xs
xsm
sm
md
lg

รักเกิดในตลาดสด ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 11  
    

เวลาต่อจากนั้น พนักงานของห้างเวรี่แฮปปี้ จ้องหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยความเครียด พนักงานคนหนึ่งหยิบกระดาษที่ปรินท์ออกจากเครื่องเรียบร้อยแล้ว เดินมุ่งหน้ามาที่ห้องทำงานรัศมี

ครู่หนึ่ง ชายศักดิ์ รัศมี และศักดิ์ชาย เครียดอยู่กับกระดาษในมือ ชายศักดิ์อ่านข้อความในกระดาษอย่างวิเคราะห์
“สงสัยห้างที่ชื่อแปลว่ามีความสุขมากแถวทองหล่อจะสุขแต่เจ้าของห้าง เพราะเห็นลูกค้าต้องปาดน้ำตาซื้อของแพงกันเป็นแถว หุหุ...”
รัศมีอ่านกระดาษอีกอัน
“ตำรวจแถวทองหล่อมัวไปงุงิอยู่ไหน รู้มั้ยว่ามีของหนีภาษีแอบขายอยู่ในห้างใกล้ๆโรงพัก”
ศักดิ์ชายอ่านกระดาษอีกใบ
“ได้ข่าวห้างว.ร.ฮ.ป.ขยันกลั่นแกล้งตลาดเล็กๆอย่างร.จ.ก. ป็นประจำ ทำอย่างกับละครน้ำเน่า แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายผู้ร้ายก็ต้องแพ้วันยังค่ำ อิอิ...”
“อ๊าย” รัศมีทนไม่ไหวกรี๊ดลั่นห้อง พร้อมฉีกกระดาษในมือจนป่นปี้
“แบบนี้น่ะ ฝีมือนังสดศรีแน่ๆ เห็นมั้ยคะว่าเมียเก่าเสี่ยน่ะแสบขนาดไหน มันปล่อยข่าวเราไปทั่วอินเทอร์เน็ตขนาดนี้ ทำไมเสี่ยไม่จัดการขั้นเด็ดขาดกับมันให้สิ้นเรื่องสิ้นราวซักที” รัศมีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“เธอไม่เห็นรึไง ที่ผ่านมาชั้นก็พยายามทำทุกอย่างแล้ว” ชายศักดิ์รีบตอบ
“แต่มันยังไม่พอไงคะเสี่ย” รัศมีย้อน
“แล้วจะให้ชั้นทำยังไง ฆ่าสดศรีให้ตายซะเลยดีมั้ย จะได้จบปัญหา” ชายศักดิ์เอ่ยขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่รัศมีหน้าตาเอาจริง
“ถ้ามันเป็นวิธีเดียวที่แก้ปัญหาได้ก็น่าจะทำ” รัศมีพูดแววตานิ่งกว่าทุกครั้ง
ชายศักดิ์กับศักดิ์ชายหันมามองรัศมีอย่างไม่คาดคิดว่าจะมีความคิดฆ่าแกงกันเกิดขึ้น
“นี่คุณแม่ไม่ได้คิดจริงจังใช่มั้ยครับ”

“แล้วมันจะมีวิธีไหนอีกละลูกที่จะจัดการนังแม่มดนั่นได้ จะรอให้ถึงวันที่ไม่มีคนเข้าห้างเราแล้วรึยังไง” รัศมีรีบเก็บอาการเพื่อไม่ให้ชายศักดิ์กับศักดิ์ชายระแวง
“งั้นผมขอเวลาคิดหน่อยละกันครับคุณแม่”
ศักดิ์ชายยังวิตกกับการแก้สถานการณ์กับตลาดร่วมใจเกื้อ

วันนั้น ที่แผงปลาของกิมลั้ง ต๋องอารมณ์ดีตะโกนแซวเสียงดังลั่นตลาด
“น้อง ปาท่องโก๋โลหนึ่ง”
กิมแชซึ่งนั่งอยู่สะดุ้งจะหยิบปลา แต่พอนึกได้เล่นมุขกลับบ้าง
“ ค่ะๆ ปลาอะไรนะคะ” กิมแชว่า
“ปาท่องโก๋จ้ะ” ต๋องตอบ
“ปาท่องโก๋ไม่มี มีแต่ปาหน้า รับมั้ยคะ” กิมแชพูดพลางจะหยิบปลาขว้างใส่ต๋อง จนอีกฝ่ายต้องแอบไปหลบหลังกิมลั้ง
“แหม แม่ค้าแผงนี้นี่ดุเหมือนกันทุกคน” ต๋องมองกิมแชอย่างกลัวๆ
“ต๋องเค้าแกล้งแซวเล่นน่ะ เห็นลื้อนั่งเหม่อตาลอย เป็นอะไรรึเปล่า” กิมลั้งถามขึ้น
“อ๋อ อากาศมันร้อนน่ะ ไม่ได้เป็นไรหรอก ว่าแต่เจ้น่ะทำธุระเสร็จแล้วใช่มั้ย” กิมแชว่า
“เรียบร้อยแล้ว” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“ถ้างั้นอั๊วกลับเลยละกันนะ” กิมแชรีบขอตัว
“เอ้า ไม่อยู่ก่อนเหรอ นานๆมาตลาดที เดี๋ยวพี่พาไปเลี้ยงหนม” ต๋องโพล่งขึ้น
“ขอบใจพี่ต๋อง แต่เดี๋ยวกิมแชว่าจะแวะไปซื้อของหน่อยน่ะ งั้นอั๊วไปเลยนะเจ้” กิมแชขอตัว
แล้วเดินออกไปด้วยแววตาเหม่อลอยไม่สดใสอย่างเคย ต๋องกับกิมลั้งมองหน้ากันด้วยความงง

บ่ายวันเดียวกัน จาตุรงค์กับศักดิ์ชายนั่งคุยกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ถึงเรื่องราวโดนด่าทางอินเทอร์เน็ตของห้างเวรี่แฮปปี้
“โอ้โห คุณนายสดศรีเล่นงานห้างนายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ” จาตุรงค์เอ่ยขึ้น
“ก็ณดาเค้าประกาศแล้วนี่ว่าจะไล่บี้พวกชั้นให้ไม่มีที่ยืน” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้นบ้าง
“อย่างว่า จะไม่ให้เค้าแค้นได้ยังไง ก็ห้างนายทำเรื่องกับตลาดไว้เยอะนี่” จาตุรงค์พูดตามหลักฐาน
“แต่ถ้าคุณนายสดศรียอมขายที่ตั้งแต่แรกเรื่องมันก็จบไปนานแล้ว” ศักดิ์ชายยืนข้างพ่อกับแม่
“ชาย ชั้นว่าบางทีเรื่องอาจจะจบได้ง่ายๆที่ตัวนายกับพ่อแม่นะ” จาตุรงค์เอ่ยขึ้น
“นายพูดถึงอะไรวะ” ศักดิ์ชายงง
“ก็ถ้าหาทางซื้อที่ดินไม่ได้จริงๆ พวกนายก็เลิกคิดที่จะซื้อซะซิ แค่นี้ก็จบ” จาตุรงค์หาทางออกให้
“ตกลงนายจะเข้าข้างใคร ไหนเคยบอกว่าจะช่วยชั้นเรื่องนี้ไง” ศักดิ์ชายเริ่มโวย
“เฮ้อ...พ่อแม่ชั้นก็ขายของอยู่ที่นั่น ไหนจะครอบครัว กิมแชอีก” จาตุรงค์เผลอเอ่ยชื่อกิมแชออกไป จนศักดิ์ชายงง
“กิมแช?” ศักดิ์ชายสงสัย
“ก็ ครอบครัวกิมลั้งน่ะล่ะ” จาตุรงค์รีบกลบเกลื่อน
“ชั้นบอกแล้วไงว่าถ้าได้ตลาดมาแล้ว ชั้นจะรับผิดชอบพ่อแม่นายให้” ศักดิ์ชายหาข้อเสนอ
“แล้วครอบครัวกิมแช เอ๊ย ครอบครัวกิมลั้งล่ะ รู้มั้ยว่าน้ากิมฮวยน่ะเกลียดแม่นายอย่างกับอะไร” จาตุรงค์ลืมตัวเอ่ยชื่อกิมแชอีกครั้ง
“งั้นนายจะเลือกใครระหว่างแม่ชั้นกับบ้านกิมลั้ง”ศักดิ์ชายเสนอ
“กิมแช...” จาตุรงค์เผลอพูดออกไป แล้วรีบเอามือมาปิดปากตัวเอง
“นี่นายเป็นบ้าอะไร พูดชื่อกิมแชตั้งสามสี่เที่ยว ตกลงนายหันมาชอบ กิมแชแทนกิมลั้งแล้วใช่มั้ย” ศักดิ์ชายเริ่มสงสัย
“จะบ้าเหรอ ใครบอกชั้นชอบกิมแช” จาตุรงค์รีบปฏิเสธ
“ไม่ต้องบอกหรอก มันออกมาจากจิตใต้สำนึก” ศักดิ์ชายว่า
“ชั้นว่านายเครียดจนหลอนแล้ว แต่จะยังไงก็ช่างเถอะ ชั้นจะบอกว่า ตลาดคือที่ทำมาหากินของพ่อค้าแม่ค้าที่นั่น ถ้าไม่มีตลาด พวกเค้าก็ไม่มีชีวิต เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่คุณนายสดศรีเลย แม้แต่คนในตลาดก็ไม่มีทางให้นายได้ที่ดินตรงนั้นไปหรอก สงครามนี่น่ะพวกนายเป็นคนเริ่มต่อไปนี้คุณนายสดศรีกับคุณณดาเค้าก็จะเอาคืนบ้างล่ะ”จาตุรงค์เสนอแนะเพื่อน
“งั้นก็คอยดูไป”
ศักดิ์ชายมุ่งมั่นจะซื้อที่ดินตลาดร่วมใจเกื้อให้ได้

เวลาต่อจากนั้น จาตุรงค์นั่งกินพิซซ่าด้วยอารมณเหม่ออยู่คนเดียวอยู่ในร้าน เวลาเดียวกันนั้น กิมแชนั่งกินพิซซ่าอยู่คนเดียวอยู่อีกร้านหนึ่งเช่นเดียวกัน

จาตุรงค์นึกถึงวันที่ไปหากิมแชที่บ้านแล้วถือพิซซ่าไป6 กล่อง
ในอดีตวันกิมแชช่วยจาตุรงค์ซื้อของขวัญให้กิมลั้ง ทั้งคู่กำลังพิซซ่าด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย จาตุรงค์ตักอาหารให้กิมแช ส่วนกิมแชเช็ดปากให้จาตุรงค์ ทั้งสองคนช่วยกันปรุงพิซซ่าอย่างเข้าขา และสามารถช่วยกันตักสลัดได้พูนชามอย่างมือโปร จาตุรงค์คิดถึงวันวานกับกิมแชแล้วยิ้มออกมาอย่างคิดถึง

เช่นเดียวกัน กิมแชที่นั่งอยู่ในร้านพิซซ่านึกถึงอดีต วันที่จาตุรงค์เผลอปล่อยซีดีตกพื้นด้วยความตกใจ กรอบพลาสติกแตก ทั้งจาตุรงค์ทั้งกิมแชรีบก้มลงเก็บแผ่นพร้อมกันจนศีรษะของทั้งคู่ชนกัน แล้วกิมแชเสียหลักเซไปหาจาตุรงค์จนทั้งคู่ล้มไปนอนกับพื้น กิมแชล้มทับจาตุรงค์แบบปากยังชนปาก กิมแชนั่งกินพิซซ่าคนเดียวในเวลานี้ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกันเมื่อคิดถึงอดีต

จาตุรงค์ยังนึกถึงวันที่กิมแชทำแผลให้ แล้วจู่ๆก็คว้าเอามือกิมแชขึ้นมาดม กิมแชช็อก ไปทำตัวไม่ถูก ยิ่งคิดจาตุรงค์ยิ่งเขิน ยิ้มอย่างอายๆคนเดียวที่ร้านพิซซ่า

กิมแชก็เช่นกัน จาตุรงค์วันที่โผเข้ากอดกิมแชในวันที่เปียกปอนน้ำจากสายยาง พอน้ำเปลี่ยนที่จาตุรงค์ลากกิมแชตามไปหาน้ำอีก กิมแชนั่งหัวเราะเมื่อคิดถึงเรื่องหวานในวันวานกับจาตุรงค์

จาตุรงค์ยังคงคิดถึงภาพความหลังที่เคยหยิบพิซซ่าป้อนกิมแช ทั้งที่ยังลดความอ้วน แต่เพราะ จาตุรงค์ถึงขั้นป้อนกิมแชจำต้องกิน แต่พอกินเข้าไปดันอาเจียนออกมาจนจาตุรงค์แทบรับไว้ไม่ทันยิ่งคิดจาตุรงค์ยิ่งสับสนตัวเองอย่างบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับกิมแชกันแน่

กิมแชยังละเมอถึงภาพวันที่ตัวเองสารภาพว่ารักจาตุรงค์ ยิ้มเพ้อบอกรักอย่างไม่อายในวันที่เป็นลมเพราะยาลดความอ้วน จาตุรงค์ยิ่งคิดเรื่องราวในอดีตกับกิมแช จนรู้สึกไม่รู้หัวใจตัวเอง รีบยัดพิซซ่าเข้าไปในปากด้วยความเครียด
ไม่ต่างจากกิมแช ที่อยู่ในภวังค์พยายามสะบัดความคิดให้หลุดจากหัว เธอหยิบพิซซ่ามากินถาดใหญ่ด้วยความเศร้า

คืนวันเดียวกัน ที่สำนักงานตลาดร่วมใจเกื้อ ณดานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ครู่หนึ่งเสียงมือถือดังขึ้นณดารีบกดรับ
“ว่าไงจอม...ตกลงว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวชั้นลงหนังสือพิมพ์ใช่มั้ย ไม่เป็นไร คอลัมน์อะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะ จ้ะๆ ขอบคุณมากเพื่อนรัก” ณดาพูดจบวางสายพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความสะใจ
“โทษชั้นไม่ได้นะศักดิ์ชาย พวกเธอทำให้มันเป็นอย่างนี้เอง”

คืนนั้น เคี้ยง กิมฮวย กิมลั้ง และกิมแช นั่งกินข้าวกันพร้อมหน้าที่บ้าน กิมลั้งดูมีความสุขเมื่อรู้เรื่องห้องเย็นที่เคี้ยงซื้อให้กิมฮวยในวันครบรอบแต่งงานแต่ความแตกเสียก่อน
“ฮะ ป๊าทำห้องเย็นให้ม้าจริงๆเหรอ” กิมลั้งถามขึ้น
“จริงซิ อั๊วไปเห็นมาแล้วกับตา เป็นห้องเย็นที่โรแมนติกที่สุด” กิมฮวยเล่าอย่างมีความสุข
“ห้องเย็นเนี่ยนะม้า โรแมนติก” กิมลั้งถามขึ้น
“โรแมนติกซิ เพราะป๊าลื้อใช้ความรักทั้งหมดที่มีทำมันขึ้นมาให้ม้า” กิมฮวยเล่าไปยิ้มไป
“เหรอ อั๊วก็นึกว่าต้องใช้คนงานทำซะอีก” กิมแชแซวแม่
เคี้ยงกับกิมลั้งขำที่กิมแชแกล้งแหย่กิมฮวย แต่แล้วกิมฮวยแกล้งอำกลับทำเอากิมแชซึมไป
“อากิมแช ชาตินี้คนไม่มีหัวใจ ไม่มีความรักอย่างลื้อน่ะไม่มีวันจะเข้าใจหรอก” กิมฮวยโพล่งขึ้น
กิมแชถึงกับจี๊ดขึ้นมาเพราะตัวเองมีปัญหาความรักกับจาตุรงค์อยู่ จึงลุกขึ้นจากโต๊ะ
“กิมแช” เคี้ยงรีบเรียกกิมแช
“ดูอีนะเฮีย ทีอีเล่นมุขน่ะได้ พออั๊วเล่นมั่งโกรธ”
กิมฮวยงงคิดว่ากิมแชโกรธตัวเอง

ครู่หนึ่ง กิมแชวิ่งเข้ามาในห้องนอนร้องไห้ กิมลั้งตามเข้ามาปลอบใจอย่างเป็นห่วง
“กิมแช...ลื้อเป็นอะไร” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“ทำไมล่ะเจ้ ทำไมม้าต้องหาว่าอั๊วไม่มีหัวใจ ไม่มีความรักด้วย” กิมแชพร่างพรูออกมา
“ใจเย็นๆนะกิมแช ม้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นหรอก” กิมลั้งรีบปลอบ
“แต่คำพูดของม้ามันทำร้ายจิตใจอั๊ว ม้าไม่รู้หรอกอั๊วเจออะไรมาบ้างก็ถูกของม้า อั๊วไม่มีความรัก เพราะไม่มีคนรักอั๊ว ไม่มีคนเห็นค่าในตัวอั๊วเลย” กิมแชเสียใจเพราะโดนจี้ใจดำ
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะกิมแช คนในบ้านนี้ไงที่รักลื้อ” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“มันไม่ใช่ พูดไปเจ้ก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก” กิมแชน้ำท่วมปาก รีบเดินออกจากห้องไป กิมลั้งมองตามด้วยความกังวล

คืนนั้น ต๋องกำลังเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดแล้วคุยโทรศัพท์กับกิมลั้งไปด้วย
“กิมแชพูดอย่างนั้นเหรอ”ต๋องถามขึ้น
“ใช่ ดูเหมือนเค้าอึดอัด มีอะไรในใจบางอย่าง แต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา” กิมลั้งเล่า
ต๋องนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา ตอนกิมแชสารภาพว่ารักจาตุรงค์
“ใช่ก็ได้ แล้วมันผิดมากมั้ยถ้ากิมแชจะรักพี่รงค์”
ต๋องเริ่มเข้าใจว่ากิมแชเป็นอะไร แต่ยังไม่อยากบอกกิมลั้งเพราะกลัวจะเสียมารยาท
“เอางี้นะกิมลั้ง ชั้นว่าเราให้เวลากิมแชซักหน่อยดีกว่า บางทีตอนนี้เค้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะพูดอะไร” ต๋องเอ่ยขึ้น
“บางทีชั้นก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะที่น้องสาวไม่ไว้ใจชั้นมากพอที่จะระบายความทุกข์ให้ฟัง ทั้งๆที่ชั้นพร้อมจะช่วยเหลือทุกอย่าง” กิมลั้งว่า
“ไม่ใช่เค้าไม่ไว้ใจเธอหรอกกิมลั้ง แต่เรื่องของความรู้สึกมันเป็นเรื่องอ่อนไหวน่ะ ถ้าเราไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเค้า เราอาจจะไม่ไม่เข้าใจ” ต๋องพยายามอธิบาย
“ได้ งั้นตอนนี้ชั้นจะอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆไปก่อนละกัน ว่าแต่เธอล่ะขัดถูแผงจนเอี่ยมรึยัง นี่ก็มืดแล้วนะ” กิมลั้งถามกลับต๋อง
“เรียบร้อยแล้ว เรี่ยมเลย กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านอยู่เนี่ย” ต๋องรีบตอบอย่างอารมณ์ดี

คืนนั้น ณดาสะสางงานเสร็จเดินออกจากสำนักงานตลาดมาที่จอดรถ ศักดิ์ชายโผล่มาปกระชากณดาไปมุมหนึ่งในตลาด
“ศักดิ์ชาย” ณดาเอ่ยขึ้น และทำท่าจะร้อง
“อย่าร้องนะถ้าคุณไม่อยากโดนผมข่มขืนอนาถในตลาดตัวเอง” ศักดิ์ชายรีบเข้าไปปิดปากณดา
ณดายอมสงบอาการ ศักดิ์ชายจึงยอมปล่อย
“เข้ามาทำไมที่นี่ เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว” ณดาเอ่ยขึ้น
“ผมก็แค่จะมาเตือนคุณดีๆว่าให้หยุดสาดสีใส่ห้างผม แล้วก็เก็บกวาดขยะทุกอย่างที่คุณทำไว้ให้หมด” ศักดิ์ชายโพล่งขึ้น
“นายใช้คำว่าสาดสีเหรอ หรือจะเถียงว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่จริง” ณดาพูดอย่างไม่กลัว
“ผมไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม ผมแค่มาสั่งให้คุณทำตามที่ผมบอก” ศักดิ์ชายเอ่ย
“ไม่ ทุกอย่างที่ชั้นทำไปมันก็เหมาะสมกับคนเลวๆอย่างพวกนายอยู่แล้ว แล้วชั้นก็จะไม่หยุดแค่นี้ด้วย” ณดายืนยัน
“คุณอยากจะให้เรื่องมันลุกลามใหญ่โตไปกว่านี้ใช่มั้ย” ศักดิ์ชายพูด พลางจ้องณดาเขม็ง
“ใช่ มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ต่อให้ต้องลากนายกับพ่อแม่ไปลงนรกชั้นก็จะทำ” ณดาเถียงอย่างไม่กลัวเช่นกัน
ทันใดนั้นศักดิ์ชายเข้าจูบปากณดาอย่างร้อนแรง อารมณ์ของทั้งคู่มีทั้งความรักแล้วความแค้น พอณดากู่สติตัวเองให้กลับมาได้เธอผลักศักดิ์ชายออกไปแล้วตบหน้าอย่างแรง
“แกมันไม่ใช่คน” ณดาด่าเสียงดังลั่น
ศักดิ์ชายเจ็บแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
“แต่ถ้าผมมีอะไรกับคุณได้ เราก็คงประเภทเดียวกัน จำไว้ ถ้าคุณยังไม่ยอมจบ ผมไม่แค่ประกบปากคุณแน่” ศักดิ์ชายขู่
“ออกไป” ณดาไล่ศักดิ์ชายด้วยอาการขยะแขยง
ณดาน้ำตาไหลพรากหลังจากที่ศักดิ์ชายเดินออกไป ทิ้งให้เธออยู่กับความหวาดกลัวในใจ
“ไม่ ชั้นนจะไม่ยอมให้คนเลวๆอย่างแกมาทำอะไรชั้นอีก” ณดาเอ่ยกับตัวเองแล้วนั่งทรุดลงร้องไห้
อย่างหมดสภาพ
“ทำไมชีวิตชั้นต้องเป็นอย่างนี้ ทำไม...”
ณดาเสียใจและพยายามหาทางออกให้กับชีวิตของเธอที่แสนเจ็บปวดและทรมานอย่างบอกไม่ถูก

คืนเดียวกัน ต๋องเดินคุยโทรศัพท์ หลังจากจะเดินออกจาตลาด
“จ้ะ ชั้นกำลังกลับอยู่นี่ล่ะ เธอก็ต้องรีบนอนนะ ต้องตื่นแต่เช้า จ้ะ” ต๋องพูดโทรศัพท์กับกิมลั้งอย่างอารมณ์ดี และกำลังจะเดินออกจากประตูทางออกของตลาด
“เดี๋ยวๆ กิมลั้ง รักเธอมากๆนะ มากกว่าเมื่อวานอีกด้วย” ต๋องตั้งใจพูดผ่านโทรศัพท์บอกรักกิมลั้งอย่างหวานชื่น
ณดาได้ยินคำนั้นพอดียิ่งชอกช้ำใจเพราะชายที่เธอรักกลับไม่มีท่าทีแสดงว่ารักเธอแต่อย่างใด ต๋องวางสายจากกิมลั้ง ณดาคิดอะไรบางอย่างในใจแล้วแกล้งร้องไห้โฮออกมา ต๋องตกใจเห็นณดาร้องไห้หมดสภาพจึงรีบวิ่งเข้ามาหา
“คุณณดา คุณเป็นอะไร” ต๋องถามกลับด้วยความตกใจ
“คุณต๋อง” ณดาร้องไห้โฮ พลางโผเข้ากอดต๋องอย่างหาที่พึ่ง

คืนนั้น ริมคลองหลังตลาด ณดาเล่าเรื่องทั้งหมดของตนและศักดิ์ชายให้ต๋องฟัง
“ไอ้ชาย ทำไมมันถึงเลวอย่างนี้ มันกล้าทำร้ายผู้หญิงได้ยังไง” ต๋องพูดด้วยความโกรธ แล้วรีบฉุดมือณดาทันที
“ไปครับคุณณดา ไปจัดการมันกัน มันจะได้ไม่กล้ามาข่มเหงคุณอีก”
ณดารั้งตัวเองไว้
“อย่าเลยค่ะ แค่นี้ณดาอายมากพอแล้ว” ณดายังขัดขืน
“ขอโทษครับ ผมลืมคิดไปว่าตอนนี้คุณรู้สึกแย่แค่ไหน แต่ถึงยังไงเราต้องหาทางตอบโต้มันกลับไปบ้างนะครับ ไม่งั้นคุณก็จะถูกมันรังแกอีกเรื่อยๆ” ต๋องพูดด้วยความห่วงใย
“แล้วผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างณดาจะไปทำอะไรได้ล่ะคะ แจ้งตำรวจประจานตัวเองเหรอ” ณดาเอ่ยอย่างอายๆ
“ไม่ใช่อย่างงั้นนะครับ มันต้องมีทางซิ แล้วผมนี่ล่ะจะช่วยคุณเอง” ต๋องอาสาขึ้นมาทันที แถมจับมือณดาแน่นราวกับให้สัญญา
“ขอบคุณค่ะ ถ้าคุณจะช่วย งั้นคืนนี้คุณช่วยอยู่เป็นเพื่อนณดาหน่อยได้มั้ยคะ ณดายังไม่พร้อมที่จะกลับไปสู้หน้าคุณแม่ในสภาพแบบนี้” ณดาอ้อนวอน
ต๋องจับมือณดาปลอบใจ โดยไม่ได้คิดอะไรเกินเพื่อน

คืนเดียวกัน กิมฮวยกังวลไม่น้อยที่พูดกระทบใจกิมแชแบบไม่ตั้งใจจนลูกสาวเดินลุกหนีจากโต๊ะกินข้าว ครู่หนึ่งเคี้ยงเดินเข้ามาในห้อง กิมฮวยรีบซักไซ้ถาม
“เป็นยังไงบ้างเฮียเคี้ยง อากิมแชอีหลับไปรึยัง” กิมฮวยถามด้วยความห่วงใย
“เพิ่งหลับไปนี่ล่ะ” เคี้ยงรีบตอบ
“แล้วอีบอกมั้ยว่าทำไมต้องน้อยใจขนาดนั้น” กิมฮวยถาม
“อีว่าไม่มีอะไร” เคี้ยงตอบน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วลื้อเชื่ออีเหรอ” กิมฮวยถามกลับ
“กิมฮวย ทำไมลื้อไม่ไปถามอะไรอย่างนี้กับลูกเองล่ะฮะ” เคี้ยงรีบย้อน
“ทำไม ลื้อถามให้อั๊วหน่อยไม่ได้รึไง” กิมฮวยย้อนถามกลับเคี้ยง
“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าลื้อไปถามไถ่ลูกเอง ลูกจะได้รู้สึกว่าลื้อน่ะรักแล้วก็เป็นห่วงเค้า” เคี้ยงอธิบาย
“ถ้าพวกอีดูไม่ออกกันว่าอั๊วรักอั๊วห่วงอีแค่ไหนอีก็โง่เต็มทนแล้ว” กิมฮวยเอ่ยขึ้นอย่างน้อยใจ
“ไม่เอาน่ะ ลื้อทำตัวเป็นพ่อแม่หัวโบราณไปได้ ต้องคอยเก็บความรู้สึกไม่ยอมแสดงออก คนรุ่นเราน่ะถูกพ่อแม่เลี้ยงมาอย่างนั้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าลื้อจะเปลี่ยนแปลงวิธีการไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าการกอด การบอกรักมันจะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น รู้สึกว่าได้รับความรักมากขึ้น ลื้อจะไม่อยากทำเหรออากิมฮวย” เคี้ยงอธิบาย
“แต่ถึงพ่อแม่จะไม่เคยกอด ไม่เคยบอกรัก อั๊วก็มีชีวิตที่ดีมาจนทุกวันนี้ได้” กิมฮวยยังเถียง
“ไม่หรอกกิมฮวย จนวันนี้ลื้อก็ยังหิวความรักจากพ่อแม่อยู่ เพราะพ่อแม่ลื้อได้แต่เลี้ยงดู แต่ไม่เคยได้เป็นที่พึ่งพิงทางใจให้ลื้อเลย นี่ยังไม่นับที่พวกอีเข้มงวด กดขี่ แล้วก็ไม่ใส่ใจเพราะลื้อเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงของตระกูลคนจีนนะ ลื้อคงไม่อยากให้ลูกของเราเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย” เคี้ยงพูดอย่างเข้าใจ
กิมฮวยส่ายหน้า น้ำตาซึมคล้ายจะร้องไห้ แล้วโผไปหาเคี้ยง
“กอดอั๊วหน่อยเฮีย” กิมฮวยพูดน้ำตาคลอ
เคี้ยงกอดกิมฮวยที่ซุกตัวอยู่ที่อกเคี้ยงราวกับเด็กๆ
“ลื้อเห็นมั้ยว่ากอดมันมหัศจรรย์ยังไง” เคี้ยงเอ่ยขึ้น
กิมฮวยพยักหน้ารับทั้งน้ำตา เคี้ยงเอามือปาดน้ำตาให้กิมฮวยอย่างทะนุถนอม
“ลูกๆก็อยากให้ลื้อทำอย่างที่ลื้ออยากให้อั๊วทำนี่ล่ะ” เคี้ยงบอก
“อั๊วไม่รับปากนะ แต่ก็จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
“ดี แต่ตอนนี้สิ่งที่ลื้อต้องเปลี่ยนให้เร็วที่สุดก็คื.เปลี่ยนผม เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับมาเป็นคนเดิม เพราะแบบนี้ดูยังไงมันก็ไม่ใช่ลื้อ แถมยังทำให้อั๊วรู้สึกว่านอกใจเมียตัวเองเพราะกอดอยู่กับใครก็ไม่รู้ วาย” เคี้ยงพูดอย่างอารมณ์ดี แล้วปล่อยอ้อมกอดจากิมฮวยหันมาหยอกล้อกัน แกล้งทำท่ากลัวเพราะโดนทุบไปหลายครั้ง ส่วนกิมฮวยหัวเราะชอบใจ
“เฮียอ่ะ...”

คืนเดียวกัน ที่คอนโดณดา ต๋องมองณดาดื่มเหล้าตาปริบๆ ณดาจะรินเหล้าใส่แก้วเพิ่ม ต๋องรีบห้ามไว้
“ผมว่าพอก่อนมั้ยครับคุณณดา คุณดื่มมากไปแล้ว” ต๋องเอ่ยขึ้น
“ให้ณดาดื่มเถอะนะคะ ดื่มเข้าไปเยอะๆสมองมันจะได้ไม่ต้องคิดอะไร” ณดาเอ่ยขึ้น และพยายามดึงขวดเหล้าแต่ต๋องไม่ยอมปล่อย
“สมองไม่ได้คิด แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหามันจะจบนะครับ” ต๋องย้อน
“แล้วผู้หญิงอย่างณดาจะไปทำอะไรได้ล่ะค่ะ ณดาคงไม่ดีเองล่ะ ถึงได้มีแต่คนจ้องจะข่มเหง” ณดาเอ่ยขึ้น
“ทำไมคุณพูดอย่างนั้นล่ะ” ต๋องพยายามปลอบใจ
“ต๋อง คุณรู้มั้ยว่าการเติบโตโดยขาดพ่อ ขาดที่พึ่งน่ะมันว้าเหว่ยังไง” ณดาพร่างพรู
“แต่แม่คุณก็รักคุณ แล้วเลี้ยงคุณมาอย่างดีไม่ใช่เหรอครับ” ต๋องพยายามให้ณดามองในแง่ดี
“ใช่ คุณแม่รัก แล้วก็เลี้ยงดูณดาดีมาก แต่ณดาก็รู้ดีว่าคุณแม่ช้ำใจเรื่องที่คุณพ่อทิ้งท่านไปมาตลอดชีวิต ท่านรู้สึกเคว้งคว้าง โดดเดี่ยว แล้วก็อมทุกข์ ซึ่งนั่นมันก็ถ่ายทอดมาถึงความรู้สึกของณดาแน่นอน เพราะฉะนั้นเราสองคนถึงกลายเป็นพวกที่เหมือนคอยไขว่หาความรัก หาที่พึ่งอยู่ตลอด หลายๆครั้งณดาพยายามหาคนรักที่ชดเชยความรู้สึก
บางอย่างที่ไม่เคยได้รับจากพ่อ แต่ยิ่งหาก็ยิ่งไม่พบ เพราะผู้ชายทุกคนที่เคยอยากชีวิตไว้ ไม่มีใครซักคนเลยที่รักณดาจริง ทุกคนมาเพื่อตักตวงแล้วจากไป แถมยังฝากบาดแผลทางร่างกายและจิตใจไว้ให้มาจนวันนี้” ณดาเล่าอย่างไม่อาย
ต๋องฟังแล้วอึ้งไป ไม่คิดว่าณดา ลูกสาวเจ้าของตลาดผู้ร่ำรวยจะมีมุมนี้

ครู่หนึ่งณดาเดินเพ้อๆไปกระจกแล้วมองออกไปที่ท้องฟ้า
“ความจริงณดาไม่ได้ต้องการอะไรมากเลยนะ แค่ผู้ชายซักคนที่จะกุมมือดูดาวอยู่ข้างๆกันไปทั้งชีวิต เค้าไม่ต้องเอาอะไรมาให้ณดาหรอกนอกจากความรักแล้วก็ความจริงใจ แต่ณดาคงไม่ใช่ผู้หญิงที่มีค่าพอ ผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาถึงได้จ้องแต่จะเอาเปรียบข่มเหง” ณดายังอยากระบายความในใจ
แต่ทันใดนั้นณดาเซจะล้ม ต๋องต้องรีบเข้าไปรับร่างไว้ ณดามองต๋องคล้ายร้องขอความรัก ต๋องรีบพาณดามานั่งที่โซฟา
“ผมว่าคุณณดาพักก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวผมไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้” ต๋องเอ่ยขึ้น
“ก็ได้ค่ะ” ณดาพยักหน้ารับ
ต๋องเดินไปห้องน้ำ ณดาในอาการมึนๆมองตาม แล้วตัดสินใจเดินออกไปในครัว หยิบขวดยานอนหลับมาไว้ ต๋องเดินไปถึงห้องน้ำมองหาผ้าขนหนูที่ชั้นแล้วเปิดก๊อกน้ำ แต่น้ำไม่ไหล
“เอ้า น้ำไม่ไหล ใช้น้ำในตู้เย็นก็ได้นี่”

ต๋องเดินเข้าไปในครัว เพื่อหาน้ำ แอบเห็นณดาเทบางอย่างลงในแก้วกาแฟ ต๋องมองดว้ยความสงสัยแต่ไม่ได้แสดงอาการใดๆ จนณดาออกมาเห็นต๋องนั่งรออยู่ที่ห้องโถงของคอนโด เธอยื่นถ้วยกาแฟที่ใส่ยานอนหลับให้ต๋อง
“ทานกาแฟก่อนค่ะ” ณดาพูดพลางส่งถ้วยกาแฟนั้นให้ต๋อง ซึ่งเขาก็รับไว้โดยดี
“แล้วผ้าชุบน้ำล่ะคะ” ณดาถามต่อ
“เผอิญน้ำไม่ไหลน่ะครับ” ต๋องรีบตอบ
“งั้นไม่เป็นไรค่ะ ณดาดื่มกาแฟก็ได้ ช่วยได้เหมือนกัน ชนค่ะ...” ณดาเอ่ย
แล้วเธอเอาแก้วกาแฟของตัวเองไปชนกับแก้วของต๋อง แต่พอชนเสร็จต๋องมีลูกเล่นจับแก้วในมือณดามาดื่ม แล้วเอาแก้วของตัวไปป้อนณดา จนอีกฝ่ายชะงักไป
“เอ่อ..อย่าดีกว่าค่ะ ของณดาต้องสูตรพิเศษ เข้มกว่าชาวบ้านเค้า” ณดาปฏิเสธ
“ไม่ใช่เพราะว่าแก้วที่ผมถือนี่มีอะไรเหรอครับ” ต๋องเอ่ยขึ้น ณดาช็อกเมื่อรู้ว่าต๋องรู้ทัน
 
อ่านต่อหน้า 2



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 11 (ต่อ) 
    

“ทำไมล่ะครับคุณณดา นี่คุณคิดจะทำอะไร ผมไม่ได้เป็นเพื่อนคุณเหรอ ผมไม่ได้ดีกับคุณเหรอ” ต๋องพยายามอธิบาย

“ก็เพราะคุณดีมากน่ะซิ ณดาถึงได้ทำอย่างนี้” ณดาโพล่งออกมาอย่างจำนนต่อหลักฐาน
“ผมไม่เข้าใจ” ต๋องยังงง
“ชั้นก็แค่ต้องการผู้ชายที่ดีซักคน ผู้ชายที่เป็นที่พักพิงทางใจได้ ชั้นรักคุณนะต๋อง” ณดาบอกความร็สึกที่แท้จริงกับต๋อง แล้วโผเข้ากอดต๋อง แต่อีกฝ่ายพยายามดึงณดาออกจากอ้อมกอด
“ณดา คุณฟังนะ คุณไม่รักผมหรอก คุณแค่ต้องการคนที่รักคุณจริงๆซักคน” ต๋องเอ่ย
“ก็เพราะมันไม่มีไงต๋อง มันไม่เคยมีเลย” ณดารีบสวน
“ใจเย็นๆณดา คุณต้องเลิกไขว่คว้า เพราะไม่งั้นคุณจะเลือกคนด้วยความโหยหา แต่ไม่ใช่ด้วยปัญญา แล้วคุณก็จะไม่เจอคนที่รอคอยซักที” ต๋องพูดอย่างจริงใจ
“ต๋อง ณดาขอโทษ ณดาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ คุณไม่เกลียดณดาได้มั้ย” ณดาเสียใจ ลงไปอ้อนวอนต๋อง
“ผมไม่เคยเกลียดคุณเลย ผมพร้อมจะช่วยคุณ ปกป้องคุณ เป็นที่ปรึกษาให้คุณ ถึงจะไม่ได้เป็นคนรักแต่คุณเชื่อมั้ยว่าผมจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ” ต๋องพูดจากใจและพยายามประคองณดาให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณมากค่ะต๋อง ขอบคุณที่ยังดีกับณดาจนถึงตอนนี้” ณดารู้สึกดีขึ้น
ทั้งคู่โผเข้ากอดกันด้วยไออุ่นของมิตรภาพที่ดี

ในความฝัน บรรยากาศคอนเสิร์ต เสียงกรี๊ดกร๊าดสนั่นหวั่นไหว กิมลั้งสุดปลื้มเดินมาดูคอนเสิร์ตต๋องที่ออกมาร้องเพลงคนชื่นชอบกันยกใหญ่ แฟนคลับยกป้ายไฟเชียร์อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง กิมลั้งเดินมาพร้อมช่อดอกไม้เพื่อส่งให้ต๋อง โบกไม้โบกมือราวกับคนดัง กิมลั้งยังไม่ทันได้เข้าใกล้ต๋องเจอแฟนคลับเบียดล้มจนมองไม่เห็นกัน บรรดาแฟนคลับถ่ายรูป ขอลายเซ็น จับเนื้อจับตัวต๋องกันอย่างมีความสุข
ครู่หนึ่งมีเสียงนกหวีดดังขึ้น การ์ดคุมเข้มราวกับคนสำคัญกำลังจะเข้ามา
“ขอทางให้แฟนคุณต๋องด้วยครับ”
การ์ดแยกแฟนคลับออก กิมลั้งยิ้มดีใจลุกขึ้นจากพื้นจะเดินไปหาต๋อง แต่ปรากฏว่าณดาในชุดสวยสง่าราวเซเลบริตี
เดินตัดหน้าเธอไป แล้วเข้าไปยืนเคียงข้างต๋อง ครู่หนึ่งมีช่างภาพสื่อมวลชนมีถ่ายรูปทั้งคู่ ต๋องกับณดาโพสท่าคู่กันราวคู่หวานแห่งปี กิมลั้งช้ำใจจนถึงกับปล่อยช่อดอกไม้ในมือร่วงหล่นพื้นอย่างไร้ค่า

กิมลั้งเหงื่อแตกเต็มหน้า ถึงกับสะดุ้งตื่น ฝันร้ายทำเธอใจหาย
“ฝันไปเหรอเนี่ย”
กิมลั้งพึมพำกับตัวเองและยังคงหายใจหอบราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นจริง

เช้าวันนั้น ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ จะเด็ดรับโทรศัพท์จากกรณ์หน้าเครียด
“ฮะ กรณ์จะเข้ามาเอาเงินวันนี้เลยเหรอลูก อ้อ มีลูกมี ได้ลูกเข้ามาเลย”
จะเด็ดกดวางสายไปด้วยอาการเหมือนโดนทุบหัว
“ห้าหมื่น จะหาที่ไหนมาให้ครบวะเนี่ย”

เวลาเดียวกันที่ห้างเวรี่แฮปปี้ ชายศักดิ์อ่านหนังสือพิมพ์หน้านิ่วคิ้วขมวด เขาขบกรามแน่น โยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เป็นยังไงล่ะ เมื่อวานอินเตอร์เน็ต แต่วันนี้มันประจานเราออกหนังสือพิมพ์แล้ว พรุ่งนี้มันคงมาเขียนไว้กลางกระบาลชั้นนี่ล่ะ” รัศมีเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวชั้นไปเจรจากับสดศรีเอง” ชายศักดิ์เอ่ย
“ไม่ต้องค่ะ เสี่ยจะไปเจรจา หรือหาเรื่องไปจุดถ่านไฟเก่าคะ คุยกันมากี่หน เคยสำเร็จมั้ย แล้วจะเสียเวลาไปพ่นน้ำลายทำไม” รัศมีเอ่ยขัด
จู่ๆศักดิ์ชายลุกพรวดขึ้น
“จะไปไหนชาย อย่าบอกนะว่าจะไปหาณดา แหม ดีจริ๊ง พ่อก็จะไปหาเมียเก่า ลูกก็จะไปหาลูกสาวเมียเก่าพ่อ ชั้นว่าที่ไม่ได้จัดการพวกมันขั้นเด็ดขาดกันซักที ก็เพราะเรื่องนี้นี่ล่ะ” รัศมีเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ผมจะหลบไปใช้ความคิดครับคุณแม่ ถ้าต้องทนนั่งอยู่ตรงนี้ผมคงประสาทกินแน่” ศักดิ์ชายรีบบอก
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น พนักงานเปิดประตูห้องเข้ามา
“ช่องสิบสาม ตอนนี้ค่ะเจ๊” พนักงานรีบรายงาน
รัศมีรีบกดเปิดโทรทัศน์เห็นนักข่าวรุมสัมภาษณ์สดศรี ชายศักดิ์ รัศมี และศักดิ์ชาย จ้องทีวีอย่างสนใจ

“ได้ข่าวว่าตั้งแต่ปรับตลาดโฉมใหม่ ยอดลูกค้าก็พุ่งทันทีเหรอคะ” นักข่าวคนหนึ่งถามสดศรีขึ้น
“อันนี้ก็ต้องขอบคุณลูกค้าผู้มีอุปการคุณที่วางใจใช้บริการกันมาตลอด แล้วก็ขอบคุณสำหรับลูกค้าใหม่ที่ให้โอกาสเปิดรับเราไว้ในอ้อมใจ เพราะท่านก็คงได้เห็นว่าแล้วว่าของในตลาดเราเป็นของดีในราคาประหยัดอย่างที่บอกจริงๆ สุดท้ายก็ต้องขอบคุณพ่อค้าแม่ขายทุกคนที่ตลาดดิชั้น ที่ร่วมมือร่วมใจกันมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าค่ะ” สดศรีตอบ
“จริงมั้ยคะที่เค้าลือกันว่าแม้แต่ลูกค้าจากห้างใกล้ๆก็ยังก็เปลี่ยนใจมาใช้บริการที่นี่” นักข่าวคนที่สองถามขึ้น
“เป็นธรรมดาค่ะ ธรรมชาติของลูกค้าคือตามล่าหาของถูกและดี แล้วยิ่งได้เจอกับของใหม่ที่ถูกใจ รับรองเลยค่ะว่าไม่มีทางกลับไปกินน้ำพริกถ้วยเก่าแน่นอน” สดศรีตอบอย่างฉะฉาน
“แหม ต่อไปคุณสดศรีจะคิดการใหญ่ขยายตลาดให้เป็นห้างบ้างมั้ยคะ” นักข่าวอีกคนถามขึ้น
“ถ้ามีโอกาส ไม่พลาดแน่ค่ะ แล้วรับรองว่าห้างของดิชั้นจะเก็บกวาดลูกค้าให้เรียบ ไม่ให้เหลือไปเดินห้างใกล้ๆ ถือว่าเป็นการทำบุญให้ลูกค้าล่ะนะคะ จะได้ไม่ต้องหลงไปเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการที่ไร้หัวใจ และไร้จริยธรรม” สดศรีตอบนักข่าวที่ให้สัมภาษณ์ทางทีวี
รัศมีทนดูต่อไปไม่ได้ ถึงกับขวางรีโมทใส่โทรทัศน์แล้วร้องกรี๊ดลั่น
“อ๊าย”
ชายศักดิ์กับศักดิ์ชายเครียด จึงไม่อยากฟังเสียงรัศมีพากันเดินออกจากห้องไป รัศมีเห็นอย่างนั้นยิ่งโกรธเข้าไปอีก
“อ๊าย”

เวลาต่อจากนั้น กรณ์เข้ามาโวยจะเด็ดอยู่ที่ร้านขายของชำ
“อะไรกันพ่อ ผมบอกว่าห้าหมื่น ไม่ใช้หมื่นห้า” กรณ์ขึ้นเสียง
“โธ่ เอาไปเท่านั้นก่อนได้มั้ยลูก พ่อหาเงินไม่ทันจริงๆ” จะเด็ดต่อรองกับลูก
“แล้วผมจะไปซื้อกล้องพอได้ยังไง มันกล้องวิดีโอนะพ่อ แล้วผมจะทำงานส่งอาจารย์ยังไง” กรณ์ยืนยันจะเอาเงินตามที่ต้องการ
“แล้วคนที่เค้าไม่มีตังค์เค้าทำงานส่งอาจารย์กันได้ยังไงล่ะลูก” จะเด็ถามอย่างตรงไปตรงมา
“นี่พ่อจะด่าผมใช่มั้ย ได้ งั้นผมก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาที่นี่อีกต่อไป” กรณ์โกรธจะเดินกลับ
“ไม่ใช่อย่างงั้นนะลูก กรณ์...” จะเด็ดร้องห้ามลูกไว้ ก่อนจะวิ่งตามลูกออกไป

เวลาต่อจากนั้น หน้าตลาดร่วมใจเกื้อ ศักดิ์ชายแอบมาดูลูกค้าของตลาดเช่นเคย
“คนมันแห่กันเข้าตลาดมากได้ขนาดนี้จริงๆเหรอเนี่ย” ศักดิ์ชายอึ้งไปเมื่อเห็นลูกค้ามาที่ตลาดร่วมใจเกื้อไม่หยุดหย่อน
ครู่หนึ่งศักดิ์ชายหันไปเห็นจะเด็ดวิ่งไล่ตามกรณ์จนหกล้มหกลุกอยู่ที่ริมฟุตบาธ กรณ์โบกมือเรียกแท็กซี่เตรียม
จะขึ้นรถ จะเด็ดถึงกับกระโจนไปรวบตัวลูกไว้จนตัวเองไปกองกับพื้น
“อย่าเพิ่งไปลูก อย่าเพิ่งไป” จะเด็ดร้องทักลูกไว้
“ปล่อยผมพ่อ ปล่อยผมนะ” กรณ์ยังดื้อดึง
“ก็ได้ๆ พ่อสัญญาว่าจะหาเงินที่เหลือมาให้ครบภายในวันพรุ่งนี้ เชื่อพ่อนะ” จะเด็ดรีบปากกรณ์ด้วยความรัก
“ก็ได้ แต่ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ครบห้าหมื่น พ่อจะไม่ได้เห็นผมอีกเลยตลอดไป” กรณ์ยอมสงล แต่ไม่วายนั่งแท็กซี่ออกไปไม่สนใจพ่อ
“แล้วจะไปหาเงินที่ไหน” จะเด็ดเคว้งคว้างคล้ายจะร้องไห้
ศักดิ์ชายสังเกตการณ์อยู่เกิดความคิดบางอย่าง จึงตัดสินใจเดินไปหาจะเด็ด
“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยน้าจะเด็ด” ศักดิ์ชายรีบเอ่ยถาม จะเด็ดเห็นศักดิ์ชายจีงรีบเปลี่ยนทีท่า ทำตาขวางขึ้นมาทันที
“ข้าไม่มีอะไรต้องพูดกับเอ็งไอ้ชาย” จะเด็ดเอ่ยขึ้น และจะเดินหนี
“แล้วถ้าผมช่วยให้น้ามีเงินไปให้ลูกได้ล่ะ” ศักดิ์ชายเสนอ
จะเด็ดนิ่งไปเมื่อได้ยินดังนั้น ศักดิ์ชายยิ้มอย่างมีเลศนัย
เวลาต่อจากนั้น ศักดิ์ชายกับจะเด็ดยืนคุยกันที่สวนสาธารณะ
“เอ็งจะให้ข้ากู้เงินเหรอ เอ๊ะ ไม่ใช่เหมือนกรณีบังเว้ยเฮ้ยที่พวกเอ็งเคยทำกับคนในตลาดนะ” จะเด็ดพูดอย่างระแวง
“ต่อไปนี้ผมไม่เสียเวลามาเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับใครแล้วล่ะ อยากได้อะไรก็พูดตรงๆ” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“นี่ตกลงเอ็งจะให้ข้ายืมเงินหรืออะไรกันแน่” จะเด็ดถามขึ้น
“ไม่ใช่ให้ยืม แต่ผมให้เลยต่างหาก” ศักดิ์ชายเอ่ยกลับ
“เพื่อแลกกับอะไร ?” จะเด็ดถาม
ศักดิ์ชายมองจะเด็ด แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ก็เอ็งชอบวิธีตรงๆไม่ใช่เหรอ ?”
“ผมต้องการให้น้าจะเด็ดช่วยทำให้ตลาดร่วมใจเกื้อไม่มีทั้งคนเข้าแล้วก็คนขาย” ศักดิ์ชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จะให้ข้าทำลายที่ทำมาหากินของตัวเองนี่นะ” จะเด็ดย้อนถาม
“ไม่ต้องห่วงน่ะ ยังไงผมก็รับผิดชอบชีวิตที่เหลือของน้าแน่ น้าจะย้ายสำนักขึ้นไปไว้บนห้างผมก็ยังได้” ศักดิ์ชายเอ่ย
“แต่ข้าทรยศคุณนายสดศรีไม่ได้” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“แล้วคุณนายเค้าช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้น้าได้มั้ย เงินร้อยสองร้อยยังยืมยาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงหลักหมื่น” ศักดิ์ชายหว่านล้อม
“แต่ยังไงมันก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ข้าเอามาทำร้ายคนในตลาด คนที่ทำให้ข้ามีกินมีใช้มาจนถึงทุกวันนี้” จะเด็ดตอบอย่างต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก
“น้าจะเด็ด ทุกวันนี้ทุกอย่างที่น้าทำก็เพื่อลูกของน้าไม่ใช่เหรอน้าก็เทียบเอาซิว่าใครสำคัญที่สุดในชีวิต รายจ่ายของลูกน้ามันยังไม่จบแค่นี้หรอก แถมมีแต่จะมากขึ้นมากขึ้นจนน้ารับมือไม่ไหว น้าก็รู้ดี
ตอนนี้น่ะไม่มีใครช่วยน้าเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าผมหรอก....เชื่อซิ” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้นอย่างเป็นต่อ
“ถ้างั้น ข้าต้องทำยังไงบ้าง” จะเด็ดยอมอ่อนข้อ
ศักดิ์ชายยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน

บ่ายนั้นที่คาดร่วมใจเกื้อคลาคล่ำไปด้วยผู้คน กิมฮวยกับกิมลั้งสาละวนอยู่กับการขายของ ระหว่างนั้นกิมลั้งเหลือบมองไปที่แผงผัก แต่ไม่เห็นต๋อง เจ้าตัวดูกระวนกระวาย

ด้านนอกตลาด ต๋องยืนมองเลื่อนกับรักเร่ในชุดนักศึกษาอย่างภาคภูมิใจ
“ว้าวๆนี่แสดงว่าเอ็งสองคนได้เป็นนักศึกษาใหม่อย่างเป็นทางการแล้วใช่มั้ย ยินดีด้วยเว้ยคุณนักศึกษา” ต๋องเอ่ยขึ้น พร้อมโผเข้ากอดเลื่อนกับรักเร่แบบฝรั่ง จนเลื่อนต้องบอกให้พอ
“พอๆเถอะพี่ เดี๋ยวคนอื่นเค้าจะเข้าใจผิดว่าเราเล่นวิปริตอะไรกัน นี่พี่รู้มั้ย พอเห็นบรรยากาศที่โรงเรียนนี่พวกชั้นยิ่งคึกคักอยากไปเรียนวันนี้ พรุ่งนี้เลยนะ” เลื่อนว่า
“ถ้าโรงเรียนของเอ็งน่าอยู่ แสดงว่าคุณครูต้องใจดีทุกคนแน่” ต๋องเอ่ย
“คุณครูใจดีน่ะก็ใช่ แต่สาวๆร่วมชั้นเรียนเนี่ย...เล่นเอาใจชั้นสองคนละลายเลยพี่” รักเร่เอ่ย
“ใช่ กว่าจะประกอบร่างกลับมาตลาดได้พวกชั้นแทบแย่” เลื่อนเสริมขึ้นทันที
“ท่าทางเองจะเรียนไม่จบซะล่ะมั้งเนี่ย เฮ้ย.....ตอนนี้น่ะเน้นเรื่องความรู้ไว้ก่อนเว้ย พอมีปัญญาเดี๋ยวเองก็จะได้เจอผู้หญิงที่ใช่ ที่ดีเอง ยิ่งเรียนไปให้ถึงปริญญาตรีได้ เอ็งสองคนได้เมียเป็นนางฟ้าแน่” ต๋องโพล่งขึ้น
“จริงเหรอพี่ ไม่คิดเลยนะว่านอกจากปัญญา การศึกษาก็ให้ภรรยาด้วย” เลื่อนเอ่ยขึ้น
“แต่ตอนนี้พวกเอ็งรีบไปเปลี่ยนชุดมาทำงานต่อก่อนดีกว่า เพราะถ้าไม่มีเงินไปหาค่าเทอมมา โอกาสจะได้ภรรยาก็จะน้อยลงไปด้วย” ต๋องเอ่ย
“จริงของพี่ งั้นพวกชั้นรีบไปทำรอบก่อนนะ”
เลื่อนรีบตอบแล้วแยกกับต๋องไปกันคนละทาง

