รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เรื่องการสืบราชสันตติวงศ์หรือองค์รัชทายาทนั้น เป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยโดยตรง แม้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมทั้งราชประเพณีและทางกฎหมายประกอบกัน แต่ก็ยังคงเป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยที่ใครก็ไม่บังควรก้าวล่วง
เรามาศึกษาประวัติศาสตร์และกฎหมายกัน
ตารางด้านล่างนี้สรุปการเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน จากรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งพระมหาบรมราชจักรีวงศ์
ทั้งนี้การสืบราชสันตติวงศ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นั้นแบ่งออกเป็นสองยุค ยุคแรกเป็นการสืบราชสันตติวงศ์ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ช่วงเวลานี้นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงให้ชำระกฎหมายเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง และในกฎหมายตราสามดวงนั้นมีกฎมณเทียรบาล แต่มิใช่กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่เพิ่งมาบัญญัติใช้โดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ถ้าเช่นนั้นกฎมณเทียรบาลในกฎหมายตราสามดวง หรือกฎมณเทียรบาล (เก่า) มีเนื้อหาเช่นไร
คำว่า มณเทียร (เขียนได้ทั้ง มณเฑียร และ มณเทียร) มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต (มรฺทิร หรือ มนฺทิร) และภาษาบาลี (มนฺทิร) มีความหมายโดยอรรถและโดยพยัญชนะดังนี้
ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง เรือน, เรือนหลวง, พระราชวัง, หรือปราสาท
การนำมาใช้ในบริบทไทย มักใช้เรียกเรือนที่ประทับหรือปราสาทราชวังของพระมหากษัตริย์ เช่น พระที่นั่งมนเทียรธรรม หรือ พระมหามณเทียร
ดังนั้น คำว่ากฎมณเทียรบาล (มณเทียร + ปาล/บาล ที่แปลว่า ผู้ดูแลรักษา) จึงแปลตามตัวอักษรได้ว่า กฎหมายว่าด้วยการดูแลรักษาพระราชวังและระเบียบในพระราชฐาน
กฎมณเทียรบาลในกฎหมายตราสามดวงเน้นการจัดระเบียบราชสำนัก พระราชพิธี ลำดับยศและยศศักดิ์ของพระราชวงศ์ ตลอดจนบทลงโทษทางอาญา และบัญญัติเพียงยศศักดิ์และตำแหน่งพระราชโอรส
ในกฎมณเทียรบาลมีการแบ่งลำดับชั้นของพระราชโอรสไว้ เพื่อกำหนดศักดินา เครื่องอิศริยยศ และที่นั่งในพระราชพิธี เช่น
ลูกหลวงเอก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ที่เกิดด้วยอัครมเหสี)
ลูกหลวงโท / ลูกหลวงตรี (เกิดด้วยแม่หยัวเมือง หรือพระสนม)
ซึ่งในทางปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี พระราชโอรสชั้น ลูกหลวงเอก หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น พระมหาอุปราช (หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในยุคหลัง) จะมีความชอบธรรมสูงสุดในการขึ้นครองราชย์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี (อัครมหาเสนาบดีและลูกขุน ณ ศาลหลวง) ในขณะนั้นด้วย
กฎมณเทียรบาลในกฎหมายตราสามดวงไม่กำหนดลำดับผู้สืบราชสมบัติ (Line of Succession) ชัดเจนไม่ได้มีหมวดหมู่ที่บัญญัติหลักการสืบราชสมบัติไว้เป็นลำดับ 1, 2, 3 ไว้ล่วงหน้า เช่นกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่บัญญัติในภายหลัง
อย่างไรก็ตามกฎมณเทียรบาลในกฎหมายตราสามดวงนั้น กำหนดลำดับชั้นของพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ในยุคหลังเป็นอย่างยิ่ง
การสืบราชสมบัติในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงไม่ได้ยึดกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ตายตัว แต่ยึดตาม พระราชอำนาจในการมอบหมาย (การสถาปนาพระมหาอุปราช/มกุฎราชกุมาร) ร่วมกับ มติของสภาขุนนางและบรมวงศานุวงศ์ หลังสิ้นรัชกาล ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) สืบราชสันตติวงศ์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์โต พระนามเดิม ฉิม เป็นบุตรในสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและท่านผู้หญิงนาค จากราชินิกุล ณ บางช้าง เมื่อพระราชบิดาปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ จึงทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (16 