xs
xsm
sm
md
lg

วันคืนล่วงไป

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

กาลเวลาเป็นเครื่องตักเตือนสอนให้เราเป็นผู้ไม่ประมาทในภารกิจหน้าที่ ของตน และการที่จะประกอบกุศลกิจ มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น อันจะเป็นผลตอบแทนให้ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

จะยกอุทาหรณ์ของผู้ใช้กาลเวลาไม่ให้เป็นประโยชน์ ย่อมนำความทุกข์เดือดร้อน มาให้แก่ตน

เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล มีสามีภรรยาคู่หนึ่งผู้เกิดมาในกองเงินกองทองไม่เคยแสวงหาโภคทรัพย์นับแต่เกิดมา มารดาบิดาทั้งสองฝ่ายได้มอบเงิน สดให้บุตรธิดาของตนคนละ ๔๐ โกฏิ รวมเข้ากันเป็น ๘๐ โกฏิ ไม่นับสมบัตินอกจาก นี้มีบ้านเรือนและเครื่องแต่งตัวเป็นต้น เริ่มแต่วันแต่งงาน คู่รักผู้ระเริงในกามคุณทั้ง ๕ พากันกระหยิ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับว่าจะเย้ยความอนาถาในอนาคต ความเห็นมันช่างตรงกันเอาเสียเหลือเกิน ในเมื่อผลกรรมมันจะตามสนอง สองสามีภรรยา พากันปรารภว่า สมบัติมหาศาลเห็นปานนี้ ถึงแม้ไม่แสวงหา มนุษย์คนไหนจะมีอายุ ๑๐๐ ปีก็ใช้ไม่หมด ประโยชน์อะไรกับการแสวงหาทรัพย์เป็นการยุ่งยากเปล่าๆ อย่าเลย เราทั้งสองจงพากันมาหาความสุขในชีวิตนี้ให้สมปรารถนาเสียดีกว่า แล้วทั้งสอง ก็พากันใช้จ่ายทรัพย์อย่างชนิดที่เรียกว่ามือเติบ ต้องการอะไรใช้จ่ายไม่อั้น สุดแล้ว แต่ชอบใจในทางไหน ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นที่ทำให้ร่าเริงใจได้

เขาทั้งสองก็มีนิสัยชอบใจเช่นเดียวกันกับมนุษย์เพื่อนร่วมโลกอื่นๆ นั่นก็คือ สุรา นารี พาชี และกีฬาบัตร เป็นต้น ซึ่งตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ตรัส ว่าเป็นอบายมุข ใครประกอบเข้าแล้วย่อมนำมาซึ่งความฉิบหาย สองสามีภรรยาคู่นี้ก็อยู่ในข่ายนั้นเหมือนกัน ความคิดในเบื้องต้นผิดพลาดไปหมด เมื่อแก่เฒ่าชรามาก ทำงานไม่ไหวแต่ตัวยังไม่ตาย ใช้จ่ายทรัพย์หมดไปก่อน หมดตลอดถึงบ้านเรือนไร่นา ปศุสัตว์ต่างๆ จำหน่ายขายมาบำรุงอบายมุข ทำอย่างไร ทีนี้ยังเหลืออยู่วิธีเดียวซึ่งเป็นวิถีของคนอนาถา วิธีนั้นก็คือพากันปรารภจะออกขอทานตามหมู่บ้านและทุก ตรอกซอกซอยตามถนนต่างๆ

วันหนึ่งมายืนอยู่หน้าประตูศาลาเพื่อรอรับอาหารที่เหลือเศษจากภิกษุสามเณร พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตร แล้วตรัสแก่พระอานนท์ว่า เศรษฐีคนนี้ถ้าเธอประกอบอาชีพเมื่ออยู่ในปฐมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีที่หนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ ถ้าเธอ ประกอบอาชีพเมื่ออยู่ในมัชฌิมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีที่สองในกรุงราชคฤห์นี้ หากเธอประกอบอาชีพเมื่อปัจฉิมวัย เขาจะได้เป็นเศรษฐีคนที่สามในกรุงราชคฤห์นี้ หากเธอออกบวชแต่วัยต้น เขาจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ภรรยาของเขาจะได้สำเร็จพระอนาคามี หากเธอออกบวชในวัยกลาง เขาจะได้สำเร็จพระอนาคามี ภรรยาของ เขาจะได้สำเร็จพระสกทาคามี หากเธอออกบวชในวัยสุดท้าย เขาจะได้สำเร็จเป็นพระสกทาคามี ภรรยาเขาจะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน นี่เขามาฉิบหายเสียจากประโยชน์ทั้งสอง คือเสื่อมจากโภคทรัพย์และสามัญผลอันจะพึงได้รับ ดั่งนี้

ที่ชักอุทาหรณ์มาเล่าให้ฟังนี้ ก็พอจะมองเห็นแล้วว่า กาลเวลามีความสำคัญแก่ ความเป็นอยู่ของคนเราอย่างไร

วัน คืน เดือน ปี ถึงแม้จะเป็นธรรมดาของดินฟ้าอากาศก็ตามที แต่ชีวิตอายุของมนุษย์ สัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น วัน คืน เดือน ปี เป็นเครื่องวัดชีวิต อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ถึงใครจะคำนวณนับหรือไม่ก็ตาม แต่มันจะต้องนำเอาชีวิตของมนุษย์เหล่านั้นไปด้วยทุกขณะ ชีวิตของมนุษย์สัตว์จะหมดไปตามมันทุกขณะ

ผู้ประมาทแล้วได้ชื่อว่าปล่อยให้วันคืน เดือนปี กลืนกินชีวิตอายุหมดไปเสียเปล่า โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องตอบแทน ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมดูถูกชีวิตของตน โดยเห็น เป็นของเล็กน้อยด้วย เป็นของไม่มีสาระเปล่าจากประโยชน์ด้วย และรักษาได้ยากด้วย แต่ไม่ประมาทในการสร้างคุณงามความดี เพื่อให้ทันกับความเป็นอยู่อันมีประมาณน้อยนั้นๆ ฉะนั้น กาลเวลาจึงมีคุณค่าแก่ผู้ไม่ประมาทแล้วอย่างมหาศาล สามารถให้ผู้เจริญฌานสมาธิโดยปรารภความเสื่อมความสิ้นไปแห่งอัตภาพอันนี้ให้ ถึงมรรคผลนิพพานได้

แท้จริง การปรารภถึงความเสื่อมความสิ้นไปของอัตภาพสังขารของตนนั้นเป็นอุบายภาวนากัมมัฏฐานอย่างดีที่สุด สามารถระงับความวุ่นวาย ตัดสินอารมณ์ที่ข้อง อยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเห็นความเสื่อมสิ้นไปแห่งอัตภาพชีวิตนี้แล้ว ใครจะไปหลงเมาติดข้องอยู่ในอารมณ์อะไรอีกเล่า ชีวิตซึ่งเป็นของรักของเราแท้จริงจะต้องเสื่อมสูญไปอยู่แล้ว เปรียบเหมือนกับบุคคลผู้จำเป็นจะต้องจากสถานที่นี้แล้วไปสู่สถานที่อื่น จำเป็นจะต้องเตรียมการเดินทาง สัมภาระบาง อย่างอันมีค่าน้อย เขาจะต้องตัดสินใจสละเก็บเอาแต่ของที่มีค่ามากเท่านั้นติดตามไป ฉันใด ผู้มาใช้ปัญญายกเอากาลเวลา ความเสื่อมความสิ้นแห่งอัตภาพชีวิตอันนี้ขึ้นมา
พิจารณาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะสละลงเสียได้ซึ่งอารมณ์ทั้งหลาย อันเปรียบเหมือนสัมภาระอันมีค่าน้อย แล้วก็เก็บเอาแต่ของอันมีค่ามากคือความสุขสงบอันปราศจากนิวรณ์