เวลาต่อจากนั้น ต๋องเดินมาเจอณดาที่ขับรถโฉบเข้ามาจอดรถใกล้ๆพอดี
ณดาลงจากรถมาหาต๋องด้วยอาการสดชื่น
“เป็นไงครับคุณณดา รู้สึกดีขึ้นรึยัง” ต๋องส่งยิ้มให้ณดามาแต่ไกล
“ดีขึ้นเยอะค่ะ พอคุยกับคุณเมื่อคืน...ณดาก็เพิ่งมองเห็นว่าบางทีณดาจมอยู่กับความทุกข์ของตัวเองเกินไปจนลืมมองสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้วกับตัวปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตมันจะเล็กหรือใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันยังไงต่างหาก” ณดาเอ่ยขึ้น
“งั้นก็ดีใจด้วยครับที่คุณได้พบแสงสว่างในช่วงข้ามคืน” ต๋องยื่นมือไปแสดงความยินดีกับณดา ซึ่งเป็นจังหวะที่กิมลั้งเดินออกมาจากตลาดและพบเข้าพอดี
“ถ้าไม่ได้แสงแรกที่คุณช่วยจุดให้ ณดาก็อาจจะยังคิดอะไรไม่ได้แบบนี้”
ณดาเอามืออีกข้างมากุมมือต๋อง
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่สำหรับความเป็นเพื่อนที่ดี” ณดาเอ่ยจากใจ

กิมลั้งยืนมองอยู่นึกถึงเรื่องความฝันที่เธอฝันร้าย คืนก่อนหน้านั้นในขณะที่เธออยู่ในชุดสง่างาม ช่างภาพรุมถ่ายภาพต๋องกับณดาที่เหมาะสมกันท่ามกลางความยินดีของสื่อมวลชน
กิมลั้งทนดูภาพต๋องจบมือณดาไม่ไหวจึงวิ่งออกไปด้วยความเจ็บปวดใจ

ครู่หนึ่ง กิมลั้งนั่งสั่งหาแกดื่มที่ร้านอาโกด้วยอาการเครียด ต๋องเห็นกิมลั้งนั่งอยู่จึงเดินเข้ามาหา
“ยกล้อแก้ว...โก” ต๋องตะโกนสั่ง
แต่พอเห็นกิมลั้งต๋องรีบเข้าไปทัก
“เอ้า.....เปรี้ยวใจ ว่าไงจ๊ะ” ต๋องล้อเล่นอย่างเคย แล้วนั่งลงข้างๆ แต่กิมลั้งกลับหลบไปอีกด้านหนึ่ง
“แน่ะ....มีเล่นตัว งั้นเค้าก็เล่นตาม” ต๋องเอ่ย พร้อมขยับไปนั่งใกล้กิมลั้งที่หนีไปนั่งเก้าอี้ตัวอื่นอีก
คราวนี้กิมลั้งลุกขึ้นเดินออกไปด้วยอาการงอน
“เอ้า...”
ต๋องงงกับอาการงอนของกิมลั้ง แต่ก็รีบลุกตามไปง้อด้วยความห่วงใย

ครู่หนึ่ง กิมลั้งเดินหนีมาที่หลังตลาด ต๋องวิ่งตามมาฉุดมือไว้
“กิมลั้ง...เป็นอะไรของเธอเนี่ย ถ้าชั้นทำอะไรผิดก็บอกซิ ชั้นจะได้รู้” ต๋องถามกิมลั้งอย่างแคร์ความรู้สึก
กิมลั้งดึงมือต๋องออก
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ เธอออกจะดีแสนดี ใครๆก็รักก็หลง ไม่ว่าจะแฟนคลับ คนในตลาด หรือแม้แต่ลูกสาวเจ้าของตลาด” กิมลั้งตอบ
“ทำไมต้องเน้นเสียงที่ลูกสาวเจ้าของตลาด” ต๋องถามกลับ
“เธอนึกเหรอว่าชั้นไม่รู้ว่าคุณณดาเค้าคิดยังไงกับเธอ” กิมลั้งโพล่งออกมาอย่างลืมตัว
“มันสำคัญที่ว่าชั้นคิดยังไงกับเค้าต่างหาก” ต๋องตอบ
“ความคิดคนเราน่ะเปลี่ยนแปลงกันได้ ใครจะรู้ล่ะ เกิดวันนึงเธอกับวงของเธอโด่งดังขึ้นมา เธอก็คงต้องการคนที่เหมาะสมจะยืนเคียงข้างเธอ” กิมลั้งเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกกลัว
“มีด้วยเหรอคนที่ไม่เหมาะสมจะเคียงข้างชั้น” ต๋องงง
กิมลั้งปรี๊ดแตก
“ตกลงเธอพร้อมจะยืนเคียงข้างทุกคนแบบไม่เลือกเลยใช่มั้ย อีกหน่อยเธอก็คงทิ้งชั้น ไม่สนใจชั้นเหมือนที่ชั้นฝันเมื่อคืน” กิมลั้งพูดเสียงเครือน้ำตาคลอ
“กิมลั้ง.....เธอฝันอะไรของเธอเนี่ยถึงได้เป็นแบบนี้” ต๋องเอ่ยขึ้น
“ชั้นฝันว่าพอเธอดังเธอก็ลืมชั้น ไม่สนใจชั้นอีกเลย” กิมลั้งเล่าความฝันให้ต๋องฟัง
“โธ่เอ้ยกิมลั้ง เอาฝันมาคิดเป็นตุเป็นตะทำไม มันไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว” ต๋องเอ่ยขึ้น
“ก็ชั้นกลัวนี่ กลัวเธอไม่เหมือนเดิม ถ้าเธอไม่รักชั้นแล้ว ชั้นจะทำไง” กิมลั้งเอ่ยขึ้น จนน้ำตาไหลออกมา ต๋องต้องรีบโผเข้าไปกอดกิมลั้ง
“ไม่เอาน่ะกิมลั้ง ไม่ร้อง นี่แสดงว่าเธอไม่ได้มั่นใจในตัวคนที่เธอรักเลยใช่มั้ย” ต๋องทั้งขำทั้งสงสาร
“มั่นใจซิ แต่ว่าชั้น....” กิมลั้งคลายกอดแล้วหันมาพูดกับต๋อง
“งั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว มั่นใจแปลว่ามั่นใจ ไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมอะไรทั้งนั้น ดูชั้นซิชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่มีแฟนสวยขนาดนี้ ชั้นยังไม่เคยคิดระแวงเธอเลย”
ต๋องเอามือปิดปากดิมลั้งไว้ แล้วเอ่ยอย่างมีความสุข
“เธอว่าชั้นสวยจริงๆเหรอ” กิมลั้งถามกลับด้วยอารมณ์เขิน
“ที่สุด” ต๋องตอบ
“งั้นชั้นเชื่อเธอ” กิมลั้งสวนขึ้นทันที
“ผู้หญิงนะผู้หญิง พอชมว่าสวยล่ะเชื่อทันที ทีเรื่องอื่นล่ะอธิบายแทบตาย” ต๋องเอ่ยอย่างโล่งใจ
“เอ้า.... ก็ความรักกับผู้หญิงมันเป็นเรื่องอ่อนไหว ผู้ชายไม่เข้าใจรึยังไงฮะ”
กิมลั้งเอ่ยอย่างผ่อนคลายและรู้สึกดีกับต๋องมากขึ้นทุกที

บ่ายนั้น ที่บ้านกิมฮวย กิมแชร้องเพลงราวกับนางเอกในมิวสิควิดีโอ
“เพราะว่ารักจึงเปรียบเธอนั้นเป็นดังชีวิต ก็เพราะว่ารักจึงเปรียบเธอนั้นเป็นดวงใจ
เพราะว่ารักจึงเปี่ยมจึงล้นไปด้วยความหมาย ทุ่มเททั้งใจทุ่มเททั้งกายและหวังให้เป็นดังความฝัน”
กิมแชยืนพิงผนังในบ้านราวเล่นมิวสิควิดีโอ ผมกิมแชปลิวสยาย เพราะกิมแชยืนให้พัดลมเป่าอยู่ กิมแชยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ
เพลงท่อนที่ 2 ขึ้น “ไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนแปรผันไปได้เพียงนี้ ไม่คิดว่าเธอจะให้สิ่งนี้เป็นรางวัล
ไม่คิดว่าเธอจะกลับทอดทิ้ง ไปจากใจชั้น ได้แต่เสียใจ ได้แต่เสียใจ บอกว่าชั้นเสียใจได้ยินไหม”
กิมแชนั่งลงขัดห้องน้ำอย่างใส่อารมณ์ ไม่นานกิมแชซักผ้าท่ามกลางฟองเต็มกาละมัง
แล้วเอาขนมยัดขนมเข้าปากแก้ แต่พอนึกได้ว่าลดคามอ้วนอยู่ จึงปล่อยขนมทิ้งจากมือ มานั่งแทะเม็ดก๋วยจี๊แทน

เพลงท่อนต่อไปขึ้นมา “หวังจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับชีวิต เมื่อต้องสูญไปเมื่อต้องเสียไป ชั้นก็คล้ายเหมือนคนที่สิ้นหวัง ชั้นกับเธอนับจากวันนี้เป็นแค่ความหลัง แต่ยังเสียใจ แต่มันเสียใจ บอกว่าชั้นเสียใจได้ยินมั้ย”
กิมแชหยุดแทะเม็ดก๋วยจี๊แล้วหันมาร้องเพลงใส่กล้องแบบทำปากลิปซิงค์ตามเพลงอย่าง
ใส่อารมณ์ กิมแชยิ่งร้อ
จนบีบถุงเม็ดก๋วยจี๊หกกระจายเต็มโต๊ะรับแขก เพลงจบแล้วแต่กิมแชยังไม่หยุด ทรุดลงข้างโต๊ะ ทำท่ารวบเม็ดก๋วยจี๊พร้อมร้องเพลงต่อจากเดิมด้วยจังหวะช้าๆช้ำๆ
“รักเธอมากเกิน รักเธอมากไป....”
แล้วจู่ๆกิมแชชะงักๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“รักเหลือเกิน รักจนไม่มีให้ใคร หวังจนมากเกิน หวังจนมากไป สูญเสียเธอเหมือนจะขาดใจ...”
กิมแชร้องเพลงต่อไปไม่ไหวจึงหยุดร้อง แล้วจ้องมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะน้ำตาคลอ
เธอเรียงเม็ดก๋วยจี๊บนโต๊ะรับแขกเป็นตัวหนังสือเขียนว่ากิมแชรักจาตุรงค์ โดยมีหัวใจคั่นกลาง แต่ไม่นานนักหัวใจนั้นโดนกากบาทออกไป แลฃ้วกิมแชรำพึงรำพันกับตัวเอง
“ทำไมพี่รงค์ไม่รักกิมแช” กิมแชร้องไห้ราวกับเป็นเด็ก
ครู่หนึ่ง กริ่งหน้าบ้านดังขึ้น กิมแชสะดุ้งตกใจ รีบเดินปาดน้ำตาออกไปดู

กิมแชออกมาหน้าประตูบ้าน เปิดประตูมาเจอจาตุรงค์ยิ่งตกใจ
“พี่รงค์....” กิมแชเอ่ยทักด้วยความตกใจ
“กิมแช เอ่อ.....คือเผอิญพี่ไปทำงานแล้วเจอพิซซ่าโฮมเมดเจ้าอร่อยมากๆ ก็นึกถึงกิมแช เลยเอามาฝากน่ะ” จาตุรงค์เอ่ยขึ้น พร้อมยื่นถุงพิซซ่าให้
“ขอบคุณมากนะจ๊ะพี่รงค์ เข้าบ้านทานน้ำก่อนมั้ย” กิมแชยิ้ม แล้วรีบเอ่ยขึ้น
“อ๋อ ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ไปนะ” จาตุรงค์รีบลา
กิมแชเห็นจาตุรงค์รีบร้อนออกไปยิ่งเศร้าเพราะคิดว่าหลบหน้า จึงเดินกลับเข้าบ้าน พอจะปิดประต ปรากฏว่าประตูถูกผลักเข้ามา จาตุรงค์เดินกลับมาใหม่อีกครั้ง
“คือ พี่ลืมเอาเครื่องปรุงให้น่ะ” จาตุรงค์เอ่ย
พร้อมส่งซองเครื่องปรุงให้กิมแช ทั้งคู่มองหน้ากัน
“โอเคนะ” จาตุรงค์รีบตัดบท
กิมแชยืนหน้าจ๋อยอีกครั้ง ตัดใจปิดประตูแล้วกลับหลังหันเดินเข้าบ้าน แต่จังหวะนั้นเองจาตุรงค์เปิดประตูพรวดเข้ามาอีกครั้ง
“กิมแช...” จาตุรงค์เรียกเสียงดัง กิมแชหันหลังกลับมาพร้อมความมึน
“นี่ก็มีออริกาโน่แล้วนี่พี่” กิมแชมองเครื่องปรุงที่จาตุรงค์ให้มาตั้งแต่แรก
“อันนี้พี่ขอเค้ามาเพิ่มน่ะ ก็กิมแชชอบใส่ออริกาโน่เยอะๆไม่ใช่เหรอ” จาตุรงค์พูด พลางหยิบออริกาโน่ออกจากกระเป๋ากิมแชอีก
“ว่าแต่พี่รงค์จะลืมอะไรอีกมั้ย จะได้ให้กิมแชทีเดียวเลย ไม่เสียเวลาพี่” กิมแชถามขึ้น
“ลืม ลืม อ้อ.....ลืมไปเลยว่าร้านนี้เค้ามีเคล็ดลับการอุ่นพิซซ่าก่อนกินนิดหน่อยเพื่อให้กรอบนอกนุ่มใน” จาตุรงค์ทำท่าคิด
“หึม ? มีด้วยเหรอ.....ต้องทำไงจ๊ะ” กิมแชถามขึ้น
“อืม อธิบายไปก็ยาว เดี๋ยวพี่เข้าไปทำให้เลยดีกว่าหมดเรื่อง ไป...”
จาตุรงค์ดึงถุงพิซซ่าจากมือกิมแชแล้วเดินนำเข้าบ้าน กิมแชมองจาตุรงค์อย่างไม่เข้าใจ

กิมแชเดินตามเข้าบ้านไปโดยดี ในขณะที่จาตุรงค์คล้ายมองหาอะไรบางอย่าง
“มีอะไรเหรอพี่รงค์ ?”
กิมแชมองตามสายตาจาตุรงค์ไปที่โต๊ะรับแขกจึงเห็นซากเม็ดก๋วยจี๊ที่ตนเรียงไว้ กิมแชตกใจแทบช็อกรีบเข้าไปละเลงเม็ดก๋วยจี๊ด้วยอาการลนลาน
“กิมแชขอโทษนะพี่รงค์ ขอโทษที่ทำอะไรอย่างนี้ ขอโทษที่เผลอบอกไปว่ากิมแชรักพี่ เลยทำให้พี่ไม่สบายใจ กิมแชมันไม่ดีเอ็ง ทำตัวน่าอาย” กิมแชรีบบอก
จาตุรงค์รีบตามไปนั่งข้างๆ พยายามจับตัวกิมแชให้เผชิญหน้ากับตน
“ไม่เป็นไรกิมแช ไม่เป็นไร เพราะพี่ก็คิดว่าพี่รักกิมแชเหมือนกัน”จาตุรงค์เอ่ยขึ้น
ทันทีที่ได้ยินจาตุรงค์บอกรัก กิมแชถึงกับอึ้ง ดึงมือจาตุรงค์ออกจากตัวเอง แล้วลุกขึ้นยืนขยับถอยห่าง
“พี่รงค์ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย นี่พี่รงค์สงสารกิมแชมากเหรอ หรือว่าพี่รู้สึกผิด หรือว่าพี่...”
กิมแชเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ
“พี่พูดจริงๆกิมแช” จาตุรงค์เอ่ยขึ้น
“ถ้าพูดจริงที่ผ่านมาทำไมพี่ถึงต้องไม่รับโทรศัพท์กิมแช ทำไมต้องคอยหลบหน้าหลบตาเหมือนไม่อยากเจอกัน” กิมแชเอ่ยขึ้น
“ก็เพราะพี่อยากจะแน่ใจไงว่าพี่รู้สึกกับกิมแชยังไงกันแน่” จาตุรงค์อธิบาย
กิมแชอึ้งไปเมื่อได้ยินเหตุผลนี้

“ที่ผ่านมาพี่เชื่อมาตลอดว่าตัวเองชอบกิมลั้ง แต่พอมารู้ตัวอีกทีพี่ก็เพิ่งรู้ว่าจริงๆแล้วพี่ใช้เวลาอยู่กับใครอีกคนมากกว่าด้วยซ้ำ เราทำอะไรด้วยกันตั้งหลายอย่าง เราฟังเพลงเหมือนกัน ดูหนังเหมือนกัน ไปไหนด้วยกันชอบกินอะไรเหมือนๆกัน แต่พี่กลับไปชะเง้อคอมองกิมลั้งจนมองข้ามคนที่อยู่ใกล้ๆพี่ จนมองไม่เห็นความรัก ความห่วงใยที่เค้ามีให้พี่ พอถึงวันที่ต้องห่างจากคนคนนั้นออกมามันก็ทำให้พี่รู้ว่า...ชีวิตพี่คงขาดเค้าไปไม่ได้จริงๆ ตอนนี้พี่ขาดกิมแชไม่ได้แล้วจริงๆนะ...เชื่อมั้ย” จาตุรงค์เอ่ยจากใจ


