เช้าวันหนึ่ง.. “น้าชาติ”ให้นายทหารคนสนิทมาตามผมที่สำนักงานเลขาฯ พลเอกชาติชาย เขาระบุว่า..
“พี่ชัช.. เที่ยงนี้นายขอเชิญพี่ชัชกับคุณโต้ง ไปทานข้าวที่บ้านท่านครับ”
พูดจบ นายทหารนายนั้นก็รีบผละหายไปอย่างรีบร้อน.. ทิ้งให้ผมแปลกใจว่า ต้องมีเรื่องสำคัญสักอย่างแน่นอน เพราะน้อยครั้งที่น้าชาติจะชวนผมกับพี่โต้งไปทานข้าวที่บ้านอย่างเป็นทางการแบบนี้...
ก่อนเที่ยงวันนั้นผมกับพี่โต้งก็มานั่งรอน้าชาติที่โต๊ะกลม มีเป็ดย่าง-หมูแดง-กุนเชียง-แกงเขียวหวานเนื้อกับเนื้อย่างจานใหญ่ ของโปรดของเจ้าของบ้าน ของหวานเป็นเค้กสีสวยก้อนโตวางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างๆ
ครู่เดียว พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในชุดลำลอง กางเกงสีน้ำเงินเข้ม เสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้น เดินออกมาจากลิฟท์ตรงมาหาพวกเราด้วยสีหน้าแย้มยิ้มอย่างร่าเริง
“โต้ง-ชัช พ่อไม่มีเรื่องอะไรหรอก พอดีวันนี้หมูเจ้าของโรงแรมมณเฑียร เขาทำเค้กเอามาให้พ่อ พ่อเลยอยากชวนโต้งกับชัชมากินเค้กฝีมือหมู.. โต้งเคยกินเค้กฝีมือหมูเขาแล้ว แต่ชัชยังไม่เคยกินใช่ไหม? เวลากินข้าวเผื่อท้องไว้กินเค้กอร่อยๆ ฝีมือหมูด้วยนะชัช”
“ครับพ่อ.. แหมผมนึกว่าพ่อมีเรื่องด่วนอะไรเสียอีก ถึงนัดทานข้าวเป็นทางการทั้งพี่โต้งกับผมแบบนี้..”
“นั่นน่ะสิ! โต้งก็นึกว่าพ่อมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไร ถึงได้เรียกเรามากินข้าวพร้อมกัน..”
“เฮ้ย! ชวนมากินเค้กอร่อยๆ ฝีมือหมูน่ะโต้ง นานๆ หมูถึงจะแสดงฝีมือทำเค้กอร่อยๆ มาให้ เค้กฝีมือหมูนี่ไม่ใช่จะได้กินกันง่ายๆ นะโต้ง”
“วันนี้พ่อเรียกเรามากินข้าวก็ดีเหมือนกัน เพราะโต้งมีเรื่องอยากคุยกับชัชหลายเรื่อง เรื่องตอนชัชอยู่ในป่ากับทางพรรคคอมมิวนิสต์หลายปี พ่อรู้ไหม ชัชน่ะไม่ธรรมดานะ เพราะชัชมันเคยทำงานอยู่กับเลขาฯ พรรค กับกรรมการกลางพรรคบางคนด้วยนะพ่อ”
“โอ๊ย! พี่โต้งนั่นมันเรื่องในอดีตนานแล้ว”
“เอ้อ.. ดีเหมือนกัน พ่อก็อยากถามชัชถึงเพื่อนพ่อคนหนึ่ง ที่เรียน จปร. ด้วยกัน เขาเรียนเก่งด้วย แต่จู่ๆ มันก็หายตัวไป โผล่อีกทีก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ใหญ่เลยนะชัช.. กินข้าว กินกาแฟกับเค้ก แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องในป่าที่ชัชเคยอยู่ พ่อจะได้ถามถึงเพื่อนคนนั้น”
ตลอดมื้อเที่ยงวันนั้น น้าชาติมีเรื่องเล่าทั้งเรื่องในประเทศและต่างประเทศ บรรยากาศสนุกสนานมากๆ
และแล้ว น้าชาติก็ถามผมด้วยอาการเคร่งเครียดจริงจัง ถึงบุคคลผู้เป็นเพื่อนอดีต จปร.
“ตอนเข้าป่า ชัชเคยทำงานกับบุคคลสำคัญทั้งกรรมการกลางพรรคบางคนของคอมมิวนิสต์ไทย กับเลขาธิการพรรค มิตร สมานันท์ พ่อขอถามหน่อย ชัชเคยเจอเพื่อนพ่อ คือ คุณพโยม จุลานนท์ พ่อของ พลโท สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ยศเวลานั้น) บ้างไหม?”
พี่โต้งที่กำลังยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นดื่มชะงักชั่วครู่ ก่อนจะหันมามองหน้าผมด้วยความสนใจ เพราะพี่โต้งสนิทกับ พี่แอ๊ด-พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีในวันนี้นั่นเอง
“ผมเคยเจอท่านที่จังหวัดน่านครั้งหนึ่งครับพ่อ ชื่อจัดตั้งของท่านคือ ลุงคำตัน แกสูงวัยแล้ว ผมขาวโพลน ผิวสีอิฐ ท่วงท่าเป็นคนใจดีครับ ลุงคำตันเป็นเสนาธิการใหญ่ กองทัพ ทปท. ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครับ ลุงคำตันไม่ได้กลับเมืองไทยพร้อมแกนนำบางคนในกรรมการกลาง พคท. ผมทราบข่าวล่าสุดมาว่า ลุงคำตันย้ายไปรักษาตัวอยู่ที่จีนและเสียชีวิตแล้วครับพ่อ..”
“พ่อ.. โต้งว่า.. พ่อน่าจะให้พี่แอ๊ดเดินทางไปจีน ไปนำกระดูกพ่อเขากลับมาทำบุญนะพ่อ”
น้าชาติผงกศีรษะด้วยความเคร่งขรึมไม่พูดอะไร..
“พ่อ.. ไอ้ชัชนี่มันโชคดีนะ.. เพราะตอนอยู่ป่า ชัชมันได้ทำงานกับ นายผี-อัศนี พลจันทร ด้วย คนๆ นี้เป็นอัยการมาก่อน พบเจอความไม่เป็นธรรมจึงต้องเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย นายผีเป็นนักเขียน เป็นกวีที่แต่งเพลงคิดถึงบ้าน หรือเพลงเดือนเพ็ญ ที่ หงา สุรชัย คาราวาน เอามาร้องหลังจากออกจากป่า แล้ว แอ๊ด คาราบาว ก็นำมาร้องด้วยอีกคน เพลงนี้โด่งดังจนคนรุ่นใหม่รุ่นเก่าร้องกันไปทั่ว ถึงขนาดอัลบั้มแรกของฟ้าหญิงองค์เล็ก ยังมีเพลงนี้เลยครับพ่อ.. เพลงของนายผีเพราะมาก และท่านพูดได้หลายภาษา จีน-ลาติน-ฝรั่งเศส-อังกฤษ-สเปน ถือเป็นปราชญ์ได้เลย”
ผมเลยถือโอกาสเล่าเสริมว่า...
ตอนอยู่ในป่า นามจัดตั้งแกชื่อว่า “สหายไฟ ไม่ฟ้า” สหายในป่ารวมทั้งลุงไฟโดนทางการปราบอย่างหนัก จนต้องหลบเข้าไปในประเทศลาว เพราะลุงไฟเป็นสหายสนิทกับ ท่านไกรสร พรหมวิหาร ประธานประเทศลาว เมื่อทางลาวขอให้ลุงไฟเป็นผู้นำคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยใหม่ สายเวียดนามกับรัสเซีย ลุงไฟปฏิเสธ ทางการลาวก็เลย “เก็บตัว” ลุงไฟไว้ในลาว จนกระทั่งลุงไฟเสียชีวิต
ก่อนลุงไฟจะเสียชีวิต ป้าลม ภรรยาลุงไฟมาหาผมที่ทำงานนิตยสาร HI CLASS ที่ถนนพิชัย รปภ. มาตามผมบอกว่า มีแขกผู้หญิงมาขอพบคุณชัชที่หน้าตึกพงศ์วราภา
ผมลงไป พบว่าเป็นป้าลม สวมรองเท้าแตะ นุ่งผ้าถุงสีคล้ำ หิ้วถุงน้ำในมือ แกบอกผมว่า เดินเท้ามาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมเห็นภาพนั้นแล้วน้ำตาคลอเลย ป้าลมเป็นภรรยาผู้นำ พคท. ตอนอยู่ในป่ามีตำแหน่งใหญ่มาก มีทหารอารักขาอย่างดีตลอดเวลา ป้าลมคอยดูแลลุงไฟทั้งอาหารการกิน ผมและแกนนำนักเคลื่อนไหว รวมถึงหงา คาราวาน เขาอยู่หน่วยศิลป์ข้างหน่วย 20 ที่ผมกับนายผีหรือลุงไฟทำงานอยู่ เวลาพวกเราไปนั่งคุยกับลุงไฟที่กระท่อมของแก เรามักจะได้ดื่มกาแฟรสอร่อยฝีมือป้าลม ซึ่งคั่วจากเมล็ดข้าวโพดจนไหม้
ผมยิงคำถามรัวๆ ว่า ป้าลมมายังไง ลุงไฟอยู่ไหน? ตอนนี้ป้าลมอยู่ที่ไหน กินข้าวหรือยัง?
ป้าลมเล่าว่า ลุงไฟหลบสงครามปราบพวกเราไปลาว และถูกทางการลาวกักตัวไว้ ตัวป้าลมมาตามหาลูกๆ ตอนนี้ยังไม่มีที่อยู่เลย
ผมเลยถือโอกาสชวนป้าลมไปอยู่ที่บ้าน ผมบอกป้าลมเพื่อให้แกสบายใจว่า สหายอรัญ (ชื่อจัดตั้งของภรรยาผม) คงจะดีใจมากที่ได้เจอกับป้าลม
ป้าลม มาตามหาลูกๆ เพื่อจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ผมไม่รู้จักและไม่เคยเจอลูกชายของแก ส่วนลูกสาวป้าลม เป็นครูในโรงเรียนที่ลูกชายสองคนของผมเรียนอยู่ ป้าลมมากะทันหัน บ้านช่องของลูกสาวจึงยังไม่พร้อม
ระหว่างรอไปอยู่กับลูกสาว ป้าลมจึงอยู่ที่บ้านผม วันหนึ่งบ้านของผมได้มีโอกาสต้อนรับ ยืนยง โอภากุล - แอ๊ด คาราบาว ที่เดินทางมาขออนุญาตใช้เพลง “คิดถึงบ้าน” หรือ “เดือนเพ็ญ” ที่ นายผี-อัศนี พลจันทร แต่งสมัยอยู่ในป่า ป้าลมผู้ภรรยาได้อนุมัติให้แอ๊ดนำเพลง “เดือนเพ็ญ” ไปเล่นและร้องได้อย่างเต็มที่
ป้าลมเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ แกบอกภรรยาผมว่า อยากลงทุนเปิดร้านขายไอศครีม ผ่านไประยะหนึ่งป้าลมก็ได้เปิดบู๊ทเล็กๆ ขายในโรงเรียน ป้าลมอยู่กับครอบครัวผมนานพอสมควร
ผู้คนที่เคารพ ลุงไฟ - นายผี อัศนี พลจันทร ช่วยกันตาม อัฐิลุงไฟ และได้นำจากลาวกลับคืนสู่เมืองไทยเป็นที่เรียบร้อย ภารกิจนี้สำเร็จด้วยน้ำใจของ หงา คาราวาน – แอ๊ด คาราบาว เป็นหลักครับ!
ส่วน อัฐิของลุงคำตัน - พโยม จุลานนท์ ถูกนำจากจีนกลับไทยในยุคนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มี อาจารย์โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นที่ปรึกษาครับ!
ดวงวิญญานของลุงไฟ และลุงคำตัน คงเป็นสุขสมปรารถนา ดังเนื้อเพลงเดือนเพ็ญ “..ไม่นานลูกที่จากลา จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย..”