พรรษา) และเมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) สมเด็จพระมหาอุปราช (วังหน้า) ซึ่งเป็นพระราชอนุชา ขุนศึกคู่พระทัย สวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (40 พรรษา) และหลังจากนั้นหนึ่งปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสวรรคต กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ราชประเพณีการตั้งวังหน้าเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช และนอกจากนี้ยังมีการตั้งวังหลัง (กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข) นั้นเป็นไปตามตำราพิชัยสงครามของไทย สืบทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ต้องมีทัพหน้า ทัพหลวง และทัพหลัง และนับว่าเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเพียงพระองค์เดียวที่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะต่อมากรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์อื่น ๆ ต่างสวรรคตไปก่อนทั้งสิ้น
การสถาปนาสมเด็จพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น เป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ และเป็นธรรมเนียมราชประเพณีที่สืบทอดมาตามกฎมณเทียรบาลเก่าแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระชาติกำเนิดเป็นหม่อมเจ้าชายทับ ในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระราชโอรสในรัชกาลที่1) และหม่อมเรียม (ลูกเจ้าเมืองนนทบุรี และสืบเชื้อสายอิสลามจาก ณ พัทลุง) ต่อมาเมื่อพระราชบิดาทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงทรงเลื่อนเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ และเมื่อพระราชบิดาเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงเลื่อนเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ และต่อมาทรงกรมเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงรับราชการ ดูแลการค้า การพระคลัง การทหาร ได้ราชการเป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในฐานะพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ แม้จะประสูตินอกเศวตฉัตร และพระราชมารดาเป็นสามัญชน (หม่อมเรียม ต่อมาเป็น สมเด็จพระศรีสุลาลัย) จึงมีพระราชอิสริยยศเพียงชั้นพระองค์เจ้า เนื่องจากพระราชมารดามิได้เป็นเจ้านาย มิได้อยู่ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี ทรงมีพระราชอนุชาสองพระองค์ที่มีพระราชอิสริยยศสูงกว่า เพราะพระราชมารดาคือเจ้าฟ้าบุญรอด (ต่อมาคือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี) ทำให้พระราชโอรสทรงเป็นอุภโตสุชาติ (พ่อเจ้า+แม่เจ้า) พระราชโอรสของสมเด็จพระอัครมเหสีจึงทรงดำรงพระราชอิสริยยศ เจ้าฟ้า คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และเจ้าฟ้าจุฑามณี (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน บรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ จึงประชุมกัน โดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ในมุมมองรัฐศาสตร์กล่าวได้ว่าอเนกชนนิกรสโมสรสมมติเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม ในการเลือกตั้งพระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคตกะทันหัน และไม่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยใดๆ ไว้ บรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่คือเจ้านาย และขุนนางข้าราชการคนสำคัญ จึงประชุมกันและกราบทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เสด็จเถลิงถวัลยขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
การที่ ดิศ (ต่อมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์-สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) และ ทัต บุนนาค (ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ-สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) สองพี่น้องขุนนางแห่งราชินิกุลบุนนาคซึ่งรับราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพระคลังสินค้า/กรมท่า ได้ร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์จัดประชุม "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" ประสานระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์และกลุ่มขุนนางทุกฝ่ายเพื่อสนับสนุน พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 เนื่องจากทรงมีปัญญาวุฒิ วัยวุฒิ และทรงกำกับดูแลงานราชการแผ่นดินร่วมกับตระกูลบุนนาคมาอย่างยาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยให้การผลัดแผ่นดินเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสงครามกลางเมือง และส่งผลให้ตระกูลบุนนาคขึ้นมาดำรงตำแหน่งระดับเสนาบดีคลังและมหาดไทยในกาลต่อมา
มีเรื่องเล่าในพระราชพงศาวดารว่าเจ้าฟ้าบุญรอดเสด็จพระราชดำเนินไปทรงพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์แก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์และมีพระราชดำรัสว่า “น้องยังเล็กอยู่นักให้เจ้าเป็นผู้รักษาแผ่นดินเถิด”ข้อความนี้อาจจะไม่ได้มีการยืนยันเป็นหลักฐานแต่ก็มีเค้าโครงความเป็นจริงที่น่าจะเป็นไปได้สูง ด้วยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะนั้นยังทรงพระเยาว์มาก แม้โดยพระราชอิสริยยศจะทรงสามารถดำรงตำแหน่งองค์พระมหากษัตริย์ได้ด้วยความชอบธรรมทุกประการ เพราะพระราชมารดานั้นทรงพระราชอิสริยยศถึงชั้นเจ้าฟ้า แต่ตามความเหมาะสมแก่บ้านเมืองแล้วบรรดาเจ้านายขุนนางข้าราชการก็เลือกโดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติกราบบังคมทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ผู้ทรงพระปรีชาสามารถให้เถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้เสียสละ แม้กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็มิได้ทรงรับการถวายพระมหาพิชัยมงกุฎขึ้นมาสวมศีรษะ และมีพระราชดำรัสว่า “เก็บรักษาแผ่นดินไว้ให้น้อง” เมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์ก็มิทรงยอมมีพระภรรยาเจ้า มีแต่พระสนมเท่านั้น เมื่อไม่มีสมเด็จพระอัครมเหสี ทำให้พระราชโอรสพระราชธิดาทั้งหมดมีพระราชอิสริยยศเป็นเพียงพระองค์เจ้า มิได้เป็นชั้นเจ้าฟ้า ซึ่งจะสูงเทียบเท่าพระราชอนุชาคือเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งขณะนั้นทรงพระผนวชเป็นวชิรญาณภิกขุ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาวชิรญาณภิกขุมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งคำว่าบวรนั้นเป็นคำเดียวกับพระราชวังบวรสถานมงคล อันเป็นตำแหน่งวังหรือชื่อของวังหน้าอันดำรงตำแหน่งสมเด็จพระมหาอุปราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนั้นการที่ทรงอาราธนาวชิรญาณภิกขุมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารซึ่งแปลว่าเป็นวิหารของผู้เป็นอุปราช อาจจะเป็นสัญลักษณ์ให้ตีความโดยนัยว่าวชิรญาณภิกขุคือพระราชอนุชาน่าจะเป็นผู้ที่ได้สืบทอดแผ่นดินต่อไปในภายภาคหน้า
ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ยังมีความขัดแย้งสำคัญระหว่างพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (ต่อมาเมื่อถูกถอดพระยศเรียกว่า หม่อมไกรสร) กับวชิรญาณภิกขุ หรือสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งขณะนั้นทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
มีเรื่องเล่าปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์หลายแห่งว่า กรมหลวงรักษ์รณเรศทรงแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าฟ้ามงกุฎ และกลั่นแกล้งพระองค์หลายประการ รวมถึงการให้คนนำข้าวต้มร้อน ๆ ไปใส่บาตรพระธรรมยุติ บาตรเหล็กเมื่อถูกข้าวต้มร้อนก็ถ่ายเทความร้อนจนพระภิกษุไม่อาจทนได้ ต้องโยนบาตรทิ้ง เรื่องนี้มีเอกสารบางแห่งระบุว่าเป็นการกลั่นแกล้งเจ้าฟ้ามงกุฎโดยตรงด้วย
ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างทั้งสองพระองค์นี้รุนแรงถึงขั้นที่นักเขียนประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาได้อธิบายถึงกรมหลวงรักษ์รณเรศว่าเป็นคนไพรีหรือชาติเวรของพระวชิรญาณภิกขุ
อย่างไรก็ตาม พระวชิรญาณภิกขุมิได้ทรงผูกพยาบาทตอบโต้ด้วยความเคียดแค้น หากยังทรงดำรงพระจริยวัตรในสมณเพศต่อไป
ต่อมา กรมหลวงรักษ์รณเรศถูกกล่าวโทษในหลายกรณี ทั้งเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม การรับสินบน การซ่องสุมกำลัง และความมักใหญ่ใฝ่สูงถึงขั้นปรารถนาจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เอง หากสิ้นรัชกาลที่ 3 ภายหลังการสอบสวนจึงถูกถอดพระยศเหลือเพียงหม่อมไกรสร และถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ณ วัดปทุมคงคา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีผู้นำพระพุทธรูปศิลาศิลปะแบบมหายาน ปางนั่งประทานอภัย มาถวายวชิรญาณภิกขุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปปางมารวิชัย แต่พระหัตถ์ขวาที่วางบนพระชานุมีลักษณะหงายขึ้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายลักษณะพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ในสาส์นสมเด็จว่าเป็นพระพุทธรูปแบบมหายานปางประทับนั่งประทานอภัย ต่อมาวชิรญาณภิกขุได้ถวายพระนามว่า พระไพรีพินาศ อันเป็นนัยแห่งการพ้นจากศัตรูและภัยเบียดเบียน
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างพระไพรีพินาศเจดีย์ขึ้น และเมื่อมีการบูรณะพระเจดีย์ใน พ.ศ. 2507 ได้ค้นพบกระดาษแผ่นหนึ่งประทับตราสีแดง มีข้อความกำหนดนามพระเจดีย์ว่า พระไพรีพินาศเจดีย์ และมีข้อความอีกด้านหนึ่งว่า “เพราะตั้งแต่ทำแล้วมา คนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ” ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องราวของกรมหลวงรักษ์รณเรศกับพระไพรีพินาศเชื่อมโยงกันในความทรงจำทางประวัติศาสตร์
หากพิจารณาในเชิงคติธรรม พระพุทธรูปปางประทานอภัยอาจตีความได้ถึงการให้อภัย การไม่ผูกพยาบาท และการแผ่เมตตาแก่ผู้ที่เบียดเบียนตน แทนที่จะตอบโต้ด้วยความเคียดแค้น ส่วนการที่ผู้เบียดเบียนกลับมีอันเป็นไปนั้น อาจเป็นคติความเชื่อเรื่องการแพ้ภัยตนเองและผลแห่งกรรม
เมื่อพิจารณาในมิติการเมือง การสำเร็จโทษกรมหลวงรักษ์รณเรศย่อมทำให้เจ้านายผู้มีอำนาจและมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าฟ้ามงกุฎหมดบทบาทลงก่อนการเปลี่ยนแผ่นดินในอีกสามปีต่อมา เหตุการณ์นี้จึงอาจมีผลต่อดุลอำนาจและการสืบราชสมบัติในระยะต่อมาได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้โดยตรงว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการเพื่อเปิดทางให้พระราชอนุชาสืบราชสมบัติโดยเฉพาะ เพราะยังมีพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นที่อยู่ในข่ายการสืบราชสมบัติด้วยเช่นกัน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงค้าขายเก่ง แต่งสำเภาค้าขายและเก็บเงินตราต่างประเทศไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล ทรงเก็บเงินถุงแดงไว้เป็นจำนวนมากในพระคลังข้างที่พระบรรทม และไม่ได้พระราชทานให้กับพระราชโอรสธิดา แต่กลับพระราชทานให้กับแผ่นดิน อันเป็นที่มาของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และต่อมาเงินถุงแดงนี้ได้ใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
ก่อนเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชดำรัสส่องอนาคตอันลึกซึ้งว่า “การต่อไปภายหน้า การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว”
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตและมิได้ทรงแสดงเจตนารมณ์หรือพระบรมราชวินิจฉัยในการเลือกองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการเอาไว้แต่ประการใด บรรดาเจ้านายขุนนางข้าราชการ โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ (ดิศ บุนนาค) มีบทบาทสำคัญในการประชุมร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อมีมติเชิญวชิรญาณภิกขุ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารให้ลาสิกขาจากสมณเพศมาเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สิ่งที่สำคัญคือบรรดาขุนนาง บรรดาเจ้านายขุนนางข้าราชการนั้น แม้จะโดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ แต่ก็ยึดถือหลักกฎมณเทียรบาล (เก่า) ในกฎหมายตราสามดวงคือยึดหลักลำดับพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องจากว่าวชิรญาณภิกขุ ทรงเป็นพระราชโอรส ซึ่งเป็นอุภโตสุชาต ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงดำรงพระราชอิสริยยศสูงสุดและมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินทุกประการ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช) ได้ทรงคำนวณสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำและเสด็จไปทอดพระเนตรที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ พระราชโอรสองค์โตตามเสด็จด้วย เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงมีพระราชมารดาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี คือพระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (ต่อมาสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) แม้จะมิได้เป็นพระราชโอรสองค์โตสุด แต่ประสูติในเศวตฉัตร ดำรงพระอิสริยยศเจ้าฟ้า
มีพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสั่งไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต จึงมีการประชุมอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ อันเป็นการชี้ให้เห็นว่าพระบรมราชวินิจฉัยในการสืบราชสันตติวงศ์นั้นเป็นหลักการสำคัญสูงสุด ตามมาด้วยกฎมณเทียรบาล (เก่า)
อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ติดไข้ป่าหรือไข้มาลาเรียแบบเดียวกับที่พระราชบิดาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนักจนเสด็จสวรรคต และในเวลานั้นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ประชวรเพียบจนเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อพระชนมชีพเช่นเดียวกัน
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้จัดประชุมสภาขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ อภิปรายและเสนอให้สถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 5 และเสนอให้ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ที่ประชุมเห็นชอบให้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Regent) ตั้งแต่ พ.ศ. 2411–2416 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตระกูลบุนนาคมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศสูงสุดในประวัติศาสตร์ ก่อนจะค่อยๆ ส่งมอบพระราชอำนาจคืนแด่รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะ (พ.ศ. 2416) และต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์สุดท้ายของสยาม)
การสืบราชสันตติวงศ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมิได้เป็นเพียงกระบวนการภายในราชวงศ์ หากแต่เป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์ระหว่างพระราชอำนาจ พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางชั้นสูง โดยเฉพาะตระกูลบุนนาค ซึ่งมีบทบาทตั้งแต่การสะสมฐานอำนาจในราชสำนัก การประสานกลุ่มอำนาจในการเปลี่ยนผ่านราชบัลลังก์ จนถึงการทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
การประชุมของขุนนางเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตนั้นเป็นไปโดยอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ แต่ก็ทำตามกฎมณเทียรบาล (เก่า) อันตราไว้ในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งสืบทอดโบราณราชประเพณีว่าพระราชโอรสพระองค์โตในสมเด็จพระอัครมเหสีทรงมีลำดับพระราชอิสริยยศสูงสุดกว่าบรรดาพระราชโอรสทั้งปวง
อาจกล่าวได้ว่า การสืบราชสันตติวงศ์ของกรุงรัตนโกสินทร์จากรัชกาลที่ 1 ไปจนถึงรัชกาลที่ 5 ยังคงใช้แบบแผนตามโบราณราชประเพณีสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่
หนึ่ง การสืบราชสันตติวงศ์และการสถาปนาสมเด็จพระมหาอุปราช เป็นพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัย
สอง ยังไม่มีการบัญญัติกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ไว้ตายตัว แต่มีกฎมณเทียรบาลในกฎหมายตราสามดวงที่กำหนดลำดับชั้นพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดไว้แล้วแต่มิใช่กฎเกณฑ์ตายตัวในการสืบสายราชสันตติวงศ์
สาม การประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์และสภาขุนนางเพื่อกำหนดเลือกพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ
อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ (อ่านว่า อะ-เนก-ชะ-นะ-นิ-กอน-สะ-โม-สอน-สะ-มด) แปลตามรูปศัพท์และบริบททางประวัติศาสตร์กฎหมายและการเมืองไทยได้ว่า ผู้ที่คนจำนวนมากประชุมพร้อมใจกันยินยอมยกย่องขึ้นเป็นกษัตริย์ เมื่อแยกถอดรากศัพท์บาลี-สันสกฤตออกเป็นคำๆ มีความหมายดังนี้
