xs
xsm
sm
md
lg

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ต้นสายธารแห่งศรัทธาความเชื่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet


อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เป็นอารยธรรมที่มีหลักฐานปรากฏให้เห็นได้ที่ หะรัปปา (Harappa) ทางทิศตะวันตกของแคว้นปัญจาบ และที่โมหันโชทะโฑ ( Mohenjo-daro) ในแคว้นสินธุ ซึ่งปัจจุบันสถานที่ทั้งสองแห่งนี้อยู่ในอาณาเขตประเทศปากีสถาน โดยนักโบราณคดีมีความเห็นว่า อารยธรรมทั้งสองได้บรรลุถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรมในระดับสูงอยู่พอสมควร ก่อนที่ชาวอารยัน (Aryan) จะย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากในประเทศอินเดีย ซึ่งอาณาบริเวณเลื่อนถัดต่อลงไปทางภาคใต้ของอินเดีย ก็จะมีเหล่าพวกทราวิฑ (Dravidian) ซึ่งก็เป็นคนอีกชนเชื้อชาติหนึ่ง ที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมเป็นของตนเองมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล และศูนย์กลางของทราวิฑก็คือรัฐมัทราสในปัจจุบัน โดยอยู่ในช่วงเวลากว่า ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล

ปราชญ์ผู้รอบรู้ได้ลงความเห็นว่า ชาวอารยันได้เข้าไปในอินเดียในช่วงเวลา ๒,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช จาก Bactria ซึ่งในปัจจุบันก็คือแคว้น Balkh ประเทศอิหร่าน ผ่านการเดินทางข้ามเทือกเขาฮินดูกูช เข้าไปในอัฟกานิสถาน แล้วจึงเดินทางต่อเข้าไปทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยภาษาของชาวอารยันจะมีความสัมพันธ์กับภาษาเปอร์เซีย กรีก ลาติน Celt และ Salav จากการศึกษาเปรียบเทียบคำพูดในภาษาต่าง ๆ เหล่านี้ ปราชญ์ทางภาษาจึงให้ชื่อภาษาตระกูลนี้ว่า Indo-Europe


ชื่อเรียกชาวอารยัน หากแปลตามศัพท์คำว่า “อารย” จะแปลว่า เจริญ ประเสริฐ ตามรูปภาษาสันสฤต หากเป็นรูปบาลีจะเป็นคำว่า “อริย” ซึ่งจะมีความคิดคำนึงในทางศาสนาคล้ายกับชาวเปอร์เซีย กรีก และโรม ชาวอารยันนั้นจะมีศรัทธาให้ความเคารพ และมีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์แห่งอำนาจของธรรมชาติมาก เช่น ยกย่องอำนาจไฟให้เป็นพระอัคนี ยกย่องอำนาจน้ำให้เป็นพระวรุณ เป็นต้น 

ชาวอารยันจะนับถือเทพเจ้าหลายพระองค์ เช่น พระอินทร์ พระพรหม พระยม ฯลฯ ซึ่งเทพเจ้าแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ที่แตกต่างกันออกไป โดยมนุษย์ในยุคอดีตกาลจำเป็นต้องพึ่งพาเทพเจ้าเหล่านี้ เพื่อประโยชน์สุข รวมถึงความอยู่รอดของตนเองและชนเผ่า ด้วยเหตุผลนี้เองที่มนุษย์จึงต้องเซ่นไหว้ บวงสรวงเทพเจ้าเพื่อให้เกิดความพอใจ ด้วยการประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชา รวมถึงการบูชาสวดอ้อนวอนต่อเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายด้วย

สำหรับจินตนาการทางศาสนาของชาวอารยันจะปรากฏอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ คัมภีร์ คือ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวท และคัมภีร์อาถรรพ์เวท โดยพระเวททั้ง ๔ นี้ จะเป็นบทร้อยกรองภาษาสันสกฤตยุคพระเวท ซึ่งจะแตกต่างจากภาษาสันสกฤตในยุคหลัง ที่มีเนื้อหาสาระหลักก็คือ การรำลึก รำพึงรำพัน สรรเสริญเทพเจ้าตามจินตนาการของชาวอารยัน ต่อจากพระเวทดังกล่าวแล้วยังมี คัมภีร์พราหมณะ และอารันยกะ ซึ่งเป็นร้อยแก้วที่จะให้คำอรรถาธิบายเกี่ยวกับพิธีกรรม รวมถึงวัตรปฏิบัติทางศาสนาที่ระบุไว้ในพระเวททั้งสี่ นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อุปนิษัท ที่ว่าด้วยความคิดคำนึงในทางปรัชญาอันเป็นบ่อเกิดของปรัชญาสำคัญ ๆ ในทุกระบบความคิดของพราหมณ์-ฮินดูในเวลาต่อมา


ทั้งนี้ มีความเชื่อกันว่าคัมภีร์พระเวททั้งสี่ รวมถึงคัมภีร์พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัทนั้นได้รับการรจนาขึ้นในช่วงเวลาราว ๑,๐๐๐ -๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้จากการท่องจำสืบต่อกันมา จนต่อมาถึงยุคสมัยหลังที่มีการใช้ตัวอักษรในการจารึกความทรงจำ และเมื่อเกิดการผสมกลมกลืนระหว่างอารยันกับชนพื้นเมืองเดิม จนหยั่งรากลึกมั่นคงพอสมควรแล้ว ชาวอารยันจึงได้เริ่มแผ่ขยายอำนาจของพวกตนจากทางภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งในเวลาต่อมามักกล่าวกันว่ามหากาพย์รามายณะ เป็นสักขีพยานสำคัญในการแผ่ขยายอำนาจของชาวอารยัน ดังเช่นการเปรียบเปรยว่าฝ่ายพระรามก็คือชาวอารยัน ฝ่ายทศกันฐ์คือชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งก็คือชาวทราวิฑที่เป็นชนส่วนใหญ่นั่นเอง

การแผ่ขยายอำนาจตามที่กล่าวมานี้ ถึงแม้ว่าชาวอารยันจะเป็นฝ่ายชนะ อาจเนื่องมาจากการมีศัสตาวุธที่ดีกว่าเหนือกว่า แต่ในท้ายที่สุดก็ได้เกิดการผสมผสานกลมกลืนกันระหว่างสองชนชาตินี้ อันถือเป็นวัฒนธรรมความผสมผสานกันระหว่างอารยันกับทราวิฑ จึงเกิดเป็นลัทธิความเชื่อทั้งในพระศิวะ พระกฤษณะ และการบูชาศิวลึงค์ ซึ่งน่าจะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวทราวิฑที่ชาวอารยันได้รับสืบต่อมา และยังยกย่องยอมรับให้เป็นวัฒนธรรมของตนเองด้วย ในทำนองเดียวกันนั้น ชาวทราวิฑก็รับเอาวัฒนธรรมของชาวอารยันไว้เป็นของพวกตนด้วยเช่นกัน อย่างการสืบต่อคำสอนในคัมภีร์พระเวทไว้จนครบถ้วนทุกประการ

เรื่องราวความเชื่อที่ผ่านการผสมกลมกลืน จนกลายมาเป็นอารยธรรมของฝ่ายพราหมณ์-ฮินดู อันเป็นศรัทธาของศาสนิกชนต่อเทพเจ้าที่มีอยู่หลากหลายพระองค์ อย่างเช่น พระศิวะแห่งเขาไกรลาสซึ่งก็คือพระอิศวรตามความเชื่อของไทย พระกฤษณะ พระพรหม รวมถึงเหล่าเทพที่ปรากฏในมหากาพย์รามายณะ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช มีอำนาจในการทำลายล้างความชั่วร้ายทั้งหลาย เพื่อสร้างสันติสุขให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ เช่น พระรามผู้เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ พระลักษณ์ผู้เป็นองค์อวตารของพระอนันตนาคราช หรือแม้แต่หนุมานที่เป็นมหาวานรผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น โดยเทพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นเทพเจ้า ที่มีที่มาจากสายธารแห่งความศรัทธาความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งอารยธรรมในอดีต


ความศรัทธาที่ได้ผ่านการผสมผสานความเชื่อสืบต่อมาตามที่กล่าวมานี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจ ทั้งให้แนวคิดในการเล่าเรื่องต่อการสร้างสรรค์งานศิลป์เป็นอย่างมาก ความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ความมีเมตตาบารมีของเทพแต่ละพระองค์ นำมาซึ่งจิตวิญญาณในการรังสรรค์ผลงานประติมากรรมแห่งศรัทธา ในหลากหลายผลงานของ Artmulet ที่ได้ผ่านมาแล้ว อาทิเช่น อิศวรนาฏราช อิศวรมหากาลไกรลาสบรรพต นารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพ นารายณ์ทรงเมืองอนันตนาคราช มหาเทพพรหมลิขิต พระอินทร์ประทานพร อัมรินทร์สักกะเทวราช รวมถึงหนุมานครองเมือง มหาวานรผู้ทรงฤทธิ์แห่งมหากาพย์รามเกียรติ์ด้วย และยังมีอีกหลากหลายผลงานหลายองค์เทพเจ้าทั้งเทพบุรุษ เทพสตรี รวมถึงราชายักษาที่ไม่ได้กล่าวพระนามถึงในที่นี้ ซึ่งก็มีที่มาจากสายธารแห่งความเชื่อที่สืบต่อกันมายาวนานนับพันปี โดยทั้งนี้ก็เพื่อฝากผลงานศิลปะแห่งศรัทธาด้านจิตวิญญาณเหล่านี้ไว้ ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป