อาหารเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อชีวิต และการรับประทานอาหารใดๆก็ตาม ย่อมส่งผลถึงสุขภาพ อย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญอาหารบางอย่างเป็นยารักษาโรคได้ด้วยค่ะ ดังเช่น ‘มะรุม’ ซึ่งจะมาบอกเล่ากันในฉบับนี้
จากหนังสือ ‘มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต’ ซึ่ง ‘วิไลวรรณ อนุสารสุนทร’ ได้รวบรวมประโยชน์ทางยาอันมากมายของมะรุม จากการค้นคว้าศึกษางานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งประสบการณ์ตรงของตัวเอง และบุคคลต่างๆมาเรียบเรียง ไว้นั้น ได้บอกไว้ว่า
ผลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุม ดังนี้
มีไวตามินซี มากกว่าส้ม7 เท่า
มีแคลเซียม มากกว่านม4 เท่า
มีไวตามินเอ มากกว่าแครอท4 เท่า
มีโปรแตสเซียม มากกว่ากล้วย3 เท่า
มีโปรตีน มากกว่านม2 เท่า
มะรุม เป็นไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มาเป็นเวลานาน นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคภัยต่างๆได้ถึง 300 ชนิด
องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้า และวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นในเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเติบโตในประเทศด้อยพัฒนา เช่น กลุ่มประเทศในแอฟริกาตอนใต้ และประเทศอินเดีย
กลุ่มองค์กรการกุศลหลายแห่งได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ จำนวน 25 ท่านจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองวิจัย โดยนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัด แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ก็หันมาให้ความสนใจ และทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ประโยชน์ทั้งหลายที่พอจะรวบรวมได้มีดังต่อไปนี้
1. ใช้รักษาโรคขาดสารอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ ลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดจากการขาดสารอาหารได้เป็นอย่างดี ในกรณีเด็กแรกเกิด การให้สารมะรุม ทำได้ดีที่สุดโดยผ่านทางน้ำนมมารดา เมื่อทารกดื่มนมมารดาที่รับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอ สารอาหารสำคัญๆ จะผ่านสู่ทารกโดยง่าย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานและเพิ่มแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกให้มารดาเป็นอย่างดี
2. ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ทำการรักษา
3. ใช้ควบคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องช่วยตัวเองด้วยการควบคุมอาหาร การบริหารร่างกายง่ายๆ เช่น การเดิน การรำไท้เก็ก เป็นต้น มิฉะนั้นแล้ว การบำบัดด้านนี้จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ถ้ารับประทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากจะทำให้มารดามีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรงแล้ว ทารกที่เกิดมาก็จะมีสุขภาพสมบูรณ์และโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อ HIV ย่อมลดน้อยลงด้วย มะรุมจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้แก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
5. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานที่ต่ำลงของผู้ป่วยโรคเอดส์ ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างคนปกติ ทั่วไปในสังคม
6. ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และถ้าหากเป็นอยู่ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยลดการแพ้รังสี ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และมีร่างกายแข็งแรง
7. ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคเก๊าท์ โรคไขข้อและกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8. ช่วยรักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัว เพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะทำให้สายตาดีขึ้น
9. รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น
10. รักษาปอดให้แข็งแรงและช่วยรักษาโรคปอดอักเสบ
11. รักษาโรคทางเดินหายใจอักเสบ โรคโพรงจมูกอักเสบ หอบหืด และโรคภูมิแพ้
12. ช่วยเชื่อมต่อกระดูกที่หักได้ผลรวดเร็ว
13. ช่วยรักษาโรคคอหอยพอกชนิดมีพิษ มีผลในเพศหญิงเต็ม 100% ชาย 75%
ใบมะรุมสดก็เหมือนผักใบเขียวทุกชนิด ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมาก เพราะจัดเป็นยาถ่ายประเภทหนึ่ง ส่วนฝักมะรุมนำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท ขณะที่เมล็ดแก่มีคุณค่ามหาศาล เพียงวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน จะช่วยให้ การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เมื่อการขับถ่าย กลับเป็นปกติแล้ว ขอแนะนำว่าควรงดการรับประทานเพราะเมล็ดมะรุมเป็นยาปฏิชีวนะอย่างอ่อน อาจจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน
นอกจากนี้เมล็ดมะรุมยังให้น้ำมันที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศอีกด้วย เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ชนชาติอียิปต์โบราณนำน้ำมันชนิดหนึ่งมาใช้ปรุงอาหาร บำรุงและรักษาผิวพรรณ และใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติพิเศษ
สรรพคุณของน้ำมันมะรุม มีดังนี้
1.ใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่ดีกว่าเพราะไม่มีกลิ่นเหม็นหืนภายหลัง 2.ช่วยบำรุงรักษาผิวที่แห้งให้ชุ่มชื้น และช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิว 3.ช่วยรักษาโรคเชื้อราตามผิวหนัง เช่น โรคน้ำกัดเท้า เชื้อราตามซอกเล็บ และผิวแห้งเพราะเชื้อรา 4.รักษาแผลถูกมีดบาด หรือแผลสดเล็กๆน้อยๆ 5.ลดอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กอ่อน 6.ลดอาการปวดบวมของโรค ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ 7.ช่วยรักษาแผลในปากหรือแผลของ โรคปากนกกระจอก 8.ใช้นวดกระชับกล้ามเนื้อ และบรรเทา อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี 9.ช่วยบรรเทา อาการเกิดสิวบนใบหน้า 10.ช่วยลบรอยจุดด่างดำของผิวอันเป็นผลจากการโดนแดด หรือการเสื่อมตามวัย 11.ใช้นวด ศีรษะ รักษาโรคเชื้อราบนหนังศีรษะ บรรเทาอาการผมร่วง และอาการคันศีรษะ 12.ช่วยถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย 13.บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามบั้นเอวและขา เนื่องจากการ ยืนนานๆ อาการปวดตามไหล่ และปวดศีรษะ 14.ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้บอกไว้ว่า แม้จะได้ยาวิเศษมหัศจรรย์ แต่หากไม่รู้จักการควบคุมดูแลตนเอง หรือหลีก เลี่ยงอาหารที่ให้ผลร้ายต่อสุขภาพแล้ว ก็ไม่มียาชนิดใดในโลกช่วยได้
และการบังเกิดผลก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความพร้อมของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทควรหมั่นให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจดูสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 92 ก.ค. 51 โดยป้าบัว)
จากหนังสือ ‘มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต’ ซึ่ง ‘วิไลวรรณ อนุสารสุนทร’ ได้รวบรวมประโยชน์ทางยาอันมากมายของมะรุม จากการค้นคว้าศึกษางานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งประสบการณ์ตรงของตัวเอง และบุคคลต่างๆมาเรียบเรียง ไว้นั้น ได้บอกไว้ว่า
ผลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุม ดังนี้
มีไวตามินซี มากกว่าส้ม7 เท่า
มีแคลเซียม มากกว่านม4 เท่า
มีไวตามินเอ มากกว่าแครอท4 เท่า
มีโปรแตสเซียม มากกว่ากล้วย3 เท่า
มีโปรตีน มากกว่านม2 เท่า
มะรุม เป็นไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มาเป็นเวลานาน นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคภัยต่างๆได้ถึง 300 ชนิด
องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้า และวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นในเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเติบโตในประเทศด้อยพัฒนา เช่น กลุ่มประเทศในแอฟริกาตอนใต้ และประเทศอินเดีย
กลุ่มองค์กรการกุศลหลายแห่งได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ จำนวน 25 ท่านจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองวิจัย โดยนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัด แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ก็หันมาให้ความสนใจ และทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ประโยชน์ทั้งหลายที่พอจะรวบรวมได้มีดังต่อไปนี้
1. ใช้รักษาโรคขาดสารอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ ลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดจากการขาดสารอาหารได้เป็นอย่างดี ในกรณีเด็กแรกเกิด การให้สารมะรุม ทำได้ดีที่สุดโดยผ่านทางน้ำนมมารดา เมื่อทารกดื่มนมมารดาที่รับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอ สารอาหารสำคัญๆ จะผ่านสู่ทารกโดยง่าย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานและเพิ่มแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกให้มารดาเป็นอย่างดี
2. ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ทำการรักษา
3. ใช้ควบคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องช่วยตัวเองด้วยการควบคุมอาหาร การบริหารร่างกายง่ายๆ เช่น การเดิน การรำไท้เก็ก เป็นต้น มิฉะนั้นแล้ว การบำบัดด้านนี้จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ถ้ารับประทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากจะทำให้มารดามีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรงแล้ว ทารกที่เกิดมาก็จะมีสุขภาพสมบูรณ์และโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อ HIV ย่อมลดน้อยลงด้วย มะรุมจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้แก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
5. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานที่ต่ำลงของผู้ป่วยโรคเอดส์ ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างคนปกติ ทั่วไปในสังคม
6. ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และถ้าหากเป็นอยู่ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยลดการแพ้รังสี ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และมีร่างกายแข็งแรง
7. ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคเก๊าท์ โรคไขข้อและกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8. ช่วยรักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัว เพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะทำให้สายตาดีขึ้น
9. รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น
10. รักษาปอดให้แข็งแรงและช่วยรักษาโรคปอดอักเสบ
11. รักษาโรคทางเดินหายใจอักเสบ โรคโพรงจมูกอักเสบ หอบหืด และโรคภูมิแพ้
12. ช่วยเชื่อมต่อกระดูกที่หักได้ผลรวดเร็ว
13. ช่วยรักษาโรคคอหอยพอกชนิดมีพิษ มีผลในเพศหญิงเต็ม 100% ชาย 75%
ใบมะรุมสดก็เหมือนผักใบเขียวทุกชนิด ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมาก เพราะจัดเป็นยาถ่ายประเภทหนึ่ง ส่วนฝักมะรุมนำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท ขณะที่เมล็ดแก่มีคุณค่ามหาศาล เพียงวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน จะช่วยให้ การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เมื่อการขับถ่าย กลับเป็นปกติแล้ว ขอแนะนำว่าควรงดการรับประทานเพราะเมล็ดมะรุมเป็นยาปฏิชีวนะอย่างอ่อน อาจจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน
นอกจากนี้เมล็ดมะรุมยังให้น้ำมันที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศอีกด้วย เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ชนชาติอียิปต์โบราณนำน้ำมันชนิดหนึ่งมาใช้ปรุงอาหาร บำรุงและรักษาผิวพรรณ และใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติพิเศษ
สรรพคุณของน้ำมันมะรุม มีดังนี้
1.ใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่ดีกว่าเพราะไม่มีกลิ่นเหม็นหืนภายหลัง 2.ช่วยบำรุงรักษาผิวที่แห้งให้ชุ่มชื้น และช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิว 3.ช่วยรักษาโรคเชื้อราตามผิวหนัง เช่น โรคน้ำกัดเท้า เชื้อราตามซอกเล็บ และผิวแห้งเพราะเชื้อรา 4.รักษาแผลถูกมีดบาด หรือแผลสดเล็กๆน้อยๆ 5.ลดอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กอ่อน 6.ลดอาการปวดบวมของโรค ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ 7.ช่วยรักษาแผลในปากหรือแผลของ โรคปากนกกระจอก 8.ใช้นวดกระชับกล้ามเนื้อ และบรรเทา อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี 9.ช่วยบรรเทา อาการเกิดสิวบนใบหน้า 10.ช่วยลบรอยจุดด่างดำของผิวอันเป็นผลจากการโดนแดด หรือการเสื่อมตามวัย 11.ใช้นวด ศีรษะ รักษาโรคเชื้อราบนหนังศีรษะ บรรเทาอาการผมร่วง และอาการคันศีรษะ 12.ช่วยถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย 13.บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามบั้นเอวและขา เนื่องจากการ ยืนนานๆ อาการปวดตามไหล่ และปวดศีรษะ 14.ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้บอกไว้ว่า แม้จะได้ยาวิเศษมหัศจรรย์ แต่หากไม่รู้จักการควบคุมดูแลตนเอง หรือหลีก เลี่ยงอาหารที่ให้ผลร้ายต่อสุขภาพแล้ว ก็ไม่มียาชนิดใดในโลกช่วยได้
และการบังเกิดผลก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความพร้อมของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทควรหมั่นให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจดูสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 92 ก.ค. 51 โดยป้าบัว)