อเนก = มากมาย, หลายอย่าง
ชน = ประชาชน, คน
นิกร = หมู่, พวก, กลุ่ม
สโมสร = ประชุม, มารวมกัน
สมมติ = การยอมรับ, การรับรอง, การยกย่อง, การแต่งตั้ง
คำนี้เป็นคติความเชื่อเรื่องกำเนิดพระมหากษัตริย์ของไทยที่อิงตาม สมมติราช (ผู้ได้รับการแต่งตั้งโดยมหาชน) ใน อัคคัญญสูตร ซึ่งแตกต่างจากคติ เทวราชา ของพราหมณ์
การถวายน้ำ ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือการจำลองสัญลักษณ์ของการเป็น "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" หรือ "มหาสมมติราช" อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดตามโบราณราชประเพณีไทย
ในขั้นตอนสำคัญนี้ พระมหากษัตริย์จะประทับบนพระแท่นแปดเหลี่ยม ทำด้วยไม้เดื่อชุมพร (อุทุมพร) แล้วทรงรับ "น้ำอภิเษก" จากผู้แทนประจำทิศทั้ง 8 ทิศทีละทิศ โดยสลับเวียนขวา (ปทักขิณาวรรต)
ในสมัยโบราณและตามคติอัคคัญญสูตร ผู้ถวายน้ำประจำทิศทั้ง 8 คือตัวแทนของมหาชนทุกชั้นในแผ่นดินที่มารวมตัวกัน (นิกรสโมสร) เพื่อมอบอำนาจและอาราธนาให้ทรงปกครองแผ่นดิน ตามโบราณราชประเพณีประกอบด้วย มหาอัครมหาเสนาบดี, ราชพฤฒาจารย์ (พราหมณ์), และพระราชวงศ์
ยุคปัจจุบัน (ปรับปรุงในรัชกาลที่ 10) ได้ปรับเปลี่ยนให้สะท้อนความเป็น มหาชนสมมติ ในยุคประชาธิปไตยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยให้ข้าราชการฝ่ายบริหาร/ตุลาการ เป็นผู้ถวายน้ำร่วมกับพราหมณ์และสมาชิกรัฐสภา
เมื่อเวียนครบทั้ง 8 ทิศแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปรพระพักตร์กลับมายัง ทิศบูรพา อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกประจำทิศกลาง โดยผู้ถวายคือพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ในขณะนั้น)
น้ำที่ใช้อภิเษกเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญทั่วราชอาณาจักร โดยผู้ถวายจะใช้อุปกรณ์สำคัญ 2 ชนิดคือ
1. พระสังข์ เช่น ต้องเป็นสังข์ทักษิณาวัฏ (เวียนขวา) สังข์เป็นสิ่งมงคลตามคติพราหมณ์-พุทธ ใช้หลั่งน้ำลงบนพระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์
2. พระเต้าเบญจคัพภ์ (เบญจ = 5, คัพภ์ = ห้อง/ซอก) หมายถึง เต้าน้ำที่มีซอกแบ่งข้างในเป็น 5 ช่อง หรือบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์/ธาตุทั้ง 5 เพื่อความเป็นสิริมงคล การใช้พระเต้าเบญจคัพภ์หลั่งน้ำถวายเป็นการให้พรและมอบความไว้วางใจให้ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ในทิศนั้นๆ
เมื่อเสด็จประทับประจำทิศใด ผู้ถวายน้ำประจำทิศนั้นจะกล่าวคำอาราธนาและถวายพระพร โดยมีสัญลักษณ์และความหมายแห่งการสถาปนาพระราชอำนาจครอบคลุมอาณาเขต การรับน้ำครบทั้ง 8 ทิศ คือบูรพา (ตะวันออก), อาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้), ทักษิณ (ใต้), หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้), ปัจจิม (ตะวันตก), พายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ), อุดร (เหนือ), และ อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) คือการสัญลักษณ์ว่า พระองค์ได้รับสิทธิอันชอบธรรมจากประชาชนทุกทิศทางในการปกครองแผ่นดิน
ในคำถวายพระพร พราหมณ์หรือผู้แทนทิศจะกล่าวขอให้ทรงพระเจริญ พร้อมทั้งถวายแผ่นดินในทิศนั้นๆ ให้ทรงปกครอง ส่วนพระมหากษัตริย์จะทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตอบรับว่าจะทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
รายการอ้างอิง
เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2
เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3
เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2477
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์. (2567). ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน.พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์: กรุงเทพ
ปิยนาถ นิโครธา (บุนนาค). ‘บทบาทของเสนาบดีแห่งตระกูลบุนนาคในการปกครองประเทศสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2416).’ วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต (อ.ม.) แผนกวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2513.


