xs
xsm
sm
md
lg

โพธิญาณพฤกษา : อ้อยช้าง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปทุมพุทธวงศ์ เวสสภูพุทธวงศ์ และนารทพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระปทุมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 8 เดือนเต็ม พระเวสสภูพุทธเจ้า ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 6 เดือนเต็ม และพระนารทพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน ทั้งสามพระองค์ได้ตรัสรู้ ณ ควงไม้อ้อยช้างใหญ่ เช่นเดียวกัน

จากการค้นคว้าทางพฤกษศาสตร์ไม่พบ‘ต้นอ้อยช้างใหญ่’ มีแต่เพียง‘ต้นอ้อยช้าง’ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นต้นอ้อยช้างที่มีขนาดใหญ่ ตามที่มีการระบุในบาลีไว้ว่า ‘ต้นมหาโสณกะ’ ซึ่ง ‘มหา’ แปลว่า ใหญ่ ดังนั้น จึงขอนำเรื่องราวของต้นอ้อยช้างมาเสนอไว้ ณ ที่นี้

ต้นอ้อยช้างมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า“Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.” อยู่ในวงศ์ Anacardiaceae มีชื่อพื้นบ้านเรียกกันมากมายเช่น กอกกั๋น, กุ๊ก, ช้างโน้ม, ตะคร้ำ, หวีด เป็นต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงราว 8-15 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ลำต้นมีร่องเล็กๆตามยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบ ออกเป็นช่อตรงปลายกิ่ง และใบจะร่วงหมดในช่วงที่ออกดอกจน ถึงออกผลในราวเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ดอกขณะตูมมีสีม่วงแดง เมื่อบานสีด้านในของกลีบเป็นสีเหลืองแต้มสีม่วงแดงเรื่อๆ ขนาดเล็กออกเป็นช่อ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีประมาณ 4-5 กลีบ ออกราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลรูปรี มีขนาดเล็กสีเขียวอมแดง ภายในมีเมล็ดกลมหรือรี 1 เมล็ด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือการตอนกิ่ง
อ้อยช้างมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ส่วนของรากซึ่งเป็นกระเปาะใหญ่เก็บสะสมน้ำไว้จำนวนมาก น้ำในรากสามารถนำมาดื่มแก้กระหายได้ เนื้อไม้ใช้เป็นแบบเทคอนกรีต งานแกะสลัก เปลือกใช้ทำที่รองหลังช้าง ใช้ฟอกหนังสัตว์ ส่วนยอดอ่อนมีรสเปรี้ยว ฝาด จึงนิยมรับประทานเป็นผัก

ส่วนสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรนั้น เปลือก เป็นยาสมานแผล แก้อาการปวดฟัน แก้ธาตุพิการและอ่อนเพลีย แก้ฝี โรคเรื้อน โรคผิวหนัง และแก้เจ็บตา แก่น มีรสหวาน แก้เสมหะ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ชุ่มคอ ใบ ใช้แก้ผิว หนังพุพอง เน่าเปื่อย ราก ใช้เข้าตำรับยา เพื่อชูรสยาในตำรับนั้นๆ

หมายเหตุ** ภาพนี้คือภาพต้นอ้อยช้าง ซึ่งได้นำไปลงว่าเป็นต้นสาละ ในฉบับที่ 51 เดือนก.พ.48 จึงต้องขออภัยและขอทำ ความเข้าใจใหม่มา ณ ที่นี้