xs
xsm
sm
md
lg

กินเจ ‘ล้างสารพิษ’ ทั้งร่างกายและจิตใจ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ช่วงนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็เริ่มเห็นธงเหลืองขนาดกะทัดรัดพัดปลิวไสวไปทั่ว อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเทศกาลกินเจกำลังเริ่มขึ้นแล้ว เทศกาลกินเจเป็นความเชื่อของคนจีนที่ยึดถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปีตามปฏิทินจีน เป็นวันเริ่มต้นของการไม่กินเนื้อสัตว์ทั้งปวงเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งระหว่างนี้ผู้ที่กินเจก็จะรักษาศีลไปด้วย เพื่อเป็นการชำระล้างร่างกายและจิตใจให้ผ่องแผ้ว

เมื่อก่อนนี้พอพูดถึงเทศกาลกินเจ เรามักจะนึกถึงชาวจีนรุ่นปู่ย่าหรือรุ่นพ่อแม่เท่านั้นที่นุ่งขาวและถือศีลกินเจในเทศกาลนี้ แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มหันมากินอาหารเจมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจกินตามกระแสแฟชั่นโดยไม่เข้าใจถึงแก่นแท้การกินเจที่ครบถ้วน แต่ก็เริ่มมีคนที่หันมากินเจเพื่อสุขภาพที่ดีกันมากขึ้น

เนื่องจากการบริโภคผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วย ให้ไปชะล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย รวมทั้งการงดบริโภคเนื้อสัตว์ก็จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนได้

• เจ ‘ดีท็อกซ์’ แบบธรรมชาติ

สง่า ดามาพงษ์
นักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย และอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวคุณประโยชน์ของอาหารเจว่า การกินเจในระยะเวลา 9-10 วันอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดถึง 1-2 กก. แต่ถ้าอยากจะมีสุขภาพที่ดีตลอดปีก็ต้องกินไปตลอดชีวิต เพราะอาหารเจเกือบทั้งหมดประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร และไฟเบอร์เป็นจำนวนมาก ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายออก เรียกได้ว่าการกินเจคือการใช้อาหารตามธรรมชาติที่มีผักและผลไม้ เพื่อ ‘ดีทอกซ์’ หรือเป็นการล้างสารพิษที่ตกค้างทั้งร่างกายและจิตใจ

ดังนั้น ผู้ที่รับประทานอาหารเจจึงไม่ค่อยประสบกับปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อ และที่สำคัญป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้เป็นอย่างดี เมื่อกินอาหารเจเป็นประจำ เลือดจะได้รับการ ฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมช้าลง จึงส่งผลให้มีผิวพรรณผ่องใส มีดวงตาที่เปล่งประกายสุกใส

นอกจากนี้ยังส่งผลถึงอวัยวะหลักและอวัยวะภายใน ทั้ง 5 ประกอบไปด้วย หัวใจ, ไต, ม้าม, ตับ, ปอด และอวัยวะภายในได้แก่ ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะอาหาร, ถุงน้ำดี ทำงานเป็นปกติมากขึ้น เพราะร่างกายไม่ต้องย่อยสลายโปรตีนและไขมันจำพวกเนื้อสัตว์ และในบรรดาผู้ที่รับประทานอาหารเจและพืชผักผลไม้เป็นประจำ จะไม่ค่อยประสบพบกับโรคร้ายต่าง เช่น โรคมะเร็งในกระเพาะ และโรคมะเร็งลำไส้ โรคริดสีดวงทวารหนัก เป็นต้น

• ‘ผักสี’ สีสันของชีวิต

‘ผัก’ ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักที่สำคัญในการกินเจ เพราะผักล้วนเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหาร แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าผักทั้งหลายใช่จะมีแต่สีเขียวเท่านั้น ความจริงมีการจำแนกสีของผักออกเป็น 5 สี ซึ่งผักแต่ ละสีนั้น นักโภชนาการพบว่าให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาใช้ผักในการประกอบอาหารเจนั้น ควรเลือกกินให้ครบ 5 สี เพื่อจะได้สารอาหารครบหมู่ แก่ร่างกาย

