เอนก เหล่าธรรมทัศน์
อดีตรัฐมนตรี อว. ปี 2563–2566
ทุกวันนี้เวลาพูดถึงการพาชาติหลุดพ้นจาก "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" เรามักได้ยินข้อเสนอว่า เมืองไทยต้องมุ่งหน้าสู่วิทยาศาสตร์ ต้องทุ่มให้เทคโนโลยี ต้องสร้างและใช้เอไอ และสร้างนวัตกรรมขั้นสูง
นั่นเป็นข้อเรียกร้องที่ถูกต้อง และก็จำเป็นยิ่งยวด ประเทศใดจะยืนสง่างาม มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในสากลโลกได้ ต้องมีวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของตนเอง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือการเข้าใจผิดว่า หากจะ "เอา" วิทยาศาสตร์ จะต้อง"ทิ้ง" หรือ "ลดทอน" สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมลง
เรามักมองกันผิวเผินว่าสังคมศาสตร์เป็นวิชาท่อง ทฤษฎีสังคม ศาสตร์เป็นแค่เรื่องเถียงกันในตำรา มานุษยศาสตร์ว่าเป็นของเก่าเก็บ และศิลป กรรม วิจิตรศิลป์ เป็นของประดับประดา ที่นำมาแสดงเพลิดเพลินในยามว่าง
นี่เป็นความคิดที่ผิดและอันตรายต่อการพัฒนาประเทศ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเปรียบเป็น“พลังขับเคลื่อน” ของชาติ ทำให้เราเดินหน้าได้ วิ่งได้ รวดเร็ว อาจสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาล แต่วิทยา ศาสตร์บอกได้เพียงว่าสิ่งหนึ่งนั้นทำขึ้นมาได้ “อย่างไร” แต่วิทยา ศาสตร์ตอบไม่ได้ว่าสิ่งนั้น “ควรทำหรือไม่” หรือ “ทำไปเพื่ออะไร”
ไม่มีสังคมศาสตร์และปรัชญา ศาสนา แล้ว เทคโนโลยีที่เราสร้างหรือซื้อมา จะกลายเป็นสิ่งไร้ราก ไร้ความหมาย เราอาจลงท้าย มีระบบอัตโนมัติหรือ AI ที่ทำลายโครงสร้างแรงงาน ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้ลึกยิ่งขึ้น เนื่องจากขาดความเข้าใจโครงสร้างสถาบัน ขาดนโยบายสาธารณะที่รู้เท่าทันปัญหาสังคม และขาดตาข่ายรองรับความเสี่ยงทางสังคม ก็ได้
สังคมศาสตร์ที่ดีนั้น คือศาสตร์ที่วางกติกาและสร้างระบบนิเวศให้เทคโนโลยีรับใช้มวลมนุษย์ ไม่ใช่ให้คนตกเป็นทาสของเทคโนโลยี
และที่สำคัญที่สุด ซึ่งเรามักหลงลืมกันไป คือ สังคมศาสตร์ มานุษยศาสตร์ และ “รากเหง้าทางปรัชญา” นี่ เองที่สร้าง“จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์”ขึ้นมา
ย้อนกลับไปในประวัติ ศาสตร์ความคิดตะวันตก วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่ได้เกิดมาอย่างราบรื่นหรือเกิดขึ้นจากห้องทดลองในสูญญากาศ หากแต่ขับเคลื่อนด้วย "สงครามทางปัญญาและการต่อสู้ทางปรัชญา" อย่างดุเดือดต่อเนื่องหลายศตวรรษ ตั้งแต่การโค่นล้มความคิดเดิมที่เห็นทุกอย่างในไบเบิลจริงหมด เชื่อว่าพระ เจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์ ต่อมาก็ผ่านการปะทะกันของความคิดประจักษ์นิยมกับความคิดเหตุผลนิยม ความคิดใดกันแน่ที่จะชี้ว่าอะไรคือจริงหรือใช่
วิทยาศาสตร์จึงเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะความกล้าที่จะตั้งคำถาม กล้าท้าทายอคติ และยอมให้มีการประทะสังสรรค์กับระบบความคิดเดิมได้อย่างลึกซึ้ง
