เรามักได้ยินคำเก๋ๆ แต่จะเข้าใจความหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัญญาของ แต่ละคน อย่างเช่นคำคำนี้ครับ "สูงสุดคืนสู่สามัญ"
"สูงสุดคืนสู่สามัญ" สำหรับผมดูเหมือนจะตอบคำถาม "ความต้องการสูงสุดของชีวิตคืออะไร" ที่ผมทิ้งท้ายไว้สัปดาห์ที่แล้วได้ดีครับ เพราะไม่ว่าคุณ จะเป็นอะไร แบบไหน แต่ท้ายสุด ทุกคนกลับสู่สภาวะเดิมที่ตนเองมา
วันนี้วันที่ผมกำลังปิดต้นฉบับกับคำถาม "ความต้องการของชีวิต" คนไทยกำลังแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม 2 ขั้วต่อการวิพากษ์วิจารณ์ 2 ประเด็นที่มี "ตัวเลข" เป็นหัวใจหลัก
กลุ่มแรกกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับตัวเลข "73,000 ล้านบาท" ที่ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ได้รับจากการเทขายหุ้นทั้งหมดให้แก"ต่างชาติ
กลุ่มสองกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับตัวเลข "19 ล้านบาท" ที่หนุ่มผู้ค้าแรงงานดวงเฮงถูกหวยบนดิน 19 ล้านบาทแต่กลับถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย เพราะแม่ค้ารายย่อยไม่ได้แจ้งให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทราบ
ทั้ง 2 กลุ่มต่างแบ่งออกเป็น 2 ขั้วว่าใครถูก ใครผิด ใครควรได้ และใคร ไม่ควรได้ กับตัวเลขที่เหมือนจะเป็นความต้องการสูงสุดของชีวิตของคนหลายคน
ทุกวันนี้ อุณหภูมิของโลกร้อนแรงขึ้น ด้วยเพราะความต้องการของมนุษย์ ที่ไม่มีวันสิ้นสุดหรือไม่
วันหนึ่งเมื่อมนุษย์เรารู้สึกไม่พอใจต่อที่ที่ตนเองอยู่ มนุษย์คิดค้นยานพาหนะที่สามารถพามนุษย์ไปในดินแดนที่ต้องการ จากเกวียน เป็นรถ จากรถเป็นเครื่องบิน จากเครื่องบินเป็น....
วันหนึ่งเมื่อมนุษย์อยากติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกล เขาสามารถคิดค้น เครื่องมือสื่อสารทุกทางเพื่อง่าย สะดวก โดยลืมไปว่า กำลังบุกรุกความเป็นส่วนตัวของเขาหรือไม่
ทั้งหมดเพียงเพราะความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตที่ขนานนามตัวเองว่า "สัตว์ประเสริฐ"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่โลกมนุษย์วุ่นวายเพราะมนุษย์ไปยึดถือหรืออุปาทานกับสิ่งต่างๆ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งสมมติไม่มีตัวตนทั้งสิ้น ยิ่งมนุษย์ไปยึดถือมาก ทุกข์มากตามมา
ศาสนาพุทธระบุถึงเรื่องสมมติ หรืออุปาทานไว้ว่า เราจะมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วว่า สภาพแห่งทุกข์ มีอยู่ในโลกนี้จริง แต่บุคคลผู้จะรับทุกข์นั้นหามีไม่ ถ้าหากเขาจะไม่หลงเข้าไปรับเอาด้วยความเข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นเป็นสุข และอยากได้ หรือหวงแหนจนเกิดการยึดมั่นหรือเข้าใจไปว่า ทั้งมัน ทั้งเขา เป็นตัวตนที่จะอยู่ในอำนาจของตนได้ทุกอย่างตามแต่จะปรารถนา
คิดดูก็เป็นการน่าขัน และน่าสลดใจอย่างไม่มีที่เปรียบ ที่เราพากัน สมมติเอาสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ว่างเปล่า" ให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นแล้วทำใจตัวเองให้ดิ้นรน ก่อความยุ่งยากให้เกิดขึ้นในใจ รัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตาม ฉากแห่งความแปรปรวนของสิ่งนั้นๆ ซึ่งที่แท้มันเป็นของ "ว่างเปล่า" อยู่ตลอดเวลา ตามที่พระองค์ตรัสไว้นั่นเอง
คำว่า "ว่างเปล่า" ในที่นี้ คือ ไม่มีแก่นสารตัวตนที่จะมายืนยันกับเราว่า เอาอย่างนั้น อย่างนี้กันได้ เพราะของทุกอย่างล้วนแต่มีสิ่งอื่นปรุงแต่งค้ำจุนกันมาเป็นทอดๆ จึงตั้งอยู่ได้พร้อมกับการค่อยๆ แปรไป สิ่งที่สิ่งอื่นปรุงแต่ง จึงเป็นของว่างเปล่า ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีอิสระแก่ตน ใครจะเอาสัญญามั่นเหมาะ กับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรได้ ในเมื่อทั้งผู้ถือสัญญาและผู้ให้สัญญาก็ล้วนแต่ไม่มี ความเป็นใหญ่แก่ตน หรือมีความเป็นตัวเป็นตนไปตามๆ กันทั้งนั้น ผู้ที่ขืนเข้าไปสัญญาหรือยึดมั่นในสัญญาก็เท่ากับเอาความว่างเปล่าไปผูกพันกับความว่าง จะได้ผลอันพึงใจจากอะไรเล่า ทั้งนี้ ก็เพราะการหลงยึดมั่นของว่าง ขึ้นเป็น ตัวตน เราเรียกกันว่า อุปาทาน วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นนั้นเรียกว่า อุปาทานขันธ์ มี 5 อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงตรัสรู้ว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นอันเป็นทุกข์
ไม่ว่า "73,000 ล้านบาท หรือ 19 ล้านบาท" ล้วนเป็นสิ่งสมมติครับ อยู่ที่ว่าเราจะให้การยึดมั่นกับมันมากแค่ไหน ยึดมากก็ทุกข์มากครับ
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
"สูงสุดคืนสู่สามัญ" สำหรับผมดูเหมือนจะตอบคำถาม "ความต้องการสูงสุดของชีวิตคืออะไร" ที่ผมทิ้งท้ายไว้สัปดาห์ที่แล้วได้ดีครับ เพราะไม่ว่าคุณ จะเป็นอะไร แบบไหน แต่ท้ายสุด ทุกคนกลับสู่สภาวะเดิมที่ตนเองมา
วันนี้วันที่ผมกำลังปิดต้นฉบับกับคำถาม "ความต้องการของชีวิต" คนไทยกำลังแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม 2 ขั้วต่อการวิพากษ์วิจารณ์ 2 ประเด็นที่มี "ตัวเลข" เป็นหัวใจหลัก
กลุ่มแรกกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับตัวเลข "73,000 ล้านบาท" ที่ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ได้รับจากการเทขายหุ้นทั้งหมดให้แก"ต่างชาติ
กลุ่มสองกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับตัวเลข "19 ล้านบาท" ที่หนุ่มผู้ค้าแรงงานดวงเฮงถูกหวยบนดิน 19 ล้านบาทแต่กลับถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย เพราะแม่ค้ารายย่อยไม่ได้แจ้งให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทราบ
ทั้ง 2 กลุ่มต่างแบ่งออกเป็น 2 ขั้วว่าใครถูก ใครผิด ใครควรได้ และใคร ไม่ควรได้ กับตัวเลขที่เหมือนจะเป็นความต้องการสูงสุดของชีวิตของคนหลายคน
ทุกวันนี้ อุณหภูมิของโลกร้อนแรงขึ้น ด้วยเพราะความต้องการของมนุษย์ ที่ไม่มีวันสิ้นสุดหรือไม่
วันหนึ่งเมื่อมนุษย์เรารู้สึกไม่พอใจต่อที่ที่ตนเองอยู่ มนุษย์คิดค้นยานพาหนะที่สามารถพามนุษย์ไปในดินแดนที่ต้องการ จากเกวียน เป็นรถ จากรถเป็นเครื่องบิน จากเครื่องบินเป็น....
วันหนึ่งเมื่อมนุษย์อยากติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกล เขาสามารถคิดค้น เครื่องมือสื่อสารทุกทางเพื่อง่าย สะดวก โดยลืมไปว่า กำลังบุกรุกความเป็นส่วนตัวของเขาหรือไม่
ทั้งหมดเพียงเพราะความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตที่ขนานนามตัวเองว่า "สัตว์ประเสริฐ"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่โลกมนุษย์วุ่นวายเพราะมนุษย์ไปยึดถือหรืออุปาทานกับสิ่งต่างๆ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งสมมติไม่มีตัวตนทั้งสิ้น ยิ่งมนุษย์ไปยึดถือมาก ทุกข์มากตามมา
ศาสนาพุทธระบุถึงเรื่องสมมติ หรืออุปาทานไว้ว่า เราจะมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วว่า สภาพแห่งทุกข์ มีอยู่ในโลกนี้จริง แต่บุคคลผู้จะรับทุกข์นั้นหามีไม่ ถ้าหากเขาจะไม่หลงเข้าไปรับเอาด้วยความเข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นเป็นสุข และอยากได้ หรือหวงแหนจนเกิดการยึดมั่นหรือเข้าใจไปว่า ทั้งมัน ทั้งเขา เป็นตัวตนที่จะอยู่ในอำนาจของตนได้ทุกอย่างตามแต่จะปรารถนา
คิดดูก็เป็นการน่าขัน และน่าสลดใจอย่างไม่มีที่เปรียบ ที่เราพากัน สมมติเอาสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ว่างเปล่า" ให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นแล้วทำใจตัวเองให้ดิ้นรน ก่อความยุ่งยากให้เกิดขึ้นในใจ รัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตาม ฉากแห่งความแปรปรวนของสิ่งนั้นๆ ซึ่งที่แท้มันเป็นของ "ว่างเปล่า" อยู่ตลอดเวลา ตามที่พระองค์ตรัสไว้นั่นเอง
คำว่า "ว่างเปล่า" ในที่นี้ คือ ไม่มีแก่นสารตัวตนที่จะมายืนยันกับเราว่า เอาอย่างนั้น อย่างนี้กันได้ เพราะของทุกอย่างล้วนแต่มีสิ่งอื่นปรุงแต่งค้ำจุนกันมาเป็นทอดๆ จึงตั้งอยู่ได้พร้อมกับการค่อยๆ แปรไป สิ่งที่สิ่งอื่นปรุงแต่ง จึงเป็นของว่างเปล่า ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีอิสระแก่ตน ใครจะเอาสัญญามั่นเหมาะ กับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรได้ ในเมื่อทั้งผู้ถือสัญญาและผู้ให้สัญญาก็ล้วนแต่ไม่มี ความเป็นใหญ่แก่ตน หรือมีความเป็นตัวเป็นตนไปตามๆ กันทั้งนั้น ผู้ที่ขืนเข้าไปสัญญาหรือยึดมั่นในสัญญาก็เท่ากับเอาความว่างเปล่าไปผูกพันกับความว่าง จะได้ผลอันพึงใจจากอะไรเล่า ทั้งนี้ ก็เพราะการหลงยึดมั่นของว่าง ขึ้นเป็น ตัวตน เราเรียกกันว่า อุปาทาน วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นนั้นเรียกว่า อุปาทานขันธ์ มี 5 อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงตรัสรู้ว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นอันเป็นทุกข์
ไม่ว่า "73,000 ล้านบาท หรือ 19 ล้านบาท" ล้วนเป็นสิ่งสมมติครับ อยู่ที่ว่าเราจะให้การยึดมั่นกับมันมากแค่ไหน ยึดมากก็ทุกข์มากครับ
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)