ผักสีเขียว เป็นสีแห่งชีวิต ส่วนมากจะพบในผักขม คะน้า ชะพลู บัวบก ถั่วฟักเขียว หรือพืชใบสีเข้มมีพฤกษเคมีสูง เช่น ลูเตน ซีแซนทิน และคลอโรฟิลล์ มีสารที่ช่วยปกป้องดวงตา ทำให้ลดโอกาสการเป็นโรคตาและต้อกระจกได้ และคลอโรฟิลล์จากพืชสีเขียวจะช่วยขับสารพิษออกจากลำไส้

สีขาว อาทิ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กะหล่ำดอก มะพร้าว ถั่วขาวหรือถั่วลิสง ฯลฯ ผักประเภทนี้จะมีสารต้านมะเร็ง และมีคุณสมบัติในการย่อยอาหาร ป้องกันการเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร

สีแดง แดงส้ม แสด ชมพู อาทิ มะเขือเทศ พริกสุก แครอท มะละกอ ส้ม แตงโม ถั่วแดง ฯลฯ ล้วนมีสารอาหาร ที่ต้านอนุมูลอิสระ มีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง เมื่อกินเป็นประจำจะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งในร่างกาย และช่วยขยายหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และการกินอาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในปอด ในช่องท้อง และตับอ่อน ลดการสร้างเนื้องอกในปากมดลูก และช่วยคุณผู้ชายลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

สีดำ น้ำเงิน ม่วง อาทิ มะเขือม่วง เผือก เห็ดหูหนู ละมุด ลูกหว้า องุ่น ถั่วดำ ฯลฯ ผักประเภทนี้ส่วนใหญ่ จะมีสารแอนโธไซยานิน มีคุณสมบัติในการป้องกันสารอันตรายไม่ให้สะสมในเส้นเลือด ซึ่งจะช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้สาร ‘สโคโพเลติน’ ที่อยู่ในมะเขือม่วง ยังช่วยยับยั้งการเกร็ง ของกล้ามเนื้อในร่างกาย เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่มีอาการทางประสาทมักจะรับประทานมะเขือม่วงร่วมด้วย

สีเหลือง สีส้ม อาทิ ฟักทอง แครอท ข้าวโพด พริกเหลือง มะม่วง กล้วย ทุเรียน ถั่วเหลือง ฯลฯ สารอาหารสีส้ม สีเหลืองจะช่วยให้ร่างกายเบาสบายเป็นปกติ ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เช่นผักสีเหลืองในพริกหวานประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นตัวควบคุมการเพิ่มออกซิเจน หรือ Oxidation ของสารในร่างกาย ซึ่งจะมีผล ต่อการชะลอความแก่ และป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากพริกหวานแล้ว ผักสีเหลืองที่มีเบต้าแคโรทีนสูงอย่างฟักทอง และแครอท ซึ่งมีแคโรทีนอยด์สูงสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้

• แนะกินเจอย่างปลอดภัย

มีหลายคนมักกังวลว่าถ้ากินเจเพียงแค่ 9-10 วันนั้นอาจจะไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้ากินไปเป็นระยะเวลานานจะมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารประเภทโปรตีนที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ‘สง่า ดามาพงษ์’ ไขข้อข้องใจเรื่องนี้ว่า การกินเจ ก็ไม่ต่างจากการรับประทานอาหารทั่วๆไป เพียงแต่จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นผู้ที่กินอาหารเจจึงควรจะบริโภคโปรตีนทดแทนจากเต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่าเต้าหู้แผ่น 1 แผ่นสามารถใช้ทดแทนเนื้อสัตว์และไขมันได้ถึง 3 ช้อน และการกินเจนั้นไม่ควรบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่งในประมาณที่มากเกินไป

โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการได้แนะนำวิธีการกินเจอย่างถูกต้องและปลอดภัย คือควรจะเลือกรับประทานผักในปริมาณที่เหมาะสม วันหนึ่งควรกินผักประมาณ 8-12 ทัพพี เพราะถ้าบริโภคผักในปริมาณที่มากเกินไป แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จะกลับเป็นโทษคือจะส่งผลให้ร่างกายย่อยยาก ทำให้เกิดอาการท้องผูก และถ้าในผักมีสารพิษเจือปนอยู่ จะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมได้ดี เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง หรือโรคกระดูก เป็นต้น

ดังนั้น ควรเลือกใช้ผัก ธัญพืช และผลไม้ปลอดสารพิษ และใช้อาหารประเภทเต้าหู้แผ่น หรือถั่วเหลือง มาประกอบอาหารเพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดหายไป

สำหรับการประกอบอาหารเจนั้น คนส่วนมากยังมีการ เข้าใจผิดว่าน้ำมันพืชไม่มีคอเรสเตอรอลเหมือนน้ำมันจากสัตว์ แต่นักโภชนาการเตือนไว้ว่า ถ้ากินน้ำมันพืชในปริมาณ มากก็จะส่งผลให้มีไขมันส่วนเกินได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่รับประทานเจจะต้องปรุงอาหารให้มีความหลากหลาย สามารถหลีกเลี่ยงอาหารทอดและผัดที่ต้องใช้ไขมันพืชมากๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีการต้ม นึ่ง หรืออบก็ได้

อาหารประเภทแป้งมักเป็นส่วนประกอบสำคัญในเมนูอาหารเจ เพราะอาหารเจทุกวันนี้ผู้ประกอบการหลายรายพยายามนำแป้งหรือที่เรียกว่า ‘หมี่กึง’ มาทำเป็นรูป เนื้อสัตว์ต่างๆ ผู้บริโภคก็เข้าใจว่าเนื้อสัตว์จำลองเหล่านั้น ทำมาจากถั่วเหลือง ทำให้เกิดการรับประทานแป้งเข้าไปมาก

ในเทศกาลกินเจนอกจากจะต้องรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะแล้ว สำหรับผู้ที่เคร่งครัดยังมีข้อควรพึงระวัง หลีกเลี่ยงการบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนอีก 5 ชนิดที่นักแสวงบุญทุกคนจะแตะต้องไม่ได้ในช่วงเทศกาลกินเจ เพราะตามหลักการแพทย์จีนแล้วถือว่ามีสารพิษไปทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกายทำให้อวัยวะหลักภายในทั้ง 5 ทำงานไม่เป็นปกติ ประกอบไปด้วย

1.กระเทียม ทำลายธาตุไฟในร่างกายทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ

2.หัวหอม ทำลายธาตุน้ำในร่างกายทำให้ไตทำงานไม่ปกติ

3.กุยช่าย ทำลายธาตุไม้ในร่างกายทำให้ตับทำงานไม่ปกติ

4.หลักเกียว ทำลายธาตุดิน ทำให้ม้ามทำงานไม่ปกติ

5.ใบยาสูบ ทำลายโลหะในร่างกายทำให้ปอดทำงานไม่ ปกติ

กินเจปีนี้นอกจากจะได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดแล้ว ก็อย่าลืมชำระล้างจิตใจให้ผ่องใสไปพร้อมๆกัน ด้วยการคิดดีทำดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ต้องได้รับความเดือดร้อน เพียงเท่านี้ความสงบสุขก็บังเกิดขึ้นในใจของทุกคนแล้ว

อิ่มใจ ‘ขอพร’ ให้จิตสดชื่น

การกินเจนอกจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพแล้ว ช่วงระหว่างที่กิน จะต้องทำตัวให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ จึงจะเรียกได้ว่า ‘ถือศีลกินเจ’ ดังนั้น ผู้กินเจมักจะไปทำ บุญไหว้พระตามสถานที่ต่างๆ ที่มีความหมาย เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต เพราะเชื่อกันว่าใครที่ถือศีลกินเจช่วงนี้ถ้าตั้งจิตอธิษฐานขออะไร ก็จะได้สมปรารถนา ซึ่งวัดและศาลเจ้าจีนต่างๆในย่านเยาวราช กรุงเทพฯ ที่ผู้คนนิยมไปกันนั้น อาทิ

วัดมังกรกมลาวาส หรือที่คนจีนเรียกว่า ‘วัดเล่งเน่ยยี่’ ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว ถือเป็นวัดยอดนิยมของชาวจีน ภายในวัดมีเทพเจ้าหลายองค์ซึ่งผู้คนเคารพศรัทธา ได้แก่ ‘ไท้ส่วยเอี๊ย’ ซึ่งเป็นเทพที่คุ้มครองดวงชะตา ถ้าใครได้มากราบไหว้ขอพรแล้วจะประสบพบกับความโชคดีมีชัยตลอดไป หรือ ‘เอี้ยะซือฮุก’ หรือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ผู้เป็นหมอยา จึงมักมาบนบานศาลกล่าว ขอให้มีร่างกายที่แข็งแรง และหายป่วยโดยไว

ศาลเจ้าโจวซือกง เป็นอีกศาลเจ้าหนึ่งที่ชาวไทยเชื้อสาย จีนส่วนมากมักจะมาสักการะองค์ ‘เซ็งจุ้ยโจวซือ’ เพราะถือ ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งหมอยา เพื่อขอพรให้หายจากอาการป่วยไข้

ศาลเจ้าเล่าปุงเถ่ากง แถวทรงวาด ศาลแห่งนี้ถือเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนโบราณชาวจีนในย่านนี้ เพราะในอดีต เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ศูนย์รวมศรัทธาของชาวแต้จิ๋ว และเป็นจุดกำเนิดสมาคมชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยด้วย ภายในศาลประดิษฐานเทพประธานคือ ‘ตั่วเหล่าเอี้ย’ หรือ ‘เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่’ ซึ่งเป็นเทพที่ชาวแต้จิ๋วเคารพบูชาที่สุด โดยมักจะนิยมมาไหว้พร้อมทั้งกู้เงินศาลเจ้าเพื่อใช้เป็นขวัญถุง เพื่อความเป็นสิริมงคล และนำมาชำระคืนในปีต่อไป โดยให้ดอกเบี้ยเท่ากับจำนวนเงินต้นที่กู้ไป

หนุ่มสาวที่ครองโสดอยากพบรักแท้ก็ต้องไปที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม อยู่แถวท่าน้ำสวัสดี ซึ่งนอกจากจะมีองค์เจ้า แม่ทับทิมเป็นเทพประธานของศาลแล้วยังมี เทพท้อฮวย และเทพฮัวฮะ ซึ่งเป็นเทพที่ให้คุณในด้านคู่ครองและความ ปรองดองให้บังเกิดขึ้นภายในครอบครัว

มาถึงศาลเจ้าที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 100 ปีกันบ้าง ศาลเจ้าแม่กวนอิมฉื่อปุยเนี่ยเนี้ย เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เทพประธานในศาลคือ เจ้าแม่กวนอิมฉื่อปุยเนี่ยเนี้ย จุดเด่นของศาลแห่งนี้คือ กระถางธูปตั้งกลับทิศเข้าสู่ศาล ขณะที่ศาลอื่นกระถางธูปหันหน้าออกศาล เพราะมีความเชื่อเดิมเล่ากันว่าย่านสำเพ็งและเยาวราชมีเพลิงไหม้บ่อย แต่ทุกครั้งเมื่อไฟลามมาถึงข้างหลังศาล ไฟที่โหมแรงอยู่ก็พลันดับไป ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าเจ้าแม่ช่วยปัดเป่าไม่ให้ไฟเข้ามา เพราะฉะนั้นชาวจีนจึงนิยมมากราบไหว้ขอพรเพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้หมดไป

จากศาลเจ้าแม่กวนอิมฉื่อปุยเนี่ยเนี้ย เลยไปที่ มูลนิธิเทียนฟ้า ซึ่งเป็นมูลนิธิแห่งแรกของประเทศไทย โดยการรวมตัวของชาวจีนกลุ่ม 5 ภาษา ก่อตั้งขึ้นเพื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ยากไร้ให้ได้รับการรักษาพยาบาล ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม แกะสลักจากไม้เนื้อหอม เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติของผู้ป่วยที่มักจะมาอธิษฐานขอพรให้หายจากอาการป่วยไข้ และมีสุขภาพแข็งแรง

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ ศาลเจ้าไต้ฮงกง อยู่ตรงข้าม สน.พลับพลาไชย เป็นที่ประดิษฐานองค์ไต้ฮงโจวซือ ในช่วงเทศกาลสำคัญของชาวจีน ก็มักจะมาสักการะและทำบุญที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

ศาลเจ้ากวางตุ้งและมูลนิธิกว๋องสิว ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม เทพเจ้ากวนอู ขงจื้อ เทพเจ้าหมั่นเช้ง ซึ่งชาวจีน ยังเชื่อว่าถ้าลูกหลานได้มาสักการะเทพเจ้าหมั่นเช้ง ซึ่งเป็นเทพแห่งการศึกษา จะมีสติปัญญาดี ประสบความสำเร็จในเรื่องการศึกษา

เช่นเดียวกับศาลเจ้ากวนอู อยู่ที่ตลาดเก่า ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าแห่งความกล้าหาญและซื่อสัตย์ โดยด้านซ้ายและขวา เป็นเทพเจ้ากวนเพ้ง(บุตรชายของเทพกวนอู) และเทพเข้าจิวชังกง (ขุนพลคู่ใจของเทพกวนอู) เพื่อขอพรให้บุตรหลานและบริวารอยู่ในโอวาท

และเทศกาลกินเจทั้งทีต้องไม่พลาดโรงเจบุญสมาคม (โรงเจตรอกไกร) เพราะโรงเจแห่งนี้เดิมเป็นศาลเจ้าของลัทธิเต๋า เทพประธานคือ องค์เทพกฤติมาศรม (ต๋าบ้อ) และนพราชาทั้ง 9 พระองค์(กิ๋วอ๊วงฮูกโจ้วหรือกิ๋วอ๊วงไต่ตี) ถือเป็นโรงเจที่สมบูรณ์เพียงแห่งเดียวในเขตสัมพันธวงศ์ ในช่วง เทศกาลกินเจ สถานที่แห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้มาปฏิบัติธรรมและมากราบไหว้ขอพรเทพเจ้าเพื่อให้เกิดผลบุญกับตัวเอง

สำหรับคนไทยที่หันมากินเจในช่วงเทศกาลนี้ ถ้าไม่ไปไหว้ พระตามวัดจีน ก็สามารถไปไหว้พระตามวัดไทยที่มีความหมายเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตามความเชื่อ อาทิ

วัดพระศรีรัตนศาสนดาราม หรือวัดพระแก้ว กราบไหว้ พระแก้วมรกต เพื่อให้มีแก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา ถัดมาก็คือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ซึ่งอยู่ใกล้วัดพระแก้ว เชื่อกันว่าถ้าได้ไหว้พระนอนวัดโพธิ์แล้วจะอยู่ดีกินดีตลอดทั้งปี มาถึงวัดยอดนิยมอีกวัดหนึ่งสำหรับชาวไทยคือวัดชนะสงคราม เพื่อขอพรให้ตัวเองมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง ต่อกันที่ วัดสุทัศน์เทพวราราม เพื่อให้ชีวิตตัวเองมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคล ทั่วไป หลังจากนั้นจึงไปวัดสระเกศ ที่อยู่ตรงภูเขาทอง เพื่อให้ชีวิตมั่นคงดั่งขุนเขา ส่วนวัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อให้มี ชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี จากนั้นไปที่วัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง เชื่อกันว่าถ้าไหว้พระวัดแจ้งจะทำให้ชีวิตโรจน์รุ่ง ทุกวันคืน สำหรับวัดไตรมิตรวิทยาราม หรือ ‘วัดสามจีน’ ซึ่งภายในวัดมีพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เชื่อกันว่าการได้มากราบไหว้แล้ว จะมีมิตรสหายที่ดี

เมื่อทำบุญไหว้พระแล้วก็อย่าลืมแผ่เมตตาและความรู้สึกดีๆ ไปยังเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันด้วย เพื่อจะได้ อิ่มทั้งบุญและอิ่มทั้งใจ ไปพร้อมๆกัน

ชวนชิมร้านอาหารเจ

เมื่อก่อนนี้พอถึงช่วงเทศกาลกินเจ หลายคนที่ถือศีลกินเจต้องบ่นว่าหาอาหารเจกินยากมากๆ บางคนถึงกับต้องทำอาหารเจกินเองและหอบเอาไปกินที่ทำงานด้วย

แต่เดี๋ยวนี้กระแสของเจมาแรงมาก บรรดาร้านอาหารทั้งหลายก็ขอเกาะกระแสไปด้วย ส่งผลให้เทศกาลเจแต่ละปีคึกคักไปด้วยเมนูอาหารเจเด็ดๆ ที่แต่ละร้านค้ารังสรรค์สูตรแปลกใหม่ขึ้นมาต้อนรับคนกินเจ ทั้งหน้าตาและรสชาติ ทำเอาคนไม่กินเจบางคนถึงกับเปลี่ยนใจหันมาลิ้มลองบ้าง

เมื่อพูดถึงแหล่งอร่อยของอาหารเจนั้น ต้องยกให้ ‘เยาวราช’ ถือเป็นแหล่งอาหารเจที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ถ้าใครที่กินเจแล้วควรจะหาเวลามาตระเวนกินอาหารเจในย่านนี้ เพราะตลอดช่วงเทศกาลกินเจนั้นตั้งแต่หัวถนนไปยันท้ายถนน รวมถึงตรอกซอกซอย ต่างพร้อมใจกันติดธงเหลืองต้อนรับคนกินเจอย่างอบอุ่น เรียกได้ว่ามีให้เลือกกินตั้งแต่อาหารธรรมดาจนถึงเจแบบเหลา (ภัตตาคาร)ทีเดียว

เริ่มตระเวนกินจาก ร้านกั๋มหล่ง ภัตตาคารจีนสไตล์ฮ่องกง ร้านนี้เคยคว้ารางวัลจากการประกวดที่เยาวราชมาแล้วในเมนู ‘เนื้อแพะผัดปลาท่องโก๋’ และ จานเด็ด ‘หยกขาวสายรุ้ง’ ซึ่งเป็นอาหารเก่าแก่และยอดฮิตของฮ่องกง ประกอบด้วยสมุนไพรที่บำรุงสุขภาพ เช่นแป๊ะก้วย แปะฮะ สาหร่ายทะเลทราย ถั่วลันเตา

ภัตตาคารเซียงปิงเหลา ในโรงแรมแกรนด์ ไชน่า ปริ้นเซส ที่ทำอาหารเจแบบโต๊ะจีน และรังสรรค์เมนูเจแปลกอร่อยมาบริการ อาทิ ‘พิซซ่าหยก’ หรือในภาษาแต้จิ๋วว่า ‘กั๊ก ก๋วย หลัว’

ร้านลิ้มอ่วงซุย ขายซาลาเปามาตั้งแต่รุ่นอาม่า หรือ 60 กว่าปีมาแล้ว มีทั้งซาลาเปาเจไส้ผักกะหล่ำปลีและไส้เห็ดหอมหมี่กึง รสชาติหอมอร่อยแถมสะอาด เพราะทำหมี่กึงเอง

