xs
xsm
sm
md
lg

‘พระบรมรูปทรงม้า’ ถวายแด่พระราชาผู้ทรงเป็นที่รัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นับถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ ๑๐๐ ปีมาแล้วที่ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระอิริยาบถทรงม้า ทรงเครื่องยศจอมพลทหารบก ประทับบนหลังม้าทรง หรือที่เรียกขานกันทั่วไปว่า ‘พระบรมรูปทรงม้า’ ได้ประดิษฐานอยู่ ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร
พระบรมรูปทรงม้า หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ ขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริง ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน สูงประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๕ เมตร ที่ฐานหิน อ่อนด้านหน้า มีจารึกบนแผ่นทองสัมฤทธิ์ สรรเสริญพระเกียรติคุณ พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ปฏิมากรผู้ปั้นหล่อพระบรมรูป เป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อ จอร์จ เซาโล บริษัท ซุซเซอร์ เฟรสฟอร์เดอร์ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อทรงเป็นแบบในการปั้น เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ในวโรกาสที่เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงประวัติการสร้างพระบรมรูปทรงม้าไว้ดังนี้
‘พระบรมรูปทรงม้านั้นเกิดแต่กรณี ๒ เรื่องประกอบกัน กรณีที่ ๑ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จไปยุโรปครั้งหลังเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ เวลานั้นทรงสร้างถนนราชดำเนินเสร็จ และได้ลงมือสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งคิดแผนผังสนามใหญ่เชื่อมถนนราชดำเนินกับบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว กรณีที่ ๒ เวลานั้นยังอีกปีเศษ จะถึงอภิลักขิตมงคล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินนับได้ ๔๐ ปี รัชกาลยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นบรรดาได้ปกครองประเทศสยามแต่ปางก่อนทั้งสิ้น กำหนดว่าจะมีการสมโภชเป็นงานใหญ่ ดำรัสสั่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็น ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครให้ทรงปรึกษากับเสนาบดีคิดกะโครงการพิธีรัชมงคลว่าจะทำอย่างไรเสีย แต่ในเวลาเสด็จไม่อยู่แล้วกราบทูลไป อย่ารอไว้ให้เสียเวลา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชจึงตรัสให้ปรึกษาในที่ประชุมเสนาบดี มีความเห็นพร้อมกันว่า ‘การสมโภช’ เช่นเมื่อเสด็จกลับจาก ยุโรปคราวแรกเป็นต้นก็ดี และ ‘การฉลอง’ เช่นเมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ อายุครบ ๑๐๐ ปีเป็นต้นก็ดี ได้ทำมาในรัชกาลที่ ๕ แล้วหลายอย่าง แต่ล้วนเป็นการที่รัฐบาลหรือบุคคลต่างจำพวกช่วยกันทำแทบทั้งนั้น งานฉลองราชสมบัติรัชมงคลครั้งนี้ผิดกับงานอื่นที่ได้เคยทำมาแต่ก่อน ด้วยเป็นมงคลอันพึงประสบได้ด้วยยากยิ่งนัก ควรให้ผิด กับงานแต่ก่อนๆ เห็นว่าควรถือเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปกครองทำนุบำรุงประเทศ และประชาชน ชาวสยามให้เจริญรุ่งเรือง และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุขสำราญมาช้านานกว่าพระมหากษัตริย์แต่ปางก่อน ข้อนี้เป็นหลักชักชวนชาวสยามทุกชาติทุกภาษาทั่วราชอาณาเขต ให้บริจาคทรัพย์ตามกำลัง รวมเงินนั้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของชาวสยามรายตัวทั่วหน้าพร้อมใจกันสนองพระเดชพระคุณอย่างที่เรียกกันเป็นสามัญว่า ‘ทำขวัญ’ แล้วแต่จะทรงใช้สอยเงินนั้นตามพระราชหฤทัย ให้กระทรวงนครบาล เป็นเจ้าหน้าที่บอกบุญในกรุงเทพฯ และกระทรวงมหาดไทยบอกบุญตามหัวเมือง กำหนดเป็นหัวข้อสำคัญในการบอกบุญนั้น คือ ๑ อย่าให้เป็นการกะเกณฑ์อย่างไร แล้วแต่ใจใครสมัครให้เท่าใด แม้เพียงเป็นจำนวนสตางค์ก็ได้ แต่ ๒ ให้พยายามบอกทั้งเหตุและการที่ทำบุญนั้นให้รู้ทั่วทุกตัวคนบรรดาอยู่ในพระราชอาณาเขต เวลาเมื่อปรึกษากันนั้นมีเสนาบดีบางคนเห็นว่าควรจะสร้างสิ่งอันใดไว้เป็น อนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติด้วยสักสิ่ง ๑ แต่ข้อนี้ตกลงกันว่า ควรจะรอไว้ลงมติต่อเมื่อรู้เค้าว่าจะได้เงินเฉลิมพระขวัญสักเท่าใดก่อน

ในเวลาเมื่อกำลังบอกบุญอยู่นั้น ได้ทราบข่าวมาแต่ยุโรปว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทอดพระเนตรวังแวซายในประเทศฝรั่งเศส โปรดพระรูปพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ทรงม้าหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ อันตั้งไว้ในลานข้างหน้าพระราชวัง ทรงปรารภว่า ถ้ามีพระบรมรูปของพระองค์ทรงม้าตั้งไว้ในสนามที่ถนนราชดำเนินต่อกับบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมจะเป็นสง่างามดี เหมือนเช่นเขามักมีกันตามประเทศต่างๆในยุโรป สืบราคาสร้างพระบรมรูปเช่นนั้นว่าราว ๒๐๐,๐๐๐ บาท ได้ข่าวที่กล่าวมาประจวบเวลา กับที่ได้เค้าว่ามีคนยินดีถวายเงินเฉลิมพระขวัญแพร่หลายจะได้เงินมาก ที่ประชุมเสนาบดีจึงลงมติ แล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชกราบทูลขอถวายพระบรมรูปทรงม้านั้นเป็นของประชาชนชาวสยามสนองพระเดชพระคุณในงานรัชมงคล ก็โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต จึงเกิด มีพระบรมรูปทรงม้าขึ้นด้วยประการฉะนี้..’
เพียงปีเศษหลังการเสด็จประทับทรงเป็นแบบปั้น ณ ประเทศฝรั่งเศส การปั้นหล่อพระบรมรูปทรงม้าก็สำเร็จเรียบร้อย และได้ส่งมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ ได้มีการอัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นหน้าพระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงประกอบพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ ซึ่งเป็นวันครบรอบการครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี (รัชกาลที่ ๕ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๑๑) พร้อมทั้งได้ พระราชทานพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า
“เราขอแสดงความขอบใจท่านทั้งหลายแท้จริง พร้อมกันกับพระบรมวงศานุวงศ์ ท่านผู้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งอาณา ประชาราษฎร์ของเราในการที่ได้ยกย่องให้เกียรติอันยิ่งใหญ่แก่ตัวเรา แต่เวลาที่ยังมีชีวิต จงเป็นที่ตั้งแห่งความพอใจของเราอยู่เป็นนิตย์นิรันดร...”
เงินเฉลิมพระขวัญที่อาณาประชาราษฎร์ได้พร้อมใจกันถวายในครั้งนั้นได้มาถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ดังนั้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการสร้างพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ยังคงเหลือเงินอีกล้านเศษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในเวลานั้นได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้คือ เพื่อทรงใช้สอยตาม พระราชอัธยาศัย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ใช้เงินนั้นสถาปนาการอย่างใด อย่างหนึ่งให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกร เพื่อสนองคุณความกตัญญูกตเวทีที่ได้มีต่อพระองค์ แต่ยังไม่ทันจะมีข้อสรุปว่าจะทำอะไร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัวได้ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงทรงให้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยโปรดให้ใช้เงินเฉลิมพระขวัญนั้นสถาปนาสถาบันอุดมศึกษา แห่งแรกของประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๕๘ และพระราชทานนามว่า ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ตามพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ ๕ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ‘พระปิยมหาราช’ ทางการได้จัดให้มีพิธีถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงดำริขึ้น และสืบต่อมาจนปัจจุบัน เพื่อถวายราชสักการะ และเพื่อแสดงกตเวทิตาคุณ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