ฉะนั้น ทุกๆคนจึงไม่ควรปล่อยให้กาลเวลาของเราล่วงเลยไปเสียเปล่า โดยที่เรามิได้ทำความดีอะไรชดใช้ชีวิตของเราที่หมดไป

เมื่อยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็อย่าเข้าใจว่าตนยังไม่แก่ ความจริงมันแก่มาแล้ว จากเด็กมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เด็กก็แก่มาแล้วจากครรภ์จึงคลอด ที่เขาเรียกกันว่านั่นเป็น เด็ก นั่นเป็นคนหนุ่มสาว นั่นคนแก่เฒ่า เขาเรียกตามความชอบใจซึ่งโลกเขานิยมสมมติกันอย่างนั้น ความจริงแล้วมิได้เป็นไปตามเขาว่า แต่หากมันเปลี่ยนสภาพไป ตามกาลเวลาของมันเอง ไม่ต้องให้ใครเรียกสมมติเอาตามใจชอบ จงพากันประกอบ คุณความดี มีการทำทานรักษาศีลอบรมจิตใจ ให้ถึงความสงบสุข

กาย เมื่อเกิดมาไม่พิการแล้ว จงทำให้ตนเองมีคุณค่าด้วยการฝึกหัดทำทาน นบน้อมกราบไหว้ในบุคคลหรือสถานที่ที่ควรกราบ จะเป็นเครื่องแสดงความดีงามในที่สาธารณะทั่วไป ให้เป็นผลกำไรในการลงทุนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยความลำบาก

วาจา เมื่อไม่เป็นใบ้ จงใช้ให้เป็นบุญเป็นคุณ อย่าได้เพิ่มพูนเอาบาปกรรมมาใช้ ด้วย ไม่พูดเท็จโกหก หลอกลวง ส่อเสียด สับปลับ เพ้อเจ้อ เหลวไหล ใส่ร้าย หาเรื่องทะเลาะกีดกันคนอื่นที่เขาจะทำดี อันเป็นทางนำมาแต่โทษโดยส่วนเดียว จงพยายามระวังสังวรวาจาพาทีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เว้นโทษดังกล่าวมานั่นเสีย

ใจ ซึ่งอาศัยกายและวาจาเป็นเครื่องประกอบความดี จงทำตนเป็นคนดี ในฐานะเป็นแขก เมื่อจะนึกคิดประกอบกิจสิ่งใด ไม่เอาแต่ใจของตนคนเดียว จงเหลียวแล กายและวาจาผู้รับใช้เราด้วย อย่าลืมภาษิตโบราณท่านว่า ป่าพึ่งเสือ เสือพึ่งป่า นาวาพึ่งน้ำ จิตใจจะผ่องใสสะอาดบริสุทธิ์ถึงวิมุติได้ ก็ต้องอาศัยกายนี้ เอากายนี้เป็นสำนักงาน ใช้เป็นสถานที่วิจัยสัจธรรม ตรงกันข้าม เมื่อใช้กายและวาจาประกอบกรรม ชั่ว ความมัวหมองก็จะตกมาเป็นของใจแต่คนเดียว

กายและจิตอันนี้ที่บุญกรรมและกิเลสนำมาตกแต่งให้ เมื่อนำมาใช้โดยหาสาระมิได้ ถึงแม้จะมีอายุยืนนาน ก็ปานประหนึ่งว่าหาอายุมิได้ (คือไม่มีประโยชน์) สมกับพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเวอปสฺสํ อุทยพฺพยํ
เอกาหํ ชีวตํ เสยฺโยปสฺสโต อุทยพฺพยํ

แปลว่า บุคคลใดมีชีวิตอยู่ร้อยปี แต่เขามิได้พิจารณาเห็นความเกิดความดับ (ของอัตภาพนี้)ผู้นั้นสู้ผู้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว แต่พิจารณาเห็นความเกิดความดับไม่ได้ ดังนี้

(แสดงธรรม ณ วัดเจริญสมณกิจ จ.ภูเก็ต วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖)

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 84 พ.ย 50 โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย)