รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางหลักเกณฑ์และหลักกฎหมายในการสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ และเปลี่ยนแปลงไปจากโบราณราชประเพณีที่เคยใช้สืบเนื่องมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อันมีหมุดหมายสำคัญคือ 1. พระราชนิพนธ์ ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2. การยกเลิกตำแหน่งสมเด็จพระมหาอุปราชหรือตำแหน่งวังหน้า 3. การสถาปนาสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย และ 4. พระบรมราชโองการประกาศกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นำไปสู่การสละราชสมบัติในพ.ศ. 2478 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงสละราชสมบัติพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติจากบ้านโนล ประเทศอังกฤษ มีทั้งสิ้นหกหน้า ทรงอธิบายความในพระราชหฤทัยและพระบรมราชวินิจฉัยที่ทรงจำเป็นต้องสละราชสมบัติไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งคือในพระราชหัตถเลขาฉบับดังกล่าว ทรงสละพระราชอำนาจในการกำหนดผู้สืบราชสันตติวงศ์ด้วย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราชอำนาจในการกำหนดผู้สืบราชสันตติวงศ์
เนื้อความในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ หน้า 5 และ 6 มีดังนี้
ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริง ไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เสวยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์


ข้าพเจ้าไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด ให้เป็นผู้สืบราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิที่จะทำได้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์
อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอประชาชนชาวสยามจงได้มีความสุขสบาย.
------------------------
(พระปรมาภิไธย) ประชาธิปก ปร.
วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติแล้ว ได้ทรงมีพระราชปรารภว่าถ้าราชสมบัติตกไปอยู่สายของพี่แดงก็จะเป็นการดี เพราะพี่แดง (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) เป็นเจ้านายที่ทรงเป็นประชาธิปไตย โอบอ้อมอารี จะเป็นที่รักและนิยมชมชอบของประชาชน (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราชสมบัติ และทรงสละสิทธิไม่ทรงขอเกี่ยวข้องกับการสืบราชสันตติวงศ์ จึงเพียงมีพระราชปรารภกับบุคคลใกล้ชิดเท่านั้น) ดังที่รองศาสตราจารย์ มรว. พฤทธิสาณ ชุมพล แห่งภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เขียนไว้ในบทความ สองกษัตริย์: ปกประชา-พลังแผ่นดิน ในรายงานกิจการประจำปี 2538 มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ความว่า
“เสมือนเป็นพรหมลิขิตที่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยไม่ทรงมีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ พระโอรสใน “พี่แดง” คือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ถึงสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสืบราชสมบัติต่อมา
ในเชิงข้อเท็จจริง ปรากฎข้อเขียนในหนังสือ งานพระเมรุมาศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งรัฐบาลจัดพิมพ์ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เมื่อ พ.ศ. 2528 ว่า...
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมิได้ทรงแต่งตั้งหรือแม้แต่แนะนำว่าควรเลือกท่านพระองค์ใดขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบพระราชสันตติวงศ์แต่ก็เคยได้ทรงมีพระกระแสพระราชปรารภกับผู้ใกล้ชิดที่ไว้วางพระราชหฤทัยสรุปความได้ว่า
"...ความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลเป็นทางอันตรายขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ ถ้าได้กษัตริย์ที่ราษฎรให้ความนับถืออย่างจริงใจ ความขัดแย้งอาจจะหมดไป ดังนั้น ถ้าเขา (รัฐสภา) เลือกสายของพี่แดง สถานการณ์อาจดีขึ้น เพราะพี่แดงเป็นนักประชาธิปไตยแท้ ประทานความเอื้อเฟื้อสนิทสนมเป็นกันเองกับข้าราชการและประชาชนทั่วไปอย่างไม่ถือพระองค์ ทรงเสียสละเพื่อความสุขของประชาชนทั่วไปมามาก เป็นที่รักใคร่นับถือของชนแทบทุกชั้น ความรักนับถือพี่แดงอาจจูงใจให้รักเชื้อสายของพี่แดงด้วย จะได้เป็นผลดีแก่บ้านเมือง"
(อ้างถึงในข้อเขียนของ ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ใน กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, (๒๕๒๘). งานพระเมรุมาศ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพ : อัมรินทร์การพิมพ์ หน้า ๒๙๒.)
