●ทำไมอุณหภูมิทะลุเพดาน1.5 องศาจึงสำคัญ
การคุมโลกร้อนมีโอกาสแค่ไหน
●ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใด
เพื่ออุดช่องว่างที่ยังห่างเป้าให้ดีขึ้น
●สัญญาณเตือนภูมิภาคเอเชียเพิ่มความเสี่ยงสุขภาพ
จากผลกระทบ ร้อนจัด ฝนตกหนัก น้ำท่วมหนัก
กรณี นายสเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกองค์การสหประชาชาติ (UN) แถลงข่าวเมื่อวันที่21ต.ค.69 ได้อ้างรายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)ที่ชื่อว่า Emissions Gap Report 2026: The Point of Returnโดยระบุว่า โอกาสที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มเกิน 1.5°C (เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม) ตอนนี้ได้หลุดพ้นจากเส้นทางที่เป็นไปได้แล้ว หรือได้ทะลุเส้นที่ขีดไว้แล้ว
อย่างไรก็ตามเขาหวังว่า โลกยังมีโอกาสลดความรุนแรงของการทะลุเป้าหมาย และอาจลดอุณหภูมิกลับลงมาอยู่ที่ระดับเพิ่มไม่เกิน1.5°C หรือต่ำกว่าภายในปี 2100 ได้ หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและเพิ่มการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศอย่างจริงจัง
แสดงว่ายังมีเส้นทางที่อุณหภูมิจะกลับลงมาได้ภายในปี 2100 แต่ต้องลดการปล่อยและการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงมาก ซึ่งทุกวงการทุกประเทศต้องตระหนักรู้และลงมือทำจริงไหม
นายอันโดนิโอ กูเดอร์เรส เลขาธิการ UN จึงย้ำว่า รัฐบาลทั่วโลกต้องลงมือทำ “ให้มากกว่านี้ และทำเร็วกว่านี้” โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจ G20 ต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา
เพื่อต่อยอดข้อมูลผมขอชวนให้มาวิเคราะห์รายงาน UNEP ฉบับนี้
มีตัวเลขน่าสนใจที่ระะดับผู้บริหารควรทำความเข้าใจ
ก.ถ้าดำเนินนโยบายตามแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบันต่อไป โลกอาจจะร้อนขึ้นขนาดไหน ?
สถานการณ์ อุณหภูมิโลกอาจเกิดช่วงศตวรรษนี้
●ดำเนินนโยบายปัจจุบันต่อไป ประมาณ 2.8 องศา C
●ประเทศต่างๆดำเนินการตาม ประมาณ 2.6 องศา
NDC (มีส่วนร่วมคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้
เพิ่มเกิน 1.5 องศา) โดยกำหนดเป้าตัวเอง
●ดำเนินตาม NDC พร้อมมีเป้าหมาย ประมาณ 2.1 องศา
Net Zero เพิ่มเติม
●การพยายามจำกัดการทะลุ 1.5°C อุณหภูมิสูงขึ้นราว1.7-1.8 องศา
ให้น้อยที่สุด ก่อนที่พยายามลดกลับลงมา
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลการประเมินภายใต้สมมติฐานของแต่ละสถานการณ์ ไม่ใช่คำทำนายที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง และไม่ได้หมายความว่าโลกจะมีอุณหภูมิเท่านั้นตลอดศตวรรษ
ข.จากนี้โลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG)มากเพียงใด?
แนวทางที่ UNEP ประเมินว่าเป็นทางเลือกที่มีโอกาสจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ทะลุเป้าหมายได้ดีที่สุดก็คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกต้องลดลงจากระดับปี 2025 ดังนี้
* ภายในปี 2030: ลดลง 18%
* ภายในปี 2035: ลดลง 45%
* ภายในปี 2040: ลดลง 69%
ขอย้ำว่า การลดลงที่ว่านี้ หมายถึงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อปี ไม่ใช่การลดอุณหภูมิโลกลงในอัตราเดียวกัน
ขณะที่ หากประเทศต่าง ๆ ดำเนิน NDC คือการมีส่วนร่วมตามข้อตกลงปารีส(ค.ศ.2015) ที่จะคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศา และพยายามจำกัดไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศา
แต่การปฏิบัติตามพันธะสัญญาของสมาชิก 193 ประเทศ ตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน การปล่อยก๊าซอาจลดลงได้เพียงประมาณ 5–8% ภายในปี 2030 และ 11–15% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับปี 2025 เท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ชื่อรายงานของ UNEP 2026 เรียกว่า Emissions Gap Report…เพราะ มี“ช่องว่าง”ระหว่าง “สิ่งที่โลกกำลังทำ” กับ “สิ่งที่โลกจำเป็นต้องทำ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… โลกไม่ได้ขาดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่กำลังขาดการลงมือทำในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
แล้วทำไมการทะลุ 1.5°C จึงเป็นเรื่องสำคัญ?
ต้องเข้าใจว่า 1.5°C ไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างโลกปลอดภัยกับโลกอันตราย
เป้าหมาย 1.5°C เกิดจากข้อตกลงปารีส เมื่อปี2015 ซึ่งกำหนดเป้าให้ประเทศต่าง ๆ พยายามจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้เพิ่มเกิน1.5°C เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเพื่อเป็นกันชนไว้ไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มถึง 2°C ซึ่งเป็นเส้นตายที่จะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศของโลก
ตัวเลขนี้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก ไม่ใช่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศหรือทุกวันเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยอาจมีบางพื้นที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาก ขณะที่บางพื้นที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันตามฤดูกาล ภูมิประเทศ และปัจจัยท้องถิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น การที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงเกิน 1.5°C ในปีใดปีหนึ่ง ก็มิได้หมายความว่าโลกได้ละเมิดเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีสในทันที เพราะต้องแยกความผันผวนระยะสั้นออกจากแนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาว
แต่การที่ UNEP ประเมินว่าโลกกำลังมุ่งสู่การทะลุเป้าหมายในระยะยาว
นั่นเป็นสัญญาณว่าความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง
ยังมีหลักฐานจาก IPCC: ยืนยันว่ายิ่งร้อนขึ้น ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น
รายงานสังเคราะห์ฉบับที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ระบุว่า การทะลุระดับอุณหภูมิเป้าหมายชั่วคราว หรือ Temperature Overshoot อาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมต่อระบบมนุษย์และธรรมชาติ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามขนาดและระยะเวลาที่อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมาย
โดยเฉพาะผลกระทบบางสภาวะอาจย้อนกลับได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสียหายต่อระบบนิเวศบางประเภท การละลายของธารน้ำแข็ง และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
ทั้งนี้สามารถพิจารณาผลกระทบผ่าน 5 ระบบสำคัญได้ดังนี้
1. ระบบอากาศและความร้อน
อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนและความเครียดจากความร้อน โดยเฉพาะในเมืองที่มีอาคารหนาแน่นและพื้นที่สีเขียวน้อย
ตัวอย่างผลกระทบ: คนงานก่อสร้างหรือเกษตรกรอาจทำงานกลางแจ้งได้ยากขึ้น ต้องปรับเวลาทำงาน เพิ่มเวลาพัก และจัดให้มีน้ำดื่มหรือพื้นที่คลายร้อน
2. ระบบน้ำและอาหาร
การเปลี่ยนแปลงของฝน ภัยแล้ง และฝนตกหนักส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรม
ตัวอย่างผลกระทบ: หากแหล่งน้ำไม่เพียงพอในช่วงเพาะปลูก ผลผลิตอาจลดลง แต่ถ้าเกิดฝนตกหนักในช่วงเก็บเกี่ยว ก็อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลและเพิ่มต้นทุนการผลิต
3. ระบบชายฝั่งและทะเล
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนในทะเลย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ชายฝั่ง การประมง และระบบนิเวศทางทะเล
ตัวอย่างผลกระทบ: ชุมชนชายฝั่งอาจต้องลงทุนป้องกันน้ำท่วมและการกัดเซาะ ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวและประมงอาจได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
4. สุขภาพและผลิตภาพแรงงาน
เมื่อมีความร้อนจัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพและทำให้แรงงานมีผลิตภาพลดลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้มีโรคประจำตัว และแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
5. ความเสียหายต่อธรรมชาติ
ระบบนิเวศบางประเภทอาจฟื้นตัวได้ยาก แม้อุณหภูมิจะลดกลับลงมาในภายหลัง
บทเรียนสำคัญ: การกลับมาสู่อุณหภูมิ 1.5°C ในอนาคตไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทุกประเภทที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ
ผลกระทบต่อประเทศไทย:
จากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ สู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
มีรายงานผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น เช่นรายงาน Climate Risk Index 2026 โดย Germanwatch ระบุว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายด้าน ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด การกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม และความเป็นอยู่ของผู้คน
ขณะที่รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกวิเคราะห์ว่า หากประเทศไทยไม่มีมาตรการปรับตัวที่เพียงพอ ผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 7–14% ภายในปี 2050 เมื่อเทียบกับสถานการณ์อ้างอิงที่ใช้ในการศึกษา
รายงานยังชี้ว่าการลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม ความมั่นคงทางน้ำ การป้องกันชายฝั่ง และการลดความร้อนสามารถช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการสร้างแบบจำลองภายใต้สมมติฐานของรายงาน ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจีดีพีไทยจะลดลงตามนั้นอย่างแน่นอน
ตัวอย่างผลกระทบที่ควรเตรียมรับมือ
●เกษตรกรรม ระวังภัยแล้ง ฝนแปรปรวน ความร้อน ผลผลิตลดลง ต้นทุนเพิ่ม รายได้เกษตรกรผันผวน
●อุตสาหกรรม ระวังน้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ ความร้อน อาจเกิดผลกระทบโรงงานหยุดผลิต เครื่องจักรเสียหาย ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
●เมืองและอสังหาริมทรัพย์ ระวังน้ำท่วม ความร้อน น้ำทะเลหนุน ทรัพย์สินเสียหาย ค่าประกันภัยเพิ่ม ความน่าอยู่ลดลง
●การท่องเที่ยว ระวังคลื่นความร้อน น้ำท่วม ชายฝั่งเสื่อมโทรม อาจส่งผลความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวลดลง ต้นทุนดูแลสถานที่เพิ่มขึ้น
●พลังงาน ความต้องการไฟฟ้าช่วงอากาศร้อน อาจทำให้ค่าไฟและความต้องการกำลังผลิตสูงขึ้นในบางช่วง
●สุขภาพ เมื่อความร้อนจัด อาจเกิดโรคที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น และแรงงานสูญเสียเวลาทำงาน
นอกจากนี้รายงาน IPCC : คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรของสหประชาชาติ สำหรับภูมิภาคเอเชียยังประเมินว่า ความร้อนจัด ฝนตกหนัก น้ำท่วม และภัยแล้งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก
หากประเทศไทยเผชิญความร้อนจัดต่อเนื่อง
สมมติว่าพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งหนึ่งมีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน
ผลกระทบอาจเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่เช่น
1. แรงงานกลางแจ้งและแรงงานในพื้นที่ร้อนต้องพักบ่อยขึ้น
2. ระบบปรับอากาศใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
3. ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
4. หากเกิดไฟฟ้าขัดข้องหรือเครื่องจักรทำงานผิดปกติ การผลิตอาจหยุดชะงัก
5. หากโรงงานเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ก็กระทบระบบการผลิต ลูกค้าอาจได้รับสินค้าล่าช้า
นี่คือตัวอย่างที่แสดงว่า ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่สามารถส่งผลต่อผลิตภาพแรงงาน ต้นทุน การส่งมอบสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้โดยตรง บริหารธุรกิจยุคปัจจุบันจึงต้องอยู่ในแนวทางESG คือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และมีธรรมาภิบาล


