xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมบันเทิง : Still Alice ชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในค่ำคืนฉลองวันเกิดอายุครบ 50 ปี ของ “ดร.อลิซ ฮาวแลนด์” เป็นค่ำคืนที่ทุกคนมีความสุข ที่โต๊ะอาหารรายล้อมไปด้วยสามีของเธอ “จอห์น ฮาวแลนด์” “แอนนา” ลูกสาวคนโต ที่มาแสดงความยินดีพร้อมกับสามี และ “ทอม” ลูกชายคนรอง นักศึกษาแพทย์ที่ใกล้จบ ขาดไปก็เพียงแต่ “ลิเดีย” ลูกสาวคนสุดท้อง ซึ่งอยู่ต่างรัฐ จึงไม่สามารถมาร่วมดินเนอร์มื้อพิเศษได้ แต่การเลี้ยงฉลองวันเกิดภายในภัตตาคารหรู ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข

ภาพตัดไปที่วันรุ่งขึ้น หนังเผยให้เห็นข้อมูลส่วนตัวว่า ดร.อลิซ คือ อาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย รัฐนิวยอร์ก เธอได้เดินทางมายังรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อบรรยายพิเศษ และการบรรยายครั้งนั้นเอง เป็นจุดเริ่มต้นความผิดปกติบางอย่าง ที่เธอไม่ทันสังเกตว่าเป็นเรื่องใหญ่ และไม่รู้มาก่อนว่ามีความร้ายแรงแฝงอยู่ นั่นก็คือ เธอลืมคำศัพท์บางคำขณะบรรยาย

ก่อนเดินทางกลับนิวยอร์ก ดร.อลิซแวะคุยกับลิเดีย ซึ่งเลือกใช้ชีวิตดิ้นรนไปกับคณะละคร แทนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และสองแม่ลูกก็มีความเห็นแตกต่างกันอีกครั้ง

การกลับมาใช้ชีวิตในนิวยอร์ก ดร.อลิซพบความผิดปกติอีกอย่างขณะที่เธอวิ่งออกกำลังกาย ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ชั่วแวบหนึ่ง เมื่อเธอวิ่งเข้าไปในมหาวิทยาลัย ก็รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัว กลายเป็นภาพพร่ามัว ราวกับความทรงจำของเส้นทางที่คุ้นเคยนั้นเลือนหายไป

แม้เธอจะรู้สึกว่า อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้า ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่สุดท้ายแล้ว ดร.อลิซก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ จึงตัดสินใจไปพบแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการผิดปกติดังกล่าว หมอได้ใช้วิธีทดสอบ และสังเกตการตอบสนองต่างๆ รวมถึงข้อมูลพื้นฐานด้านสุขภาพ ก่อนจะนัดพบครั้งต่อไป

ดร.อลิซกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็พบปัญหาเพิ่มขึ้น ดังเช่นการสอนในมหาวิทยาลัย เธอต้องเริ่มถามนักศึกษาถึงบทเรียนที่จะบรรยาย เนื่องจากความจำของเธอเริ่มไม่ตอบสนองรายละเอียดที่ซับซ้อน

แม้กระทั่งในค่ำคืนที่ครอบครัวมาร่วมฉลองช่วงปลายปี เธอก็มีอาการผิดปกติให้ลูกๆได้สังเกตเห็น ด้วยการถามชื่อแฟนของลูกชายคนเล็กซ้ำอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งถามไปเพียงไม่กี่นาที

จนกระทั่งถึงเวลาไปพบแพทย์ครั้งที่สอง เธอก็ได้รับข่าวไม่สู้ดีนัก เพราะผลการตรวจชี้ว่า เธอมีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อม แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ เป็นลักษณะแบบเฉียบพลัน

แม้ผลการวินิจฉัยจะยังไม่ยืนยัน 100% ว่าไร้ทางรักษา แต่หากดูจากอาการของโรคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ ก็พอเห็นได้ว่า ความทรงจำของเธออยู่ในภาวะวิกฤตพอสมควร

ด้วยความเป็นห่วงลูกๆ ว่าอาจได้รับการตกทอดทางพันธุกรรม ดร.อลิซกับสามี จึงตัดสินใจบอกความจริงแก่ลูกๆ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นความทรงจำของผู้เป็นแม่ ที่จะเลือนรางหายไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นภาระให้กับทุกคนได้ในไม่ช้า

ด้วยอาการของโรคดังกล่าว ทำให้ชีวิตของอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะผลการประเมินจากนักศึกษาเมื่อจบภาคการศึกษา ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ

นักศึกษาหลายคนแสดงความเห็นว่า เธอสอนไม่ค่อยรู้เรื่อง และไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จนอาจารย์หัวหน้าภาคต้องเรียกไปสอบถามพูดคุย และทราบความจริงที่น่าเสียใจว่า โรคร้ายที่เธอเผชิญนั้น ส่งผลต่อหน้าที่การงานอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เธอต้องฝืนใจเกษียณตัวเอง ออกจากแวดวงวิชาการไปในที่สุด

หลังลาออกจากมหาวิทยาลัย ดร.อลิซใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยการพักผ่อนสบายๆในบ้านพักริมทะเล อ่านหนังสือ ท่องคำศัพท์ ทำอาหาร แต่เธอก็ไม่อาจหลีกหนีข้อจำกัดทางกายจากโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะเธอหลงลืมภารกิจต่างๆในระยะเวลาสั้นๆ ลืมแม้กระทั่งการเดินไปห้องน้ำ

แต่ทว่า.. ท่ามกลางอาการของโรคความจำเสื่อม ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ดร.อลิซยังเลือกทำตนให้เป็นประโยชน์ ด้วยการใช้เวลาว่างไปพบปะ เยี่ยมชม ศูนย์รักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ รวมถึงการไปบรรยาย เพื่อให้กำลังใจและให้ข้อคิดแก่ผู้ป่วย ในฐานะที่เธอเคยเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงมาก่อน โดยใช้ความมุ่งมั่นพยายามในการร่างบทบรรยาย พร้อมทั้งใช้ปากกาไฮไลท์เน้นประโยคสำคัญ เพื่อไม่ให้ความทรงจำที่ขาดหายไป เป็นอุปสรรคต่อการบรรยาย

สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ทำให้ชีวิตผู้ป่วยของเธอ เป็นเรื่องโหดร้ายมากไปนัก ก็มาจากกำลังใจของคนในครอบครัว นับตั้งแต่สามีที่แม้จะลำบากใจกาย ในการปรับตัวใช้ชีวิตกับภรรยาที่ความจำเสื่อม แต่เขาก็ยังใช้ความอดทน และดูแลภรรยาเป็นอย่างดี ส่วนลูกสาวคนโต ซึ่งเพิ่งคลอดบุตร รวมถึงลูกชายคนรอง ก็ยังแวะเวียนมาถามไถ่ให้กำลังใจผู้เป็นแม่เสมอ

ส่วนลูกสาวคนสุดท้อง ที่แม้จะดูไม่ค่อยลงรอย และมีเรื่องทะเลาะกับแม่บ่อยๆ แต่เธอกลับตัดสินใจละทิ้งความฝัน กลับมาหางานทำในนิวยอร์ก เพื่อจะได้มีเวลามาดูแลแม่อย่างใกล้ชิด แม้ว่าในท้ายที่สุด แม่จะไม่สามารถจดจำอะไรเกี่ยวกับเธอได้อีกก็ตาม

Still Alice เป็นภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา โดยข้อคิดที่ได้จากหนัง มีแง่มุมที่งดงามน่าจดจำอยู่มากมาย

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ความสัมพันธ์ ความผูกพันของคนในครอบครัว นับเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นที่สุด สำหรับการเยียวยาดูแลผู้ป่วย ซึ่งตรงกับพื้นฐานของพุทธศาสนาที่ทุกคนทราบดีตามหลักธรรมเรื่อง “ความกตัญญู กตเวที” บิดามารดาเลี้ยงดูสั่งสอนให้บุตรประสบความสำเร็จ การตอบแทนคุณบิดามารดา ก็ทำได้ด้วยการประพฤติตนเป็นคนดี การเลี้ยงดูยามที่ท่านเจ็บป่วย ไม่ทอดทิ้งเมื่อต้องเจอกับวิบากกรรมในชีวิต ดังเช่นในภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่หลักธรรมสำคัญอีกประการ ที่หยิบยกได้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ “การอยู่กับปัจจุบัน” ซึ่งแนวทางของพุทธศาสนา สอนให้มนุษย์รู้ และตระหนักในความเป็นปัจจุบัน ไม่พะว้าพะวงจมอยู่กับอดีต หรือคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

หลักคิดเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน อาจมีคนเข้าใจผิดเพี้ยนได้ง่าย แต่โดยแท้จริงแล้ว พุทธศาสนามิได้หมายถึงเพิกเฉย ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา หรือละทิ้ง ไม่สนใจการวางแผนชีวิตในอนาคตข้างหน้า

แต่หมายถึง “การมีสติ ใช้ปัญญา และมีสมาธิ กับการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันให้ดีที่สุด”

การไม่คำนึงถึงอดีต ของ ดร.อลิซ ก็คือ เธอปล่อยวางตำแหน่ง ฐานะ หรือความมีชื่อเสียงในอดีตที่ผ่านมา โดยไม่คร่ำครวญโหยหา

ส่วนการไม่คิดฟุ้งซ่านในเรื่องอนาคตนั้น หมายถึง การไม่เสียเวลามานั่งวิตก เวทนาความเจ็บป่วย ที่จะเป็นไปในอนาคต โดยไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ ดร.อลิซเลือกกระทำ คือ การอยู่กับปัจจุบันอย่างน่าชื่นชม ได้แก่ การดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว ความพยายามแก้ปัญหาอาการเจ็บป่วยของตนจากการไปพบแพทย์ ดูแลรักษาตนเองเท่าที่จะทำได้ และใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเท่าที่ความทรงจำของตนจะตอบสนอง

ขณะเดียวกันยังใช้ความเป็นปัจจุบันที่พอมีความสามารถ ไปทำประโยชน์ด้วยการให้กำลังใจผู้อื่น ที่ประสบปัญหาโรคภัยเช่นเดียวกับตน

ถ้อยคำหนึ่งในบทบรรยายที่เธอฝากเป็นข้อคิดแก่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เป็นคำสั้นๆที่สามารถใช้ได้กับทุกคนในสังคมด้วย นั่นคือ “Live in the moment” หรือ “จงอยู่กับปัจจุบัน” และใช้เวลาในปัจจุบันให้มีคุณค่ามากที่สุดนั่นเอง

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 172 เมษายน 2558 โดย ชยวรรศ มานะศิริ)







กำลังโหลดความคิดเห็น...