จิตใจวิทยาศาสตร์จึงไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเลข แต่เริ่มจากจิตใจที่รู้จักสังเกต ชอบตั้งคำถาม ไม่ยอมจำนนต่อความเชื่องมงาย และกล้าสืบค้นหาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างมีวิจารณญาณ
ชาติที่ทอดทิ้งปรัชญาและสังคมศาสตร์ และมานุษยศาสตร์ จะไม่มีวันได้นักวิทยาศาสตร์ทีแท้จริง จะได้ก็เพียงช่างเทคนิคที่ท่องจำสูตร รู้จักทำแล็บ แต่คนเหล่านั้นจะไร้จิตวิญญาณที่แสวงหาความจริง
มองไปที่เหล่านักวิทยา ศาสตร์และอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก จะพบความจริงข้อหนึ่งว่า นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ นั้นไม่ได้มีแต่ตัวเลข แต่พวกเขาขับเคลื่อน ด้วยศรัทธา ด้วยใจรัก และด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และยังมีจินตนาการอันลึกซึ้ง ซึ่งรวมวิทยาศาสตร์เข้ากับมานุษยศาสตร์ ปรัชญาและศิลป์อย่างแยกไม่ออก:
* เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton): ผู้สร้างแคลคูลัสและวางรากฐานฟิสิกส์ด้วยกฎแรงโน้มถ่วง แท้จริงแล้วท่านไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับตัวเลขหรือกล ศาสตร์อันเย็นชาเท่านั่น หัวใจของนิวตันผูกพันอยู่กับเทววิทยา ประวัติศาสตร์โบราณ และการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างลึกซึ้ง นิวตันใช้เวลามหาศาลไปกับการเข้าใจ"เล่นแปรธาตุ (Alchemy)" เพื่อค้นหาความลับแห่งสรรพสิ่ง เพราะสำหรับเขาแล้ว วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของการคำนวณกลศาสตร์ แต่เป็นการไขรหัสและค้นหา "ร่องรอยของพระเจ้า" ในธรรมชาติ
* เบนจามิน แฟรงกลิน (Benjamin Franklin): ผู้ค้นพบประจุไฟฟ้าและคิดค้นสายล่อฟ้า เป็นตัวแทนของ "มนุษย์ยุคเรืองปัญญา" อย่างแท้จริง แฟรงกลินไม่ได้เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ปราดเปรื่อง แต่เป็นรัฐบุรุษ นัก การทูต นักปรัชญา และนักเขียนผู้ทรงอิทธิพล ด้วย เขามองเห็นวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการรับใช้สังคม ยกคุณภาพชีวิตของผู้คน สร้างชาติให้เข้มแข็งคู่ไปกับการพัฒนาจิตสาธารณะ
* อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein): ผู้พลิกโฉมหน้าจักรวาลด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ ท่านมักจะกล่าวเสมอว่า หากไม่ได้เป็นนักฟิสิกส์ คงจะเป็นนักดนตรี ไอน์สไตน์นั้นรักการเล่นไวโอลินและเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะบท เพลงของโมซาร์ทและบาค ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือผ่อนคลายและจุดประกายสร้างสรรค์อยู่เสมอ
นอกจากนี้ ท่านยังหลง ใหลในปรัชญาของ บารุค สปิโนซา สมการลือลั่นอย่าง E=mc^2 ของท่านไม่ได้ถือกำเนิดจากการคำ นวณตัวเลขล้วนๆ แต่เกิดจาก "จินตนาการทางความคิด" เช่นจินตนาว่ากำลังวิ่งไล่จับลำแสงสว่าง ซึ่งฟังแล้วเป็นสุนทรียะเสียนี่กระไร เป็นจินตนาการอันบรรเจิดไม่ต่างจากเหล่าศิลปินสำแดงกันออกมาในยามสร้าง สรรค์งานศิลป์
การค้นพบทางวิทยา ศาสตร์ที่เปลี่ยนโลกล้วนเกิดจากจินตนา การและความคิดสร้างสรรค์ ผมคงต้อสรุปอย่างนี้
จินตนาการไม่ได้ผุดขึ้นมาจากสูตรสมการแห้งๆ แต่อาจงอกงามมาได้จากวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณ คดี ปรัชญา และสุนทรียะแห่งศิลปกรรม
มานุษยศาสตร์ทำให้เรากล้าฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริง หริอยังไม่มีจริง
นวัตกรรมขั้นสูงที่จะชนะในตลาดโลกได้ ต้องเป็น “นวัตกรรมจากความสร้างสรรค์” ที่เกิดจากการผสานจินตนาการอันลึกซึ้งของมนุษยศาสตร์ ผสมเข้ากับความประณีตงของวิจิตรศิลป์ แล้วนำวิทยา ศาสตร์และวิศวกรรมมาเสกสรรค์ให้เป็นจริงขึ้นมา
ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ไม่ได้ขายแค่ฟังก์ชันทางเทคนิค แต่ขายรสนิยม อัตลักษณ์ และคุณค่าทางวัฒน ธรรมต่างหาก ประเทศที่ไร้ศิลปกรรมชั้นสูงและขาดความเข้าใจในสุนทรียศาสตร์ ย่อมติดหล่มอยู่แค่การเป็น "ผู้รับจ้างผลิตราคาถูก" ไม่อาจสร้างแบรนด์ที่ตรึงใจชาวโลกได้เลย
ยังมีอีกมิติหนึ่งที่ผมเห็นว่าลึกซึ้งและขาดไม่ได้เลย คือ มิติด้านจิตวิทยา จิตใจ และการหลอมรวมผู้คนในสังคมเข้าด้วยกัน
ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ได้ หากคนในชาติแตก แยก ชิงชัง และเหินห่างกัน สังคมศาสตร์ มานุษยศาสตร์ และจิตวิทยา ต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมใจคนทุกรุ่นให้หันเข้าหากันด้วยความเข้าใจ รวมให้กลมเกลียว กลม กลืน และหนุนช่วยซึ่งกันและกัน ให้คนรุ่นก่อนมอบประสบการณ์และภูมิปัญญาตกผลึก ขณะที่คนรุ่นใหม่มอบพลังความกระตือรือร้นและนวัตกรรม
และที่สำคัญอย่างยิ่ง ยวด คือศาสตร์เหล่านี้ต้องช่วย “ปลูก จิต ปลูกใจ หล่อหลอมนิสัยและมายนด์เซทของคนรุ่นใหม่” ให้มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง
เราต้องสอนลูกหลานของเราให้มองตนเองเป็น “ผู้กล้า” ไม่ทำตัวเป็น “เหยื่อ” ของอดีต ไม่ตัดพ้อก่นด่าโชคชะตา หรือเอาแต่โทษสิ่งแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์
จริงอยู่ ประวัติศาสตร์อาจมีบาดแผล สิ่งแวด ล้อมอาจมีข้อจำกัด แต่จิตวิทยาและมานุษยศาสตร์ที่ถูกต้องจะสอนให้เขามีความทรหดอดทน ตระหนักรู้ว่าอนาคตอยู่ในมือเราเอง เราต้องลุกขึ้นมาเป็นตัวเอก เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเองและบ้านเมือง ไม่ใช่จำนนอยู่ในฐานะเหยื่อที่คอยแต่จะเรียกร้องหรือท้อแท้สิ้นหวัง
มานุษยศาสตร์ ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรม คือสิ่งที่มอบ “ความมั่นใจทางภูมิปัญญา” ให้แก่คนในชาติ ชาติที่จะบุกเบิกเทคโนโลยีของตนเอง ต้องหลุดพ้นจากปมด้อยทางจิตใจ ต้องเลิกมองว่าตนเองล้าหลังจนต้องคอยลอกเลียนแบบหรือวิ่งตามตะวันตกไปเสียทุกเรื่อง ชาติชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี หรือจีน ผงาดขึ้นมาได้ เพราะเขามีความภาคภูมิใจในรากเหง้าอารยธรรมของตนเองอย่างลึกซึ้ง
หนทางรอดของไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง "วิทย์" หรือ "ศิลป์" แต่คือการเดินหน้าแบบบูรณาการ
นั่นคือ เราต้องสร้างชาติที่มีอารยะด้วยไม่ใช่มีแค่ความร่ำรวยหรือการพัฒนา


