย”
ต้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น
“หนูกลัวแม่ตาย”
ต้องลุกขึ้นทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ เดินไปดึงต้อมมากอด
“แม่ไม่ตายหรอก ฉันสัญญากับแกได้เลย”
“จริงนะ สัญญานะ”
ต้องพยักหน้า ต้อมมองต่ออย่างคาดคั้นถาม ต่อกัดริมฝีปาก พยักหน้าเดินมาขนาบน้องไว้ตรงกลาง
“จริง พี่สัญญาอีกคน”
สร้อยคำกับแต้วถืออาหารว่างจะเข้ามา มองดูภาพอัศจรรย์ตรงหน้า สร้อยคำน้ำตาคลอ
“โธ่เอ๋ย อยากให้คุณนภาได้เห็นจริง”
“หนูสงสารคุณผู้หญิง คนก่อเรื่องจริงๆ คือคุณผู้ชาย แต่ทำไมคุณผู้หญิงต้องมารับกรรม”
“กรรมของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครมารับกรรมแทนใครหรอก แต้วเอ๊ย แกคิดหรือว่าคุณผู้ชายของแกไม่ทุกข์”
“จริงค่ะ คุณผู้ชายตอนนี้หน้าก็ดำยังกะถูกเสน่ห์อีเป๋อ อุ๊ย มาพอดี”
เจนภพเข้ามา ทุกก้าวเดินดูเชื่องช้าเหมือนคนไข้หนัก

“พี่สร้อยฮะ ผมขอคุยอะไรหน่อย”
 
แรงเงา ตอนที่ 18 ตอนอวสาน (ต่อ)


เจนภพและสร้อยคำยืนอยู่ที่เทอเรซ
 
“พี่สร้อยครับ พรุ่งนี้ผมจะไปเพชรบูรณ์ ไปหาตาครั้งสุดท้าย”
“เธอจะตามนายกิจไปหรือ นี่เธอสองคนลุ่มหลงอะไรนักหนากับผู้หญิงคนนี้”
“ใช่ฮะ ผมหลง หลงอยู่กับตัณหาราคะของตัวเอง จนทำร้ายคนที่รักผมถึง 2 คน เมื่อร้อยวันก่อน ตากลับไปเพชรบูรณ์และฆ่าตัวตายฮะ” สร้อยคำผงะ
“อะไรนะ”
“ตาผูกคอตายไปสามเดือนกว่าแล้วฮะ”
“แล้ว...มุตตาที่กลับมาสร้างเรื่องวุ่นวาย คือใครล่ะคะ”
“ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวฝาแฝดของตา เขาสวมรอยเป็นตากลับมาแก้แค้นให้น้องสาว”
“ทำไม ทำไมหนูตาต้องทำอย่างนี้ด้วย”
“ตาท้องฮะ ตาท้องกับผมได้สามเดือน ตาคงหมดทางเลือกอื่นจริงๆ จึงได้เลือกความตายให้เขากับลูกเป็นทางออก”
สร้อยคำน้ำตาร่วงพรู
“โธ่เอ๋ย กรรมเวรอะไรอย่างนี้ โธ่เอ๋ย หนูตา”
“พี่สาวของตาชื่อมุนินทร์ฮะ ที่เขาทำลงไปมันสาสมแล้ว ผมจะไม่โทษเขาเลย แต่ผมต้องโทษตัวเองที่ทำลายชีวิตไปไม่รู้กี่คน”

วันรุ่งขึ้นมุนินทร์เดินมาช้าๆ ริมบึงบัวกว้างใหญ่ ดอกบัวยังคงออกดอกพราว บ้างตูม บ้างแย้ม บ้างโรยราเหลือเพียงฝัก บ้างก็ทอดจมเปื่อยอยู่ในน้ำ มุนินทร์มีสีหน้าหมองเศร้า ความทรงจำเลวร้ายของที่ตรงนี้ยังคงหลอนอยู่
ที่ริมน้ำ ร่างๆ หนึ่งนั่งนิ่งอยู่มองผืนน้ำอย่างเลื่อนลอย แล้วพลันลุกขึ้นเดินลุยน้ำเห็นท้องที่ใหญ่และใบหน้าซีดเซียวของรินลดา มุนินทร์มองอย่างแปลกใจแล้วสังหรณ์วูบขึ้น ก้าวเดินไป
“ริน ทำอะไร ริน” รินลดาหันมา ดวงตาเต็มด้วยหยาดน้ำ แล้วหันกลับโถมตัวลงในน้ำลึก ร่างจมวูบหายไป
“ริน”
มุนินทร์ผวาวิ่งมาริมน้ำ สลัดรองเท้าออกแล้วพุ่งตัวลงในน้ำ ตรงจุดนั้นไม่มีร่องรอยใดๆ มุนินทร์ว่ายไปถึงแล้วดำดิ่งลง
ที่ใต้น้ำ มุนินทร์แหวกว่ายควานหา ดวงใจเร่าร้อนเจ็บปวด มุนินทร์มองหาแต่เห็นทุกอย่างมืดสลัว ก้านบัวมากมายไหวไปมาในกระแสน้ำ มุนินทร์ยิ่งร้อนรนจนถึงขีดสุด พยายามเขม้นมองจนเห็นตรงหน้ามีร่างๆ หนึ่งจมอยู่ในน้ำ ผมแผ่สยายไหวกระเพื่อม ผ้าพลิ้วตามแรงน้ำ ร่างนั้นหันมาคือมุตตา
“อย่านะ อย่าตายนะ”
มุนินทร์ควานหามุตตา
“ตา อย่าตายนะ อย่าตาย”
มุนินทร์แม้ไหวหวั่นกับภาพลวงตา แต่ก็ถีบเท้าแหวกว่ายไปหา คว้าร่างนั้นไว้พาว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ มุนินทร์ทะลึ่งพรวดจากใต้น้ำ ประคองหน้ารินลดาให้พ้นน้ำ
ที่ริมน้ำ มุนินทร์กดหน้าอกรินลดา รินลดาสำลักกระอักกระไอน้ำพรั่งพรู มุนินทร์โล่งใจ
“เธอช่วยฉันไว้ทำไม ฉันอยากตาย” มุนินทร์กอดรินลดาไว้อย่างปลอบประโลม รินลดาตัวสั่น มุนินทร์ผละออกแต่ยังกุมมือไว้ “เธอไม่กลัวติดโรคหรือ แม่ฉันติดโรคจากฉันเพิ่งตายไป”
“แม่เธอหัวใจวายต่างหาก ริน เธอจะให้ลูกตายไปกับเธอหรืออีกแค่ 2 เดือน แกก็จะลืมตาดูโลกแล้วนะ”
“อีก 2 เดือน แกก็จะเป็นเด็กที่ติดเอดส์”
มุนินทร์บีบมือรินลดา
“เธอรู้ไหมมีเด็กตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ไม่ติดโรคจากแม่ที่เป็นเอดส์ เธอจะไม่ให้โอกาสลูกเธอเลยหรือ”
“จริงหรือ”
“จริงซี ให้โอกาสลูกและให้โอกาสตัวเธอเองเถอะนะริน”
“ให้ฉันสู้กับโชคชะตาหรือ”
“ใช่ ถึงวันนึงเราจะแพ้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้สู้แล้วไง ริน”
รินลดามองดูความมุ่งมั่น พลังแห่งการต่อสู้ชีวิตฉายชัด ดูเหมือนเป็นกระแสหลั่งไหลสู่ร่างอันเป็นพาหะของเพื่อนเก่า รินลดายิ้ม
“ขอบใจนะนิน ขอบใจ”
มุนินทร์มองดูสระบัว น้ำกระเพื่อมเป็นระลอกพลิ้ว ความผิดบาปในใจจางลง

เจนภพถือช่อดอกลิลลี่เดินมาตามทางเดินยาวของโรงพยาบาล ดูโดดเดี่ยวเดียวดาย ทุกก้าวย่างดูหนักอึ้ง ขมขื่น ทนทุกข์
นพนภานอนนิ่งบนเตียง เจนภพมานั่งลงใกล้ๆ นพนภาเหลือบดูสามี เจนภพจับมือนพนภามาลูบไล้
“นภา บ่ายนี้ผมจะไปเพชรบูรณ์” นพนภามองอย่างสงสัย เจนภพสะอึกก่อนพูด “ผมจะไปเผาศพมุตตา”
นพนภากระพริบตามีแววงุนงง
“ตาตายไปแล้ว ตาท้องได้ 2 เดือนตอนคุณไปอาละวาด ตากลับบ้านไปที่เพชรบูรณ์แล้วผูกคอตาย พาลูกในท้องไปกับเขา” นพนภาดูคล้ายสะท้านเยือก “ผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่สาวฝาแฝดของตา เขาถึงได้มาตอบโต้คุณ ตอบโต้ผมอย่างแสนสาหัสขนาดนั้น”
น้ำตานพนภาเอ่อขึ้นแล้วรินไหลลงช้าๆ เจนภพน้ำตาคลอ ยกช่อลิลลี่ขึ้น
“ดอกไม้นี่ ตาเคยชอบมาก ผมอยากเอาไปให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย” นพนภามองดอกลิลลี่ เจนภพพยายามอ่านท่าที นพนภามองดอกไม้นิ่ง “ทำไมหรือ คุณต้องการอะไร”
เจนภพอ่านความหมายแล้วดึงลิลลี่มาดอกหนึ่ง นพนภามองเหมือนตอบว่าใช่
“คุณจะขออโหสิกรรมกับเขาหรือ” เจนภพเสียงสั่น แล้วจับมือนพนภา 2 ข้างขึ้นประกบพนมบนอกวางดอกลิลลี่ในมือพนมนั้น “อโหสิกันเถอะนะนภา อโหสิกรรมกับตาและพี่สาวตาให้หมด ไม่ใช่เพื่ออะไรหรือเพื่อใคร แต่เพื่อใจของคุณเอง”
นพนภาพนมมือ หลับตาลงส่งจิตรวมเป็นหนึ่งขออโหสิกรรม น้ำตารินไหลลงจากหางตา
“ดอกไม้นี่จะเป็นดอกไม้ของเราสองคน ที่จะได้ใส่ลงในไฟเผาตา”
นพนภาลืมตาขึ้นมีแววคล้ายรับคำ

มุนินทร์ออกมาเดินที่นอกบ้าน มองไปยังฟ้าไกล ดวงใจเริ่มปลอดโปร่งจากปมแค้นกับน้อง กับเจนภพ กับนพนภา เหลือเพียงปมรักปมแค้นกับวีกิจเท่านั้น
วีกิจเดินมาหน้าโรงแรม ลมเย็นพัดมา วีกิจส่งใจไปถึงพี่น้องฝาแฝดที่มีกรรมผูกพันกับตน

เย็นวันเดียวกันนั้นที่ล็อบบี้โรงแรมไสวรินทร์ยังคงประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ ยิ้มอ่อนหวานให้มุนินทร์ที่นั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ ลูกศรกับณัฐดนัยเดินมา มีพนักงานเข็นกระเป๋ามายืนรอ มุนินทร์ลุกขึ้นรับ
“ขับรถเหนื่อยไหมคะ บอส”
“อ๋อ เหนื่อยซี เหนื่อยมาก นอนกรนคร่อกๆ มาตลอดทาง” ลูกศรตอบแทน
“อ้าว ก็คุณบอกเองว่าชอบขับรถ”
“ค่ะ แต่ก็ควรมีคนชวนคุย อะไรหลับตั้งแต่ขึ้นโทลเวย์มาตื่นตอนเข้าเขตโรงแรม”
“แสดงว่าอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนตลอดทาง แหม เหมือนคู่รักเลยเนอะ”
ลูกศรค้อนขวับ ณัฐดนัยทำหน้าซื่อ มุนินทร์ส่งซองกุญแจให้ณัฐดนัย
“ฉันจองห้องให้เรียบร้อยแล้วนะคะ”
“อ้าว แล้วฉันล่ะ” ลูกศรถาม
“เธอก็ไปค้างบ้านฉันซี”
“ไม่เอาฉันกลัวผี”
“เขาว่าโรงแรมนี้ดุกว่าบ้านฉันอีกนะ”
“จริงเหรอ ผมก็กลัวเหมือนกัน ว้า...ต้องหาคนมานอนเป็นเพื่อนแล้วล่ะซี”
ลูกศรเชิดใส่ มุนินทร์อมยิ้ม
“บอสรับกุญแจห้องที่เคาน์เตอร์เลยค่ะ”
ณัฐดนัยแยกไปที่เคาน์เตอร์ มุนินทร์มองหาวีกิจ
“มองหาใครยะ มองหาคุณวีกิจเหรอ เขาพักที่นี่ใช่ไหม” มุนินทร์ไม่ตอบ “ไง เขาบุกถึงบ้านแล้วนะ”
“เขามาเผาศพคนที่เขารักแค่นั้นแหละ”

หมอบีแต่งตัวหล่อเดินมา มุนินทร์โบกมือให้ ลูกศรตาโต
"ใคร ใคร"

“อีตาหัวหน้าชั้นที่โดนฉันแกล้งบ่อยๆ ไง กลายเป็นคุณหมอไปแล้ว”
“ต๊าย มีโอลด์เฟรนด์ด้วย เดี๋ยวคุณวีกิจมาหึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงอีกฉันไม่รู้นะ สวัสดีค่ะคุณหมอบี”
“ต๊าย จำชื่อได้ด้วย”
ลูกศรยิ้มหวานไหว้หมอบี หมอบีรับไหว้
“สวัสดีครับ”
ลูกศรปรายตามองณัฐดนัย
“ฉันชื่อลูกศรค่ะ เป็นเพื่อนนินตั้งแต่เข้ามหา'ลัย นินเคยเล่าเรื่องหมอตั้งหลายหน”
ลูกศรทำตาแป๋ว ระริกระรี้หน่อยๆ ณัฐดนัยเดินกลับมาแล้วมองตาขุ่น
“นี่คุณณัฐดนัยเจ้านายฉัน นี่หมอบี เพื่อนสมัยเรียนค่ะ” มุนินทร์แนะนำ สองชายจับมือสวัสดีกัน “เราไปกันได้แล้วค่ะ มีร้านอะไรอร่อยๆ บ้าง” มุนินทร์ถามหมอบี
“อ้าว เราไปกันแค่ 4 คนหรือฮะ ไม่ชวนคุณวีกิจหรือ”
มุนินทร์สะอึกอึ้ง ลูกศรหัวเราะพรืด มุนินทร์เอาศอกกระทุ้ง ทั้งสี่ออกจากล็อบบี้ไป

เจนภพ แจงจิต อรพิม ปริม ทิพอาภา เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เข้าพักที่โรงแรม เจนภพยังขรึมขมขื่น
ส่วนบรรดาผู้ติดตามก็สลดลงไปนิด ทิพอาภาซับน้ำตา เจนภพแยกไปที่เคาน์เตอร์
“โธ่เอ๋ยตา ยังไม่อยากเชื่อเลย”
“ยายพี่สาวฝาแฝดน่ะมาแก้แค้นฉันทำไม ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ นึกไปถึงคลิปตนเองที่ว่อนในโลกไซเบอร์ก็พยักเพยิด
“ใช่ๆ / เราแค่สะท้อนสังคม / ออกจะเป็นคนดี”
“ย่ะ นังคนดี”
“ใครทำอะไรไว้ ไม่ว่าเล็กแค่ไหน กรรมมันบันทึกไว้หมดแหละ”
“ต่อไปนี้ ฉันจะถือศีล นุ่งขาว”
“เหมือนอุบาสิกา คัพดี”
ทุกนางร้องอุทาน ปิดปาก เหลือบดูเจนภพ เจนภพได้ยินแต่ไม่มีท่าทางอะไร เดินเข้าในโรงแรม

ที่ล็อบบี้โรงแรม เจนภพเกาะเคาน์เตอร์ ไสวรินทร์รับโทรศัพท์อยู่วางลงหันมาแล้วตกตะลึงพรึงเพริดวางโทรศัพท์ไม่ลงแป้น เจนภพมองตอบก็รู้สึกวูบวาบ แต่ข่มไว้ ไสวรินทร์หน้าแดงวูบ อึกอัก สะเทิ้นอาย ยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ โรงแรมเรายินดีต้อนรับค่ะ”
“หลานชายผม วีกิจ จองห้องไว้ให้แล้วใช่ไหมครับ”
“ผ.อ. เจนภพใช่ไหมคะ เชิญกรอกรายละเอียดอีกซักนิดนะคะ อ้อ คุณวีกิจมาพอดีค่ะ”
วีกิจเดินมา ปริมโบกมือดีใจคล้ายวีกิจลาพักไป 2 ปี
“คุณกิจๆ ทางนี้ค่ะ”
“นี่หล่อนมางานศพตานะ”
เจนภพหันมาแจกซองกุญแจให้แจงจิต ปริม นักรบ
“เอ้านี่”
“ขึ้นไปอาบน้ำก่อนดีไหมฮะ เดี๋ยวผมจะพาไปกินข้าว”
เจนภพหันไปหาไสวรินทร์
“ขอบคุณมากนะครับ”
เจนภพสบตา ไสวรินทร์มองอย่างลุ่มหลง งุนงงสับสน เจนภพเองก็คุ้นเคยราวเคยอยู่ร่วมกันมาก่อน

มุนินทร์ ลูกศรเดินตามทางเดินหลังส่งณัฐดนัย
“นี่ เธอเห็นไหม บอสทำท่าหึงฉันกับหมอบีด้วย”
“คิดไปเองรึเปล่าจ๊ะ”
“ไม่ลองแวะห้องคุณกิจหน่อยเหรอ สืบเบอร์ห้องมาแล้วนะ”
“พอเถอะ ยายศร”
สองสาวเดินมารอหน้าลิฟต์ที่ค่อนข้างมืด ลิฟต์เปิดออกสองสาวเข้าสิฟต์ ประตูกำลังปิด แต่แล้วก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์แต่งชุดนอนมองตรงมา มุนินทร์กำลังก้มหน้า ผมยาวปิดหน้านิดๆ มุนินทร์เงยหน้าขึ้น กลุ่มปริมร้องกรี๊ดพร้อมกันวิ่งกระเจิง
“อะไรน่ะ” ลูกศรถามอย่างแปลกใจ
“คงเห็นผีมั้ง”
มุนินทร์กดลิฟต์ปิด ขำๆ

แจงจิตเปิดประตูห้อง ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์วิ่งพรวดเข้ามา อรพิม ทิพอาภาผวาเด้งจากเตียง
“ผี ผีมุตตา”
“ยืนแหกแหวกทรวงอยู่ในลิฟต์”
อรพิม ทิพอาภาหน้าซีด ลุกมากอดกัน
“ฮือ ตายทั้งกลม”
“ต้องดุไม่แพ้นางนาก”
“ฉันไม่กลัวย่ะ ฉันไม่เคยก่อกรรมอะไรกับตา”
“เธอเคยว่าตาสาดเสียเทเสียไงตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ”
อรพิมเพิ่งนึกได้มองทิพอาภาคล้ายจะกินเลือด ปริมพนมมือ
“ฮือ ฉันก็แค่ร้ายแต่ข้างนอก ข้างในไม่มีอะไรนะ เป็นคนดี คนซื่อ ร้องเพลงก็เพราะ”
“ฉันผิดไปแล้ว”
“ตาเป็นคนดีแสนดี ตายไปก็เป็นผีดี ไม่มาแกล้งหลอกพวกเราหรอก”
“อโหสิให้พวกเราด้วยนะครับ”
ทันใดไฟก็หรี่ลง กลิ่นหนึ่งอบอวลไปทั้งห้อง ทุกคนเว้นแจงจิตตาเหลือก ร้องกรี๊ด อุดจมูก
“ตามา”
“กลัวแล้ว”
“กลิ่นศพ”
“กลิ่นผี”
แจงจิตหน้าเฉยชา ไฟสว่างปรกติ
“กลิ่นผง กลิ่นผีอะไร ไม่ใช่” แล้วแจงจิตก็สะดุ้งน้อยๆ “กลิ่นปวดหนักน่ะ”
แจงจิตยิ้มเล็กน้อย คว้าหนังสือพิมพ์วิ่งเข้าส้วมไป กลิ่นผีระลอกสองอบอวล
“กลิ่นผีพี่แจง”
“ผีตดได้นะครับ”
“ผีคนเป็น”

“ไหนๆ ก็มาครบแล้ว เบิกฤกษ์เปิดคาสิโนเถอะ”
 
อ่านต่อพรุ่งนี้เวลา 09.30น.
แรงเงา ตอนที่ 18 ตอนอวสาน (ต่อ)


คืนนั้นที่ห้องพักเจนภพ เจนภพเปลือยท่อนบนท่อนล่างยังใส่สแล็ค มีเสียงเคาะประตู เจนภพไปเปิดประตู  

ไสวรินทร์ถือตะกร้าผลไม้เข้ามาพร้อมไกด์บุ๊คท่องเที่ยว
“อภินันทนาการของโรงแรมค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ไสวรินทร์เดินไปวางตะกร้าลง แล้วหันมา  มีแววกลัว  อาย  แต่แน่ใจว่าต้องทำ
“มาสัมมนาหรือคะ”
“เปล่าครับ  เรามางานศพพรุ่งนี้”
“อ๋อค่ะ นี่ค่ะ ไกด์บุ๊คท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ อุ๊ย”
ไสวรินทร์รองเท้าพลิกเซไป เจนภพประคองไว้ ไสวรินทร์แทบหัวใจหยุดเต้น เจนภพก็วูบวาบจะขาดใจ มองตากันครู่หนึ่ง  แล้วเจนภพก็ประคองไสวรินทร์ให้ทรงตัวปล่อยมือ
“ไม่เป็นอะไรนะครับ”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ เอ้อ คุณคงอยากพักแล้ว  ดิฉันไม่รบกวนแล้วค่ะ” ไสวรินทร์ออกไป เจนภพไปส่งที่ประตู “ถ้าต้องการอะไรพิเศษ โทรลงไปนะคะคืนนี้ดิฉันอยู่ทั้งคืนค่ะ”
“ขอบคุณอีกครั้งครับ”
เจนภพปิดประตูลง ยิ้มนิด ๆ
 
มุนินทร์เอาลูกศรมานอนด้วย ลูกศรผุดลุกผุดนั่งอยู่บนเตียง
“เป็นอะไร  ไหนบอกขับรถเหนื่อยจะตาย”
“ฉันเป็นห่วงบอส กลัวหิวกลางดึก กลัวเขาไม่จีบฉันด้วย”
“กลัวอะไร  เธอบอกฉันว่าเธอดับบอสเป็นคู่แท้ไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใครบอกว่าคู่แท้มีคนเดียวล่ะยะ”
มุนินทร์งงลุกมานั่ง
“อ้าว นี่ทางพุทธพูดเรื่องนี้ไว้ด้วยหรือ”
“เมื่อคนเราเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นหมื่นแสนชาติ  เราก็เคยมีคู่มาเป็นแสนชาติเหมือนกัน  ไอ้ที่เกิดแล้วมาคู่กันอีกก็มี ที่สวิงกิ้งไปกับคนอื่นก็มาก” มุนินทร์นิ่งฟัง “คนที่เมียหลวงเมียน้อย  มีชู้  มีกิ๊ก  ส่วนหนึ่งคือการที่คู่จากอดีตดันมาระดมเจอกันในชาติเดียวไง  เมื่อเขาเจอกันความรู้สึกมันจะแรงกล้าจนห้ามใจไม่ได้ คนที่จะข่มใจได้ต้องมีสติอย่างมากๆ”
“แน่ใจนะว่าเธอไม่ได้แต่งเอง”
“เขาว่ากันว่าย่ะ นี่เธอเห็นยายเคาน์เตอร์ไหม สวยยังกะซุปตาร์ ฉันไปยืนใกล้ๆ  เหมือนอาม่วยขายน้ำเต้าหู้   เกิดบอสเห็นนานๆ อาจจะลืมคู่แท้อย่างฉันไปก็ได้”
“เจ้าประคู๊ณ ขอให้บอสเกิดดวงตาเห็นธรรมเถอะ”
มุนินทร์อธิษฐาน  ลูกศรตาเขียวปัด
 
มุนินทร์ลงมาดูความเรียบร้อย พิณและแปลกกำลังดูหนังสืองานศพสีขาวม่วงเล่มน้อย
“เพื่อนแกนี่พิลึกนะ  กระผลุบกระผลับยังกะอีแก้วหน้าม้า”
“นี่ลูกสาวรัฐมนตรีเก่านะคะ  แม่เป็นศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิง บ้านเขารวยซักพันล้านได้ เขาเองก็จะทำด็อกเตอร์ปีหน้า”
มุนินทร์บวกมูลค่าเพิ่มช่วยเพื่อน พิณเปลี่ยนทัศนคติทันที
“มิน่าเขาถึงมีออโรร่าผิดจากพวกเรา  เฮ้อ  แปลกจริง  คนเหมือนกัน แต่ทำไมต่างกันนัก”
“กรรมไงเล่า  กรรมแยกคนให้ประณีต  เลวทรามแตกต่างกัน”
“พูดถึงกรรม  เขาว่าคนฆ่าตัวตาย  ต้องฆ่าตัวตายไปอีกห้าร้อยชาติ”
มุนินทร์โกรธวูบขึ้น  แต่ข่มไว้
            “ใครว่าคะ”
“หมอสะไบทิพย์นั่นไงว่าไว้ ทายแม่นเหมือนตาเห็น ทำไมนะทำไมตอนมันขอไปอยู่กรุงเทพฯถึงได้ลืมไปหมด”
“เพราะกรรม” แปลกรำพึงออกมา
“คำทำนายนั่นจะไม่แม่นหรอกค่ะ ถ้าเราทุกคนเอาใจใส่ดูแลตามากกว่านี้” พิณนิ่งไป “หนูเชื่อเรื่องกรรม  หนูเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่หนูไม่เชื่อเรื่องลูกหมาห้าร้อยชาติหรือเป็นคนพิการห้าร้อยชาติ”
“แล้วแกเชื่ออะไร”
“ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยต่างหากคะ กรรมอยู่ที่จิตเจตนาของเรา วันไหนเราคิดได้  เรารู้  เราตื่น  ก็จะพ้นทุกข์ได้” พิณไม่เข้าใจนัก แปลกฟังลูกอย่างพอใจ มุนินทร์มองเลยไป “ถึงตาเป็นดวงวิญญาณ  แต่ถ้าจิตของตาคิดได้  ตาก็หลุดพ้นได้เหมือนกัน ถ้าแม่อยากเชื่อเรื่องห้าร้อยชาตินั่นก็ให้เชื่อว่านี่คือชาติที่ห้าร้อยของตา ต่อไปตาจะหมดเวรแล้ว”
พิณยิ้มออก มุนินทร์เอามือแม่มาจูบ แปลกปลื้มใจลูก  ทันใดมีลมแรงพัดมาพากลิ่นดอกไม้รอบบ้านฟุ้งตลบ  โมบายรอบบ้านดังกรุ๋งกริ๋งกังวานใส พิณน้ำตาเอ่อมองไปจับมือลูกและสามีไว้ จิตใจที่เคยหยาบหนาเริ่มเบาบางลง
 
วันรุ่งขึ้นในงานศพของมุตตา ช่วงเวลาเวียนศพรอบเมรุ 3 รอบ พระสงฆ์เดินนำ แปลกถือรูปมุตตาเดินตามกับพิณ จากนั้นเป็นรถบรรทุกศพในโลงขาว มุนินทร์เดินข้างโลงศพด้านหนึ่งตามด้วยหมอบี อีกด้านคือเจนภพและวีกิจ  จากนั้นเป็นลูกศร  ณัฐดนัย  กลุ่มแจงจิต  อรพิม  ทิพอาภา  ปริม  เลอลักษณ์  นักรบ  ฉกรรจ์  และบรรดาเพื่อนบ้าน
เจนภพมองโลงศพใจวูบวับ ในมือเจนภพถือช่อลิลลี่มาด้วย
วีกิจมองดูมุนินทร์ มุนินทร์หันมาสบตา วีกิจมองอย่างขอโทษ มุนินทร์เมินไปที่เจนภพ  เจนภพก้มศีรษะให้  มุนินทร์ค้อมศีรษะตอบ เจ้าหน้าที่วัดเข้ามาแต่แปลก  เจนภพ  วีกิจ และหมอบีอาสาจะแบกโลงขึ้นเอง แปลกมองเจนภพ เจนภพก้มศีรษะอย่างขอโทษ
มุนินทร์มองดูน้ำตาเอ่อขึ้น กลุ่มแจงจิตร้องไห้กัน ปริมร้องหนักกว่าเพื่อน กลุ่มเลอลักษณ์  นักรบ ฉกรรจ์ก็ทำเศร้า พิณน้ำตาไหล  มุนินทร์ก้าวมาบีบมือแม่ไว้
ช่วงเผาหลอกแปลกและพิณวางดอกไม้จันทน์ลงที่ฐานโลง ตามด้วยบรรดาญาติ  เพื่อนบ้าน  กลุ่มแจงจิต  เลอลักษณ์  กลุ่มณัฐดนัย หมอบี เจนภพ มุนินทร์  วีกิจก้าวขึ้นเป็นกลุ่มสุดท้าย 
เจนภพเจ็บปวดทุกก้าวที่เดินขึ้น รูปมุตตามองมาไม่ได้ดูหมองเศร้าแต่ดูบริสุทธิ์สดใสราวจะเรืองแสงได้  เจนภพวางดอกไม้จันทน์ลงแล้วคุกเข่าลงหน้าศพก้มหน้านิ่ง น้ำตาหยดลงบนช่อดอกลิลลี่  วีกิจมองดูพลางถอนใจ  แปลกเอียงหน้ากระซิบถามมุนินทร์
“เขาหรือนิน”
“พ่อจะให้อภัยเขาไหมคะ”
“ตาต่างหากลูกที่จะเป็นคนตัดสิน ว่าจะให้อภัยเขาหรือไม่”
เจนภพยืนขึ้น  มุนินทร์ก้าวไป
“คุณวางก่อนเถอะค่ะ  เพราะคุณคือคนสำคัญที่สุดของตา”
“ผมรู้  ผมหวังไว้ว่าในชาติหน้า  ผมจะได้พบกับเขาอีก  ขอให้จำกันได้ในทันที ได้มีโอกาสทดแทน...ตาให้หมด”
“ตาคงได้ยินสิ่งที่คุณพูด”
“ตา นี่ดอกไม้ของผม” เจนภพวางดอกลิลลี่ทั้งช่อลง และดึงลิลลี่อีกดอกจากอกเสื้อ “นี่ดอกไม้ของนภา นภาขออโหสิกรรมกับตา  ตาอโหสิกรรมให้นภาด้วย”
มุนินทร์รู้สึกตื้นตันขึ้น เจนภพวางดอกลิลลี่เดี่ยวลงข้างช่อดอกลิลลี่ ก้มศีรษะอย่างต่ำแล้วถอยไป  มุนินทร์วางดอกไม้จันทน์ลงพร้อมวีกิจ มือแตะกัน  วีกิจจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...