7. จะเข้าสู่ทางสายกลางได้อย่างไร
เมื่อผู้ใดทราบว่าตนเองกำลังเดินอยู่ใน เส้นทางที่สุดโต่งสองด้านนี้แล้ว ก็มาถึงปัญหาสุดท้ายที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดออกจากเส้นทาง ที่สุดโต่ง และเข้าสู่ทางสายกลางได้ต่อไป
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเสียก่อนก็คือ ทางสายกลางคือการรู้รูปนามได้ตรงตามความเป็นจริง ใน ขณะที่ทางแห่งความสุดโต่งทั้งสองด้านทำให้รู้รูปนามตามความเป็นจริงไม่ได้ คือเมื่อหลงก็ไม่สามารถจะรู้รูปนามได้ และเมื่อบังคับกายบังคับใจก็ไม่สามารถจะรู้รูปนามตามความเป็นจริงได้
หากเรารู้จักทางที่ถูก เราก็ไม่เดินทางที่ผิด และหากเรารู้จักทางที่ผิด เราก็เดินทางถูก ดังนั้นวิธีที่จะเข้าสู่ทางสายกลางจึงมี 2 ด้าน คือ (1) ทำ ความรู้จักทางที่ถูก ด้วยการเรียนให้รู้จักตัว สภาวะของรูปนาม และวิธีรู้รูปนามตามความเป็นจริง หรือรู้วิธีการเจริญวิปัสสนานั่นเอง ซึ่งจะต้องมีสติระลึกรู้สภาวะของรูปนามที่ปรากฏ มีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิตในระหว่างการรู้รูปนาม และมีปัญญารู้ลักษณะของรูปนามด้วย ทั้งนี้เพราะเมื่อเรารู้จักทางที่ถูกแล้ว เราจะไม่หลงเดินทางที่ผิด หรือ (2) ทำความรู้จักทางที่ผิด ด้วยการเรียนรู้ให้เข้าใจความสุดโต่งทั้งสองด้านอันเป็นอุปสรรคของการรู้รูปนามตามความเป็นจริง เพราะเมื่อจิตไม่หลงเดินทางผิด จิตจะเริ่มต้นรู้จักทางที่ถูกได้เอง
วิธีการมีดังนี้คือ
7.1 การทำความรู้จักทางที่ถูก
เบื้องต้นเราต้องศึกษาพระปริยัติธรรมให้รู้จักสภาวะของรูปนามเสียก่อน จากนั้นจึงตามสังเกตสภาวะรูปนามจริงๆ ที่ปรากฏอยู่ที่กายที่ใจของตนเอง เมื่อรู้เห็นสภาวะจริงๆ จนจิตจดจำสภาวะนั้นได้แม่นยำแล้ว ก็เป็นอันว่าเราได้รู้จักรูปนามชนิดนั้นแล้ว
หากจะศึกษาสภาวะของรูปนาม ก็ต้องศึกษา เรื่องสภาวธรรม 72 ชนิด จำแนกเป็นจิต 1 เจตสิก 52 รูปแท้ 18 และนิพพาน 1 จากนั้นจึงใช้ความสังเกตสภาวธรรมที่ปรากฏจริงในกายและใจของตนเองต่อไป เมื่อใดรู้เห็นสภาวธรรมของจริงได้แล้ว จิตจะตื่นขึ้นมาชั่วขณะอย่างฉับพลัน หลุดออกจากทางที่สุดโต่งและเริ่มเข้าสู่ทางสายกลาง ก็ให้เจริญวิปัสสนาด้วยการตามรู้สภาวธรรมคือรูปนามตามความเป็นจริงต่อไป ด้วยจิตที่ตื่นแล้วนั้นเนืองๆ สภาวธรรมนั้นๆ จะแสดงธรรมเรื่องไตรลักษณ์ให้ได้ประจักษ์เอง
สำหรับพวกเราที่ไม่ประสงค์จะเริ่มต้นด้วยการเรียนพระอภิธรรม ก็ยังมีทางทำได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือหมั่นสังเกตสภาวะรูปนามในกายและใจของตนเองไปเลย ค่อยๆ เรียนรู้ทำความรู้จักสภาวธรรมไปทีละอย่างสองอย่าง แม้จะรู้ได้ไม่ครบถ้วนทั่วถึงทุกอย่างเหมือนผู้ศึกษาพระปริยัติ-ธรรม แต่วิธีนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน
7.2 การทำความรู้จักทางที่ผิดและรู้ทันจิตที่เดินทางผิด
สำหรับเพื่อนนักปฏิบัติที่ไม่ชอบศึกษา พระปริยัติธรรม ยังมีวิธีการง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากทางที่สุดโต่ง เกิดภาวะแห่งความรู้ตื่น และสามารถรู้รูปนามตามความเป็นจริงต่อไปได้ วิธีการนี้ได้แก่ วิธีรู้ทันจิตที่เดินทางผิด แล้วจิตจะกลับเข้าสู่ทางที่ถูกได้เองโดยอัตโนมัติ
เริ่มต้นจากการรู้ทางแห่งความสุดโต่งในด้าน การหลงตามกิเลสก่อน ปกติจิตของพวกเราย่อมหลงทั้งวันอยู่แล้ว คือไม่หลงดูก็หลงฟัง ไม่หลงฟังก็หลงคิด เป็นต้น เราไม่ต้องพยายามป้องกันไม่ให้จิตหลง แต่เมื่อใดจิตเกิดอาการหลงก็ให้รู้ว่าหลง ทันทีที่รู้ว่าหลง จิตจะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา วับหนึ่ง แล้วก็หลงอารมณ์อย่างอื่นๆ ต่อไปใหม่ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติมีแต่รู้ทันความหลงของจิตอยู่เนืองๆ แล้วความรู้สึกตัวก็จะเกิดถี่ขึ้นๆจนถี่ยิบ เมื่อ ความรู้สึกตัวเกิดมากขึ้นแล้ว ในที่สุดสติปัญญาก็จะเข้าใจสภาวะและลักษณะของจิตที่รู้สึกตัวนั้นได้เอง หลังจากนั้นจิตจะรู้สึกตัวเนืองๆ เพียงความ หลงเกิดขึ้นนิดเดียวก็รู้ทันแล้ว ความหลงจะดับไป ในทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากการรู้ทันจิต ที่หลงเท่านั้น เมื่อจิตไม่หลง จิตก็สามารถรู้ของจริง คือรูปนามอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ได้ ส่วนจิตที่หลง จะรู้ได้แค่อารมณ์บัญญัติอันเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากความจำและความคิดเท่านั้น
ส่วนการบังคับตนเองนั้น เป็นสิ่งที่จิตหลุดออกมาได้ยากกว่าการหลุดออกจากความหลงหรือ เผลอเสียอีก คือแม้จะรู้ว่ากำลังกำหนดหรือประคองหรือเพ่งอารมณ์แล้วก็ตาม แต่บ่อยครั้งที่จิตของผู้ปฏิบัติไม่คลายตัวออกจากการเพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดการทำสมถกรรมฐาน แม้จะรู้ว่าเพ่งอยู่ บางทีจิตก็ไม่หลุดจากการเพ่งนั้น ทางออกของผู้ปฏิบัติก็คือเมื่อใดจิตเกิดอาการเพ่งก็ให้รู้ว่าเพ่ง แต่ต้องรู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลางปราศจากวิภวตัณหาคือความอยากจะเลิกเพ่ง จิต จึงจะเลิกเพ่งได้เอง หากยังมีความอยากจะปฏิบัติธรรมหรือมีความอยากจะเลิกเพ่งแฝงอยู่แม้แต่นิดเดียว จิตจะไม่เลิกเพ่ง แต่อาจจะกลายเป็น การเพ่งด้วยโทสะ คือเพ่งด้วยความรู้สึกว่าเมื่อไรจึงจะเลิกเพ่งได้เสียที
เมื่อจิตไม่เผลอและไม่เพ่ง จิตก็สามารถระลึกรู้รูปนามได้โดยไม่ประคอง ไม่กำหนด ไม่เพ่ง ไม่บังคับ ไม่ควบคุม ไม่แก้ไข รูปนามก็จะแสดงความจริงคือไตรลักษณ์ให้เห็นได้ทันที
การรู้ทันอาการของจิตที่หลง/เผลอและอาการ ของจิตที่เพ่งนี้ เป็นการรู้ทันสภาวธรรมชนิดหนึ่งคือ จิต และเป็นอุบายอันหนึ่งเพื่อให้เกิดความรู้สึกตัวเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่ว่าจิตจะไปรู้สภาวธรรมคือรูปนามอันใด ถ้าสติระลึกรู้ได้ถูกต้องถึงตัวสภาวะจริงๆ แล้ว จิตย่อมจะเกิดความรู้สึกตัว อันประกอบด้วยความมีสติและสัมมาสมาธิใน ฉับพลัน จิตจะหลุดออกจากทางที่สุดโต่ง และเดินเข้าสู่ทางสายกลางได้เช่นเดียวกันทั้งสิ้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ พวกเราจะเลือกใช้อารมณ์กรรมฐานที่เป็นรูปนามอันใดก็ได้ตามจริตนิสัยของตน เช่น อารมณ์ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานได้แก่ลมหายใจ อิริยาบถ 4 อาการไหว ของกาย และธาตุกรรมฐาน หรืออารมณ์ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งเวทนาทางกายและทางใจ ทั้งเวทนาที่มีอามิสหรือเหยื่อล่ออันได้แก่กามคุณ อารมณ์ และไม่มีอามิส หรืออารมณ์ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งจิตที่เป็นกุศลและอกุศล หรืออารมณ์ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่น นิวรณ์และอริยสัจจ์ เป็นต้น ขอเพียงให้ตามรู้อารมณ์รูปนามเนืองๆ อย่าเผลอยาว และอย่าให้เป็นการถลำเข้าไปกำหนด ประคอง เพ่งจ้องหรือ บังคับจิตและอารมณ์ หรือเข้าไปหลงคิดเรื่องอารมณ์อันนั้น ทำได้อย่างนี้ก็สามารถพัฒนาสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้ก้าวหน้าไปตามลำดับจนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า การรู้จักเลือกอารมณ์
กรรมฐานและวิธีการรู้อารมณ์อย่างถูกต้อง)
เมื่อผู้ใดทราบว่าตนเองกำลังเดินอยู่ใน เส้นทางที่สุดโต่งสองด้านนี้แล้ว ก็มาถึงปัญหาสุดท้ายที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดออกจากเส้นทาง ที่สุดโต่ง และเข้าสู่ทางสายกลางได้ต่อไป
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเสียก่อนก็คือ ทางสายกลางคือการรู้รูปนามได้ตรงตามความเป็นจริง ใน ขณะที่ทางแห่งความสุดโต่งทั้งสองด้านทำให้รู้รูปนามตามความเป็นจริงไม่ได้ คือเมื่อหลงก็ไม่สามารถจะรู้รูปนามได้ และเมื่อบังคับกายบังคับใจก็ไม่สามารถจะรู้รูปนามตามความเป็นจริงได้
หากเรารู้จักทางที่ถูก เราก็ไม่เดินทางที่ผิด และหากเรารู้จักทางที่ผิด เราก็เดินทางถูก ดังนั้นวิธีที่จะเข้าสู่ทางสายกลางจึงมี 2 ด้าน คือ (1) ทำ ความรู้จักทางที่ถูก ด้วยการเรียนให้รู้จักตัว สภาวะของรูปนาม และวิธีรู้รูปนามตามความเป็นจริง หรือรู้วิธีการเจริญวิปัสสนานั่นเอง ซึ่งจะต้องมีสติระลึกรู้สภาวะของรูปนามที่ปรากฏ มีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิตในระหว่างการรู้รูปนาม และมีปัญญารู้ลักษณะของรูปนามด้วย ทั้งนี้เพราะเมื่อเรารู้จักทางที่ถูกแล้ว เราจะไม่หลงเดินทางที่ผิด หรือ (2) ทำความรู้จักทางที่ผิด ด้วยการเรียนรู้ให้เข้าใจความสุดโต่งทั้งสองด้านอันเป็นอุปสรรคของการรู้รูปนามตามความเป็นจริง เพราะเมื่อจิตไม่หลงเดินทางผิด จิตจะเริ่มต้นรู้จักทางที่ถูกได้เอง
วิธีการมีดังนี้คือ
7.1 การทำความรู้จักทางที่ถูก
เบื้องต้นเราต้องศึกษาพระปริยัติธรรมให้รู้จักสภาวะของรูปนามเสียก่อน จากนั้นจึงตามสังเกตสภาวะรูปนามจริงๆ ที่ปรากฏอยู่ที่กายที่ใจของตนเอง เมื่อรู้เห็นสภาวะจริงๆ จนจิตจดจำสภาวะนั้นได้แม่นยำแล้ว ก็เป็นอันว่าเราได้รู้จักรูปนามชนิดนั้นแล้ว
หากจะศึกษาสภาวะของรูปนาม ก็ต้องศึกษา เรื่องสภาวธรรม 72 ชนิด จำแนกเป็นจิต 1 เจตสิก 52 รูปแท้ 18 และนิพพาน 1 จากนั้นจึงใช้ความสังเกตสภาวธรรมที่ปรากฏจริงในกายและใจของตนเองต่อไป เมื่อใดรู้เห็นสภาวธรรมของจริงได้แล้ว จิตจะตื่นขึ้นมาชั่วขณะอย่างฉับพลัน หลุดออกจากทางที่สุดโต่งและเริ่มเข้าสู่ทางสายกลาง ก็ให้เจริญวิปัสสนาด้วยการตามรู้สภาวธรรมคือรูปนามตามความเป็นจริงต่อไป ด้วยจิตที่ตื่นแล้วนั้นเนืองๆ สภาวธรรมนั้นๆ จะแสดงธรรมเรื่องไตรลักษณ์ให้ได้ประจักษ์เอง
สำหรับพวกเราที่ไม่ประสงค์จะเริ่มต้นด้วยการเรียนพระอภิธรรม ก็ยังมีทางทำได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือหมั่นสังเกตสภาวะรูปนามในกายและใจของตนเองไปเลย ค่อยๆ เรียนรู้ทำความรู้จักสภาวธรรมไปทีละอย่างสองอย่าง แม้จะรู้ได้ไม่ครบถ้วนทั่วถึงทุกอย่างเหมือนผู้ศึกษาพระปริยัติ-ธรรม แต่วิธีนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน
7.2 การทำความรู้จักทางที่ผิดและรู้ทันจิตที่เดินทางผิด
สำหรับเพื่อนนักปฏิบัติที่ไม่ชอบศึกษา พระปริยัติธรรม ยังมีวิธีการง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากทางที่สุดโต่ง เกิดภาวะแห่งความรู้ตื่น และสามารถรู้รูปนามตามความเป็นจริงต่อไปได้ วิธีการนี้ได้แก่ วิธีรู้ทันจิตที่เดินทางผิด แล้วจิตจะกลับเข้าสู่ทางที่ถูกได้เองโดยอัตโนมัติ
เริ่มต้นจากการรู้ทางแห่งความสุดโต่งในด้าน การหลงตามกิเลสก่อน ปกติจิตของพวกเราย่อมหลงทั้งวันอยู่แล้ว คือไม่หลงดูก็หลงฟัง ไม่หลงฟังก็หลงคิด เป็นต้น เราไม่ต้องพยายามป้องกันไม่ให้จิตหลง แต่เมื่อใดจิตเกิดอาการหลงก็ให้รู้ว่าหลง ทันทีที่รู้ว่าหลง จิตจะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา วับหนึ่ง แล้วก็หลงอารมณ์อย่างอื่นๆ ต่อไปใหม่ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติมีแต่รู้ทันความหลงของจิตอยู่เนืองๆ แล้วความรู้สึกตัวก็จะเกิดถี่ขึ้นๆจนถี่ยิบ เมื่อ ความรู้สึกตัวเกิดมากขึ้นแล้ว ในที่สุดสติปัญญาก็จะเข้าใจสภาวะและลักษณะของจิตที่รู้สึกตัวนั้นได้เอง หลังจากนั้นจิตจะรู้สึกตัวเนืองๆ เพียงความ หลงเกิดขึ้นนิดเดียวก็รู้ทันแล้ว ความหลงจะดับไป ในทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากการรู้ทันจิต ที่หลงเท่านั้น เมื่อจิตไม่หลง จิตก็สามารถรู้ของจริง คือรูปนามอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ได้ ส่วนจิตที่หลง จะรู้ได้แค่อารมณ์บัญญัติอันเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากความจำและความคิดเท่านั้น
ส่วนการบังคับตนเองนั้น เป็นสิ่งที่จิตหลุดออกมาได้ยากกว่าการหลุดออกจากความหลงหรือ เผลอเสียอีก คือแม้จะรู้ว่ากำลังกำหนดหรือประคองหรือเพ่งอารมณ์แล้วก็ตาม แต่บ่อยครั้งที่จิตของผู้ปฏิบัติไม่คลายตัวออกจากการเพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดการทำสมถกรรมฐาน แม้จะรู้ว่าเพ่งอยู่ บางทีจิตก็ไม่หลุดจากการเพ่งนั้น ทางออกของผู้ปฏิบัติก็คือเมื่อใดจิตเกิดอาการเพ่งก็ให้รู้ว่าเพ่ง แต่ต้องรู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลางปราศจากวิภวตัณหาคือความอยากจะเลิกเพ่ง จิต จึงจะเลิกเพ่งได้เอง หากยังมีความอยากจะปฏิบัติธรรมหรือมีความอยากจะเลิกเพ่งแฝงอยู่แม้แต่นิดเดียว จิตจะไม่เลิกเพ่ง แต่อาจจะกลายเป็น การเพ่งด้วยโทสะ คือเพ่งด้วยความรู้สึกว่าเมื่อไรจึงจะเลิกเพ่งได้เสียที
เมื่อจิตไม่เผลอและไม่เพ่ง จิตก็สามารถระลึกรู้รูปนามได้โดยไม่ประคอง ไม่กำหนด ไม่เพ่ง ไม่บังคับ ไม่ควบคุม ไม่แก้ไข รูปนามก็จะแสดงความจริงคือไตรลักษณ์ให้เห็นได้ทันที
การรู้ทันอาการของจิตที่หลง/เผลอและอาการ ของจิตที่เพ่งนี้ เป็นการรู้ทันสภาวธรรมชนิดหนึ่งคือ จิต และเป็นอุบายอันหนึ่งเพื่อให้เกิดความรู้สึกตัวเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่ว่าจิตจะไปรู้สภาวธรรมคือรูปนามอันใด ถ้าสติระลึกรู้ได้ถูกต้องถึงตัวสภาวะจริงๆ แล้ว จิตย่อมจะเกิดความรู้สึกตัว อันประกอบด้วยความมีสติและสัมมาสมาธิใน ฉับพลัน จิตจะหลุดออกจากทางที่สุดโต่ง และเดินเข้าสู่ทางสายกลางได้เช่นเดียวกันทั้งสิ้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ พวกเราจะเลือกใช้อารมณ์กรรมฐานที่เป็นรูปนามอันใดก็ได้ตามจริตนิสัยของตน เช่น อารมณ์ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานได้แก่ลมหายใจ อิริยาบถ 4 อาการไหว ของกาย และธาตุกรรมฐาน หรืออารมณ์ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งเวทนาทางกายและทางใจ ทั้งเวทนาที่มีอามิสหรือเหยื่อล่ออันได้แก่กามคุณ อารมณ์ และไม่มีอามิส หรืออารมณ์ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งจิตที่เป็นกุศลและอกุศล หรืออารมณ์ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่น นิวรณ์และอริยสัจจ์ เป็นต้น ขอเพียงให้ตามรู้อารมณ์รูปนามเนืองๆ อย่าเผลอยาว และอย่าให้เป็นการถลำเข้าไปกำหนด ประคอง เพ่งจ้องหรือ บังคับจิตและอารมณ์ หรือเข้าไปหลงคิดเรื่องอารมณ์อันนั้น ทำได้อย่างนี้ก็สามารถพัฒนาสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้ก้าวหน้าไปตามลำดับจนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า การรู้จักเลือกอารมณ์
กรรมฐานและวิธีการรู้อารมณ์อย่างถูกต้อง)