------------------------
จากบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์สู่อเนกชนนิกรสโมสรสมมติในรัฐสภา
ภายหลังการสละราชสมบัติ และทรงสละพระราชอำนาจในการบ่งพระนามผู้สมควรสืบราชสันตติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวังคือเจ้าพระยาวรวงศ์พิพัฒน์ (เย็น อิศรเสนา) ได้ทำหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 โดยจัดทำบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์แล้วนำขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลานั้นที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งไว้ก่อนเสด็จไปรักษาพระเนตรที่อังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๖ ให้ทรงตรวจ และเมื่อทรงตรวจเห็นถูกต้องแล้วจึงลงพระนาม หลังจากนั้นรัฐสภาได้นำบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์ อันเป็นไปตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 เข้าไปลงมติในรัฐสภาดังปรากฎในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 33/วันที่ 6 มีนาคม 2477 กราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เถลิงถวัลยราชสมบัติ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2477 โดยมีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นผู้ลงนาม



มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนใน เจ้านายเล็ก ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคิณี ว่ารัฐบาลได้ส่งผู้แทนไปกราบทูลเชิญที่โลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์ แต่หม่อมสังวาลย์ มหิดล มิได้ทรงตอบรับ ด้วยมิทรงปรารถนาให้พระราชโอรสดำรงตำแหน่งและพระราชภาระอันหนักอึ้งของแผ่นดิน ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นไม่น่าสบายใจ หม่อมสังวาลย์ให้คณะราษฎรไปกราบทูลสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งมีพระราชเสาวณีย์ว่า เห็นแต่บ้านเมืองก็ต้องยอม
ดังนั้นจึงต้องกล่าวว่าการสืบราชสันตติวงศ์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเปลี่ยนผ่านแผ่นดินมาสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นไปตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ตามมติที่ประชุมรัฐสภา


กรณีสวรรคตกับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
แล้วก็เกิดเหตุการณ์อันเศร้าสลด เมื่อยุวกษัตริย์อันเป็นที่รักของแผ่นดิน ต้องพระแสงปืน สวรรคตกะทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยยังมิได้ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียด้วยซ้ำ จึงยังมิได้เอ่ยพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโดยกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ราชสมบัติจึงสืบทอดมายังพระอนุชา คือเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช โดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ตามที่รัฐสภาลงมติกราบบังคมทูลเชิญเสวยราชสมบัติ


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สามของไทย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ พระราชโอรสพระองค์เดียวเป็น สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สามของไทย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 อันเป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัย



ขั้นตอนในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร (21 - 29 ธันวาคม 2515)
วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2515 (พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ)
โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ (แผ่นทองคำจารึกพระนามาภิไธย) และจารึกพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร"
วันพุธที่ 27 ธันวาคม 2515 (พิธีศรีสัจจปานการ/เสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา)
ประกอบพิธีเสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในเวลาบ่ายทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2515 (วันพระราชพิธีสำคัญ)
เวลาเที่ยง (เสด็จออกมหาสมาคม) รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนา
การถวายน้ำพระมหาสังข์และเครื่องราชอิสริยยศ รัชกาลที่ 9 ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏพระราชทาน และพระราชทาน พระสุพรรณบัฏ จารึกพระนามาภิไธย, พระราชลัญจกร, พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเครื่องราชอิสริยยศมกุฎราชกุมาร
การประโคมและยิงสลุต ขณะนั้น พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรร่วมกันเจริญชัยมงคลคาถาและรัวระฆัง ทหารยิงปืนใหญ่สลุตเฉลิมพระเกียรติ
พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (เวลาบ่าย) เสด็จฯ ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชครูวามเทพมุนีทำพิธีแช่งน้ำและร่ายเวท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและทรงสาบานตน
ในพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงกล่าวแสดงความมุ่งมั่นและพระราชหฤทัยในการรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขของชาติและประชาชน มีพระราชดำรัสปฏิญาณองค์ความว่า
"ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์สุจริตต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อเจริญความสุข ความสงบ และความมั่นคงของประเทศชาติไทย จนตราบกาลนาน"
วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2515
เวลาเช้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทรงบาตรร่วมกับประชาชน ณ ท้องสนามหลวง
เวลาบ่าย พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
พระราชพิธีในครั้งนั้นจึงนอกจากจะเป็นการสืบทอดโบราณราชประเพณีตามหลักนิติรัฐสมัยใหม่ (Primogeniture) แล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงสถาพรให้แก่สายการสืบราชสันตติวงศ์ของจักรีวงศ์อย่างเป็นทางการ
ทรงได้รับสถาปนาเป็น "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา (ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495) เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 10) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (โดยมีผลย้อนหลังตามประกาศการตอบรับการเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559) ขณะทรงมีพระชนมายุ 64 พรรษา
รวมระยะเวลาที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยาวนานถึง 44 ปี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

แผ่นดินไทยไม่เคยไร้กษัตริย์
The king is dead, long live the king!
Le roi est mort, vive le roi!
พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ขอพระมหากษัตริย์ทรงพระเจริญ
ธรรมเนียมนี้ใช้กันทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ โดยถือว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนสวรรคต
กษัตริย์พระองค์ใหม่ครองราชสมบัติโดยทันที เป็นการสืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดสาย

ในคืนวันสวรรคต รัฐบาล (นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานและแจ้งขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระยศในขณะนั้น) ทรงมีพระราชดำรัสว่า ทรงรับพระราชภาระเป็นองค์รัชทายาทอยู่แล้ว แต่เนื่องจากประชาชนและพระองค์เองยังอยู่ในความอาลัยโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง จึงทรงเห็นว่า "ควรรอเวลาที่เหมาะสม" โดยทรงขอเวลาทำพระหฤทัยร่วมกับประชาชนและทรงจัดการพระบรมศพให้เรียบร้อยไปสักระยะหนึ่งก่อน พล.อ. ประยุทธ์ จึงได้ประกาศให้ประชาชนทราบว่า ยังไม่มีการเสนอชื่อตอบรับอย่างเป็นทางการในทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ถวายความอาลัยอย่างเต็มที่ก่อน
เนื่องจากขั้นตอนการรับรองขึ้นทรงราชย์ยังไม่เสร็จสิ้นตามกระบวนการ จึงทำให้ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ต้องเข้าดำรงตำแหน่ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน" โดยอัตโนมัติ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
29 พฤศจิกายน 2559 คณะรัฐมนตรีและ คสช. ได้แจ้งเรื่องไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่ามีอัญเชิญองค์รัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จึงได้แจ้งต่อที่ประชุม สนช. เพื่ออัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์
1 ธันวาคม 2559 นายพรเพชร วิชิตชลชัย (ประธาน สนช.) พร้อมด้วย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และนายชีพ จุลมนต์ (ผู้แทนประธานศาลฎีกา) ได้เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อกราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ในวันนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์ ความว่า
"ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง"


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับการสืบราชสันตติวงศ์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 บัญญัติเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ไว้สองมาตราคือมาตรา 20 และมาตรา 21
---------------
มาตรา ๒๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
---------------
ความมุ่งหมายของมาตรา 20
กำหนดหลักเกณฑ์ในการสืบราชสมบัติ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
คำอธิบายประกอบมาตรา 20
(๑) บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๙) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อกำหนดให้การสืบราชสมบัติต้องเป็นไปตามนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การที่ใช้คำว่า “...โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์...” มีความหมายว่า ให้ใช้หลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ส่วนพระอิสริยยศที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลนั้น ควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพระอิสริยยศที่มีอยู่ในปัจจุบัน
(๒) บทบัญญัติในวรรคสอง ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ (มาตรา ๒๐) และบัญญัติในลักษณะนี้เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (มาตรา ๒๒) โดยกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีการกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ไว้เป็นการเฉพาะ แตกต่างกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย และหากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบ ให้กฎมณเฑียรบาลดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบต่อไป
---------------
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๐ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
---------------
ความมุ่งหมายมาตรา 21
กำหนดขั้นตอนการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทในกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ หรือการอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง
คำอธิบายประกอบมาตรา 21
บทบัญญัติลักษณะนี้ ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ (มาตรา ๒๑) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอนการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ดังนี้
(๑) ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
(๒) ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่งจะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
พระราชธิดาสืบราชสันตติวงศ์ได้ตามรัฐธรรมนูญ มิได้ขัดกับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467
ตามมาตรา 13 ของกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 อันมีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา ๑๓ ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่ราชนารีจะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็น สมเด็จพระแม่อยู่หัวบรมราชินีนาถ ผู้ทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอย่างพระเจ้าแผ่นดินโดยลำพังแห่งกรุงสยาม ฉะนั้นท่านห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใด ๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด”
เนื่องจากตัวบทได้ตั้งเงื่อนไขเชิงกาลเวลาไว้ชัดเจนว่า "ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควร..." เมื่อกาลเวลาและบริบทสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัจจุบัน มาตรา ๒๑ วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงได้เปิดช่องทางรองรับไว้อย่างสอดรับกันว่า ในกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีสามารถเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่ง "จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้" ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิได้ขัดแย้งกับกฎมณเฑียรบาลเดิม หากแต่เป็นการใช้อำนาจตามนิติรัฐเมื่อถึง "กาลสมัยอันควร" ตามที่กฎมณเฑียรบาลได้เปิดช่องทางและให้บทบาทแก่รัฐสภาในฐานะอเนกชนนิกรสโมสรสมมติไว้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้การตีความตามเจตนารมณ์ตัวบท (Dynamic / Living Interpretation) ตามกาลสมัยที่เปลี่ยนไป การใช้คำว่า "ในกาลสมัยนี้" ในพ.ศ. 2467 สะท้อนว่าในยุคนั้น บริบทสังคมและการเมืองยังเน้นระบบปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์สายบุรุษ (Male Primogeniture) ยามเมื่อถึง "เวลาอันควร" เมื่อกาลเวลาผ่านไป และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2517, 2534, 2540, 2550 จนถึง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 วรรคสอง) ได้เปิดช่องให้เสนอพระนาม "พระราชธิดา" ได้แล้ว ย่อมถือว่าบริบททางสังคม นิตินัย และกาลสมัยได้ก้าวเข้าสู่ "เวลาอันควร" ตามความหมายที่กฎมณเฑียรบาลเคยเว้นช่องเปิดทางไว้แล้ว
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายและนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญ มาตรา 20 และมาตรา 21 ระบุให้การสืบราชสมบัติเป็นไป "โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล" ซึ่งในทางวิชาการคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญระบุว่า คำว่า "โดยนัย" หมายถึงการใช้ หลักการสำคัญ โดยให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดและพระอิสริยยศให้สอดคล้องกับปัจจุบัน การใช้อำนาจตามมาตรา 21 วรรคสอง ในกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ ซึ่ง "จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้" ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภา บทบัญญัตินี้จึงทำหน้าที่ยกเว้นข้อห้ามเดิมของมาตรา 13 ในกฎมณเฑียรบาลโดยตรงและถูกต้องตามหลักนิติรัฐ
ดังนั้น กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 มาตรา 13 จึงไม่ขัดกันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 21 เพราะเมื่อถึงกาลสมัยที่เหมาะสมแล้ว บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็รับรองและเปิดทางให้ทำได้โดยสมบูรณ์" จึงเป็นการเชื่อมโยงตัวบทกฎหมายโบราณกับรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ได้อย่างถูกต้องและลงตัวที่สุด
การสถาปนาองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ พระมหากษัตริย์ยังคงพระราชอำนาจสูงสุด
หลักสำคัญมีอยู่สามประการในการสถาปนาองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้
หนึ่ง พระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัย เป็นหลักใหญ่สำคัญสุด
ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 20 ให้ใช้นัยแห่งกฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 และในกฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 กำหนดให้เป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยโดยเด็ดขาด
ดังนั้นเมื่อองค์พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร มีพระบรมราชโองการ มีพระราชพินัยกรรมไว้อย่างไรก็ต้องเคารพและต้องเป็นไปตามนั้น (ถ้ามี) และถ้ายังไม่มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคนที่แม้มีหน้าที่โดยตรงแต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงบทบาทตามหน้าที่ ก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ไปสร้างกองเชียร์ ไปก้าวล่วง ล้วนแล้วแต่ไม่บังควรทั้งสิ้น
สอง กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ตราขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงมีผลบังคับใช้
กฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 ยังคงมีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน และไม่เคยแก้ไขใดๆ เป็นเวลากว่า 102 ปี แล้ว
สาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้อยู่แล้วอย่างชัดเจน
ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ
หนึ่ง องค์พระมหากษัตริย์
สอง ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
สาม รัฐสภา ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันเป็น อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ เมื่อมิได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเอาไว้
อธิบายหลักใหญ่ใจความสั้น ๆ ให้ทราบดังนี้ จะได้ไม่หลงประเด็นกัน
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางหลักเกณฑ์และหลักกฎหมายในการสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ และเปลี่ยนแปลงไปจากโบราณราชประเพณีที่เคยใช้สืบเนื่องมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อันมีหมุดหมายสำคัญคือ 1. พระราชนิพนธ์ ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2. การยกเลิกตำแหน่งสมเด็จพระมหาอุปราชหรือตำแหน่งวังหน้า 3. การสถาปนาสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย และ 4. พระบรมราชโองการประกาศกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นำไปสู่การสละราชสมบัติในพ.ศ. 2478 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงสละราชสมบัติพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติจากบ้านโนล ประเทศอังกฤษ มีทั้งสิ้นหกหน้า ทรงอธิบายความในพระราชหฤทัยและพระบรมราชวินิจฉัยที่ทรงจำเป็นต้องสละราชสมบัติไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งคือในพระราชหัตถเลขาฉบับดังกล่าว ทรงสละพระราชอำนาจในการกำหนดผู้สืบราชสันตติวงศ์ด้วย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราชอำนาจในการกำหนดผู้สืบราชสันตติวงศ์
เนื้อความในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ หน้า 5 และ 6 มีดังนี้
ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริง ไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เสวยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
ข้าพเจ้าไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด ให้เป็นผู้สืบราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิที่จะทำได้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์
อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอประชาชนชาวสยามจงได้มีความสุขสบาย.
------------------------
(พระปรมาภิไธย) ประชาธิปก ปร.
วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติแล้ว ได้ทรงมีพระราชปรารภว่าถ้าราชสมบัติตกไปอยู่สายของพี่แดงก็จะเป็นการดี เพราะพี่แดง (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) เป็นเจ้านายที่ทรงเป็นประชาธิปไตย โอบอ้อมอารี จะเป็นที่รักและนิยมชมชอบของประชาชน (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราชสมบัติ และทรงสละสิทธิไม่ทรงขอเกี่ยวข้องกับการสืบราชสันตติวงศ์ จึงเพียงมีพระราชปรารภกับบุคคลใกล้ชิดเท่านั้น) ดังที่รองศาสตราจารย์ มรว. พฤทธิสาณ ชุมพล แห่งภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เขียนไว้ในบทความ สองกษัตริย์: ปกประชา-พลังแผ่นดิน ในรายงานกิจการประจำปี 2538 มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ความว่า
“เสมือนเป็นพรหมลิขิตที่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยไม่ทรงมีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ พระโอรสใน “พี่แดง” คือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ถึงสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสืบราชสมบัติต่อมา
ในเชิงข้อเท็จจริง ปรากฎข้อเขียนในหนังสือ งานพระเมรุมาศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งรัฐบาลจัดพิมพ์ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เมื่อ พ.ศ. 2528 ว่า...
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมิได้ทรงแต่งตั้งหรือแม้แต่แนะนำว่าควรเลือกท่านพระองค์ใดขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบพระราชสันตติวงศ์แต่ก็เคยได้ทรงมีพระกระแสพระราชปรารภกับผู้ใกล้ชิดที่ไว้วางพระราชหฤทัยสรุปความได้ว่า
"...ความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลเป็นทางอันตรายขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ ถ้าได้กษัตริย์ที่ราษฎรให้ความนับถืออย่างจริงใจ ความขัดแย้งอาจจะหมดไป ดังนั้น ถ้าเขา (รัฐสภา) เลือกสายของพี่แดง สถานการณ์อาจดีขึ้น เพราะพี่แดงเป็นนักประชาธิปไตยแท้ ประทานความเอื้อเฟื้อสนิทสนมเป็นกันเองกับข้าราชการและประชาชนทั่วไปอย่างไม่ถือพระองค์ ทรงเสียสละเพื่อความสุขของประชาชนทั่วไปมามาก เป็นที่รักใคร่นับถือของชนแทบทุกชั้น ความรักนับถือพี่แดงอาจจูงใจให้รักเชื้อสายของพี่แดงด้วย จะได้เป็นผลดีแก่บ้านเมือง"
(อ้างถึงในข้อเขียนของ ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ใน กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, (๒๕๒๘). งานพระเมรุมาศ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพ : อัมรินทร์การพิมพ์ หน้า ๒๙๒.)
------------------------
จากบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์สู่อเนกชนนิกรสโมสรสมมติในรัฐสภา
ภายหลังการสละราชสมบัติ และทรงสละพระราชอำนาจในการบ่งพระนามผู้สมควรสืบราชสันตติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวังคือเจ้าพระยาวรวงศ์พิพัฒน์ (เย็น อิศรเสนา) ได้ทำหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 โดยจัดทำบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์แล้วนำขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลานั้นที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งไว้ก่อนเสด็จไปรักษาพระเนตรที่อังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๖ ให้ทรงตรวจ และเมื่อทรงตรวจเห็นถูกต้องแล้วจึงลงพระนาม หลังจากนั้นรัฐสภาได้นำบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์ อันเป็นไปตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 เข้าไปลงมติในรัฐสภาดังปรากฎในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 33/วันที่ 6 มีนาคม 2477 กราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เถลิงถวัลยราชสมบัติ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2477 โดยมีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นผู้ลงนาม
มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนใน เจ้านายเล็ก ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคิณี ว่ารัฐบาลได้ส่งผู้แทนไปกราบทูลเชิญที่โลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์ แต่หม่อมสังวาลย์ มหิดล มิได้ทรงตอบรับ ด้วยมิทรงปรารถนาให้พระราชโอรสดำรงตำแหน่งและพระราชภาระอันหนักอึ้งของแผ่นดิน ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นไม่น่าสบายใจ หม่อมสังวาลย์ให้คณะราษฎรไปกราบทูลสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งมีพระราชเสาวณีย์ว่า เห็นแต่บ้านเมืองก็ต้องยอม
ดังนั้นจึงต้องกล่าวว่าการสืบราชสันตติวงศ์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเปลี่ยนผ่านแผ่นดินมาสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นไปตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ตามมติที่ประชุมรัฐสภา
กรณีสวรรคตกับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
แล้วก็เกิดเหตุการณ์อันเศร้าสลด เมื่อยุวกษัตริย์อันเป็นที่รักของแผ่นดิน ต้องพระแสงปืน สวรรคตกะทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยยังมิได้ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียด้วยซ้ำ จึงยังมิได้เอ่ยพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโดยกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ราชสมบัติจึงสืบทอดมายังพระอนุชา คือเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช โดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ตามที่รัฐสภาลงมติกราบบังคมทูลเชิญเสวยราชสมบัติ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สามของไทย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ พระราชโอรสพระองค์เดียวเป็น สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สามของไทย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 อันเป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัย
ขั้นตอนในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร (21 - 29 ธันวาคม 2515)
วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2515 (พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ)
โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ (แผ่นทองคำจารึกพระนามาภิไธย) และจารึกพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร"
วันพุธที่ 27 ธันวาคม 2515 (พิธีศรีสัจจปานการ/เสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา)
ประกอบพิธีเสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในเวลาบ่ายทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2515 (วันพระราชพิธีสำคัญ)
เวลาเที่ยง (เสด็จออกมหาสมาคม) รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนา
การถวายน้ำพระมหาสังข์และเครื่องราชอิสริยยศ รัชกาลที่ 9 ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏพระราชทาน และพระราชทาน พระสุพรรณบัฏ จารึกพระนามาภิไธย, พระราชลัญจกร, พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเครื่องราชอิสริยยศมกุฎราชกุมาร
การประโคมและยิงสลุต ขณะนั้น พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรร่วมกันเจริญชัยมงคลคาถาและรัวระฆัง ทหารยิงปืนใหญ่สลุตเฉลิมพระเกียรติ
พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (เวลาบ่าย) เสด็จฯ ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชครูวามเทพมุนีทำพิธีแช่งน้ำและร่ายเวท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและทรงสาบานตน
ในพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงกล่าวแสดงความมุ่งมั่นและพระราชหฤทัยในการรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขของชาติและประชาชน มีพระราชดำรัสปฏิญาณองค์ความว่า
"ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์สุจริตต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อเจริญความสุข ความสงบ และความมั่นคงของประเทศชาติไทย จนตราบกาลนาน"
วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2515
เวลาเช้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทรงบาตรร่วมกับประชาชน ณ ท้องสนามหลวง
เวลาบ่าย พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
พระราชพิธีในครั้งนั้นจึงนอกจากจะเป็นการสืบทอดโบราณราชประเพณีตามหลักนิติรัฐสมัยใหม่ (Primogeniture) แล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงสถาพรให้แก่สายการสืบราชสันตติวงศ์ของจักรีวงศ์อย่างเป็นทางการ
ทรงได้รับสถาปนาเป็น "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา (ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495) เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 10) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (โดยมีผลย้อนหลังตามประกาศการตอบรับการเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559) ขณะทรงมีพระชนมายุ 64 พรรษา
รวมระยะเวลาที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยาวนานถึง 44 ปี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
แผ่นดินไทยไม่เคยไร้กษัตริย์
The king is dead, long live the king!
Le roi est mort, vive le roi!
พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ขอพระมหากษัตริย์ทรงพระเจริญ
ธรรมเนียมนี้ใช้กันทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ โดยถือว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนสวรรคต
กษัตริย์พระองค์ใหม่ครองราชสมบัติโดยทันที เป็นการสืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดสาย
ในคืนวันสวรรคต รัฐบาล (นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานและแจ้งขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระยศในขณะนั้น) ทรงมีพระราชดำรัสว่า ทรงรับพระราชภาระเป็นองค์รัชทายาทอยู่แล้ว แต่เนื่องจากประชาชนและพระองค์เองยังอยู่ในความอาลัยโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง จึงทรงเห็นว่า "ควรรอเวลาที่เหมาะสม" โดยทรงขอเวลาทำพระหฤทัยร่วมกับประชาชนและทรงจัดการพระบรมศพให้เรียบร้อยไปสักระยะหนึ่งก่อน พล.อ. ประยุทธ์ จึงได้ประกาศให้ประชาชนทราบว่า ยังไม่มีการเสนอชื่อตอบรับอย่างเป็นทางการในทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ถวายความอาลัยอย่างเต็มที่ก่อน
เนื่องจากขั้นตอนการรับรองขึ้นทรงราชย์ยังไม่เสร็จสิ้นตามกระบวนการ จึงทำให้ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ต้องเข้าดำรงตำแหน่ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน" โดยอัตโนมัติ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
29 พฤศจิกายน 2559 คณะรัฐมนตรีและ คสช. ได้แจ้งเรื่องไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่ามีอัญเชิญองค์รัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จึงได้แจ้งต่อที่ประชุม สนช. เพื่ออัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์
1 ธันวาคม 2559 นายพรเพชร วิชิตชลชัย (ประธาน สนช.) พร้อมด้วย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และนายชีพ จุลมนต์ (ผู้แทนประธานศาลฎีกา) ได้เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อกราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ในวันนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์ ความว่า
"ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง"
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับการสืบราชสันตติวงศ์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 บัญญัติเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ไว้สองมาตราคือมาตรา 20 และมาตรา 21
---------------
มาตรา ๒๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
---------------
ความมุ่งหมายของมาตรา 20
กำหนดหลักเกณฑ์ในการสืบราชสมบัติ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
คำอธิบายประกอบมาตรา 20
(๑) บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๙) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อกำหนดให้การสืบราชสมบัติต้องเป็นไปตามนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การที่ใช้คำว่า “...โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์...” มีความหมายว่า ให้ใช้หลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ส่วนพระอิสริยยศที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลนั้น ควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพระอิสริยยศที่มีอยู่ในปัจจุบัน
(๒) บทบัญญัติในวรรคสอง ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ (มาตรา ๒๐) และบัญญัติในลักษณะนี้เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (มาตรา ๒๒) โดยกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีการกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ไว้เป็นการเฉพาะ แตกต่างกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย และหากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบ ให้กฎมณเฑียรบาลดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบต่อไป
---------------
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๐ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
---------------
ความมุ่งหมายมาตรา 21
กำหนดขั้นตอนการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทในกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ หรือการอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง
คำอธิบายประกอบมาตรา 21
บทบัญญัติลักษณะนี้ ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ (มาตรา ๒๑) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอนการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ดังนี้
(๑) ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
(๒) ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่งจะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
พระราชธิดาสืบราชสันตติวงศ์ได้ตามรัฐธรรมนูญ มิได้ขัดกับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467
ตามมาตรา 13 ของกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 อันมีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา ๑๓ ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่ราชนารีจะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็น สมเด็จพระแม่อยู่หัวบรมราชินีนาถ ผู้ทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอย่างพระเจ้าแผ่นดินโดยลำพังแห่งกรุงสยาม ฉะนั้นท่านห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใด ๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด”
เนื่องจากตัวบทได้ตั้งเงื่อนไขเชิงกาลเวลาไว้ชัดเจนว่า "ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควร..." เมื่อกาลเวลาและบริบทสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัจจุบัน มาตรา ๒๑ วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงได้เปิดช่องทางรองรับไว้อย่างสอดรับกันว่า ในกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีสามารถเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่ง "จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้" ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิได้ขัดแย้งกับกฎมณเฑียรบาลเดิม หากแต่เป็นการใช้อำนาจตามนิติรัฐเมื่อถึง "กาลสมัยอันควร" ตามที่กฎมณเฑียรบาลได้เปิดช่องทางและให้บทบาทแก่รัฐสภาในฐานะอเนกชนนิกรสโมสรสมมติไว้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้การตีความตามเจตนารมณ์ตัวบท (Dynamic / Living Interpretation) ตามกาลสมัยที่เปลี่ยนไป การใช้คำว่า "ในกาลสมัยนี้" ในพ.ศ. 2467 สะท้อนว่าในยุคนั้น บริบทสังคมและการเมืองยังเน้นระบบปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์สายบุรุษ (Male Primogeniture) ยามเมื่อถึง "เวลาอันควร" เมื่อกาลเวลาผ่านไป และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2517, 2534, 2540, 2550 จนถึง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 วรรคสอง) ได้เปิดช่องให้เสนอพระนาม "พระราชธิดา" ได้แล้ว ย่อมถือว่าบริบททางสังคม นิตินัย และกาลสมัยได้ก้าวเข้าสู่ "เวลาอันควร" ตามความหมายที่กฎมณเฑียรบาลเคยเว้นช่องเปิดทางไว้แล้ว
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายและนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญ มาตรา 20 และมาตรา 21 ระบุให้การสืบราชสมบัติเป็นไป "โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล" ซึ่งในทางวิชาการคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญระบุว่า คำว่า "โดยนัย" หมายถึงการใช้ หลักการสำคัญ โดยให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดและพระอิสริยยศให้สอดคล้องกับปัจจุบัน การใช้อำนาจตามมาตรา 21 วรรคสอง ในกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ ซึ่ง "จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้" ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภา บทบัญญัตินี้จึงทำหน้าที่ยกเว้นข้อห้ามเดิมของมาตรา 13 ในกฎมณเฑียรบาลโดยตรงและถูกต้องตามหลักนิติรัฐ
ดังนั้น กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 มาตรา 13 จึงไม่ขัดกันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 21 เพราะเมื่อถึงกาลสมัยที่เหมาะสมแล้ว บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็รับรองและเปิดทางให้ทำได้โดยสมบูรณ์" จึงเป็นการเชื่อมโยงตัวบทกฎหมายโบราณกับรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ได้อย่างถูกต้องและลงตัวที่สุด
การสถาปนาองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ พระมหากษัตริย์ยังคงพระราชอำนาจสูงสุด
หลักสำคัญมีอยู่สามประการในการสถาปนาองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้
หนึ่ง พระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัย เป็นหลักใหญ่สำคัญสุด
ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 20 ให้ใช้นัยแห่งกฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 และในกฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 กำหนดให้เป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยโดยเด็ดขาด
ดังนั้นเมื่อองค์พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร มีพระบรมราชโองการ มีพระราชพินัยกรรมไว้อย่างไรก็ต้องเคารพและต้องเป็นไปตามนั้น (ถ้ามี) และถ้ายังไม่มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคนที่แม้มีหน้าที่โดยตรงแต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงบทบาทตามหน้าที่ ก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ไปสร้างกองเชียร์ ไปก้าวล่วง ล้วนแล้วแต่ไม่บังควรทั้งสิ้น
สอง กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ตราขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงมีผลบังคับใช้
กฎมณเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 ยังคงมีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน และไม่เคยแก้ไขใดๆ เป็นเวลากว่า 102 ปี แล้ว
สาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้อยู่แล้วอย่างชัดเจน
ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ
หนึ่ง องค์พระมหากษัตริย์
สอง ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
สาม รัฐสภา ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันเป็น อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ เมื่อมิได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเอาไว้
อธิบายหลักใหญ่ใจความสั้น ๆ ให้ทราบดังนี้ จะได้ไม่หลงประเด็นกัน


