"สติที่ระลึกก็เพียงสักว่าอาศัยระลึก
ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัย
ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่านั่นเป็นเรา (ยึดมั่นในตัณหา)เราเป็นนั่น (ยึดมั่นในมานะ) และ นั่นเป็นตัวเรา (ยึดมั่นในทิฏฐิ)"
ตอนที่ 049
สรุปสติปัฏฐาน
3.สรุปสติปัฏฐาน
3.1 การเจริญสติปัฏฐานทำไปเพื่อให้เกิดปัญญารู้เห็นว่า กาย ก็สักแต่ว่ากาย เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา จิตก็สักแต่ว่าจิต ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แม้ญาณความรู้นั้นก็เพียงสักแต่ว่ารู้ สติที่ระลึกก็เพียงสักว่าอาศัยระลึก ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัย ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใด กล่าวคือไม่ยึดมั่นว่านั่นเป็นเรา (ยึดมั่นในตัณหา) เราเป็นนั่น (ยึดมั่นในมานะ) และ นั่นเป็นตัวเรา (ยึดมั่นในทิฏฐิ)
ข้อสังเกตของผู้เขียน
ก. ตรงคำว่า "ญาณความรู้นั้นก็เพียงสักแต่ว่ารู้" เป็นเรื่องน่ารับฟังมาก เพราะผู้เขียนสังเกตเห็นเสมอว่า ผู้ปฏิบัติมักหลงไปให้ความสำคัญกับตัวองค์ความรู้ มากกว่าการรู้หรือการเจริญสติ เช่นเมื่อเกิดความสงสัยว่าจะเจริญสติอย่างใดจึงจะถูกต้อง แทนที่จะรู้ว่ากำลังสงสัยอยู่ (คือรู้ที่อาการสงสัยของจิต เพื่อจะได้เห็นว่า ความสงสัยเป็นเพียงสภาวธรรมอันหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) กลับไปพยายามคิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยนั้น เพราะอยากมีความรู้ความเข้าใจ เป็นการทิ้งอารมณ์ปรมัตถ์ (ความสงสัย) ไปวุ่นวายอยู่กับความคิดซึ่งเป็นสมมุติ บัญญัติ ผู้นั้นจึงถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำอย่างน่าเสียดาย
ข. ตรงคำว่า "สติที่ระลึกก็เพียงสักว่าอาศัยระลึก" ก็น่ารับฟังมากเช่นกัน หมายความว่า (1) ให้สักว่าอาศัยระลึกรู้อารมณ์รูปนามไปอย่างสบายๆ ไม่ใช่ระลึกอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยอำนาจของตัณหาและทิฏฐิ และ (2) ระลึกแล้วอย่าเข้าไปแทรกแซงในทางพยายามแก้ไขหรือรักษาอารมณ์รูปนามทั้งปวงนั้น ปล่อยให้อารมณ์ทั้งปวงนั้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขา ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่เพียงการเรียนรู้ความเป็นจริงของอารมณ์เหล่านั้นเท่านั้น
(เชิญอ่านปริยัติธรรมต่อ)
(อ่านต่อวันจันทร์หน้า/
สรุปสติปัฏฐานเชิงปริยัติธรรม)
ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัย
ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่านั่นเป็นเรา (ยึดมั่นในตัณหา)เราเป็นนั่น (ยึดมั่นในมานะ) และ นั่นเป็นตัวเรา (ยึดมั่นในทิฏฐิ)"
ตอนที่ 049
สรุปสติปัฏฐาน
3.สรุปสติปัฏฐาน
3.1 การเจริญสติปัฏฐานทำไปเพื่อให้เกิดปัญญารู้เห็นว่า กาย ก็สักแต่ว่ากาย เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา จิตก็สักแต่ว่าจิต ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แม้ญาณความรู้นั้นก็เพียงสักแต่ว่ารู้ สติที่ระลึกก็เพียงสักว่าอาศัยระลึก ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัย ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใด กล่าวคือไม่ยึดมั่นว่านั่นเป็นเรา (ยึดมั่นในตัณหา) เราเป็นนั่น (ยึดมั่นในมานะ) และ นั่นเป็นตัวเรา (ยึดมั่นในทิฏฐิ)
ข้อสังเกตของผู้เขียน
ก. ตรงคำว่า "ญาณความรู้นั้นก็เพียงสักแต่ว่ารู้" เป็นเรื่องน่ารับฟังมาก เพราะผู้เขียนสังเกตเห็นเสมอว่า ผู้ปฏิบัติมักหลงไปให้ความสำคัญกับตัวองค์ความรู้ มากกว่าการรู้หรือการเจริญสติ เช่นเมื่อเกิดความสงสัยว่าจะเจริญสติอย่างใดจึงจะถูกต้อง แทนที่จะรู้ว่ากำลังสงสัยอยู่ (คือรู้ที่อาการสงสัยของจิต เพื่อจะได้เห็นว่า ความสงสัยเป็นเพียงสภาวธรรมอันหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) กลับไปพยายามคิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยนั้น เพราะอยากมีความรู้ความเข้าใจ เป็นการทิ้งอารมณ์ปรมัตถ์ (ความสงสัย) ไปวุ่นวายอยู่กับความคิดซึ่งเป็นสมมุติ บัญญัติ ผู้นั้นจึงถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำอย่างน่าเสียดาย
ข. ตรงคำว่า "สติที่ระลึกก็เพียงสักว่าอาศัยระลึก" ก็น่ารับฟังมากเช่นกัน หมายความว่า (1) ให้สักว่าอาศัยระลึกรู้อารมณ์รูปนามไปอย่างสบายๆ ไม่ใช่ระลึกอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยอำนาจของตัณหาและทิฏฐิ และ (2) ระลึกแล้วอย่าเข้าไปแทรกแซงในทางพยายามแก้ไขหรือรักษาอารมณ์รูปนามทั้งปวงนั้น ปล่อยให้อารมณ์ทั้งปวงนั้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขา ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่เพียงการเรียนรู้ความเป็นจริงของอารมณ์เหล่านั้นเท่านั้น
(เชิญอ่านปริยัติธรรมต่อ)
(อ่านต่อวันจันทร์หน้า/
สรุปสติปัฏฐานเชิงปริยัติธรรม)


