หลังจากที่กระบวนเสด็จได้แวะทำครัวเช้าที่วัดบางปลา จ.สมุทรสาคร (ซึ่งได้นำเสนอไปในตอนที่ ๔) กระบวนเรือก็ได้เสด็จไปแวะทำครัวเย็นที่วัดตีนท่า ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บันทึกไว้ว่า ‘เป็นวัดที่ศาลารวนเรจวนจะหักพัง’ ซึ่งจากการตรวจสอบในปัจจุบันก็ไม่พบว่ามีวัดตีนท่าปรากฏอยู่ในข้อมูลของวัดในจังหวัดสมุทรสาคร คาดว่าน่าจะเป็นวัดร้างไปแล้ว
ประพาสพระปฐมเจดีย์
จากสมุทรสาคร กระบวนเรือได้ล่องมาทางนครชัยศรี และประทับแรม จนถึงรุ่งเช้าจึงได้เสด็จโดยรถไฟไปยังพระปฐมเจดีย์
“...วันที่ ๑ สิงหาคม เสด็จรถไฟไปประพาสพระปฐมเจดีย์ ทำครัวเช้าที่ลานพระ เจ้าคุณสุนทรเทศาแกงไก่ดีพอใช้ เพราะไก่พระปฐมเป็นที่เลื่องลืออยู่ด้วย...”
ประวัติการสร้างพระปฐมเจดีย์นั้นไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่จากการพิจารณาจากพระเจดีย์องค์เดิมที่เป็นรูปคล้ายบาตรคว่ำ แบบเจดีย์สาญจีในอินเดีย ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงมีผู้สันนิษฐานว่าพระเจดีย์องค์นี้อาจจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน แต่ทั้งนี้รูปลักษณะของพระเจดีย์องค์เดิมนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีการสร้างซ่อมแซมต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัย นอกจากนี้จากโบราณวัตถุและโบราณสถานที่พบมากในบริเวณนี้ อยู่ในสมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษ ที่ ๑๑-๑๖ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าอย่างน้อยที่สุดองค์พระปฐมเจดีย์คงจะมีอายุอยู่ในช่วงเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชอยู่นั้น ได้เสด็จธุดงค์มาที่นครปฐม และได้พบองค์พระสถูปเจดีย์ที่ปรักหักพัง ทรงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์องค์แรกสุดที่สร้างขึ้นในประเทศแถบนี้ จึงได้พระราชทานนามว่า‘พระปฐมเจดีย์’ และความที่พระเจดีย์มีขนาดใหญ่คือ สูง ๓๙ เมตร จึงทรงคิดว่าภายในน่าจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดังนั้น เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว จึงโปรดให้ก่อเป็นพระเจดีย์ใหญ่หุ้มองค์เจดีย์เดิมสูงประมาณ ๑๒๐ เมตร พร้อมทั้งสร้างวิหารทั้ง ๔ ทิศ และระเบียงล้อมรอบ หอระฆังด้านนอกพระระเบียง ๒๔ หอ พระอุโบสถ โรงธรรม พร้อมทั้งรูปจำลองพระปฐมเจดีย์องค์เดิม เป็นต้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯมายกยอดพระปฐมเจดีย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ และโปรดให้ประดับกระเบื้องเคลือบสีทองพระมหาเจดีย์ ทั้งองค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดหล่อพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย จากพระพุทธรูปเก่าที่ทรงพบที่เมืองศรีสัชนาลัย เพียงส่วนพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท ถวายนามว่า “พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร” และอัญเชิญไปประดิษฐานในซุ้มด้านหน้าของวิหารด้านทิศเหนือ พร้อมมีรับสั่งว่าเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว ให้บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ที่ฐานของพระร่วงโรจนฤทธิ์ พร้อมกันนั้นยังได้โปรดฯให้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ครั้งถึงรัชสมัยของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถต่อจนแล้วเสร็จ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ศิลาขาวสมัยทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงปางปฐมเทศนา และได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีสมโภช พระปฐมเจดีย์ พร้อมกับทรงบรรจุพระบรมราชสรีรังคารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวใต้ฐานชุกชีพระร่วงโรจนฤทธิ์ฯ สำหรับในรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมตลอดมา
นอกจากสิ่งสำคัญภายในวัดดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ยังมีพระพุทธรูปศิลาขาว สมัยทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงปางปฐมเทศนา ประดิษฐานอยู่บริเวณชั้นลดด้านทิศใต้ และภายในซุ้มพระระเบียงคดด้านนอกประดิษฐานพระพุทธรูปปางและสมัยต่างๆ เป็นระยะๆ ส่วนที่พระวิหารด้านทิศตะวันออก เป็นพระวิหารหลวง หลังคาลด ๓ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสี ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นตราพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่มุขด้านหน้าของวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในประดิษฐานพระประธานคือพระพุทธสิหิงค์จำลอง ที่ผนังด้านหลังพระประธานเป็นภาพจิตรกรรม แสดงให้เห็นพระปฐมเจดีย์องค์ปัจจุบันที่สร้างครอบทับพระเจดีย์องค์เดิม และที่ผนังด้านข้างเป็นภาพแถวของเทวดา ครุฑ นาค และนักบวชต่างศาสนา ฯลฯหันหน้านมัสการพระปฐมเจดีย์ นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ เป็นที่รวบรวมโบราณวัตถุที่พบในเมืองนครปฐม
ปัจจุบันวัดพระปฐมเจดีย์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ล่องเรือมาประพาสต่อที่พระประโทณ
เมื่อทรงไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์แล้ว ก็เสด็จลงเรือล่องมาประพาสที่พระประโทณ ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าไว้ในบันทึกว่า
“แล้วลงเรือล่องมาประพาสที่พระประโทณ มาพบมิวเซียมใหญ่ซึ่งโจษกันว่ามีอยู่นั้น คือท่านสมภาร วัดพระปะโทณเป็นผู้เก็บรวบรวมสะสมของโบราณ ที่ขุดได้ในแถวพระปฐมพระปะโทณไว้มาก แต่ข่าวว่าเก็บซุกซ่อน มิได้ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดดูเป็นอันขาด ครั้นเสด็จไปถึงไปถามถึงเรื่องของเก่า ท่านสมภารก็ยินดีเชิญเข้าไปในกุฏิ แล้วยกหีบห่อของโบราณที่ได้สะสมไว้มาถวายให้ทอดพระเนตร และยอมให้ทรงเลือกแล้วแต่จะพอพระราชประสงค์ ทรงเลือกได้เครื่องสัมฤทธิ์ของโบราณ คือพระพุทธรูปเป็นต้น ซึ่งเป็นของแปลกดีหลายอย่าง...”
พระประโทณเจดีย์เป็นปูชนียสถานสำคัญของวัด สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ สมัยที่อาณาจักรทวารวดีรุ่งเรือง เพราะมีวัตถุโบราณสมัยทวารวดีที่ค้นพบได้ในบริเวณวัดมากมาย เช่น เหรียญเงินที่จารึกอักษร ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส อ่านได้ใจความว่า “ศรีทวารวดี ศวรบุญยะ” แปลว่า บุญของพระราชาแห่งศรีทวารวดี นอกจากนี้ ยังมีเศียรพราหมณ์ ภาพปูนปั้นรูปสัตว์ ภาพคน ภาพเทวดาที่เกี่ยวกับวรรณคดีตามคติในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธนิกายมหายาน
จากการสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย สรุปได้ว่า พระประโทณเจดีย์เป็นสังฆาวาสโบราณร่วมสมัยกับองค์พระปฐมเจดีย์
ที่มาของชื่อวัด แปลได้สองนัย โดยนัยแรกแปลว่า “เจดีย์ของโทณ” หมายถึงเจดีย์ที่โทณพราหมณ์เป็นผู้ สร้างขึ้น เพื่อบรรจุสมบัติอันมีค่าของตระกูลพราหมณ์ และเป็นเจดีย์ที่ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนอีกนัยหนึ่ง แปลว่า “เจดีย์แห่งทะนาน” หมายถึงเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุทะนาน ซึ่งใช้เป็นที่ ตวงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า แบ่งให้แก่เจ้า เมืองทั้ง ๘ เพื่อนำไปสักการบูชา
โดยมีตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า ตำบลพระประโทณเป็นที่อยู่ของพราหมณ์ตระกูลหนึ่งเรียกว่า “โทณพราหมณ์” เข้าใจว่าพราหมณ์ตระกูลนี้มาจากอินเดียมาทำการค้าขายในสุวรรณภูมิแล้วตั้งรกรากอยู่ที่นี่ พราหมณ์ตระกูลนี้ได้นำ “ทะนานทอง” ที่ใช้ตวง พระบรมสารีริกธาตุมาด้วย โดยได้สร้างเรือนหินเป็น ที่เก็บรักษาทะนานทอง
ต่อมาใน พ.ศ.๑๑๓๓ ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ ผู้สร้างเมืองนครชัยศรีได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์ ตระกูลนี้ เพื่อจะส่งไปแลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุจากพระเจ้าแผ่นดินลังกา จำนวนหนึ่งทะนาน แต่ได้รับการปฏิเสธเพราะถือเป็นของสูงศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือ อยู่อย่างเดียวที่บรรพบุรุษนำข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอินเดีย แต่ท้าวศรีสิทธิชัยได้ทำสัญญากับทางลังกาไปแล้ว และต้องการพระบรมสารีริกธาตุมาก จึงได้ยกพล ไปนำทะนานทองมาจนได้ และส่งไปแลกพระบรมสารีริกธาตุกับลังกา
ครั้นถึง พ.ศ.๑๑๙๙ พระเจ้ากากวรรณดิศราช เจ้า เมืองละโว้ได้ก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่บรรจุทะนานทอง แล้วให้นามว่า พระประโทณเจดีย์ ซึ่งเจดีย์ องค์นี้สูง ๕๐ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๖๐ เมตร มีบันได ๕๗ ขั้น พระประโทณเจดีย์ได้ผ่านการ บูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนปัจจุบันกรมศิลปากรก็ได้เข้าไปบูรณะในส่วนฐานของเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง
สิ่งสำคัญภายในวัดพระประโทณเจดีย์แห่งนี้ นอก จากพระประโทณ ซึ่งเป็นเจดีย์องค์ใหญ่แล้ว ทางด้านตะวันออกของวัดยังมีเจดีย์จุลประโทณ ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ ที่ปัจจุบันเหลือเพียงซากให้เห็นเท่านั้น และยังมีเจดีย์เล็กอีกองค์หนึ่งซึ่งหลวงพ่อชุ่ม อดีตเจ้าอาวาสได้สร้างไว้ โดยนำพระพุทธรูปสมัยโบราณบรรจุในเจดีย์ และรอบผนังเจดีย์ก่อปูนและนำโบราณวัตถุสมัยทวารวดี อาทิ เศียรพราหมณ์ เศียรพระ และเศียรคนที่ขุดในบริเวณวัด มาฝังไว้ที่เจดีย์เล็กแห่งนี้ พร้อมทั้งนำถ้วยชามสังคโลกมาติดผนังเจดีย์ด้านใน และเจดีย์นี้เองก็ได้บรรจุอัฐิหลวงพ่อชุ่มไว้ด้วย
ปัจจุบันวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ที่ตำบลพระประโทณ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม


