เรื่องของรูปร่างหน้าตานี้ กรรมจะให้ผลผ่าน เจ้าหน้าที่ของตนคือ หน่วยพันธุกรรมหรือกายทสกกัมมชรูป (DNA) ไม่ใช่ให้เป็นก้อนๆ เอาหัว แขน ขา หน้า ตา มาติดตั้งเป็นชิ้นๆ ได้เสียเมื่อไหร่ เรื่องความงามหรือไม่งามนี้สำคัญกับเราไหม (โปรดไปดูยอดสั่งเข้าเครื่องสำอางจากต่างประ เทศ และยอดรวม ภายในประเทศด้วยก็จะรู้เอง) อย่าว่าแต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่เลย แม้แต่คนตายแล้วยังต้องแต่งศพให้สวย แต่ถ้าทำกรรมไม่ดีไว้มากจะแต่งอย่างไรก็ลบล้างร่องรอยของบาป คือความขี้เหร่ไม่หมด แม้ในหมู่สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังปรากฏความงาม ความน่ารัก และความขี้ เหร่ให้ เห็นแตกต่างมากมาย จะกล่าวไปใยถึงหมู่มนุษย์
เรื่องนี้ถ้าไปดูใน มหาปุริสลักขณสูตร จะสอดคล้องกันมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงอวัยวะน้อยใหญ่ ส่วนประกอบองคาพยพต่างๆ ของพระวรกายของพระองค์ว่า ทรงทำกรรมอะไรมา จึงมีตาอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีฟัน มีกระดูก มีชิวหา ฯลฯ ซึ่งงดงามเข้าข่าย “มหาปุริสลักษณะ” เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าโหงวเฮ้ง หน้าผาก จมูก แก้ม ปากคิ้ว คาง และอื่นๆทั่วสรรพางค์กาย อวัยวะเหล่านี้โดยลักษณะรูปทรงโดยขนาดและโดยตำแหน่ง ที่ตั้ง ล้วนเกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างเป็นรหัส โดยมีกฎแห่งกรรมอยู่เบื้องหลังของการตั้งรหัสที่ว่านี้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ไม่กี่วันยังเป็นทารก แบเบาะอยู่ พราหมณ์ ๘ คนไปดูนรลักษณ์ของพระองค์ (ดูโหงวเฮ้ง) ก็ทำนายเป็นเสียงเดียวกันว่าบุคคลเช่นนี้ ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ หรือไม่ก็บรมศาสดาเอกในโลกแน่นอน พราหมณ์พวกนี้ทายได้ก็เพราะอาศัยองคาพยพ อวัยวะน้อยใหญ่ของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องทำนาย แต่ที่เป็นไปเช่นนั้นก็เพราะเป็นผลของกรรม มิใช่เป็นไปตามคำทำนายวิชาโหงวเฮ้ง เป็นแต่เพียงการคำนวณรู้แนวทาง การให้ผลแห่งกรรมเท่านั้น ดังนั้นอวัยวะทุกชิ้นส่วนของ เราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ถูกจัดเรียงวางไว้อย่าง เป็นรหัสทั้งโดยความสวยงามและวาสนาชะตาชีวิต
๓. ทำกิจ กายประสาทเวลาที่มีผัสสะมากระทบผิวกาย แต่ในขณะกลละนั้นยังไม่สามารถรับกระทบผัสสะโผฏฐัพพารมณ์ได้ เพราะเป็นเพียงกัมมชรูปหรือสาร พันธุกรรม ซึ่งจะต้องรอเวลาให้วิวัฒนาการขึ้นมาเป็น ระบบเซลล์ประสาทกาย เพื่อทำหน้าที่รับกระทบผัสสะได้ในโอกาสต่อมา เพราะฉะนั้นในช่วงนี้จะเป็นภวังคจิต(จิตหลับ) กายทวารยังไม่รับรู้อารมณ์อะไร ซึ่งปกติทั่วไปทารกในครรภ์จะอยู่ในภวังค์ความหลับเกือบ ๙ เดือน แต่จะมีการตื่น(จิตขึ้นสู่วิถี)แทรกเป็นระยะๆ
ลำดับต่อไป ภาวทสกะ กลุ่มของรูปที่กำหนดลักษณะทางเพศ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ
๑. อิตถีภาวะเพศหญิง
๒. ปุริสภาวะ เพศชาย
ถ้าเราทำกรรมมาในระดับที่จะส่งผลให้เกิดเป็นหญิง ก็จะได้กัมมชรูปชนิดที่โปรแกรมให้ร่างกายเจริญเติบโต ขึ้นมาเป็นหญิง กัมมชรูปแบบนี้มีชื่อเรียกว่า อิตถีภาวรูป สมัยนี้ก็เทียบได้กับโคร โมโซม XX แต่ถ้าทำกรรม มาในระดับที่จะได้เกิดเป็นชาย ก็จะได้กัมมชรูปชนิด ที่โปรแกรมให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นชาย กัมมชรูปชนิด นี้มีชื่อเรียกว่า ปุริสภาวรูป ถ้าสมัยนี้ก็เทียบได้กับโคร โมโซม XY
วิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่า ในสเปิร์มหนึ่งเซลล์จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่งในเซลล์ไข่หนึ่งเซลล์จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่งเท่ากัน ในโครโมโซมฝ่ายละ ๒๓ แท่งนี้จะมีอยู่ฝ่ายละ ๒๒ แท่งที่ทำหน้าที่โปรแกรม ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าจะมีผมสีบรอนซ์ ตาสีฟ้า ผิวสีชมพู หรือผมสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวสีเหลือง ตัวสูง ตัวเตี้ย ผมหยิก หน้าก้อ ตาพอง น่องทู่ อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโครโมโซม ๒๒ แท่งนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ออโตโซม” ซึ่งมีคุณ สมบัติเหมือนกับกายทสกกัม มชรูปของพุทธศาสนา แต่นั่นหมายความว่า ต้องหลังจากที่เซลล์ไข่กับสเปิร์มผสมกันแล้ว โครโมโซมชุดใหม่อันเกิดการผสมแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นกายทสกกัมมชรูป
เพราะในคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า กัมมชรูปเกิดขึ้นในช่วงที่ปฏิสนธิจิตอุบัติขึ้น คือ ปฏิสนธิจิต ๑ กัมมชรูป ๑ นามขันธ์ที่เหลือคือ เวทนา สัญญา สังขาร ๑ ทั้งสาม สิ่งนี้เกิดขึ้นในวาระเดียวกัน นั่นหมายความว่าต้องผสมกันแล้วเท่านั้นลักษณะทางพันธุกรรมของชีวิตใหม่จึงบังเกิดขึ้น ซึ่งจะโปรแกรมการเจริญเติบโตทางกายภาพ ให้มีรูปร่างหน้าตาตามแรงกรรมที่ทำมา ลำพังแต่โครโมโซม ๒๒ แท่งที่อยู่ในสเปิร์มและอยู่ในเซลล์ไข่ ต่างแยกกันอยู่ ยังไม่ผสมกันนั้น ไม่มีคุณสมบัติที่จะกำหนดลักษณะโปรแกรมทางกายภาพให้เจริญเติบโต ขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ ต้องตายไปภายใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมงนั่นก็หมายความว่า ถ้ายังไม่ผสมกัน คุณสมบัติก็ยังไม่พอจะเป็นสารพันธุกรรมของชีวิตใหม่ ไม่สามารถกำหนดโปรแกรมทางกายภาพให้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ หรือพูดตามภาษาบาลีว่ายังไม่เป็นกายทสกกัมมชรูป
มีปัญหาถามมาว่า ก็ขณะที่ยังไม่ผสมกันนั้นโครโมโซม ๒๒ แท่งทำไมจึงไม่นับเป็นกัมมชรูปของมนุษย์ตอบว่า เพราะยังไม่มีความเป็นมนุษย์ในขณะนั้น ขณะนั้นยังเป็นเพียงจุลชีพ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซึ่งมีวงจรชีวิตสั้น เพียง ๒๔-๔๘ ชั่วโมง ต่อเมื่อใดที่โคร โมโซมผสมกัน เมื่อนั้นจะมีคุณสมบัติของความเป็น ชีวิตมนุษย์บังเกิดขึ้น โดยมีความเป็นมนุษย์ทั้งฝ่ายรูป และฝ่ายนามเกิดขึ้นในวาระเดียวกัน ซึ่งนามธรรมที่เกิดขึ้นขณะแรกนี้มีชื่อว่าปฏิสนธิจิต ส่วนรูปที่เกิดพร้อมด้วยนั้นมีชื่อว่ากัมมชรูป (รูปที่เกิดเพราะกรรม)
ถามว่า ก่อนที่จะผสมกันนั้น อสุจิไม่มีนาม ไม่มีรูปหรือ ตอบว่า อาจจะมีแต่ไม่ใช่นามของความเป็นมนุษย์คนใหม่แน่นอน และรูปธรรมในขณะยังไม่ผสมกันก็ยิ่งไม่ใช่รูปธรรมของความเป็นมนุษย์คนใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะขณะนั้นชีวิตของความเป็นมนุษย์คนใหม่ยังไม่บังเกิดขึ้น
นักอภิธรรมส่วนใหญ่เชื่อว่าอสุจิไม่มีนาม อสุจิเป็นเพียงอุตุชรูป ถ้าเป็นอุตุชรูป ก็หมายถึง สิ่งที่ไม่ มีชีวิตทั่วไป เป็นเหมือนวัตถุมวลสาร จุลสารหรือฝุ่น ละออง ซึ่งเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ข้อที่น่าสังเกตก็คือ พฤติกรรมของอสุจิกลับแสวงหาการ ผสมพันธุ์ และแสวงหาการอยู่รอด มีวิวัฒนาการ การเจริญเติบโตตั้งแต่ตัวอ่อนมาจนถึงตัวแก่พอที่จะผสมพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการบริโภคขับถ่ายแหวกว่ายเคลื่อนไหวได้อย่างวิจิตร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวอสุจิอย่างน้อยก็น่าจะมีชีวิตตรูป (รูปที่ทำให้สิ่งมี ชีวิตแตกต่างจากรูปวัตถุทั่วไป) เป็นนวกกลาป ไม่ใช่ สุททัทธกลาปที่มีแค่อวินิโภครูป ๘ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟสี กลิ่น รส โอชะ เท่านั้น ขอฝากไว้ให้ช่วยกันพิจารณาทำนองฟังไว้ใช่ว่าอย่าถึงกับใส่บ่าแบกหาม
(อ่านต่อฉบับหน้า)
เรื่องนี้ถ้าไปดูใน มหาปุริสลักขณสูตร จะสอดคล้องกันมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงอวัยวะน้อยใหญ่ ส่วนประกอบองคาพยพต่างๆ ของพระวรกายของพระองค์ว่า ทรงทำกรรมอะไรมา จึงมีตาอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีฟัน มีกระดูก มีชิวหา ฯลฯ ซึ่งงดงามเข้าข่าย “มหาปุริสลักษณะ” เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าโหงวเฮ้ง หน้าผาก จมูก แก้ม ปากคิ้ว คาง และอื่นๆทั่วสรรพางค์กาย อวัยวะเหล่านี้โดยลักษณะรูปทรงโดยขนาดและโดยตำแหน่ง ที่ตั้ง ล้วนเกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างเป็นรหัส โดยมีกฎแห่งกรรมอยู่เบื้องหลังของการตั้งรหัสที่ว่านี้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ไม่กี่วันยังเป็นทารก แบเบาะอยู่ พราหมณ์ ๘ คนไปดูนรลักษณ์ของพระองค์ (ดูโหงวเฮ้ง) ก็ทำนายเป็นเสียงเดียวกันว่าบุคคลเช่นนี้ ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ หรือไม่ก็บรมศาสดาเอกในโลกแน่นอน พราหมณ์พวกนี้ทายได้ก็เพราะอาศัยองคาพยพ อวัยวะน้อยใหญ่ของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องทำนาย แต่ที่เป็นไปเช่นนั้นก็เพราะเป็นผลของกรรม มิใช่เป็นไปตามคำทำนายวิชาโหงวเฮ้ง เป็นแต่เพียงการคำนวณรู้แนวทาง การให้ผลแห่งกรรมเท่านั้น ดังนั้นอวัยวะทุกชิ้นส่วนของ เราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ถูกจัดเรียงวางไว้อย่าง เป็นรหัสทั้งโดยความสวยงามและวาสนาชะตาชีวิต
๓. ทำกิจ กายประสาทเวลาที่มีผัสสะมากระทบผิวกาย แต่ในขณะกลละนั้นยังไม่สามารถรับกระทบผัสสะโผฏฐัพพารมณ์ได้ เพราะเป็นเพียงกัมมชรูปหรือสาร พันธุกรรม ซึ่งจะต้องรอเวลาให้วิวัฒนาการขึ้นมาเป็น ระบบเซลล์ประสาทกาย เพื่อทำหน้าที่รับกระทบผัสสะได้ในโอกาสต่อมา เพราะฉะนั้นในช่วงนี้จะเป็นภวังคจิต(จิตหลับ) กายทวารยังไม่รับรู้อารมณ์อะไร ซึ่งปกติทั่วไปทารกในครรภ์จะอยู่ในภวังค์ความหลับเกือบ ๙ เดือน แต่จะมีการตื่น(จิตขึ้นสู่วิถี)แทรกเป็นระยะๆ
ลำดับต่อไป ภาวทสกะ กลุ่มของรูปที่กำหนดลักษณะทางเพศ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ
๑. อิตถีภาวะเพศหญิง
๒. ปุริสภาวะ เพศชาย
ถ้าเราทำกรรมมาในระดับที่จะส่งผลให้เกิดเป็นหญิง ก็จะได้กัมมชรูปชนิดที่โปรแกรมให้ร่างกายเจริญเติบโต ขึ้นมาเป็นหญิง กัมมชรูปแบบนี้มีชื่อเรียกว่า อิตถีภาวรูป สมัยนี้ก็เทียบได้กับโคร โมโซม XX แต่ถ้าทำกรรม มาในระดับที่จะได้เกิดเป็นชาย ก็จะได้กัมมชรูปชนิด ที่โปรแกรมให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นชาย กัมมชรูปชนิด นี้มีชื่อเรียกว่า ปุริสภาวรูป ถ้าสมัยนี้ก็เทียบได้กับโคร โมโซม XY
วิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่า ในสเปิร์มหนึ่งเซลล์จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่งในเซลล์ไข่หนึ่งเซลล์จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่งเท่ากัน ในโครโมโซมฝ่ายละ ๒๓ แท่งนี้จะมีอยู่ฝ่ายละ ๒๒ แท่งที่ทำหน้าที่โปรแกรม ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าจะมีผมสีบรอนซ์ ตาสีฟ้า ผิวสีชมพู หรือผมสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวสีเหลือง ตัวสูง ตัวเตี้ย ผมหยิก หน้าก้อ ตาพอง น่องทู่ อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโครโมโซม ๒๒ แท่งนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ออโตโซม” ซึ่งมีคุณ สมบัติเหมือนกับกายทสกกัม มชรูปของพุทธศาสนา แต่นั่นหมายความว่า ต้องหลังจากที่เซลล์ไข่กับสเปิร์มผสมกันแล้ว โครโมโซมชุดใหม่อันเกิดการผสมแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นกายทสกกัมมชรูป
เพราะในคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า กัมมชรูปเกิดขึ้นในช่วงที่ปฏิสนธิจิตอุบัติขึ้น คือ ปฏิสนธิจิต ๑ กัมมชรูป ๑ นามขันธ์ที่เหลือคือ เวทนา สัญญา สังขาร ๑ ทั้งสาม สิ่งนี้เกิดขึ้นในวาระเดียวกัน นั่นหมายความว่าต้องผสมกันแล้วเท่านั้นลักษณะทางพันธุกรรมของชีวิตใหม่จึงบังเกิดขึ้น ซึ่งจะโปรแกรมการเจริญเติบโตทางกายภาพ ให้มีรูปร่างหน้าตาตามแรงกรรมที่ทำมา ลำพังแต่โครโมโซม ๒๒ แท่งที่อยู่ในสเปิร์มและอยู่ในเซลล์ไข่ ต่างแยกกันอยู่ ยังไม่ผสมกันนั้น ไม่มีคุณสมบัติที่จะกำหนดลักษณะโปรแกรมทางกายภาพให้เจริญเติบโต ขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ ต้องตายไปภายใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมงนั่นก็หมายความว่า ถ้ายังไม่ผสมกัน คุณสมบัติก็ยังไม่พอจะเป็นสารพันธุกรรมของชีวิตใหม่ ไม่สามารถกำหนดโปรแกรมทางกายภาพให้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ หรือพูดตามภาษาบาลีว่ายังไม่เป็นกายทสกกัมมชรูป
มีปัญหาถามมาว่า ก็ขณะที่ยังไม่ผสมกันนั้นโครโมโซม ๒๒ แท่งทำไมจึงไม่นับเป็นกัมมชรูปของมนุษย์ตอบว่า เพราะยังไม่มีความเป็นมนุษย์ในขณะนั้น ขณะนั้นยังเป็นเพียงจุลชีพ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซึ่งมีวงจรชีวิตสั้น เพียง ๒๔-๔๘ ชั่วโมง ต่อเมื่อใดที่โคร โมโซมผสมกัน เมื่อนั้นจะมีคุณสมบัติของความเป็น ชีวิตมนุษย์บังเกิดขึ้น โดยมีความเป็นมนุษย์ทั้งฝ่ายรูป และฝ่ายนามเกิดขึ้นในวาระเดียวกัน ซึ่งนามธรรมที่เกิดขึ้นขณะแรกนี้มีชื่อว่าปฏิสนธิจิต ส่วนรูปที่เกิดพร้อมด้วยนั้นมีชื่อว่ากัมมชรูป (รูปที่เกิดเพราะกรรม)
ถามว่า ก่อนที่จะผสมกันนั้น อสุจิไม่มีนาม ไม่มีรูปหรือ ตอบว่า อาจจะมีแต่ไม่ใช่นามของความเป็นมนุษย์คนใหม่แน่นอน และรูปธรรมในขณะยังไม่ผสมกันก็ยิ่งไม่ใช่รูปธรรมของความเป็นมนุษย์คนใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะขณะนั้นชีวิตของความเป็นมนุษย์คนใหม่ยังไม่บังเกิดขึ้น
นักอภิธรรมส่วนใหญ่เชื่อว่าอสุจิไม่มีนาม อสุจิเป็นเพียงอุตุชรูป ถ้าเป็นอุตุชรูป ก็หมายถึง สิ่งที่ไม่ มีชีวิตทั่วไป เป็นเหมือนวัตถุมวลสาร จุลสารหรือฝุ่น ละออง ซึ่งเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ข้อที่น่าสังเกตก็คือ พฤติกรรมของอสุจิกลับแสวงหาการ ผสมพันธุ์ และแสวงหาการอยู่รอด มีวิวัฒนาการ การเจริญเติบโตตั้งแต่ตัวอ่อนมาจนถึงตัวแก่พอที่จะผสมพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการบริโภคขับถ่ายแหวกว่ายเคลื่อนไหวได้อย่างวิจิตร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวอสุจิอย่างน้อยก็น่าจะมีชีวิตตรูป (รูปที่ทำให้สิ่งมี ชีวิตแตกต่างจากรูปวัตถุทั่วไป) เป็นนวกกลาป ไม่ใช่ สุททัทธกลาปที่มีแค่อวินิโภครูป ๘ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟสี กลิ่น รส โอชะ เท่านั้น ขอฝากไว้ให้ช่วยกันพิจารณาทำนองฟังไว้ใช่ว่าอย่าถึงกับใส่บ่าแบกหาม
(อ่านต่อฉบับหน้า)