อ่านต่อหน้า 3



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 11 (ต่อ) 
“พี่รงค์....นี่พี่พูดจริงๆเหรอ กิมแชไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย” กิมแชพูดน้ำตาคลอ
จาตุรงค์เอื้อมมือไปจับมือกิมแชมาแตะที่ใบหน้าอย่างอ่อนโยน
“จ้ะ กิมแชไม่ได้ฝันไปแน่ๆ พี่ขอบคุณกิมแชมากนะที่ดีกับพี่มาตลอด แล้วก็สอนให้พี่รู้จักการให้ที่แท้จริง มาถึงตอนนี้พี่คงต้องเป็นฝ่ายให้กิมแชบ้าง ความจริงวันนี้พี่น่าจะมีช่อดอกไม้สวยๆมาให้กิมแชนะ” จาตุรงค์เอ่ยขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ แค่นี้มันก็มากเกินไปแล้วสำหรับกิมแช” กิมแชเอ่ยขึ้น
“ไม่มีอะไรมากเกินไปสำหรับกิมแชหรอก กิมแช....” จาตุรงค์ตอบ
แล้วเอื้อมไปหยิบกล่องพิซซา คุกเข่าลงตรงหน้ากิมแช แล้วเปิดฝากล่องออกจนเห็นพิซซ่ารูปหัวใจข้างใน กิมแชตกใจ
“ถึงวันนี้จะไม่มีดอกไม้ ไม่มีแหวน พี่ก็ขอใช้พิซซ่ากล่องนี้ที่พี่ตั้งใจสั่งให้กิมแชแทนความรักทั้งหมดที่พี่มีให้ แทนคำสัญญาว่าพี่จะดูแลกิมแชตลอดไป เพราะกิมแชจะเป็นคนที่พี่กินพิซซ่าด้วยตลอดชีวิตที่เหลือ” จาตุรงค์เอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ
“พี่รงค์....” กิมแชดีใจปนตะลึง
จากนั้นกิมแชคุกเข่ารับพิซซ่าจากจาตุรงค์ ก่อนจะโผเข้ากอดจาตุรงค์ด้วยความรัก และตื้นตันใจที่สุดในชีวิต

บ่ายนั้นที่สำนักงาน ในตลาดร่วมใจเกื้อ ณดายืนรอสดศรีอ่านข้อมูลจากกระดาษแล้วยิ้มแก้มแทบปริ
“ตกลงว่าจำนวนคนที่เข้าห้างเวรี่แฮปปี้มันน้อยลงขนาดนี้จริงๆเหรอลูก” สดศรีเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ
“จริงค่ะคุณแม่ณดาให้คนของเราไปแอบยืนติ๊กจำนวนคนเข้าออกทั้งวันเลย แล้วก็ทุกประตูทางเข้าออกด้วยนะคะ” ณดารายงาน
“ใครจะไปคิดล่ะว่าห้างใหญ่โตจะต้องตกอยู่ในภาวะนี้ ช่วยไม่ได้ อยู่ดีไม่ว่าดี คราวนี้พวกนั้นจะได้รู้ซักทีว่านรกอย่างที่เคยทำไว้กับคนอื่นน่ะมันเป็นยังไง” สดศรีเอ่ยขึ้น
สองแม่ลูกยิ้มให้กันด้วยอย่างถูกอกถูกใจ

ครู่หนึ่ง เสียงเคาะประตูดังรัวขึ้น
“เข้ามา...” ณดาสั่ง
ลุงอ่ำเปิดประตูเข้ามาหน้าตาตื่น
“คุณนายครับ ออกไปดูอะไรหน่อยเถอะครับ”
ลุงอ่ำรีบรายงานความผิดปกติ

เวลานั้น ในตลาดพ่อค้าแม่ค้าทุกคนร่วมทั้งต๋องกับกิมลั้ง ล้อมวงดูอย่างตกอกตกใจที่เห็นจะเด็ดดิ้นกระแด่วๆ ครู่หนึ่งลุงอ่ำเดินนำสดศรีกับณดาเข้ามา จะเด็ดที่สั่นเป็นเจ้าเข้า แววตา ท่าทางเปลี่ยนเป็นคนแก่ดุๆ ลุกขึ้นยืนด้วยหลังโก่งๆ หันขวับไปมองที่สดศรี จนสดศรีถึงกับผวา
บะหมี่กับเกี๊ยวมองจะเด็ดแล้วถึงกับอึ้ง
“ใช่แล้ว พ่อปู่ พ่อปู่จริงๆด้วย” บะหมี่เอ่ยขึ้นแล้วรีบนั่งลงกราบทันที ชาวตลาดที่เหลือรีบทำตาม
“พ่อปู่...” ชาวตลาดส่งเสียงประสานกัน
“ ร้อยวันพันปีไม่เห็นพ่อปู่เคยมาเข้าร่างทรง” กิมฮวยหันไปกระซิบกับเต๊กไฮ้และลักษณ์
จะเด็ดหายใจแรงและถี่เสียงดังขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับโกรธมาก ต๋องเดินไปกระซิบกิมลั้ง
“พ่อปู่ไหนอีก ไม่เคยเจอมุขนี้” ต๋องเอ่ยขึ้น
“เจ้าที่ที่ตลาดน่ะ” กิมลั้งรีบตอบ
“พวกมึง...พวกมึง.. พวกมึงๆๆๆ ออกไปจากที่ของกูให้หมดเดี๋ยวนี้” จะเด็ดชี้กราดไปที่ชาวตาดทุกคน ชาวตลาดมองหน้ากันด้วยความงง เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้มาก่อน
“กูบอกให้พวกมึงออกไปจากที่ของกูไง ได้ยินมั้ย” จะเด็ดในร่างทรงเอ่ยขึ้น
“ถ้าพวกลูกช้างออกไป แล้วจะขายของกันยังไงล่ะเจ้าคะพ่อปู่” ป้าพิณเอ่ยถามขึ้น
“มันเรื่องของมึง แต่กูจะไม่ปล่อยให้เสนียดจัญไรอย่างพวกมึงมาทำมาหากินเหยียบหัวกูอีกต่อไปแล้ว มึงทำให้อาณาจักรของกูแปดเปื้อน มีราคี ออกไปกันให้หมด” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“พ่อปู่จะมาไล่พวกเราออกไปแบบนี้ไม่ได้นะคะ ในเมื่อพวกเราก็ทำแต่เรื่องดีๆให้กับที่ดินผืนนี้มาตลอด” สดศรีร้อนรนต้องรีบพูดออกมา
“จะทำดีแค่ไหนก็ลบบาปกรรมที่พวกเอ็งกันทำไว้กันตั้งแต่ชาติภพที่แล้ว ไม่ได้หรอก ออกไป....กูบอกให้ออกไป ไม่งั้นกูจะทำให้ที่นี่ลุกเป็นไฟ พวกมึงต้องตายโหงตายห่ากันทั้งหมด” จะเด็ดเอ่ยขึ้นอย่างน่ากลัว
“ชั้นว่าพ่อปู่พูดแรงไปนะ พวกเรากำลังแข็งขันทำมาหากินกันดีๆ พ่อปู่พูดแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าก็ขวัญหาย ลูกค้าก็ขวัญกระจายกันหมด ในฐานะเจ้าของที่ พ่อปู่ก็ต้องมีหน้าที่คอยคุ้มครองป้องกันทุกคนที่นี่ซิ ไม่ใช่มาทำลายกันแบบนี้” ต๋องเอ่ยขึ้น
“บังอาจ มึงบังอาจมาก ได้...ถ้าพวกมึงอยากลองดี ไม่ยอมไปงั้นก็ดูเอาไว้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” จะเด็ดเอ่ยเสียงดัง แล้วจู่ๆจะเด็ดลงไปนอนสั่นอย่างแรงและรัวบนพื้นราวกับเป็นลมชัก ครู่หนึ่งมีเลือดไหลออกมาจากปากของจะเด็ด ทุกคนเห็นพากันตกใจผู้หญิงหลายคนร้องวี้ดว้าย
“อาจารย์...อาจารย์...” บะหมี่กับเกี๊ยวรีบเข้าไปช่วยจะเด็ด
ลูกค้าส่วนหนึ่งกระเจิงออกไป สดศรี ณดา ต๋องและ กิมลั้ง มองตามลูกค้าที่หนีกันออกไปด้วยความว้าวุ่น ขณะที่ชาวตลาดอยู่ในอาการหวาดผวา

ครู่หนึ่ง จะเด็ดในสภาพยับเยินเหงื่อเต็มหน้าซับเลือดจากปากตัวเอง ขณะที่บะหมี่กับเกี๊ยวพักและนวดให้
“จริงเหรอ นี่วิญญาณพ่อปู่มาสวมร่างชั้นแล้วพูดอย่างนั้นจริงๆเหรอ” จะเด็ดทำหน้างง
ในขณะที่ชาวตลาดมารวมตัวกันอยู่เต็มไปหมด
“อะไรกันน้าจะเด็ด ลงทุนนอนชักดิ้นชักงอขนาดนั้นไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าทำอะไรลงไปบ้าง” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน
“ไอ้ต๋อง เอ็งใช้กะโหลกทึบๆของเอ็งคิดซิว่าถ้าข้ารู้ตัวแล้วจะปากหมาพูดทำลายที่ทำมาหากินตัวเองทำไมหะไอ้หอก ถ้าตลาดไม่มีคนแล้วใครจะเข้าสำนักข้า” จะเด็ดเล่นไม้ตาย ต๋องเถียงไม่ถูก
“นี่...ว่าแต่พ่อปู่มาพูดขู่เอาไว้อย่างนี้แล้วเราจะทำยังไงต่อไป” เต๊กไฮ้เริ่มกังวล
“ก็ไม่ต้องทำไงหรอกค่ะ เราก็ใช้ชีวิตกันตามปกติ ช่วยกันทำตลาดให้ดีเหมือนที่เป็นอยู่ แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง” ณดาเอ่ยขึ้น
“แต่พ่อปู่ไม่ยอมให้เราอยู่ที่นี่แล้วนะครับ” คำมูลเอ่ยขึ้น
“ชั้นว่าที่ดินตลาดนี่มันชื่อชั้นนะ ไม่ใช่พ่อปู่ ที่ทำศาลาให้ท่านอยู่หลังตลาดพร้อมประเคนข้าวปลาอาหาร แถมก็กราบกรานไม่เว้นวันนี่ก็น่าจะเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาแล้ว แต่ถ้าพ่อปู่จะมาเป็นสาเหตุให้ตลาดชั้นพินาศ วันนี้คงได้มีการรื้อศาลกันบ้างล่ะ” สดศรีเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้นะครับคุณนาย ไม่งั้นเรื่องจะลุกลามเข้าไปใหญ่ มันต้องมีอาเพศอะไรซักอย่างซิน่า ปกติผมมีนิมิตอะไรกับพ่อปู่ซะที่ไหน แต่ถ้าถึงขั้นท่านยืมปากผมพูดแล้วมันต้องไม่ธรรมดาเอาล่ะ...เพื่อให้หนักเป็นเบา”
จะเด็ดหยิบถาดน้ำมนต์ที่บรรจุอยู่ในขวดเล็กขึ้นมายื่นให้บะหมี่กับเกี๊ยว
“ไอ้หมี่เกี๊ยว เอ็งเอาไปแจกทุกคนเร็ว” จะเด็ดสั่ง
บะหมี่กับเกี๊ยวช่วยกันแจกน้ำมนต์
“เดี๋ยวเราจะดื่มน้ำมนต์นี่เพื่อชำระบาปกรรมหรือมลทินใดๆที่เคยมี แล้วก็ขอขมาพ่อปู่ถ้าหากว่าเราเผลอล่วงเกินท่านไปโดยไม่รู้ตัว เอ้า...ทุกคนอธิษฐานในใจนะ เดี๋ยวชั้นจะว่าคาถาให้”

ชาวตลาดถือขวดน้ำมนต์ รวมไปถึงสดศรี แต่ต๋องกับกิมลั้งไม่ได้เห็นด้วย
“เอ้า ดื่มพร้อมกัน” จะเด็ดโพล่งบอกหลังจากท่องคาถาเสร็จ
ชาวตลาดรวมทั้งจะเด็ดพร้อมใจกับดื่มน้ำมนต์
“เป็นยังไงล่ะ...รู้สึกดีขึ้นกันบ้างมั้ย”
“อืม เครียดๆอยู่นี่สดชื่นขึ้นทันทีเลย” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
“โอ้โห.....นี่มันน้ำมนต์หรือกระทิงแดง” ต๋องหันไปพูดกับกิมลั้ง ในขณะที่
คู่อริทั้งหมดหันไปที่ต๋อง
“ไอ้ต๋อง” กิมฮวยหันมาจะเอาเรื่อง
แต่จู่ๆกิมฮวยเกิดอาการพะอืดพะอมขึ้นมาทำท่าจะอาเจียนจนต้องวิ่งออกไป
“ม้า..” กิมลั้งตกใจวิ่งตามแม่ออกไป
ครู่หนึ่งชาวตลาดที่ดื่มน้ำมนต์เข้าไปมีอาการเดียวกันจนต้องวิ่งออกไปอาเจียน ต๋องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความงงและสงสัย
“นี่มันถ้ำกระบอกหรือไงกันเนี่ย น้าจะเด็ด น้าทำอะไร ทำไมทุกคนถึงได้เป็นอย่างนี้” ต๋องเอ่ยขึ้นแล้วปรี่ไปหาจะเด็ด
“ทำเหรอ ? แล้วกูจะทำตัวเองทำไม ? เดี๋ยวอ้วกใส่เลย อ้วก....” จะเด็ดจะอาเจียนใส่ต๋องจนต้องกระโดดหลบ
“อาจะเด็ด.....นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน” กิมฮวยถามขึ้น
“ท่าทางพ่อปู่จะไม่อยากให้พวกเราอยู่ด้วยแล้วจริงๆ ชั้นว่าถ้ายังฝืนอาจจะถึงขั้นตายโหงตายห่าอย่างที่แกบอกไว้” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“ฮะ!” ชาวตลาดตกใจ
“ถ้างั้นชั้นคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ชั้นยังไม่อยากตายทั้งๆที่ยังไม่ได้ผัว” ชมพู่เอ่ยขึ้น
“แต่ถ้าตอนนี้มีใครยอมเป็นผัว ชั้นจะไม่กลัวตายเลยซิเอ้า” คิตตี้ว่า
พลางโผทางกลุ่มผู้ชายที่มีคำมูลยืนนำอยู่ ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชายกระเจิงกันเป็นแถบ
“ผีชะนีเข้าสิงรึไงคิตตี้ มาร้องผัวๆๆอะไร เวลาคับขันแบบนี้ฮะ” คำมูลพูดไปพลางผลักหัวคิตตี้ไปด้วย
“ชั้นว่านะ เรารีบไปกันดีกว่า ก่อนที่จะต้องเป็นผีเฝ้าตลาด” ลักษณ์เอ่ยขึ้น
ชาวตลาดทำท่าเห็นด้วย
“หยุดได้แล้ว ใครจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้เรากำลังไปได้ดี คนเข้าตลาดมากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วจะทิ้งขุมเงินขุมทองที่เรามีอยู่ไปทำไมฮะ” สดศรีเอ่ยขึ้น
“แต่บางทีเราก็ต้องยอมทิ้งบางอย่างเพื่อรักษาชีวิตนะอาคุณนาย” เต๊กไฮ้เอ่ยขึ้น
“แต่ถ้าต้องออกไปจากที่นี่ ชีวิตทุกคนอาจจะจบก่อนจะถูกเจ้าที่ฆ่าตายก็ได้ คิดเหรอว่าสภาพเศรษฐกิจแบบนี้เราจะไปหาที่ทำกินใหม่ได้ง่ายๆ” กิมลั้งโพล่งขึ้น
“ใช่...ถ้าจะต้องเสี่ยงตายกับอนาคตที่ยังมองไม่เห็นแบบนั้น ชั้นว่าเรามารวมใจกันเสี่ยงเป็นที่จะอยู่ที่นี่ต่อดีกว่า เราต่างหากที่เจ๋งกว่าเจ้าที่ ไม่ใช่สองมือของทุกคนนี่เหรอที่เสกตลาดของเราให้ดีวันดีคืนขึ้นมาได้เหมือนทุกวันนี้” ต๋องเห็นด้วยกับกิมลั้ง
ชาวตลาดเกิดอาการลังเล ในขณะที่จะเด็ดหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด

บ่ายนั้น ที่สวนสาธารณะ จะเด็ดรายงานผลการวางแผนอย่างหน้าระรื่น ทั้งที่ชาวตลาดยังไม่มีใครหนีหายไปไหน
“โอ๊ย เอ็งต้องเห็นกับตาไอ้ชาย ลูกค้านะพากันกระเจิง คนในตลาดก็กลัวจนหดหัวเข้ากระดอง” จะเด็ดแกล้งเล่าอย่างสะใจ
“ดีมากน้าจะเด็ด น้าทำได้ดีมาก” ศักดิ์ชายเอ่ยชม จะเด็ดแอบยิ้ม
“แต่มันยังดีไม่พอ เพราะผมต้องการให้คนออกไปจากตลาดกันให้หมดไม่ใช่แค่กลัว”
ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น จะเด็ดหน้าเสีย
“แต่ผมก็ใจป้ำพอที่จะให้เงินน้าไปก่อน” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบเงินจำนวนห้าหมื่นบาทให้จะเด็ด
“ขอให้รับผิดชอบงานที่เหลือให้เรียบร้อย ผมเชื่อนะว่าน้าจะทำให้มันสำเร็จ เพราะผมยังมีประโยชน์กับน้าไปอีกนาน” ศักดิ์ชายเอ่ย
จะเด็ดรับเงินมาแต่โดยดี แต่สีหน้ากังวลอย่างบอกไม่ถูก

คืนนั้น ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ พ่อค้าแม่ค้าที่นั่งรถตัวเอง บ้างนั่งรถตุ๊กๆพากันเอาของมาลง
รวมทั้งเลื่อนกับรักเร่เข็นรถกันอย่างแข็งขัน
เวลาเดียวกัน ต๋องออกมาจากบ้านขึ้นรถซาเล้งที่จอดอยู่แล้วปั่นออกไปทันที พอปั่นรถออกมา
ต๋องก้มลงดูเห็นว่าล้อยางซ้ายขวาแบนราบไม่มีลมยางทั้งคู่ แล้วนิ่งพยายามใช้ความคิด
“เมื่อคืนไปเหยียบอะไรมาวะเนี่ย”
ต๋องเอ่ยขึ้นก่อนจะหันมาซ่อมล้อรถที่แบนราบติดพื้น

ต่อจากนั้น ภายในตลาด พ่อค้าแม่ค้าทุกคนสาละวนกับการเอาของลงแผงอย่างแข็งขัน
ป้าพิณทำกับข้าวไป ครู่หนึ่งคำมูลเอาของมาลงที่ร้าน
“กู๊ดมอร์นิ่งจ้ะป้าพิณ” คำมูลทัก
“ถ้าหม้อไม่นิ่งแล้วข้าจะทำกับข้าวได้เหรอไอ้คำมูล” ป้าพิณสวนกลับ
“หมดอารมณ์เลยป้า” คำมูลว่า
“ฮะ...ไอ้ลามก ตกลงเอ็งหมายถึงหม้อไหนกันแน่วะ” ป้าพิณเอ่ยขึ้น
“ไปกันใหญ่แล้วป้า พี่คำมูลเค้าส่งภาษาฝรั่งบอกว่าสวัสดีตอนเช้า” เขียวหวานเอ่ยขึ้น
“เอ้า...” ป้าพิณตอบกลับ
ทันใดนั้นไฟในตลาดดับลง
“เฮ้ย” ชาวตลาดอุทานพร้อมกัน
ครู่หนึ่งมีเสียงหมาหอนดังขึ้น ชาวตลาดชักรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“นี่มันกลิ่นธูปนี่” คิตตี้พูดพลางทำจมูกฟุดฟิด
ชาวตลาดทั้งหมดเคลื่อนตัวมารวมกันกลางตลาดโดยไม่ได้นัดหมาย จู่ๆก็มีเสียงแก้วตกรอบตัวเสียงดังมากต่อๆกันจนทั้งหมดสะดุ้งเฮือก จนกระทั่งมีเสียงหัวเราะของชายแก่ๆคนหนึ่งดังขึ้น ชาวตลาดหันไปที่ต้นเสียง พบกับเงาใหญ่ของชายชราผมยาวใส่ชุดนักพรตที่ยืนหลังโก่งปรากฏอยู่ที่ผนังด้านหนึ่ง ชาวตลาดต่างรู้ดีว่าเป็นใคร
“พ่อปู่...” ชาวตลาดร้องพร้อมกัน
“นี่แสดงว่าพวกมึงไม่ได้เกรงกลัวกูกันเลยใช่มั้ย ถึงยังกล้าเสนอหน้ากันอยู่ ดี งั้นมึงก็ตายๆพร้อมกันซะวันนี้เลย” พ่อปู่ตะโกนขึ้น
แล้วจู่ๆมีเลือดไหลมาตามพื้นตลาดจากทิศทางต่างๆจนกระเด็นเปื้อนเท้าของทุกคน
“เลือด!” ชาวตลาดตกใจ
ครู่หนึ่งไฟลุกพรึ่บขึ้นเป็นสายตามเส้นทางเดินในตลาด เสียงประทัดชุดใหญ่ดังขึ้น
“อ๊าย.... / กรี๊ด.... / เฮ้ย...” ชาวตลาดร้องลั่น
วิ่งเตลิดเปิดเปิงกระเจิดกระเจิงกันออกไปอย่างไม่รู้ทิศทาง

เช้าวันใหม่ กิมฮวย เคี้ยง กิมลั้ง และกิมแช กราวไหว้เจ้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ครู่หนึ่งเสียงมือถือกิมลั้งดังขึ้น ทำให้กิมฮวยตกใจปัดถ้วยน้ำชาที่ใช้บูชาหล่นแตก ส่วนกิมลั้งรีบรับโทรศัพท์
“ฮัลโหล อะไรนะ ได้ๆ เรารีบไป ตลาดกันเถอะ” กิมลั้งได้ยินปลายสายแล้วหันไปพูดกับคนในบ้าน
“ไอ้ต๋องโทรมาใช่มั้ย” กิมฮวยถามขึ้น กิมลั้งพยักหน้ารับ
“นั่นไง...เรดาร์จับสัญญาณความซวยของอั๊วมั่นเด้งขึ้นมาทันทีอย่างรู้งาน นี่ อากิมลั้ง อั๊วอุตส่าห์หยุดขายของเพื่ออุทิศเวลาให้วันครบรอบแต่งงาน จะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าเพื่อใช้เวลาร่วมกัน แต่ลื้อกลับคิดถึงไอ้ต๋องมากจนอยากเข้าตลาดจนตัวสั่น” กิมฮวยร่ายยาว
“ไม่ใช่อย่างงั้นม้า ต๋องโทรมาบอกว่าตอนนี้คนในตลาดโดนผีพ่อปู่หลอกจนจับไข้กันหมดแล้ว” กิมลั้งรายงาน
“ฮะ!”
กิมฮวยตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น

เวลาเดียวกันนั้น ที่ร้านอาโก ชาวตลาดผมตั้งกันเป็นแถว หวาดผวาพ่อปู่ไปตามๆกัน สดศรีมองสภาพชาวตลาดด้วยความเครียด กิมฮวยเข้าไปปลอบโยนลักษณ์ ขณะที่เคี้ยงพยายามจะพูดคุยกับเต๊กไฮ้ ณดาคอยดูแลป้าพิณกับเขียวหวานที่ขวัญผวา ชมพู่คอยดูแลคิตตี้ ส่วนกิมลั้งคอยดูแลถามไถ่พ่อค้าแม่ค้าคนอื่นอย่างห่วงใย ขณะที่ต๋องยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความโมโห

ครู่หนึ่งจะเด็ดเดินเข้ามาพร้อมบาตรน้ำมนต์ในมือ
“เฮ้อ เห็นมั้ยล่ะ ชั้นเตือนทุกคนแล้ว มาๆ รับน้ำมนต์ไล่ซวยกันก่อน”
จะเด็ดไล่พรมน้ำมนต์ให้ทุกคนไป แต่ต๋องเห็นแล้วยิ่งโกรธจนจนต้องเดินไปออกไปอย่างหัวเสีย

กิมลั้งเดินตามต๋อง มายังริมคลองหลังตลาด
“เป็นอะไรต๋อง” กิมลั้งถามขึ้น
“ชั้นว่าเรื่องนี้มันบ้าบอเกินไปแล้ว มันจะเป็นจริงไปได้ยังไง โดนผีพ่อปู่หลอกเนี่ยนะ” ต๋องเอ่ยอย่างหัวเสีย
“เราจะไปตัดสินอะไรไม่ได้หรอกต๋อง เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“แหม นี่ถ้ายางรถไม่แบนนะ ผีพ่อปู่เจอชั้นแน่ เอ๊ะ ชั้นชักสงสัยแล้วว่าบางทียางรถชั้นอาจจะไม่ได้แบนเองก็ได้” ต๋องเอ่ยขึ้น อย่างสงสัย
“อย่าบอกนะว่า...”
ต๋องยิ้มให้กิมลั้งทำนองว่ารู้สาเหตุแล้ว
“....มันแบนเพราะผีพ่อปู่” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“โธ่ กิมลั้ง ผีพ่อปู่อะไร ชั้นว่าผีเปรตที่มันเที่ยวหลอกลวงชาวบ้านมากกว่า” ต๋องเอ่ยขึ้น
“นี่เธอยังสงสัยน้าจะเด็ดอยู่อีกเหรอ ก็เค้าบอกแล้วไงว่าเค้าจะทำทำไม” กิมลั้งว่า
“มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ชั้นเลิกสงสัยในตัวเค้า” ต๋องโพล่งขึ้น
“ยังไง ?” กิมลั้งถามด้วยความสงสัย

ไม่นานต่อจากนั้น ต๋องกับกิมลั้งค่อยๆเดินย่องเข้ามาในสำนักจะเด็ด
“เธอแน่ใจนะว่าเราจะไม่หน้าแตกเหมือนคราวนั้น ถ้าน้าจะเด็ดมาเจอนะเป็นเรื่องแน่” กิมลั้งเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก น้าจะเด็ดเค้าต้องยืนสร้างภาพแสดงความเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตรงนั้นอีกนาน”
ต๋องเอ่ยขึ้น
“แล้วบะหมี่เกี๊ยวล่ะ” กิมลั้งถาม
“ไอ้สองตัวนั้นชั้นเห็นมันเมาเบียร์ตั้งแต่ไก่โห่แล้ว ไป รีบๆช่วยกันค้น เผื่อจะเจอของดี”
ต๋องกับกิมลั้ง เข้ามาช่วยกันค้นหาพิรุธและของต้องสงสัยที่สำนักทรงของจะเด็ด

จนมาถึงห้องพิธีกรรม ต๋องกับกิมลั้งหามาจนทั่วแต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ
“ไม่เห็นจะเจออะไรน่าสงสัยเลยต๋อง” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“ไม่น่าเชื่อ” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้วางใจจะเด็ด
ครู่หนึ่งต๋องเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่พื้นมีรอยหยดเลือดเล็กๆแห้งๆหยดไปที่ทางหนึ่ง ต๋องเดินตามรอยเลือดพบว่าไปหยุดที่แท่นบูชาแท่นหนึ่งในห้อง ต๋องนิ่งคิดอะไรบางอย่าง
“กิมลั้ง ช่วยชั้นหน่อย” ต๋องเรียกกิมลั้งมาช่วย
ต๋องเดินไปยกแผ่นไม้ที่วางอยู่บนแท่น ขณะที่กิมลั้งจับอีกฝั่งยกขึ้นจึงพบว่าที่แท้ตัวแท่นกลวงและมีของซ่อนอยู่ในนั้น ต๋องรื้อของออกดูก็เห็นว่ามีวิกผมพ่อปู่ ชุดเสื้อผ้านักพรต ถังใหญ่ใส่ของที่ยังมีเศษคราบเลือดอยู่ โคมไฟที่ใช้ส่องเงาพ่อปู่ วิทยุที่มีแผ่นซีดี ต๋องรีบเอาวิทยุมาเสียบปลั๊กเปิดเช็คดูก็พบว่าเป็นเสียงหมาหอน ต๋องกับกิมลั้งมองหน้ากันอย่างเข้าใจแล้วว่าจะเด็ดสร้างเรื่องขึ้นมา
“ฮัลโหลพ่อ.... ?”
ต๋องกับกิมลั้งสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณนั้น
หน้าห้องพิธี กรณ์ยืนคุยโทรศัพท์กับจะเด็ดอย่างออกรส
“ผมมาถึงแล้วนะพ่อ ได้ๆ” กรณ์พูดกับปลายสาย
แต่พอวางสายไป มีสายเข้ามาอีก กรณ์รีบรับทันที
“ว่าไงวะ เฮ้ย มึงไปถอยไอโฟนมาแล้วเหรอ ได้ไง กูไม่ยอมนะเว้ย มึงซื้อที่ไหน เดี๋ยวพรุ่งนี้พากูไปด่วน” กรณ์คุยกับปลายสายอย่างอารมณ์ดี

ต๋องกับกิมลั้งอยู่อีกห้องหนึ่งได้ยินกรณ์พูดกับเพื่อนแล้วส่ายหน้า รีบหยิบหลักฐานใส่ถุงที่เตรียมมา แล้วช่วยกิมลั้งเก็บของเข้าที่

ครู่หนึ่งจะเด็ดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยอาการกุลีกุจอ กรณ์คุยโทรศัพท์อยู่รีบวางสายด้วยท่าทีมีพิรุธ
“มาแล้วลูก มาแล้ว” จะเด็ดเอ่ยทักทายลูก
“เออๆ แค่นี้ก่อนนะเว้ย” กรณ์พูดกับปลายสาย
ในขณะที่จะเด็ดรีบเอาเงินออกจากกระเป๋าส่งให้กรณ์อย่างเร่งรีบ
“ทั้งหมดห้าหมื่น ครบถ้วนแล้วคราวนี้”
ต๋องกับกิมลั้งแอบยืนมองจะเด็ดกับกรณ์จากห้องพิธี
“เอ้อพ่อ คือ เมื่อวานเพื่อนเพิ่งบอกว่ากล้องมันต้องมีอุปกรณ์เสริมอีกน่ะ คงต้องใช้เงินเพิ่มอีกห้าหมื่น” กรณ์เอ่ยขึ้น
“ไอ้ตอแหล...” ต๋องได้ยินแอบเจ็บใจ แต่ออกเสียงไม่ได้
“อีกห้าหมื่นนี่มันก็แสนแล้วนะกรณ์” จะเด็ดใจแฟบลง
“แล้วไงล่ะพ่อ ก็ผมต้องใช้ทำงานส่งอาจารย์ ถ้าไม่มี งานมันก็ดีสู้คนอื่นไม่ได้” กรณ์หงุดหงิด
“ถ้าเป็นงานกลุ่ม ก็น่าจะให้เพื่อนๆช่วยออกค่าใช้จ่ายบ้างซิ” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“ความจริงพ่อน่าจะดีใจนะที่เพื่อนผมมันคิดว่าพ่อมีตังค์กัน” กรณ์เอ่ยขึ้น
“แต่พ่อไม่มี” จะเด็ดเสียงเบาลง
“แล้วจะให้ผมไปบอกเพื่อนว่าพ่อไม่มีตังค์งั้นเหรอ” กรณ์เอ่ย
“งั้นพ่อไปบอกให้ก็ได้” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“พ่อจะใส่ชุดหมอผีอย่างนี้ไปหาเพื่อนผมเนี่ยนะ ผมอายเค้า” กรณ์มองจะเด็ดอย่างดูถูก
“ทำไมล่ะ ไม่ใช่ชุดนี้เหรอที่พ่อใช้ทำมาหาเงินส่งเสียกรณ์ตั้งแต่เด็ก” จะเด็ดเอ่ยขึ้นบ้าง
“พ่อจะไปสภาพนี้ได้ยังไง ผมบอกเพื่อนไว้ว่าพ่อเป็นนักธุรกิจ” กรณ์เริ่มเผยความจริง
“แล้วทำไมลูกต้องโกหกเค้าอย่างนั้น” จะเด็ดมองหน้าลูก
“ก็ต้องให้มันคิดว่าเรารวยไว้ซิ มันถึงจะทำดีกับเรา ถ้าผมไม่มีเงินก็ไม่มีค่าอะไรสำหรับพวกมันหรอก” กรณ์ย้ำ
“ถ้างั้นก็สมควรจะเลิกคบกับพวกมันแล้ว แบบนี้มันไม่ใช่เพื่อนแท้” จะเด็ดโพล่งออกมา
“พ่อไม่ต้องมาสั่งให้ผมทำอะไรหรือไม่ทำอะไรหรอก บอกมาคำเดียวว่าจะให้เงินมั้ย ถ้าไม่ให้ ผมจะได้ไม่กลับมาที่นี่อีก” กรณ์เอ่ยอย่างไม่ละอาย
ต๋องอดรนทนไม่ได้โผล่ออกจากที่ซ่อนมุ่งไปหากรณ์ จะเด็ดเห็นตกใจแทบช็อก
“พอซักทีไอ้ปลิงดูดเลือด นี่พ่อนะเว้ย ไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” ต๋องด่ากรณ์
“แกเป็นใคร” กรณ์ถามขึ้นอย่างสงสัย
“ก็เป็นคนที่จะบอกให้แกสำนึกกะลาหัวไว้ว่าพ่อแกทำงานหนักแค่ไหนเพื่อส่งควายอย่างแกไปเรียน” ต๋องด่าอีก
“มึงซิควาย” กรณ์ย้อนต๋อง แล้วจะชกหน้า แต่ต๋องจับมือกรณ์ด้วยความว่องไวแล้วบีบมือกรณ์ไว้แน่น
“นี่แกยังไม่รู้ตัวใช่มั้ยว่าแกบาปหนาแค่ไหนที่ทำให้พ่อตัวเองต้องหลอกลวงเอาเงินชาวบ้านตาดำๆไปให้แกเสวยสุข แล้วดูซิ...ขณะที่พ่อแกใส่ชุดเก่าๆ ใช้ชีวิตอยู่ในห้องโทรมๆ แกยังกล้าแต่งตัวหรู ใช้ของดีหัวจรดเท้าได้ ชั้นว่าแกต่างหากที่ควรจะอาย ไม่ใช่พ่อ” จ๋องด่ากรณ์อีกรอบ
“พอเถอะไอ้ต๋อง” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“น้าก็เตรียมตัวไว้เถอะ ชั้นรู้ความจริงทุกอย่างหมดแล้ว แล้วคุณนายสดศรีก็จะได้รู้ด้วย”
ต๋องเอ่ยขึ้น แล้วหยิบวิกผมจากในถุงขึ้นให้จะเด็ดดู
“ถ้าพ่อแกถูกตำรวจจับ ก็ให้รู้ไว้เถอะว่าลูกเลวๆอย่างแกเป็นคนทำ” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างมีอารมณ์
กิมลั้งกับต๋องเดินออกไป ปล่อยให้จะเด็ดยืนตัวชาไร้สติอยู่ตรงนั้น
“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอพ่อ”
กรณ์ตกใจหันไปถามจะเด็ดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เวลาต่อจากนั้น ที่สำนักงานตลาดร่วมใจเกื้อ สดศรีรู้ข่าวจะเด็ดจากต๋องกับกิมลั้ง รู้สึกผิดหวังมาก
“ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนเก่าแก่ที่ไว้ใจกันมาจะเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้” สดศรีเอ่ยขึ้น
“คุณนายครับ....” จะเด็ดโพล่งขึ้นด้วยสภาพหมดเรี่ยวแรง
สดศรีตีหน้าบึ้งใส่ทันที
“นายจะเด็ด บอกได้มั้ยว่าทำไมถึงทำกับชั้น ทำกับพวกเราอย่างนี้” สดศรีตีหน้าบึ้งใส่ และถามขึ้นด้วยความโกรธ


อ่านต่อหน้า 4 เวลา 17.00น.



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 11 (ต่อ) 

ส่วนกรณ์ยังเดินงงกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้จากพ่อเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา เพราะจะเด็ดตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้กรณ์ฟังอย่างหมดเปลือก
 
“พ่อรับจ้างห้างไล่คนออกไปจากตลาดเพื่อแลกกับการหาเงินมาให้กรณ์ทันวันนี้”
กรณ์ฟังแล้วอึ้งไป
“แต่นี่ไม่ใช่ความเลวครั้งแรกของพ่อหรอก ตั้งแต่กรณ์เกิดมาพ่อก็หันมาใช้ความเชื่อ ความศรัทธาหลอกกินเงินคนในตลาดที่เป็นเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้องของพ่อ แต่พ่อไม่มีทางเลือก ถ้าพ่อไม่หาเงินแบบนี้แล้วกรณ์จะอยู่ยังไง ทุกวันนี้พ่อก็ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กรณ์อยู่แล้ว ถ้าพ่อหาเงินตามที่กรณ์ต้องการไม่ได้ พ่อกลัวว่าตัวเองจะไม่มีค่าอะไรในสายตาลูกอีกต่อไป” จะเด็ดพร่างพรูออกมา กรณ์ฟังอยู่คล้ายโดนตบหน้า
“พ่อไม่ได้หวังอะไรจากกรณ์นะลูก แม้แต่ความรักก็เถอะ พ่อขอแค่ได้เห็นหน้ากรณ์บ้าง แค่นั้นมันก็ทำให้พ่อมีแรงใช้ชีวิตต่อไป แล้วหลอกตัวเองไปวันๆได้ว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก”
“พ่อ...” กรณ์เอ่ยจนแทบไม่มีเสียงรอดออกมาจากปาก ชาไปทั้งตัวราวกับโดนตีหัว
“ถ้าพ่อถูกจับ กรณ์ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะลูก เดี๋ยวพ่อจะเก็บกวาดสมบัติเท่าที่มีติดอยู่กับบ้านไปขายเพื่อเอาเงินก้อนสุดท้ายไว้ให้กรณ์ ขอโทษนะลูกที่พ่อทำให้กรณ์ได้แค่นี้” จะเด็ดเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตาแล้วจับมือกรณ์ แต่พอรู้ตัวรีบปล่อยด้วยความเกรงใจ กรณ์เห็นอาการพ่อแล้วยิ่งรู้สึกผิดใหญ่ และอยากโผเข้าไปกอดพ่อแต่ไม่กล้า

กรณ์นึกถึงอดีตเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมาอย่างเจ็บช้ำ ทันใดนั้นเขาเห็นเด็กขายพวงมาลัยเดินผ่านมา เขามองไปที่พวงมาลัยนั้นอย่างมีความหมาย

ที่สำนักงานตลาดเวลานั้น เมื่อสดศรีและทุกคนทราบเรื่องทั้งหมด ว่าศักดิ์ชายคือตัวต้นเหตุ ยิ่งทำให้เสียความรู้สึกมากขึ้นไปอีก
“ผมมันเลวเองล่ะครับคุณนาย ไม่มีอะไรจะแก้ตัวทั้งนั้น ถ้าคุณนายจะจับผมส่งตำรวจมันก็เป็นเรื่องสมควรแล้วที่ผมจะได้รับ” จะเด็ดเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิด
“ตอนแรกที่โมโหชั้นก็อยากจะทำล่ะนะ แต่นายต๋องเค้าขอชั้นไว้ว่าอยากให้เธอมีโอกาสแก้ตัว” สดศรีเอ่ยขึ้น จะเด็ดมองไปที่ต๋องอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณต๋องเล่าเรื่องลูกชายน้าจะเด็ดให้พวกเราฟังหมดแล้ว” ณดาเอ่ยขึ้น
“คนเป็นแม่ตัวคนเดียวอย่างชั้นเข้าใจหัวอกพ่อที่ต้องรับภาระเกินตัวอย่างเธอดี เพราะฉะนั้นชั้นจะให้โอกาสเธอจัดการแก้ไขเรื่องยุ่งยากที่เธอทำเอาไว้ด้วยตัวเธอเอง แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นความลับระหว่างพวกเราสี่คนนี้เท่านั้น” สดศรีเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณมากครับคุณนาย” จะเด็ดตื้นตัน รีบยกมือไหว้สดศรีท่วมหัว
สดศรีจับตัวจะเด็ดอย่างปลอบใจและให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เวลาต่อจากนั้น ครู่หนึ่งหลังเคลียร์เรื่องทกอย่างจบ จะเด็ดเดินออกจากสำนักงานตลาด
“พ่อ...” กรณ์เรียกจะเด็ด
พ่อลูกยืนประจันหน้ากันในระยะห่างเหมือนต่างฝ่ายต่างมีความในใจต่อกัน กรณ์ตัดสินใจเข้าไปกราบจะเด็ดแทบเท้าพร้อมพวงมาลัยในมือ
“พ่อครับ...ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ผมมันแย่จริงๆที่ทำร้ายหัวใจคนที่ให้ผมทุกอย่างมาตลอดชีวิต” กรณ์เอ่ยอย่างรู้สึกผิด
จะเด็ดลงไปนั่งข้างๆลูกชายแล้วปลอบอย่างรักสุดหัวใจ
“ไม่เป็นไรลูกไม่เป็นไร ที่มันแล้วก็ให้แล้วไป” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“ให้โอกาสผมนะพ่อ ผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองชดเชยทุกอย่างที่ผ่านมา” กรณ์เอ่ยพร้อมยื่นพวงมาลัยให้พ่อ
“กรณ์...อย่าว่าแต่โอกาสเลยลูก ชีวิตทั้งชีวิตพ่อก็ให้กรณ์ได้” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“พ่อครับ...” กรณ์พูดพลางน้ำตาคลอ
จะเด็ดกับกรณ์โผเข้ากอดกันแน่นแทนความรู้สึกในใจที่มี จะเด็ดน้ำตาไหลพรากอีกครั้งแต่หนนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุขใจ ต๋องกับกิมลั้งยืนมองคู่พ่อลูกด้วยความซาบซึ้งใจ กรณ์หันไปมองต๋องกับกิมลั้ง จะเด็ดมองตาม
“ต๋อง....ข้าขอคุยกับเอ็งหน่อยได้มั้ย”
จะเด็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ครู่หนึ่ง จะเด็ดเดินตามต๋องมาที่ริมคลองหลังตลาด
“ว่าไงน้า” ต๋องเอ่ยถามจะเด็ดทันที
“คือ...ข้า” จะเด็ดพูดไม่ถูก
“อย่าบอกนะว่าจะขอบคุณชั้น เสียเหลี่ยมคนอย่างจะเด็ดหมดน่ะ” ต๋องเอ่ยขึ้นเพราะรู้ว่าจะเด็ดไม่กล้าพูด
“เอ้า...ไอ้เวร ข้าอุตส่าห์จะทำซึ้ง” จะเด็ดด่าสวนแก้เขิน
“ไม่ต้องพูดอะไรหรอกน้า ถ้าอยากจะขอบคุณก็แค่เรียกขวัญของคนตลาดให้กลับมาอย่างเดิมให้ได้ ชั้นจะซึ้งมาก” ต๋องกล่าว
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เพียงแต่เอ็งอาจจะต้องช่วยข้าบ้าง” จะเด็ดเอ่ยขึ้น
“แหม...พอลดตัวลงมายอมสนิทด้วย ก็ใช้งานเลยนะ” ต๋องล้อจะเด็ดอีก”
“เอ๊ะ...สงสัยจะพูดดีกันไม่ได้แล้วมั้งเอ็งกับข้าเนี่ย” จะเด็ดเอ่ยขึ้นบ้าง
“อยู่กันไปกวนๆอย่างนี้ล่ะน้า จะได้ไม่จั๊กจี้หัวใจ เอาเป็นว่าถ้าชั้นเคยล่วงเกินอะไรน้า ก็ขอโทษละกัน เพราะชั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำหรอก บางทีชั้นก็ต้องแสดงอาการนั่นนี่ไปเพื่อรักษาความถูกต้องให้เป็นความถูกต้อง” ต๋องเอ่ยตามประสาเด็กที่เคารพผู้ใหญ่
“ที่ผ่านมาข้ารู้ทุกอย่างล่ะว่าเอ็งกำลังทำอะไร เพียงแต่ข้ายอมรับไม่ได้เท่านั้น ยิ่งเอ็งเป็นคนดีมากเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งเกลียด เพราะสิ่งที่เอ็งทำมันยิ่งตอกย้ำว่าข้าเลวแค่ไหน” จะเด็ดโพล่งขึ้น
“ความจริงชั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความเชื่อ พิธีกรรมที่น้าทำๆอยู่หรอกนะที่จริงมันเป็นภูมิปัญญาที่ดีของคนรุ่นเก่าที่ใช้มาหลอกล่อให้คนกลัวความชั่วยึดมั่นในความดี แถมเป็นทางออกสำหรับคนที่หมดกำลังใจในชีวิตด้วยซ้ำ เพียงแต่น้ากับใครอีกหลายๆคนใช้มันไปในทางที่ผิดไปหน่อย มันก็เลยกลายเป็นเรื่องงมงาย แล้วก็ลุกลามไปเป็นเรื่องต้มตุ๋น” ต๋องเอ่ยและพยายามอธิบาย
“เอาเถอะน่ะ ต่อไปนี้เอ็งจะได้เห็นนิวจะเด็ด แล้วข้าสัญญาเลยนะว่าจะใช้สิ่งที่ข้ามีทำให้
ตลาดเรากลับมาดียิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เอ็งคอยดู” จะเด็ดจริงจัง
“แหม...พูดอย่างกับหาเสียงเลยนะ” ต๋องกวนอีก
“กูถีบตกน้ำซะเลยดีมั้ย” จะเด็ดเสียอารมณ์เพราะอยากจะซึ้ง
จะเด็ดยกขาจะถีบ แต่ต๋องรีบจับขาจะเด็ดไว้
“ไม่ดีแน่จ้ะไม่ดี”
ต๋องยิมให้จะเด็ดอย่างเข้าใจกันดี


คืนวันเดียวกัน ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ ต๋อง กิมลั้ง สดศรี และณดา นำฝูงชนที่เป็นสมาชิกชาวตลาดไปที่สำนักจะเด็ด ต๋องจูงป้าพิณนำขบวน
“เอ้า เร็วๆเข้าพวกเรา อย่าให้พ่อปู่รอนาน” ต๋องเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวๆ ไอ้ต๋อง คราวก่อนเล่นเอาหัวตั้ง คราวนี้พ่อปู่ไม่เล่นงานพวกเราหัวหลุดจากบ่าเหรอวะ” ป้าพิณรีบเอ่ยขึ้น
“นั่นซิ ไม่ใช่ลื้อพาพวกเราไปตายหมู่นะไอ้ต๋อง” กิมฮวยเอ่ย
“แต่พ่อปู่เป็นคนสั่งเองนะว่าให้ทุกคนไปหา ถ้าใครคิดจะไม่ไปแล้วเกิดอะไรขึ้นมาก็ตัวใครมันละกัน ขนาดชั้นไม่ค่อยเชื่อยังไม่กล้า ไปล่ะ”
ต๋องเดินออกไปกับพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มหนึ่ง ส่วนที่เหลือเดินตามไปด้วยความกลัว

ครู่หนึ่ง ทุกคนเดินมาถึงสำนักของจะเด็ด ท่ามกลางบรรยากาศสลัวของแสงเทียน ชาวตลาดนั่งตัวสั่นด้วยความเกร็งและกลัว เมื่อจะเด็ดในร่างทรงพ่อปู่ตวาดขึ้นมาพร้อมกระแทกไม้เท้ากับพื้นเสียงดัง ชาวตลาดถึงกับสะดุ้ง
“พวกมึง.... พวกมึง..... ทำไมปล่อยให้กูรอนาน” จะเด็ดเริ่มสั่นตามแผนทันที
พ่อค้าแม่ค้าผู้ใหญ่ถอยร่นไปนั่งหลังเขียวหวาน ปล่อยให้เขียวหวานรับหน้า
“ตอนแรกพวกเราไม่กล้ามาเพราะกลัวจะถูกพ่อปู่ฆ่าน่ะเจ้าค่ะ” เขียวหวานว่า
“ไอ้พวกขี้ขลาด” จะเด็ดเอ่ย
“แหม มีใครไม่กลัวตายบ้างล่ะเจ้าคะพ่อปู่” คิตตี้เอ่ยขึ้น
“พวกมึงมันจิตไม่แน่วแน่แข็งแรง พอเจอขู่จะไล่ออกจากที่ก็ท้อก็กลัวซะแล้ว ทั้งๆที่กูก็แค่แกล้งมาวัดใจพวกมึงว่าจริงจังจะทำมาหากินบนที่ของกูซักแค่ไหน” จะเด็ดเอ่ย
“นี่หมายความว่าที่แท้อาพ่อปู่แกล้งลองใจพวกเราหรอกเหรอ” เต๊กไฮ้ถามขึ้น
“ก็ใช่นะซิไอ้โง่ แล้วกูก็เห็นแล้วว่าพวกมึงน่ะใจปลาซิว ปลาสร้อย ไม่ได้มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำกันอยู่เลย ทั้งๆตลาดรุ่งเรืองมาได้ขนาดนี้ก็เพราะน้ำมือของพวกมึงเองแท้ๆ” จะเด็ดได้ทีรีบด่าใหญ่
“งั้นอาพ่อปู่จะหลอกพวกเราให้เสียเวลาทำไม ในเมื่ออะไรๆมันดีอยู่แล้ว” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
“อีโง่ซ้ำซ้อน มึงคิดว่ามึงจะโชคดีอย่างนี้กันไปตลอดชีวิตเหรอ ไม่มีใครรู้หรอกว่าความล้มเหลวจะลอบกัดเราเมื่อไหร่ แต่ถ้าใจมึงพร้อม ใจมึงสู้ จะพ่อปู่ แม่ปู่ โคตรปู่ก็ทำอะไรมึงไม่ได้ แต่ถ้ามึงลังเล อ่อนแอ แค่มดตัวเล็กๆก็ฆ่ามึงให้ตายได้แล้ว” จะเด็ดย้ำ
ชาวตลาดฟังแล้วเริ่มเข้าใจทุกอย่าง
“เพราะฉะนั้นต่อไปนี้มึงต้องฆ่าความกลัวในหัวใจให้ตาย ทุกคนมียักษ์อยู่ในตัว และพร้อมจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกมึงคิดได้เสมอ เอ้า....หลับตาแล้วจับมือคนข้างๆ”
ชาวตลาดทุกคนทำตาม
“หนึ่งนาทีจากนี้ขอให้ทุกคนสงบนิ่ง แล้วส่งผ่านความรัก ความตั้งมั่น ความตั้งใจดีไปให้ถึงกัน นับจากวันนี้ทุกคนจะรวมพลังกันปลูกสิ่งดีงามลงบนผืนดินแห่งนี้ เพื่อดอกผลที่งดงามทั้งการกระทำ และความคิดจะได้งอกเงยต่อไป” จะเด็ดเอ่ย
ชาวตลาดหลับตาส่งกระแสจิตด้วยความสงบ ระหว่างนั้นต๋องกับจะเด็ดหรี่ตาขึ้นมามองแล้วส่งยิ้มให้กันโดยไม่ได้นัดหมาย
เช้าวันใหม่ ที่ห้างเวรี่แฮปปี้ สดศรีกับณดาบุกไปที่ห้าง และพยายามจะเข้าไปในส่วนของสำนักงานของห้าง แต่ยามห้ามไว้
“ไม่ได้นะครับคุณนาย เข้าไม่ได้”
ยามขวางสดศรีกับณดาแต่ปรากฏว่าถูกผลักออกไป

อีกมุมของสำนักงาน รัศมี ชายศักดิ์ และศักดิ์ชายกำลังคุยกับพนักงานของห้างอยู่
“เดี๋ยวเอาข้อมูลไปให้ชั้นที่ห้องด่วนเลยนะ” รัศมีสั่งพนักงาน
รัศมี ชายศักดิ์ และศักดิ์ชาย หันหลังจะเดินเข้าห้องแต่ปะทะกับสดศรีกับณดาที่เดินเข้ามาประจันหน้าอย่างท้าทาย
“จะมาหาเรื่องอะไรอีก คราวนี้ชั้นเรียกตำรวจมาลากคอพวกเธอเข้าคุกแน่” รัศมีรีบดักคอ
“ข้อหาอะไรไม่ทราบ ชั้นเอาเงินมาให้ด้วยซ้ำ” สดศรีเอ่ยขึ้น
ชายศักดิ์ รัศมี และศักดิ์ชายงงเป็นไก่ตาแตก
“เงินอะไรของเธอศรี” ชายศักดิ์ถามอย่างสงสัย
“ก็เงินสกปรกที่พวกเธอเอาไปซื้อนายจะเด็ดไง เอาคืนไป” สดศรีเอ่ยพร้อมขว้างเงินใส่โต๊ะตรงหน้า
“อย่าเรียกว่าซื้อซิครับคุณนาย เค้าเรียกว่าสินน้ำใจมากกว่า” ศักดิ์ชายเอ่ย
“สินน้ำใจเพื่อแลกกับการทำลายตลาดชั้นน่ะเหรอ” ณดาเอ่ย
“พูดอะไรลอยๆออกมาโดยไม่มีหลักฐานเค้าเรียกว่าปรักปรำนะคุณณดา” ศักดิ์ชายเอ่ย
“ศักดิ์ชาย...ฟังแล้วชั้นก็อายปากแทนเธอ แต่ช่างเถอะ วันนี้ชั้นแค่จะเอาเงินมาคืนแล้วก็บอกว่าขอบคุณมากๆนะกับแผนชั่วของพวกเธอ เพราะมันทำให้ชั้นได้นายจะเด็ดคนใหม่ที่กลับตัวกลับใจมาทำความดี แถมนายจะเด็ดก็ได้ลูกชายคนใหม่ที่น่ารักกลับมาอีกด้วย” สดศรีเอ่ยขึ้น
“ที่สำคัญ เรื่องที่เกิดขึ้นมันทำให้คนในตลาดรักกันเหนียวแน่นมากขึ้น แล้วก็มีพลัง พร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ตลาดรุ่งเรือง” ณดารีบเสริมแม่
“ต่อจากนี้ไปพวกเธอก็เตรียมรับมือกับการบดขยี้ของตลาดชั้นแบบจัดเต็มได้เลย คราวนี้ห้างเวรี่แฮปปี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเวรี่แซดของจริงแน่ แหม ขนาดเมื่อกี้ตอนเดินขึ้นมา ชั้นนึกว่ามาป่าช้า ไม่ใช่ห้าง ฮ่าๆ” สดศรีเดินหัวเราะเยาะแล้วจูงมือณดาออกไป
“อ๊าย”
รัศมีจะกรี๊ดแต่พนักงานยืนมองอยู่จึงชะงัก รีบเดินเข้าห้องไปอย่างอารมณ์เสีย

ครู่หนึ่ง รัศมีเข้าห้องมาด้วยความเครียด โดยมีศักดิ์ชายและชายศักดิ์เดินตามมาด้วย
“อ๊าย อีพวกบ้า เป็นไงล่ะคะเสี่ย เป็นเพราะเราไม่จัดการขั้นเด็ดขาดกับมันซักที มันเลยกล้ามาเหยียบหน้าเราถึงนี่เห็นมั้ย อ๊ายๆ” รัศมีกรี๊ดใส่หูศักดิ์ชายเสียงดัง
“พอซักทีเถอะน่ะ แค่นี้ก็เครียดจะตายอยู่แล้ว ชั้นชักจะเบื่อกับการไล่ตามเป็นเจ้าของที่ไอ้ตลาดบ้านี่เต็มทน ยิ่งพยายามเท่าไหร่ยิ่งมีแต่เข้าตัวเท่านั้น” ศักดิ์ชายอุดหูตัวเองก่อนจะพูดขึ้น
“เบื่อแล้วไงคะ เบื่อแล้วก็หยุดทุกอย่างไว้แค่นี้งั้นเหรอ ตกลงว่าเสี่ยจะยอมแพ้นังเมียเก่าใช่มั้ย ใช่มั้ยๆ” รัศมีทุบตีชายศักดิ์ระบายอารมณ์
“เฮ้ย หยุดบ้าซักที ถ้าจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่เธอจะเสียตลาดนั่นไปนะ แต่เธอจะเสียชั้นไปด้วย” ศักดิ์ชายโพล่งแล้วผลักรัศมีไปที่โซฟา
“อ๊าย” รัศมีโวยวาย
“ใจเย็นๆซิครับคุณแม่” ศักดิ์ชายปลอบใจแม่ที่อารมณ์เสียอย่าง
หนักและอยากแก้แค้นสดศรีเต็มแก่

เวลาเดียวกันนั้น ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ จะเด็ดยืนเด่นเป็นสง่านำสวดมนต์อยู่กลางสี่แยกในตลาด พ่อค้าแม่ค้านั่งสวดอยู่ที่แผง ลูกค้ายืนสวดกลางทางเดินอย่างสงบ
“อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร สุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.....” ชาวตลาดร่วมใจกันสวดมนต์พร้อมหน้า
พอสวดมนต์เสร็จ บะหมี่กับเกี๊ยวถือบาตรน้ำมนต์มาให้จะเด็ดเดินพรมให้คนในตลาดพร้อมว่าคาถา
“พุทธังโหม ธัมมังโหม สังฆั
ล้อม อันตะรายาวินาศสันติ” จะเด็ดท่องคาถา
ต๋องรับน้ำมนต์จากจะเด็ดครั้งแรกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต๋องมองตามจะเด็ดไปจนเห็นจะเด็ดพรมน้ำมนต์ให้กิมลั้ง ทั้งคู่หันมามองแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

ต่อจากนั้น ต๋องกับกิมลั้งเดินดูดโอเลี้ยงกับชาเย็นเคียงคู่กันมาอย่างมีความสุข
“ดีจัง ไปๆมาๆพวกเราก็เลยได้สวดมนต์ให้เป็นมงคลชีวิตกันทุกวัน ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าน้าจะเด็ดจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
ระหว่างนั้นเห็นยายคนหนึ่งหิ้วตะกร้าขนมต้มขนมตาลเดินมาหาต๋องกับกิมลั้งเพื่อขายขนม
“ความรู้น่ะมันจะเป็นวิชา หรืออวิชชาก็อยู่ที่คนใช้น่ะล่ะ ก็เป็นโชคดีของแกไปที่กลับตัวกลับใจได้ แล้วก็เป็นโชคดีของคนที่นี่ด้วยที่ได้อานิสงส์จากการกลับตัวกลับใจของแก”
ขณะที่ยายจะเดินมาถึงตัวต๋องกับกิมลั้งปรากฏว่าจู่ๆยายมีอาการหัวหมุนจะล้มกลางถนนซึ่งมีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านมาด้วยความเร็วพอดี ต๋องรีบเข้าไปดึงยายออกมาก่อนที่จะถูกรถชน
“ยายเป็นอะไรรึเปล่า”
ต๋องถามขึ้นด้วยความห่วงใย

เวลาต่อจากนั้น ต๋องขี่ซาเล้งบรรทุกยายกับกิมลั้งมายังสวนแห่งหนึ่ง ต๋องมองไปที่สวนด้วยความสนใจ
“ขอบใจพวกหนูมากนะ ช่วยชีวิตยายแล้ว ยังเหมาขนมยายอีก แถมบริการส่งแม่ค้าถึงบ้าน” ยายเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเรื่องแค่นี้เอง แหม ว่าแต่บ้านยายร่มรื่นจัง ไม่คิดเลยนะว่าจะเหลือที่ที่เป็นสวนอยู่ใจกลางเมืองแบบนี้ด้วย” ต๋องถามขึ้นอย่างสนใจ
“ชอบเหรอจ๊ะ” ยายถามกลับ
“จ้ะ เห็นแล้วก็คิดถึงบ้านนอก นี่ถ้าชั้นอยู่ที่นี่นะ ชั้นจะปลูกผักไว้ขายหลายๆแปลงเลย” ยายว่า
“เอ๊ะ ทำไมถึงอยากปลูกผักล่ะ” ยายถามด้วยความแปลกใจ
“ชั้นขายผักอยู่น่ะจ้ะยาย ถ้าได้ปลูกเองก็เยี่ยมเลย ที่บ้านนอกน่ะผักที่ชั้น ปลูกงามๆทั้งนั้นเลยนะ พวกพ่อค้าขับกระบะมาแย่งกันซื้อประจำ อุย....มัวแต่โม้ งั้นชั้นสองคนส่งยายแค่นี้นะจ๊ะ ต้องกลับไปขายของแล้ว” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“ขอบใจมากๆนะพ่อคุณแม่คุณที่มีน้ำใจกับคนแก่ ขนาดลูกแท้ๆเค้ายังไม่ค่อยสนใจยายเลย เอ้อ....คุยกันอยู่ตั้งนาน ยายยังไม่รู้ชื่อเราสองคนเลย” ยายเอ่ยถาม
“ชั้นต๋องจ้ะ ขายผักอยู่ที่แผงติ๋มผักสด” ต็องรายงานตัว
“หนู....กิมลั้งจ้ะ ขายปลา ยังไงถ้ายายไปตลาดก็แวะไปอุดหนุนพวกเรานะจ๊ะ รับรองว่าจะลดราคาให้ยายเป็นพิเศษเลย” กิมลั้งรีบแนะนำตัว
“จ้ะๆ” ยายได้รู้จักทั้งสองคนแล้วรีบเอ่ย
“งั้นชั้นลานะยาย เหงาก็แวะไปหากันนะ”
ต๋องกับกิมลั้งไหว้ลายายอย่างสวยงามแล้วกระโดดขึ้นรถซาเล้ง ยายมองทั้งคู่อย่างชื่นชม

ครู่หนึ่ง หลังจากกลับจากส่งยาย ต๋องกับกิมลั้งเดินหน้าอิ่มสุขกันเข้ามาในตลาด แต่พอหันไปเห็นกิมฮวยที่ยืนหน้ายักษ์รออยู่ สีหน้าทั้งคู่จ๋อยลงทันที
“เอาไง ให้ชั้นเข้าไปช่วยดับเพลิงมั้ย” ต๋องเอ่ยกับกิมลั้งเบาๆ
“อย่าดีกว่า ชั้นกลัวไฟจะลุกหนักกว่าเก่า เอาเป็นว่าถ้าชั้นแพ้น็อก เธอก็รอให้น้ำละกัน” กิมลั้งว่า
“รอให้น้ำ ?” ต๋องทวนคำกิมลั้ง
กิมลั้งค้อนแผ่รังสีสายตาอำมหิตใส่ต๋อง
“ได้จ้ะได้ เดี๋ยวจะเตรียมน้ำส้ม กระเจี๊ยบ ลำไย ใบบัวบก รอไว้เลย”
ต๋องเดินแยกกลับแผงผัก ส่วนกิมลั้งรีบเดินมาหากิมฮวย
“ทำไม นั่งจ้องหน้าเป็นปลากัดกับไอ้ต๋องมันทั้งวันนี่มันยังไม่ถึงอกถึงใจใช่มั้ย ลื้อถึงต้องคอยแอบไปจู๋จี๋กับมันนอกรอบอยู่เรื่อย” กิมฮวยพูดใส่กิมลั้ง
“อั๊วกับต๋องพายายที่เป็นลมไปส่งที่ซอยสิบเจ็ด” กิมลั้งเอ่ยตอบกิมฮวย
“ซอยสิบเจ็ด.... เสร็จสิบ..... อากิมลั้ง......ลื้อไม่ต้องโกหก หายไปนานขนาดนี้ บอกอั๊วมาว่าไปไหนกิมลั้ง” กิมฮวยคิดเองตกใจเอง
“ม้าจะให้อั๊วพาไปบ้านยายคนที่ว่านี่มั้ย” กิมลั้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ลื้อขายปลานะ ไม่ใช่พิซซ่า ทำไมต้องเดลิเวอร์รี่ยายอะไรของลื้อถึงบ้านขนาดนั้น” กิมฮวยอ่อนลงพอเห็นกิมลั้งเริ่มจริงจัง
“อั๊วก็แค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งแม่อั๊วเกิดไปเป็นอะไรที่ไหนขึ้นมา กุศลผลบุญที่ทำไปจะทำให้มีคนใจดีช่วยเหลือแม่อั๊วบ้างก็เท่านั้น ถ้าม้าไม่ชอบ วันหลังอั๊วจะได้ไม่ทำ” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“ใครบอกว่าอั๊วไม่ชอบ ช่วยมนุษย์เป็นเรื่องดี เจ้าแม่กวมอิมก็บอกไว้” กิมฮวยรีบเอ่ย
เมื่อกิมฮวยสงบ กิมลั้งหันไปส่งสัญญาณกับต๋องว่าไม่มีปัญหา ต๋องยิ้มอย่างโล่งใจ ครู่หนึ่งเลื่อนกับรักเร่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาต๋อง
“พี่ต๋อง...พี่ต๋อง...กลับบ้านด่วนจี๋เลยเร็ว” เลื่อนตะโกนมาแต่ไกล
ต๋องหน้าตาตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เวลาต่อจากนั้น ต๋องพาติ๋มที่ปวดท้องคลอดลูกไปที่โรงพยาบาล
“โอ๊ย โอ๊ยปวด” ติ๋มร้องครวญครางบนเตียง ที่ต๋องเข็นมาที่ห้องคลอด
“ใจดีๆพี่ เดี๋ยวเจอหมอแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” ต๋องให้กำลังใจติ๋ม
รถเข็นของติ๋มถูกเข็นมาถึงห้องทำคลอด ต๋องจะเดินตามเข้าไป พยาบาลที่อยู่ด้านในรีบห้ามไว้
“คุณพ่อรออยู่ข้างนอกนะคะ เข้าไม่ได้” พยาบาลเอ่ยห้ามต๋องไว้
ต๋องสะดุ้งไปหลังถูกเรียกว่าคุณพ่อ แล้วคล้ายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ตายโหง ลืมบอกพี่เต๋าเลย” ต๋องพูดพลางกดมือถือไปด้วย
“พี่เต๋า พี่ติ๋มกำลังจะคลอดนะ ตอนนี้อยู่โรงบาลแล้ว”
ต๋องโทร.บอกต๋องด้วยความตื่นเต้น


เวลาต่อจากนั้น เต๋ากับต๋อง กำลังมะรุมมะตุ้มกับทารกน้อยที่กำลังร้องอยู่ในอ้อมกอดของติ๋ม
“ลูกพ่อ ทำไมน่ารักน่าชังอย่างนี้” เต๋าเอ่ยขึ้น
“นั่นซิ หน้าเหมือนอาเลยเนอะลูกเนอะ” ต๋องรีบเอ่ยบ้าง
“เฮ้ยๆ ลูกข้าก็ต้องหน้าเหมือนข้า จะไปหน้าเหมือนเอ็งได้ไงวะไอ้ต๋อง” เต๋ารีบค้าน
“โธ่....พี่ก็ พี่น้องก็ต้องหน้าตาคล้ายกันซิ เด็กก็หน้าเหมือนทั้งพ่อทั้งอาน่ะล่ะ เอ๊ะ.....ดูๆไปก็คล้ายพ่อพี่ด้วยนะเนี่ย เชื้อฝั่งพ่อแรงจริงๆ นี่ถ้าพาไปไหว้ปู่กับย่า สงสัยปู่กับย่าไม่ปล่อยตัวกลับจากบ้านนอกแน่ๆ” ติ๋มเอ่ย
“คงอีกพักใหญ่ล่ะถึงจะพากลับบ้าน รอให้แข็งแรงกว่าอีกซักหน่อยดีกว่า เอ้อ...พูดถึงบ้านก็นึกขึ้นมาได้ ไอ้ต๋อง นี่ติ๋มก็คลอดแล้ว อีกไม่นานก็คงกลับไปขายของ คราวนี้เอ็งก็กลับไปทำเรื่องบ้าบออะไรของเอ็งต่อที่บ้านนอกได้แล้ว” เต๋ารีบบอก
“เอ้า พี่ติ๋มมาขายผัก แล้วใครจะเลี้ยงลูกล่ะให้ชั้นขายแทนไปก่อนก็ได้” ต๋องจากที่ยิ้มอยู่หุบยิ้มทันที
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ที่ผ่านมาก็กวนเวลาต๋องมาเยอะแล้ว เรื่องหลานน่ะไม่ต้องห่วงหรอก วันสองวันนี่แม่พี่ก็จะมาช่วยเลี้ยงแล้ว แถมจะเลี้ยงดีกว่าพี่อีกด้วยซ้ำ เดี๋ยวยายก็มาดูแลหนูแล้วนะลูกนะ” ติ๋มเอ่ยขึ้น
ติ๋มกับต๋องหันไปเล่นกับลูกต่อ โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าอันเศร้าหมองของต๋อง

เวลาต่อจากนั้น กิมลั้งเดินกลับมาที่ตลาดเห็นเต็กไฮ้เดินมาหาลักษณ์ที่ยื่นถือข้าวของรอกลับบ้าน
“เป็นไง...ตกลงเจ๊กิมฮวยกับเฮียเคี้ยงว่างมั้ย”
กิมลั้งหยุดยืนแอบฟังตรงหัวมุม เมื่อได้ยินชื่อกิมฮวย
“ว่างๆ ไม่มีปัญหา ทันทีที่บอกนัดดูอีดีใจเป็นพิเศษด้วยซ้ำ” เต๊กไฮ้ว่า
“ตกลงเฮียบอกอีไปแล้วเหรอว่าจะพาจาตุรงค์ไปพูดเรื่องงานแต่ง” ลักษณ์เอ่ย
“แหม อั๊วก็ต้องเกริ่นไว้ก่อนซิ ไปๆ รีบกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัว จะได้ไปหาอีไวๆ” เต๊กไฮ้เอ่ยขึ้น
แล้วทั้งสองพากันออกจากตลาดไป กิมลั้งที่แอบฟังอยู่ถึงกับหน้าเครียด
“ตกลงยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้กันอีกเหรอเนี่ย”

บ่ายนั้น ที่ริมคลองหลังตลาด ต๋องนั่งจ๋อยคล้ายคิดอะไรบางอย่างในใจ ไม่ต่างจากกิมลั้งที่นั่งเหม่อคิดถึงเรื่องที่ได้ยินจากเต๊กไฮ้กับลักษณ์คุยกันเรื่องแต่งงาน ทั้งคู่หันมาสบตากันต่างดูเศร้าหมองในชีวิต
“จนวันนี้แล้วทำไมพวกผู้ใหญ่เค้าถึงไม่เคยเข้าใจเราเลยนะ เค้ารู้แต่สิ่งที่เค้าอยากได้ แต่เค้าไม่เคยถามเลยว่าเราต้องการอะไร” กิมลั้งเอ่ยขึ้นก่อน
“ถ้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอยู่ เราก็ต้องยืนยันในสิ่งที่เราต้องการต่อไปกิมลั้ง ต่อให้หมดแรงยืนก็ต้องทำ ไม่งั้นความพยายามที่ผ่านมาจะกลายเป็นแค่เรื่องสูญเปล่า” ต๋องเอ่ยขึ้น
“ถ้ามีเธออยู่ใกล้ๆเหมือนเดิมชั้นก็คงมีกำลังใจจะต่อสู้ต่อ แต่ถ้าเธอไม่อยู่แล้วชั้นจะสู้ยังไง”กิมลั้งเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
“มันก็แค่ตัวชั้นเท่านั้นล่ะที่ไม่อยู่ เธอรู้อยู่แล้วว่าหัวใจชั้นอยู่ที่ไหน” ต๋องพูดพลางจับมือกิมลั้งไปด้วย
“ต๋อง...วันนี้เธออยู่เป็นเพื่อนชั้นนานหน่อยได้มั้ย ชั้นยังไม่อยากกลับบ้านไปเจอเรื่องที่จะทำให้ชั้นหมดกำลังใจไปกว่านี้” กิมลั้งเอ่ยอย่างอยากได้กำลังใจ
“ได้ซิ” ต๋องรับคำอย่างเต็มใจ

เวลาต่อจากนั้น กิมฮวย ง่วนอยู่กับการต่อโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดโดยมีเคี้ยงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใกล้ๆ ขณะที่กิมแชนั่งปอกผลไม้อยู่ไม่ไกลอยู่ในบ้าน
“อากิมลั้ง...ลื้อทำบ้าอะไรอยู่ ติดต่อไม่ได้ซักที บอกจะไปธุระแล้วหายต๋อมไปเลย” กิมฮวยบ่นไปกดโทรศัพท์ไปด้วย
“สงสัยอีจะมีลางสังหรณ์น่ะว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น” เคี้ยงเอ่ย
“อาจาตุรงค์จะมาขออีนี่นะเรื่องไม่ดี” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
กิมแชตกใจถึงกับเผลอเอามีดกรีดเนื้อตัวเอง
“โอ๊ย” กิมแชร้องขึ้นเคี้ยงรีบเข้าไปดูกิมแช กิมฮวยตามไปติดๆ
“ไอ้หยา...เลือดเต็มเลย” กิมฮวยอุทาน เคี้ยงรีบหยิบกระดาษทิชชู่ซับแผลให้ลูก
“อากิมแช...เป็นอะไรของลื้อนี่ ทำกับข้าวมาสิบกว่าปี อั๊วไม่เคยเห็นลื้อถูกมีดบาดเลย”

กิมฮวยถามขึ้น แต่กิมแชเงียบไม่มีเสียงตอบใดๆได้แต่นั่งน้ำตาคลออย่างนั้นเมื่อได้ยินเรื่องจาตุรงค์จะเข้ามาเจรจางานแต่ง
 
จบตอนที่ 11
 
อ่านต่อตอนที่ 12 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.


กำลังโหลดความคิดเห็น...