เอนก เหล่าธรรมทัศน์
อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ มธ. ปี 41-43
อดีตรัฐมนตรี อว. ปี 63-66
ภาคีสมาชิกแห่งราชบัณฑิตยสภา
ในโลกปัจจุบันที่พายุคพัดกระหน่ำ ทั้งการพลิกผันทางเทคโน โลยี ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างใหม่ๆ ที่รอการพัฒนานั้น การบริหารบ้านเมืองหรือองค์กรด้วยตำราเก่าและวิธีคิดแบบเดิมๆ ย่อมไม่ต่างจากการแล่นเรือไปในสมุทรใหญ่ที่ไร้ฝั่งขึ้น
น่าเสียดาย ที่แวดวงการทำงานและการบริหารบ้านเรา กลับติดอยู่กับวัฒนธรรมการนั่งประชุมเพื่อ "จับผิดและวิเคราะห์ปัญหา" เป็นกิจวัตร เรามักชื่นชมผู้ที่รู้ปัญหารู้ข้อเท็จจริงจำนวนมาก ผู้ท่องจำอุปสรรคได้ขึ้นใจ และทำงานแบบยึดติดกับปัญหาเป็นสรณะ วนเวียนอยู่กับการรายงานข้อจำกัดรเป็นความคุ้นชินที่ตัดไม่ขาดพลาดไม่ได้
ลองพิจารณาดูให้ดีเถิด! วิธีคิดแบบที่จมปลักอยู่กับปัญหาและข้อเท็จจริงในอดีต (Problem-based) มันไม่ต่างอะไรกับการขับรถพุ่งไปข้างหน้าโดยเอาแต่จ้องมองกระจกหลัง สุดท้ายก็พาองค์ กรไปสะดุดตอ ย่ำอยู่กับที่ และพากันกอดคอติดอยู่ใน "ภาวะอัมพาตจากการวิเคราะห์" (Analysis Paralysis) ที่มัวแต่วิเคราะห์วิจารณ์จนไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำและผู้บริหารไทยต้องลุกขึ้นมา สลัดคราบนักตั้งรับ แล้วสวมแว่นตาอันใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม:
การแสวงหาโอกาส พร้อมทั้งคิดและลงมือทำเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีบนพื้นฐานของการมุ่งเอาชนะ เพื่อกระชากองค์กรให้พ้นจากหลุมดำแห่งความ เฉื่อยเนือยเย็นชา!
1. กรอบความคิด (Mindset) กับ ประสบการณ์: เมื่อแว่นตาเก่าพาเราเดินเข้าตาจน
ก่อนจะพลิกฟื้นองค์กรที่ใด ผู้นำต้องหันกลับมาสำรวจรากฐานทางความคิดของตนเองเสียก่อน ว่าสิ่งใดคือเข็มทิศนำทางระหว่าง กรอบความคิด หรือ Mindset กับ ประสบการณ์
กรอบความคิด (Mindset): มรดกหรือประสบการณ์คือระบบปฏิบัติการหรือเลนส์แว่นตาที่คอยกรองความจริงของท่าน ผู้นำที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตจะมองอุปสรรคเป็นบทเรียนและโอกาสในการพัฒนา ต่างจากผู้ที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด ที่มักระแวดระวังความเปลี่ยนแปลงจนเกินพอดี
ประสบการณ์อันทรงคุณค่าแต่ทว่าอาจเชยชิน : ประสบการณ์คือคลังข้อมูลในอดีต—มันจะคอยกระซิบว่า "สูตรนี้เคยเวิร์ก ทำไมตอนนี้ไม่เวิร์ก" แต่อนิจจา โลกยุคนี้มันหมุนเร็วและไร้ทิศกว่าความทรงจำอันหอมหวานจะเป็นประโยชน์ ประสบการณ์นั้นจึงอาจกลายเป็น "กับดักแห่งความสำเร็จในอดีต" ถ้าผู้นำไร้ซึ่งกรอบความคิดที่ยืด หยุ่น ประสบการณ์นั่นแหละครับที่จะย้อนกลับมาจำกัดตัวท่านเอง เพราะท่านขาดความสามารถในการละทิ้งความรู้เดิมที่ล้าสมัย เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ทรงพลังกว่า
2. ทำไมผู้นำตก หลุมพราง "รู้ปัญหา" แต่ยังขาดปัญญา?
สังคมเราชอบยกย่องคน "รู้มาก" แต่บางครั้งกลับหาคน "มีปัญญา" ได้ยากยิ่ง เรามักให้ราคาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหา ผู้มีความรู้ท่วมหัวแต่บางครั้งกลับขับเคลื่อนงานได้ยากยิ่ง ทว่า ความรู้ไม่ว่าจะมีกองสุมสูงท่วมฟ้าแค่ไหน ก็ยังไม่เพียงพอหากปราศจาก ปัญญา
ความรู้ คือข้อเท็จจริง ทฤษฎี หรือข้อมูลดิบกองโต
ปัญญา คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้และพร้อมกันนั้นมีการคิดโยนิโสมนสิการ (การคิดอย่างแยบคาย มองทะลุปรุโปร่ง) ที่เฉียบคมพอจะแยก แยะได้ว่า ท่ามกลางปัญหาร้อยแปด สิ่งใด ควรทำ หรือ ไม่ควรทำ สิ่งใดคือแก่นแท้ และสิ่งใดเป็นเพียงเปลือกตรมที่ถ่วงรั้งองค์กร
ผู้นำที่มีแต่ความรู้จะเอาแต่ดำดิ่งจมอยู่ในวังวนของข้อจำกัด แต่ผู้นำที่มีปัญญาจะรู้เท่าทันสถานการณ์ และกล้าที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิมเพื่อเปิดทางสว่าง
3. จากการยึดติดกับปัญหา สู่การแสวงหาโอกาส: เลิกวนเวียนกับอุปสรรค แล้วออกไปล่าความสำเร็จกันเถอะ
เมื่อท่านสลัดความลังเลใจ และออกจากภาวะอัมพาตในการวิเคราะห์ทิ้งไปได้แล้ว จงเร่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น:
กรอบความคิดที่มุ่งแสวงหาโอกาส: เปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า "ทำไมถึงทำไม่ได้" หรือ "มีปัญหาอะไรขวางอยู่" มาเป็น "หากไม่มีข้อจำกัดนี้ เราจะพลิกเกมและสร้างสรรค์สิ่งใดให้ยิ่งใหญ่ได้บ้าง"
คิดเชิงยุทธศาสตร์บนฐานแห่งชัยชนะ: เลิกคิดตั้งรับหรือบริหารไปวันๆ แบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด ต้องคิดแบบผู้ชนะ—มุ่งมั่นสร้างความได้เปรียบที่จะทำให้องค์กรผงาดก้าวล้ำนำสมัย
การคิดเชิงระบบและการสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: มองให้ทะลุปรุโปรดถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในระบบ เลิกแก้ปัญหาแบบปะผุรายจุดราวเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง
กรอบความคิดแบบยืดหยุ่นและมองสู่อนาคต: มองอนาคตเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ดีกว่ารอให้วิกฤตมาเคาะประตูบ้านแล้วจึงค่อยวิ่งหาทางออก
4. ยุทธศาสตร์ และ ยุทธวิธี ที่มุ่งเอา ชนะ: ถึงเวลาลงสนามจริง
เมื่อปัญญาและวิสัยทัศน์ได้รับการหลอมรวม มันจะแปลงร่างเป็นแผนการปฏิบัติที่เฉียบคม:
ยุทธศาสตร์: คือเข็มทิศและทิศทางระยะยาวที่ประกาศชัดเจนว่า เราจะเลือกสนามใดและจะสร้างความได้เปรียบอย่างไร ความกล้าหาญที่แท้จริงของยุทธศาสตร์ไม่ใช่การพยายามทำทุกเรื่องให้ดีพร้อม แต่คือ ความกล้าที่จะไม่ทำ ในสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก
ยุทธวิธี: คือการปฏิบัติและการลงมือทำหน้างานที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว พร้อมปรับเปลี่ยนกระบวนท่าเฉพาะหน้าเพื่อให้เกิดชัยชนะเป็นรูปธรรมในแต่ละขั้นตอน (ชัยชนะระยะสั้น) โดยไม่ยอมหลุดจากเป้าหมายใหญ่
บทสรุปทิ้งท้าย:
ความรู้และประสบ การณ์นั้นเป็นเพียงวัตถุดิบในมือ ปัญญา คือวิจารณญาณอันแหลมคมในการเลือกใช้ ยุทธศาสตร์ คือธงชัยนำความสำเร็จ และ ยุทธวิธี คือฝีพายที่พาองค์กรพุ่งทะยานไปข้างหน้า
ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำและผู้บริหารต้องก้าวข้ามกับดักของการจมอยู่กับปัญหาซ้ำซาก หันมาขับเคลื่อนองค์กรด้วย การแสวงหาโอกาส พร้อมทั้งคิดและลงมือทำเชิงยุทธ ศาสตร์และยุทธวิธีบนพื้นฐานของการมุ่งเอาชนะ เพราะอนาคตอันรุ่งโรจน์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการนั่งพับเพียบแล้วบ่นถึงอดีต หากแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยความกล้าหาญที่จะนำพาผู้คนก้าวข้ามข้อจำกัดไปสู่ชัยชนะในวันพรุ่งนี้ต่างหาก