ร้านเล่งหมวย อยู่ซอยเจริญกรุง 16 ร้านนี้ขายอาหารเจ ตลอดทั้งปีกว่า 50 อย่าง มีทั้งอาหารตามสั่งในราคาย่อมเยา เมนูเด็ดที่ควรลิ้มลองคือ ‘ข้าวทิพย์รวมใจเจ’

ร้านฮุ่นกวงไชน่าทาวน์ อยู่ติดกับร้านทองเลี่ยงเซ่งเฮง ที่ พอถึงหน้าเทศกาลกินเจจะต้องทำอาหารแปลกใหม่มาให้ลองชิมกัน อย่างเช่น ‘ขลุ่ยปูเจ’ หน้าตาเหมือนขลุ่ย แต่ทำมาจากใบปอเปี๊ยะห่อด้วยเครื่องเทศดัดแปลง

ร้านตั้งเองกวง อยู่ที่ตรอกอิสรานุภาพ ซึ่งทำหอยจ้อเจ โดยจะเน้นของที่มาจากธรรมชาติและไม่ใส่หัวเชื้อสกัดกลิ่นกุ้งหรือหมู ส่วนผสมหลักเป็นเผือก มันแกว เห็ดหอม แถมด้วยหมูแดงเจ สูตรพิเศษที่ทำหมี่กึงเอง

ร้านอาหารเจริญไทยซีฟู้ด อยู่ตรงข้ามรุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว และยังมีอีกสาขาที่ขายอาหารเจตลอดทั้งปีที่ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 5 คลองสาน เมนูที่แนะนำคือ ผัดไทยสวรรค์ดาวดึงษ์ เป็นผัดหมี่เหลืองเจนั่นเอง แต่รสชาติของ เส้นหมี่นั้นหอมอร่อยมาก แถมผัดไม่แฉะน้ำมันอีกด้วย

ร้านเจ๊แดง อยู่แถวตลาดเก่า อาหารเจที่แนะนำคือ ผัดฮกซิ่วเขาลูกช้าง ที่มาของเมนูนี้เพราะเจ๊แดงเจ้าของร้านไปไหว้พระที่เขาลูกช้างแล้วไปชิมเมนูนี้ที่ชาวไต้หวันทำมาถวายพระ ก็เลยจำสูตรมาทำเอง และร้านนีี้้ยังขึ้นชื่อเรื่องยำเกี่ยมฉ่ายอีกด้วย

ร้านเจ๊อ้วน ตรงข้ามห้างคาเธ่ย์ ขึ้นชื่อเรื่องบัวลอยน้ำขิง เขาบอกว่าเป็นเจ้าแรกในเยาวราชที่นำบัวลอยน้ำขิงมาเผยแพร่ จนเดี๋ยวนี้มีขายเกร่อไปหมด เจ๊อ้วนบอกว่าไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้แล้วไปกินบัวลอยแห้งอร่อยถูกปาก เลยจำสูตรมาดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นคนไทย

ส่วนย่าน ‘สะพานเหลือง’ ซึ่งเป็นย่านการค้าของคนจีน พอถึงเทศกาลกินเจถนนเส้นนี้ก็คึกคักไปด้วย พอแดดร่ม ลมตกก็จะมีบรรดาร้านรถเข็นออกมาจับจองพื้นที่ริมถนน ขายอาหารเจกันไปจนถึงดึกดื่น อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ ขนมจีบ ซาลาเปาเจ รวมถึงอาหารตามสั่งทั้งก๋วยเตี๋ยวเจ กระเพาะปลาเจ ราดหน้าเจ ฯลฯ และขนมหวานอย่าง บัวลอยน้ำขิง แป๊ะก้วย ข้าวเหนียวดำ เต้าส่วน ฯลฯ

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 83 ต.ค.50 โดย ศศิวิมล แถวเพชร)