xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : สุขนำสำเร็จตาม สู่ทางกลับบ้านแสนรัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“เรามาจุติในร่างกายนี้ด้วยระยะเวลาที่จำกัด
และเมื่อถึงเวลา ก็จะจากร่างกายนี้ไป
ตามเวลาที่กำหนด
ดังนั้น มันต้องมีเหตุผลบางอย่าง
ที่ทำให้เรามาปรากฏตัวอยู่ ณ ที่นี่ ในโลกใบนี้”


คาลิล ยิบราน กวีชาวเลบานอนกล่าวว่า “คุณเกิดมาพร้อมกับงานที่วางไว้ในหัวใจคุณ” แต่ปัญหาก็คือ อะไรคืองานของคุณ อะไรคือจุดหมายที่แท้จริงของคุณ ที่สำคัญคุณยินดีจะใช้ชีวิตไปตามวิถีทางนั้นหรือไม่ ในขณะที่หัวใจร่ำร้อง แต่สมองค้านบอกว่าไม่ เพราะมันไม่ได้เงิน ปราชญ์ทางพุทธศาสนายกให้ “สัมมาทิฏฐิ” คือความเห็นอันถูกต้องเป็นธรรมซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในอริยมรรค

“เพราะถ้ามนุษย์ตั้งจิตไว้ผิด มีความเห็นผิดในทางดำเนินชีวิต ก็เหมือนรถไฟที่เจ้าหน้าที่สับรางผิด ทำให้รถขบวนนั้นแล่นไปในทางที่ผิด จึงชนนั่นชนนี่ยุ่งไปหมด แต่ถ้าแล่นไปในทางที่ถูกก็ปลอดภัย และถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดี”

สอดคล้องกับที่ สตีเฟ่น โควีย์ ปราชญ์ชาวตะวันตกกล่าวไว้ “ความเชื่อแบบผิดๆ ของจิตวิทยายุคเก่าคือ ทฤษฎีใช้สิ่งล่อใจ และการลงโทษ เป็นรูปแบบการจูงใจ นี่คือกรอบความคิดรูปแบบเก่า

ความจริงก็คือ รูปแบบการจูงใจที่ใช้สิ่งล่อใจ (ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรืออะไรก็ตาม) และการลงโทษ เป็นจิตวิทยาที่ใช้กับสัตว์ แต่คนเรามีพลังในการเลือกสิ่งต่างๆ ได้เอง

แน่นอน... เราอาจจ้างคนให้มาสนับสนุนเราได้ แต่เงินไม่อาจซื้อจิตใจของเขาได้ เราอาจจ้างคนมาทำงานให้เราได้ แต่ไม่อาจซื้อจิตวิญญาณของเขาได้ นี่คือกรอบความคิดรูปแบบใหม่”


ความคิด เป็นเรื่องของสมอง

ความรู้สึก เป็นเรื่องของใจ

อัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอ ตุ๊บๆ ตุ๊บๆ คือสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างหัวใจกับจิตแห่งพุทธะ ที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้นขอบเขต ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด มันจะยังวนเวียนอยู่ในกงล้อแห่งสังสารวัฏต่อไปอย่างไม่จบสิ้น ตราบใดที่เรายังมิได้เปิดใจ เงี่ยโสตสดับฟังเสียงของหัวใจว่า มันเต้นอยู่เพื่อสิ่งใด และกำลังเรียกร้องให้เราทำอะไร

“สติปัญญา” เป็นระบบสากลแห่งจักรวาล ที่คอยชี้นำให้ชีวิตของเราก้าวไปในทิศทางที่ควรเป็นก็จริง แต่ยังมีเข็มทิศอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้นำทางชีวิตได้ จากเบาะแสร่องรอยแห่งความรู้สึกเป็นสุข ภาคภูมิยินดีในสิ่งที่ตัวเองทำ ด้วยความรัก ภาษาธรรมะเรียกว่า “ฉันทะ” เป็นธรรมหนึ่งในอิทธิบาท ๔ หรือทางแห่งความสำเร็จ

โลกนี้คงไม่มีใครประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ยืนยง ได้เทียบเท่ากับพระพุทธองค์ เพราะการ “ตรัสรู้” สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้น ได้ปลดเปลื้องทุกข์ ช่วยขนย้ายมวลมนุษย์ออกจากวัฏฏสงสาร กลับคืนสู่บ้านเก่าที่แท้จริงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งพระองค์ทรงตรัสเปิดเผยไว้ในพุทธสูตรว่า “ที่ตถาคตได้พระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะได้เจริญอิทธิบาท ๔”

อิทธิบาท ๔ หรือทางแห่งความสำเร็จนั้น ประกอบไปด้วยธรรมสี่ประการ คือ
๑. ฉันทะ ความรัก ความชอบ ความถนัด
๒. วิริยะ ความเพียร พยายาม
๓. จิตตะ ความมุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาตรวจสอบวิเคราะห์ พิจารณา

การทำงานให้มีความสุขนั้น ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า “ต้องทำในสิ่งที่รัก หรือรักในสิ่งที่ทำ ถ้าเราทำในสิ่งที่รัก เราไม่ต้องแยกความสุขออกจากการทำงาน แค่ได้ทำงานเราก็จะมีความสุขแล้ว เพราะว่ามันเป็นความถนัดส่วนตัวของเรา เรารักมัน ฉะนั้น เราจึงทำได้เป็นอย่างดี เหมือนพี่เบิร์ดรักการร้องเพลง พี่เบิร์ดพอทำปุ๊บพี่เบิร์ดก็จะมีความสุขทันที และทำอย่างง่ายดาย ในขณะที่มันยากสำหรับคนอื่น เพราะเขาไม่รัก แต่สำหรับพี่เบิร์ดมันง่ายมาก เพราะพี่เบิร์ดรักมัน ฉะนั้น ถ้าเรารักสิ่งไหน งนั้นจากยากจะกลายเป็นง่ายทันที” ยากง่ายขนาดไหน มีคำอธิบายอยู่ในนิทานชวนอ่านเรื่องต่อไปนี้

แม่ไก่ตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นไข่เป็ดสี่ฟองถูกทิ้งไว้ในพงหญ้าริมทาง ด้วยความเอ็นดู แม่ไก่จึงกกไข่เหล่านั้นตามสัญชาตญาณของตน ไม่นานไข่เป็ดเหล่านั้นก็ฟักออกมาเป็นตัว และต่างก็พากันเข้าใจว่าแม่ไก่เป็นแม่ของมัน จึงพากันเดินตามแม่ไก่ไปหากินทุกวัน

ทุกเช้า เมื่อพ่อไก่ขันเสร็จ แม่ไก่ก็จะคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้น บรรดาลูกเป็ดต่างพยายามทำตาม แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เพราะผังพืดที่เท้าของมันไม่เหมาะสำหรับคุ้ยเขี่ย เมื่อเห็นว่าลูกเป็ดจิกไส้เดือนขึ้นมาไม่ได้เลยสักตัว แม่ไก่จึงจัดแจงหาอาหารให้ โดยแบ่งไส้เดือนออกเป็นท่อนๆ และใช้จงอยปากป้อนไส้เดือนให้ลูกๆ ด้วยความอาทร

วันหนึ่ง แม่ไก่ออกเดินเล่นกับลูกๆ เหมือนเช่นทุกวัน ทันใดนั้น เมื่อมาถึงทะเลสาบ ลูกเป็ดต่างพากันกระโดดพุ่งลงไปในน้ำ ขณะที่แม่ไก่ร้องตะโกนเสียงหลง ด้วยความเป็นห่วง พยายามขอร้องให้ลูกๆขึ้นจากน้ำ

ทว่าฝ่ายลูกเป็ดต่างว่ายน้ำกันสนุกสนาน โบกขาไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนแม่ไก่ได้แต่กระโดดพลางร้องไห้พลาง ด้วยเกรงว่าลูกๆจะจมน้ำ ขณะนั้นพ่อไก่เดินตามมาพอดี ได้ยินแม่ไก่ร้องตะโกนโหวกเหวก จึงรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เสียงพ่อไก่สั่งเฉียบขาดว่า

“เด็กๆพวกนี้ใช้ไม่ได้ ไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอง เล่นอะไรพิเรนแบบนั้น มันอันตรายนะ รีบขึ้นมาเร็วๆเลย”

ลูกเป็ดตัวหนึ่งได้ยินที่พ่อไก่โวยวาย จึงว่ายน้ำเข้ามาใกล้ตลิ่งแล้วกล่าวว่า “อย่าใช้ขีดจำกัดของพ่อกับแม่ มาตัดสินความเป็นธรรมชาติของพวกเราเลย”

นิทานเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ใครผิดใครถูก เพราะแต่ละตัวต่างมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากคนละมุมกัน ดังนั้น อย่าให้ใครมาตัดสินว่า “คุณคือใคร” ไม่มีใครรู้หรอกว่า หัวใจดวงนี้เต้นอยู่เพื่อสิ่งใด มีเพียงเราเท่านั้น ที่รู้ดีว่า ฉันทะของเราคืออะไร การเลือกเดินไปตามร่องรอยของพรสวรรค์ หรือสิ่งที่เราถนัด คือเข็มทิศนำทางกลับสู่บ้านเก่าที่แท้จริง

อลิซาเบธ กิลเบิร์ต นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหนังสือเรื่อง “กิน ภาวนา รัก” กล่าวบนเวที TED Talk อย่างน่าสนใจว่า “ฉันเคยล้มเหลวมาตลอด เรื่องของฉันไม่เคยถูกตีพิมพ์เลย ตลอดเวลาเกือบหกปีที่ได้รับแต่จดหมายปฏิเสธ นึกออกใช่มั้ยว่า มันเจ็บปวดแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วฉันก็บอกกับตัวเองว่า ฉันไม่เลิกหรอก ฉันจะกลับบ้าน

สำหรับฉัน การกลับบ้านไม่ได้หมายถึง กลับไปอยู่ที่ฟาร์มของครอบครัว แต่มันคือการกลับไปเขียนหนังสือ เพราะการเขียนหนังสือคือบ้านของฉัน ฉันรักการเขียน มากยิ่งกว่าที่ฉันเกลียดความล้มเหลวจากการเขียน ฉันไม่รู้หรอกว่า บ้านที่แท้จริงของคุณอยู่ไหน แต่ฉันรู้ว่ามีบางอย่างในโลกนี้ ที่คุณรักมากยิ่งกว่าตัวเอง เคล็ดลับคือ ต้องหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่คุณรักมากที่สุด แล้วปลูกบ้านของคุณลงตรงนั้น และอย่าเคลื่อนย้ายไปไหน เพราะหากวันหนึ่ง ถ้าคุณเกิดหกคะเมนตีลังกาออกจากบ้านไป ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หน้าที่ของคุณคือ ต่อสู้ฟันฝ่า เพื่อหาทางกลับบ้านหลังนั้นให้ได้”


บ้านหลังที่มี “ฉันทะ” เป็นเครื่องนำทาง
มี “วิริยะ” ความเพียร เป็นตัวขับเคลื่อน
มี “จิตตะ” เป็นเบ้าหลอมรวมพลังความอยาก ให้เหลืออยู่เพียงทางเดียว
และมี “วิมังสา” เป็นปัญญาเครื่องตรวจสอบ ว่ามาถูกทาง ถูกวิถีหรือไม่


เหล่านี้เรียกว่า อิทธิบาท ๔ หรือทางแห่งความสำเร็จ ที่นำเรากลับสู่บ้านแสนรักอย่างแท้จริง

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 194 กุมภาพันธ์ 2560 โดย ทาสโพธิญาณ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...