xs
xsm
sm
md
lg

แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

            ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงความมีอยู่ของจิตได้ด้วยความรู้สึก
       โดยรู้ถึงลักษณะเฉพาะของจิตซึ่งแตกต่างจากสภาวธรรมอย่างอื่น
            'ในเมื่อจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ก็แล้วอะไรเป็นผู้รู้จิต?'
            คำตอบนี้จะอธิบายเมื่อกล่าวถึงนิยามของคำว่า 'จิตเห็นจิต'

              ครั้งที่ 03
ความจำเป็นในการอธิบายแก่นคำสอน
               ของหลวงปู่

2. ความจำเป็นในการอธิบายแก่นคำสอนของหลวงปู่

อริยสัจแห่งจิต เป็นปรมัตถธรรมที่ ลึกซึ้งกว้างขวาง และครอบคลุมคำสอนทั้งหมดของหลวงปู่ ผู้ได้รับฟังก็ดูเหมือนๆ จะเข้าใจ แต่แท้ที่จริงย่อมเข้าใจไปตามชั้นตามภูมิของการปฏิบัติที่แต่ละคนทำได้ ทำให้เกิดการตีความคำสอนของท่านแตกต่างกันออกไป และสิ่งที่ตีความนั้น ก็มักเลยเถิดไป จากสิ่งที่หลวงปู่สอน บ่อยครั้งที่ขัดหรือแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียด้วยซ้ำไป ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว อริยสัจแห่งจิตที่หลวงปู่สอนไว้นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่หลวงปู่ได้กลั่นกรองด้วย ปัญญาอันยิ่งของท่าน แล้วนำมาสอนศิษย์ตามความจำเป็นเพื่อให้นำไปปฏิบัติเพื่อความ พ้นทุกข์

วันนี้ผู้เขียนขอโอกาสอธิบายคำสอนเรื่องอริยสัจแห่งจิต ตามความรู้ความเข้าใจของผู้เขียนสักครั้งหนึ่ง แต่ก่อนอื่นก็ต้องสารภาพไว้ก่อนว่า ผู้เขียนเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งของหลวงปู่เท่านั้น แม้จะได้รับคำรับรองและคำพยากรณ์จากหลวงปู่และครูบาอาจารย์อีกหลายรูป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจะมีความรู้ความเข้าใจ ในอริยสัจแห่งจิตเทียบเท่าหลวงปู่ ดังนั้นท่านผู้อ่านพึงตระหนักว่า คำอธิบายต่อไปนี้เป็นการแสดงร่องรอยธรรมของหลวงปู่เท่านั้น อย่าถือว่าเป็นที่สุดในคำสอนของหลวงปู่เป็นอันขาด และวิธีอธิบายความที่ ผู้เขียนใช้ในบทความนี้ จะเริ่มด้วยการอธิบายศัพท์ แล้วตามด้วยการอธิบายธรรมในลำดับต่อไป

3. อธิบายศัพท์

เนื่องจากคำสอนเรื่องอริยสัจแห่งจิตของหลวงปู่มีศัพท์เฉพาะ (technical term) อยู่หลายคำ บางคำเป็นที่รู้จักกันทั่วไปและมี อภิธรรมรองรับอยู่แล้ว แต่บางคำเป็นคำที่หลวงปู่บัญญัติขึ้นใช้เองตามสภาวะที่ท่านรู้เห็น ดังนั้นเพื่อให้การทำความเข้าใจหลักธรรมเรื่องอริยสัจแห่งจิตของหลวงปู่เป็นไป โดยง่ายและถูกต้อง ผู้เขียนจำเป็นต้องอธิบายศัพท์เฉพาะแต่ละคำเสียก่อน

3.1 จิต

จิตเป็นปรมัตถธรรมหรือสิ่งที่มีอยู่จริง อย่างหนึ่งใน 4 อย่าง (ปรมัตถธรรมมี 4 อย่างคือ (1) จิต ได้แก่ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ (2) เจตสิก ได้แก่สภาวธรรมที่ประกอบจิต ซึ่งได้แก่เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาคือความจำได้/หมายรู้ และสังขารคือความปรุงแต่งทางใจอื่นๆ เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน และหดหู่ เป็นต้น (3) รูป ได้แก่ธรรมชาติที่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อนและความเย็นเป็นต้น และ (4) นิพพาน ได้แก่สันติ คือความสงบจากกิเลสและสงบจากขันธ์)

จิตเป็นนามธรรม จึงไม่มีรูปร่าง สี เสียง กลิ่น รส และจับต้องไม่ได้ด้วยร่างกาย แต่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงความมีอยู่ของจิตได้ด้วยความรู้สึก โดยรู้ถึงลักษณะเฉพาะของจิตซึ่งแตกต่างจากสภาวธรรมอย่างอื่น ทำให้รู้ว่าอันนี้คือจิต อันนี้ไม่ใช่จิต (ลักษณะเฉพาะของจิตเป็นหนึ่งใน 'ลักขณาทิจตุกะ' ของจิต ซึ่งลักขณาทิจตุกะแปลว่าองค์ประกอบ 4 อย่างซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นเบื้องต้น ลักขณาทิจตุกะของจิตประกอบด้วย (1) มีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะเฉพาะตัว (2) มีหน้าที่เป็นประธานของสภาวธรรมทั้งปวง (ดังที่พูดกันบ่อยๆ ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จได้ด้วยใจ) (3) มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสายเป็นอาการปรากฏ และ (4) มีรูปธรรมและนามธรรมเป็นเหตุใกล้ให้เกิด)

เมื่อลักษณะเฉพาะตัวของจิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ดังนั้นสิ่งใดเป็นผู้รู้อารมณ์สิ่งนั้นคือจิต สิ่งใดถูกรู้ สิ่งนั้นไม่ใช่จิต บางครั้งครูบาอาจารย์วัดป่าจึงเรียกจิตว่า 'ผู้รู้' คือเรียกตามลักษณะเฉพาะตัวของจิตนั่นเอง และเรียกอารมณ์ว่า 'สิ่งที่ถูกรู้' จิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน เมื่อใดมีจิต เมื่อนั้นต้องมีอารมณ์ เมื่อใดมีอารมณ์ เมื่อนั้นต้องมีจิต จิตจะอยู่โดดๆ โดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้ ดังนั้นคำว่า 'จิตว่าง' จึงไม่มีจริง เพราะจิตไม่เคยว่างจากอารมณ์ เพียงแต่สามารถว่างจากกิเลส ว่างจากความปรุงแต่ง และว่างจากการเสวยอารมณ์ได้

ที่ว่าจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์นั้น จิตต้องอาศัยอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นช่องทางไปรับรู้อารมณ์ คืออาศัยรู้รูปด้วยตา อาศัยได้ยินเสียงด้วยหู อาศัยได้กลิ่นด้วยจมูก อาศัยรู้รสด้วยลิ้น อาศัยรู้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวด้วยประสาทกาย และอาศัยรู้ธัมมารมณ์ด้วยใจ ทั้งนี้ สิ่งที่เรียกว่าธัมมารมณ์มีหลายอย่าง ได้แก่รูปบางอย่าง นามทุกอย่าง นิพพาน และอารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิดนึกปรุงแต่งทั้งหลาย

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งคือ 'ในเมื่อจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ก็แล้วอะไรเป็นผู้รู้จิต?' คำตอบนี้จะอธิบายเมื่อกล่าวถึงนิยามของคำว่า 'จิตเห็นจิต'

จิตมีธรรมชาติดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก มักถูกอารมณ์ที่ชอบใจ (และไม่ชอบใจ) ครอบงำ จิตเกิดดับสืบต่อกันอย่าง รวดเร็วอยู่ตลอดเวลาทางทวารต่างๆ (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) แต่เกิดได้ทีละดวงเดียว อย่างไรก็ตามจิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ คือจะฝึกให้เลวก็ได้ จะฝึกให้ดีก็ได้

จิตนั้นโดยตัวมันเองผ่องใส แต่ไม่จัดว่า ดีหรือเลวในตัวเอง จะดีหรือเลว จะสุขหรือทุกข์ ต้องอาศัยเจตสิกมาประกอบ เปรียบเหมือนน้ำที่ปราศจากสีกลิ่นและรส จะเกิดสีกลิ่นและรสได้เพราะมีสิ่งอื่นเข้าไปเจือปนอยู่

จิตมีความสามารถปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางพิสดาร สำนวนตามคัมภีร์นิยมใช้คำว่า 'จิตสามารถทำธรรมชาติ ทั้งหลายให้วิจิตร' ซึ่งทำได้ถึง 6 ประการ ด้วยกัน คือ (1) เพราะจิตนี้เองจึงทำให้มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ มีความประพฤติแตกต่างกันไป และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างน่าดู น่าแปลก หรือน่าชม (2) ตัวจิตเองก็วิจิตรพิสดาร คือมีทั้งที่เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นวิบาก (ผลของกรรม ไม่ดีหรือชั่วในตัวเอง) และเป็นกิริยา (3) จิตเป็นผู้สั่งสมบุญและบาป และสั่งสมแบบข้ามภพข้ามชาติได้ทีเดียว อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ควรคิดว่าจิตเป็นอมตะคือมีอยู่ดวงเดียวแล้วเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิต่างๆ โดยขนเอาบุญและบาปติดตัวไปด้วย เพราะแท้จริงจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แบบดวงหนึ่งดับไปดวงใหม่เกิดขึ้น แล้วถ่ายโอนบุญและบาปสืบต่อ กันไปเรื่อยๆ ทำนองเดียวกับพ่อแม่ที่ถ่ายโอนมรดกหรือหนี้สินไปยังลูก (4) จิตเป็นผู้รักษาวิบากหรือผลของกรรมไว้เพื่อรอโอกาส ให้ผลเมื่อถึงโอกาส ซึ่งวิบากนี้ก็ถ่ายโอนข้ามภพข้ามชาติได้เช่นเดียวกับบุญและบาป (5) จิตสะสมนิสัยสันดานทั้งดีและชั่วไว้ได้ และสั่งสมข้ามภพข้ามชาติได้ด้วย และ (6) จิตรับอารมณ์ต่างๆ ทางทวารทั้ง 6 อยู่เสมอ ซึ่งอารมณ์ทั้งหลายจะไหลเวียนสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาที่มีจิต

จิตนั้นนอกจากทำหน้าที่รู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจแล้ว ยังทำหน้าที่อย่างอื่นๆ อีก รวมหน้าที่ทั้งหมดถึง 14 อย่าง นับว่ามีหน้าที่มาก สมกับที่เป็นประธานของรูปนามทั้งปวง หน้าที่ของจิตได้แก่ (1) ปฏิสนธิกิจ คือสืบต่อภพใหม่ หรือเกิด (2) ภวังคกิจ คือรักษาภพชาตินั้นๆ เอาไว้ (3) อาวัชชนกิจ คือน้อมนึกถึงอารมณ์ที่ปรากฏใหม่ (4) ทัสสนกิจ คือเห็น (5) สวนกิจ (อ่านว่า สะ วะ นะ กิด) คือได้ยิน (6) ฆายนกิจ คือได้กลิ่น (7) สายนกิจ (คือรู้รส) (8) ผุสนกิจ คือรู้การกระทบทางกาย (9) สัมปฏิจฉันนกิจ คือรับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นและกาย สืบต่อจากจิตที่ทำหน้าที่ตามข้อ (4)-(8) (10) สันตีรณกิจ คือพิจารณาอารมณ์ สืบต่อจากจิตที่ทำหน้าที่ตามข้อ (9) (11) โวฏฐัพพนกิจ คือตัดสินอารมณ์ สืบต่อจากจิตที่ทำหน้าที่ตามข้อ (10) (12) ชวนกิจ (อ่านว่า ชะ วะ นะ กิด) คือเสพอารมณ์ด้วย จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล สืบต่อจากจิตที่ทำหน้าที่ตามข้อ (11) (13) ตทาลัมพนกิจ คือรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนะ (คล้ายๆ กับการ ทำงานของคอมพิวเตอร์ในระหว่างการ turn off) (14) จุติกิจ คือเคลื่อนจากภพ หรือตาย

ขอให้เพื่อนนักปฏิบัติศึกษาเรื่องจิตเอาไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะเกิดความไขว้เขวได้ตั้งมากมาย เช่นไปดูสิ่งอื่นที่ไม่ใช่จิตโดยคิดว่ากำลังดูจิตอยู่ ไปสำคัญสิ่งที่ไม่ใช่จิตว่าเป็นจิต หรือไปคิดว่าตอนบรรลุมรรคผล ซึ่งเห็นนิพพานอันเป็นธัมมารมณ์อย่างหนึ่งนั้น ไม่มีจิต เป็นต้น

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า/
อธิบายศัพท์ จิตส่งออกนอก)