“จิ๊ก” เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ชื่อนี้การันตีความมีชื่อเสียงอย่างไม่อาจปฏิเสธ เธอคือหนึ่งในนักแสดงหญิงไม่กี่คนของเมืองไทย ที่ยังคงมีผลงานเสมอต้นเสมอปลายมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้เราสนใจในตัวของดารารุ่นใหญ่ผู้นี้ ไม่ใช่ข่าวในแวดวงบันเทิงซึ่งมีการนำเสนออย่างต่อเนื่องตามหน้าสิ่งพิมพ์ หากแต่อีกซีกหนึ่งของชีวิต “จิ๊ก” เนาวรัตน์ ได้เจียดเวลาส่วนหนึ่งไปทำในสิ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการ “ปิดทองหลังพระ” นั่นก็คือ การไปแต่งหน้าศพที่โรงพยาบาลรามา เป็นเวลา 5-6 ปีแล้ว
อะไรคือแรงจูงใจให้เธอก้าวเดินอยู่บนเส้นทางบุญสายนี้ และทำไปแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง บรรทัดด้านล่างถัดจากนี้ มีคำตอบ...
• 'บุญ' ทำได้ทุกที่
หลายคน เมื่อนึกถึงคำว่าบุญ ก็มักจะนึกถึงวัดวาอารามหรืออะไรทำนองนั้น แต่ทว่าสำหรับดารารุ่นใหญ่อย่างเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ เห็นว่าการทำบุญนั้นไร้ขีดจำกัด บุญเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นอกาลิโกเช่นเดียวกับธรรมะที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่
“จิ๊กรู้สึกว่า คนเราต้องทำบุญ และการทำบุญก็ไม่จำเป็นต้องไปเลียนแบบกันและกัน การทำบุญในโลกใบนี้ อาจจะเป็นการทำอะไรก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่การได้ช่วยเหลือคน แม้กระทั่งคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เราได้ไปทำทานให้เขา ได้ไปดูแลเขา มันก็เป็นการทำบุญรูปแบบหนึ่ง
การทำบุญไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับการไปสร้างวัดวาอาราม หรือว่าต้องเข้าวัดเข้าวาเพียงอย่างเดียว หรือกระทั่งไปบวช แต่การได้ช่วยเหลือคนก็เป็นการทำบุญ”
แน่นอนว่า การทำบุญรูปแบบหนึ่งของเนาวรัตน์ ก็คือการได้แต่งหน้าผู้ตาย อย่างที่ใครหลายคนคงทราบกันอยู่แล้ว
“ก็ทำเฉพาะวันที่ตัวเองว่างค่ะ ตอนที่ตัวเองไม่ได้ติดคิวอะไรมากมาย แต่การไปแต่งหน้าศพ เราทำด้วยใจ คือเราอยากจะทำให้กับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว และเขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักเราหรอก แต่เราก็อยากจะขอบคุณเขา เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่าครั้งหนึ่ง เขาก็เคยรู้จักเรา เคยสนับสนุนเรา”
“จำได้ว่า ครั้งแรกที่ไป ก็กลัวเหมือนกันนะ” ดาราหญิงรุ่นใหญ่อธิบายความรู้สึก
“เพราะเขาคือผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้ว เราก็กลัว พูดง่ายๆก็คือกลัวผีนั่นล่ะค่ะ กลัวเขามาหลอกมาหลอน แต่พอเราได้เข้าไปศึกษาความจริงเกี่ยวกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เราก็เริ่มไม่กลัว
ที่สำคัญ คือเราไม่รังเกียจ เราทำด้วยใจที่อยากจะทำ และเราทำด้วยความรู้สึกว่าเรารักที่จะทำ ถามว่ามุ่งหวังอะไรหรือเปล่าจากการทำสิ่งนี้ อย่าไปหวัง เพราะถ้าทำอะไรแล้วคาดหวังผลตอบแทน มันก็จะไม่ได้อะไรเลย อย่าไปคิด แต่จงทำเพราะว่าเราอยากจะทำดีกว่า”
• สัจธรรมจากศพ
จากความกลัวผีในตอนแรก ความรู้สึกของเนาวรัตน์เริ่มเปลี่ยนไป และนอกจากความเห็นอกเห็นใจ เข้าอกเข้าใจแล้ว ยังมีเรื่องของบทเรียนชีวิตที่ได้จากการอยู่กับศพอีกด้วย
“การที่เราไปสัมผัสกับตัวเขาในช่วงชีวิตสุดท้าย เขาคงรู้สึกเหงา อยู่ในห้องอาจารย์ (ผ่าศพ) ตอนที่เราไปแต่งหน้าเขา เราจะพูดกับเขาเสมอว่า
ขอโทษนะที่จิ๊กได้เข้ามาแต่งหน้า แต่ก็อยากจะแต่ง เพราะทำให้ดูสวยงามขึ้น ทำให้นอนเหมือนหลับสบาย เพราะฉะนั้นแล้ว จิ๊กอยากให้พี่ดูดีในขณะที่พี่เดินทางไกล เดี๋ยวจิ๊กจะส่งพี่เข้านอนนะ แต่สุดท้ายแล้ว พี่ต้องเดินทางไปเอง พี่ต้องไปพบแสงสว่างให้ได้ อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ ก็จะขอโทษเขาตอนแต่งหน้า
แต่เราจะไม่ถามนะว่า เขาเป็นอะไรหรือว่าเป็นโรคอะไร จะไม่ข้องแวะถามเรื่องส่วนตัว แต่ในขณะที่เราแต่งหน้าเขาไป เราก็จะคุยเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น
ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องเสียใจ พี่น่ะมีความสุขแล้ว พวกเราที่อยู่ในโลกใบนี้ซิที่ยังมีความทุกข์ ทุกข์กันทุกคนที่ยังต้องดิ้นรนต่อไป ขอให้พี่ไปอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลอะไร ก็อวยพรเขา
แล้วก็บอกว่า ชาติหน้าพี่เกิดมา ขอให้พี่หล่อกว่านี้นะ หรือขอให้น้องสวยกว่านี้นะคะ แข็งแรงกว่านี้นะคะ อะไรก็ว่าไป
จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ถามว่ากลัวผีมั้ย ก็ไม่กลัวเลย เรารู้สึกเหมือนว่า เขาเป็นอาจารย์สอนชีวิตเรา เราเรียนรู้ความตาย และถ้าเกิดอะไรขึ้นในชีวิต อย่าตกใจ ไม่ต้องกลัว เพราะสุดท้าย ทุกคนก็ต้องไปเหมือนกัน ใครจะไปช้าหรือไปเร็ว จะไปก่อน ไปหลัง ก็ไปทุกคน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การจะหลีกเลี่ยงความจน หลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือความตายซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิต ทุกคนต้องเจอหมด
แต่ทีนี้ ถามว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เรียนรู้ก่อน คืออย่าไปตกใจ อย่าไปกลัว เมื่อก่อนจิ๊กก็กลัวความตายมาก แต่ทุกวันนี้ บอกเลยว่าไม่กลัว เพราะรู้ว่าต้องตาย เราก็เฉยๆนิ่งๆไว้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดกับชีวิตของเราอยู่ดี
เราเกิดมาบนโลกใบนี้ เป็นดารามีชื่อเสียง มีคนรู้จักเรา สนับสนุนเรา เรามีอะไรหลายๆอย่าง ก็มาจากแฟนคลับ มาจากคนที่เกื้อหนุนเรา ยอมรับเรา และโอบอุ้มเรา หลายคนที่โอบอุ้มเรา ทำให้เรามีทุกวันนี้ เราก็ต้องขอบคุณ
สำหรับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว เราก็ขอบคุณพวกเขาด้วยวิธีการแบบนี้ ให้ความรักที่แท้จริงในบั้นปลาย ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีใครทอดทิ้งเขา”
• อยู่หรือตาย
ล้วนไม่มีอะไรน่ากลัว
คนมักจะอ้างว่าไม่มีเวลาสำหรับการทำบางสิ่งบางอย่าง นักแสดงหญิงรุ่นลายครามบอกว่า ก็มีบ้างบางช่วงที่เธอยุ่งกับงานบันเทิงจนไม่มีเวลาไปทำ แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องหาเวลาไปทำให้ได้ เพราะใจอยากจะทำ
“เราก็ต้องจัดสรรเวลาเพื่อไปทำ มันเป็นความรู้สึกที่เราอยากจะทำ ใครจะว่าอย่างไร เราไม่สนใจ เพราะตั้งใจแล้วว่าเราจะต้องทำให้ได้ พอมีเวลาก็จะเจียดไปทำสิ่งนี้ และทำแบบไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องหวังอะไรในวันข้างหน้า หวังอย่างเดียวว่า ทุกวันนี้ เราได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วหรือยัง ถ้าได้ทำ เราก็มีความสุข”
อยู่ใกล้ชิดกับคนตาย ถามว่า ดารารุ่นใหญ่กลัวตายบ้างหรือเปล่า เธอให้คำตอบอย่างคนที่เข้าอกเข้าใจในความเป็นไปของชีวิต
“จิ๊กมองทุกอย่างเป็นอาจารย์หมดเลย เป็นครูสอนใจให้กับชีวิตของเรา การไปแต่งหน้าผู้ตาย ทำให้เรามีความเข้มแข็งขึ้น ไม่กลัวในบางอย่างบางเรื่อง และทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า ความสุขสุดท้ายของคนเราคืออะไร เราต้องเรียนรู้ และสิ่งสุดท้ายก็คือการต้องทำใจ
อะไรจะเกิดหรือว่าเกิดไปแล้ว เราต้องทำใจอย่างเดียว จะทำใจได้ยากแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะถ้าทำใจไม่ได้ ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างทรมาน ก็จะเหมือนคนตายทั้งเป็น ฉะนั้น เราต้องเรียนรู้การทำใจให้ได้
เพราะสำหรับโลกนี้ มีการเจอก็ต้องมีการจาก มีพบก็มีพราก มีสุขก็ต้องมีทุกข์ จิ๊กอาจจะไม่ใช่คนรวยมากมายเหมือนคนอื่นๆ อาจจะไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำสิ่งดีๆ ได้เข้าใจในชีวิตบางจุด พอใจในสิ่งที่เราทำให้แก่คนที่เขาไม่มีชีวิต เขาไม่ต้องชมเรา เขาไม่ต้องพูดถึงเรา เขาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เรามีความสุขที่ได้ทำให้กับเขา
และสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็ทำความดีให้กับคนอื่นได้ง่ายๆ เพียงแค่สร้างรอยยิ้มให้กับคนข้างเคียง นี่คือสิ่งที่มีค่ามหาศาลเลยล่ะค่ะ ไม่ต้องทำบุญอะไรที่ยิ่งใหญ่เลย”
วิสาขบูชา วาระแห่งความดี
เนื่องจากวันที่ 24 พฤษภาคมพ.ศ.2556 เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา “จิ๊ก” เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ เห็นว่าวันเช่นนี้ ควรถือเป็นโอกาสสำหรับชาวพุทธที่จะได้สร้างบุญสร้างกุศลร่วมกัน
“เราเป็นคนพุทธ เราก็ต้องรู้จักวันสำคัญทางศาสนา และก็ควรจะประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม คนเราถ้ายึดศีลธรรมหรือสิ่งดีๆ ทุกคนก็จะเจริญ บางคนอาจจะยึดพ่อแม่ไว้ในใจ บูชาพระ หรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนก็จะยึดไม่เหมือนกัน
แต่อย่างน้อยที่สุด เราเป็นชาวพุทธ เราก็บูชาพระพุทธศาสนาเหมือนกัน วันวิสาขบูชา อยากให้ทุกคนไปทำบุญ ตักบาตร เข้าวัด ถือศีล งดสุรา เราควรจะใช้วันนี้เป็นโอกาสในการตัดบางอย่างที่ไม่ดีออกไปบ้าง แล้วสิ่งดีๆ จะเข้ามาหาเราอีกเยอะค่ะ”
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 149 พฤษภาคม 2556 โดย อภินันท์ บุญเรืองพะเนา)


