การกำเนิดพรรคอนาคตใหม่ จนมาเป็นพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนในวันนี้ ซึ่งต่อไปผมจะเรียกว่าพรรคส้ม เพื่อให้ครอบคลุมทั้งสามพรรค แน่นอนว่าความคิดในการก่อตั้งของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล นั้นต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันถอนรากถอนโคนของสังคมไทย พวกเขาเป็นพรรค “ปฏิวัติ” ไม่ใช่พรรค “ปฏิรูป” และมีความเร่าร้อน จนปลุกให้อำนาจเดิมของสังคมไทยต้องลุกขึ้นมาต่อต้านด้วยอำนาจทุกอย่างที่มีอยู่ในมือ
แน่นอนปิยบุตรคือผู้นำความคิด ธนาธรคือนายทุนพรรคที่เห็นด้วยกับแนวทางของปิยบุตร ต้องยอมรับนะว่า ความคิดของปิยบุตรไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน แต่สมาทานกับความคิดแบบสังคมนิยม ฝ่ายซ้าย หรือมาร์กซิสต์
ปิยบุตรกล่าวว่า ในขณะที่โลกตะวันตก ความคิดฝ่ายซ้ายยังถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แต่ประเทศไทยกลับทำให้มันกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและน่าอาย ทั้งๆ ที่ในเวลานี้ โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทุนนิยมขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความไม่มั่นคงในชีวิตจาก Gig Economy หรือการฟื้นคืนชีพของการเมืองฝ่ายขวาจัด ในห้วงเวลาเช่นนี้ อุดมการณ์สังคมนิยมและมาร์กซิสต์สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำกลับมาเป็นกระแสหลัก เพื่อคัดง้างกับทุนนิยมที่กำลังป่วยไข้
ปิยบุตรจึงอยากเห็นพรรคการเมือง ขบวนการทางสังคม นักการเมือง นักกิจกรรม ปัญญาชน ที่เป็นกระแสหลัก และยังสมาทานความคิดแบบมาร์กซ์ เลนิน และคนอื่นๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวลหรือขวยเขิน
แต่หลังจากเป้าหมายของเขาถูกต่อต้านด้วยพลังอำนาจในสังคมไทยและถูกยุบพรรคไป 2 พรรค คนจำนวนมากวิจารณ์ว่าพรรคของพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เร่าร้อนจนเกินไปและมองไม่เห็นว่าสังคมไทยมีรากลึกที่ไม่ใช่ใครจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือได้ เรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเสาหลักที่จรรโลงความเป็นชาติมาอย่างยาวนาน
ผมคิดว่าสิ่งที่ปิยบุตรไม่พอใจก็คือ ท่าทีของพรรคส้มที่ลดบทบาทในการมุ่งล้มล้างเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง คือปิยบุตรเชื่อว่า พวกเขาเกือบจะทำสำเร็จเมื่อสามารถปลุกปั่นคนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาท้าทายเพดานของสังคมไทยหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ทำให้หลายคนติดคุกและต้องหลบหนีไปต่างประเทศ แต่หลังจากนั้นกระแสลดถอยลงไป เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย มันทำให้ไฟในตัวปิยบุตรเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น ไม่ทันใจ รู้สึกผิดหวัง
เมื่อเขาเห็นพรรคที่เขาก่อตั้งขึ้นมาหันไปเล่นกับกระแส ปิยบุตรถึงกับตัดพ้อว่า ขณะที่พรรคและทีมงานพยายามนำเสนอเนื้อหาสาระ กลับมี “นักการเมือง/นักแสดง” ของพรรคสวมวิญญาณชาวเน็ต ไปทะเลาะกับฝ่ายตรงข้าม ใช้ถ้อยคำเสียดสี ด่าแรงเพื่อให้ปัง แล้วสื่อก็นำไปขยายจนกลบสิ่งที่พรรคต้องการสื่อสาร แม้ไม่เอ่ยชื่อ แต่การยกตัวอย่างเรื่องด่าพ่อด่าแม่ แจกข้าว ขโมยข้าว สามีทำงานอะไร และนาฬิกายี่ห้อใด ก็ทำให้คนอ่านเชื่อมโยงได้ว่าเขากำลังพูดถึงใคร
นี่จึงไม่ใช่แค่การตำหนิว่าพูดจารุนแรง แต่เป็นการชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้กำลังทำลายจังหวะการทำงานของพรรค เอาความนิยมส่วนตัวขึ้นนำ จนพรรคต้องเดินตาม ขณะที่หัวหน้าและเพื่อนร่วมพรรคไม่กล้าทัดทานเพราะต้องพึ่งกระแสและกลัวทัวร์ลง จากที่เจ้าตัวอาจมองว่ากำลังต่อสู้เพื่อพรรค ปิยบุตรกลับชี้ว่ากำลังกลบงานของพรรคเสียเอง
ปิยบุตรเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “บันเทิงธิปไตย” คือสภาพที่ความบันเทิงเข้ามาครอบงำการเมือง จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสื่อสารให้ประชาชนสนใจ กลับกลายเป็นตัวกำหนดว่านักการเมืองต้องพูดและทำอะไรเพื่อเรียกกระแส นักการเมืองจึงต้องเป็นนักแสดง สร้างดราม่า ใช้ถ้อยคำรุนแรง โต้เถียงให้สะใจผู้ชม ขณะที่สื่อนำไปขยายต่อจนเนื้อหานโยบายและปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขถูกกลบ ความสำเร็จถูกวัดด้วยความดังและความนิยม มากกว่าผลงานหรือผลลัพธ์ทางการเมือง
ปิยบุตรกล่าวว่า ปัญหาจะยิ่งหนักขึ้นเมื่อความนิยมของนักการเมืองแต่ละคนอยู่เหนือพรรค จนพรรคต้องเดินตามและไม่กล้าทัดทานเพราะต้องพึ่งคะแนนนิยมและกลัวแฟนคลับรุมโจมตี นักการเมืองคนอื่นก็หันมาเลียนแบบเพื่อสร้างชื่อให้ตัวเอง ผู้สนับสนุนกลายเป็นกองเชียร์ที่วิ่งตามดราม่ารายวัน แทนที่จะรวมตัวกันด้วยความคิดและเป้าหมายร่วม พรรคจึงสูญเสียความสามารถในการนำสังคมและผลักดันการเปลี่ยนแปลงระยะยาว เหลือเพียงการตอบโต้เอาชนะกันไปวันๆ
แน่นอนคำพูดของเขาทิ่มแทงไปยังคนที่กำลังมีบทบาทโดดเด่นในพรรคอย่าง รักชนก ศรีนอก เธอถามในกลุ่มไลน์ว่าคณะนำจะออกมาชี้แจงหรือตอบโต้เพื่อปกป้องคนทำงานหรือไม่ พร้อมตำหนิบุคคลบางกลุ่มที่ตั้งวงดื่มไวน์ราคาแพงและสร้างวาทกรรมบั่นทอนคนทำงาน พร้อมกับโพสต์ของเธอเรื่องการเลิกบูชาตัวบุคคล
ความจริงแล้วรักชนกก่อนที่เธอจะสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเองจนเหมือนกับเป็นคนนำของพรรคนั้น เธอก็คือเหยื่อคนรุ่นใหม่ที่ถูกปลุกปั่นให้ท้าทายสถาบันกษัตริย์มาก่อน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกรวม 6 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการทวีตและรีทวีตข้อความ ซึ่งก็น่าประหลาดใจเหมือนกันว่า ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว คดีในศาลอุทธรณ์ของเธอก็ยังไม่ตกลงมา
สิ่งที่เกิดขึ้นในพรรคและทำให้ปิยบุตรไม่พอใจก็คือ การหยุดท้าทายต่อระบอบและรูปแบบของรัฐและต่อสถาบันกษัตริย์ แม้แต่ตัวรักชนกเองที่เคยท้าทายก็ลดบทบาทเรื่องนั้นลงมามุ่งเน้นการตรวจสอบทางการเมือง และการตอบโต้กับฝ่ายตรงข้าม จนปิยบุตรเรียกสิ่งนั้นว่า บันเทิงธิปไตย
ดูเหมือนปิยบุตรจะไม่ค่อยพอใจที่เป้าหมายและอุดมการณ์ของเขาที่มุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในลัทธิที่เขาสมาทานเริ่มห่างไกล หลังจากเขาเริ่มมีความหวังที่มีคนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหว แต่ในทางกลับกัน เขาใช้ชีวิตไปมาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และตั้งวงดื่มไวน์ราคาแพงอย่างที่รักชนกวิจารณ์นั้น เขาไม่ได้สำนึกเลยว่า คนรุ่นใหม่เยาวชนจำนวนมากที่ต้องติดคุกและหลบหนีไปต่างแดนด้วยความผิดตามมาตรา 112 นั้นมาจากการปลุกปั่นของเขาหรือใคร
ในงานเสวนาเรื่อง “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปิยบุตรได้เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า สถานะของสถาบันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลายๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40–50 ปี ของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น
ดังนั้นการออกมาวิพากษ์พรรคที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมาของปิยบุตรนั้นเกิดจากความไม่พอใจต่อท่าทีของพรรคที่ลดบทบาทลงในการท้าทายเพื่อลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ ดูเหมือนว่า พรรคส้มจะอยู่กับความเป็นจริงทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งทำให้ปิยบุตรเห็นว่าแนวทางที่จะเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือซึ่งเป็นความหวังของเขาค่อยมลายหายไป
ใจความสำคัญที่ปะทุออกมาจากใจของปิยบุตรก็คือความฝันของเขาที่ต้องการเห็นอุดมการณ์สังคมนิยมและมาร์กซิสต์ถูกนำกลับมาเป็นกระแสหลัก เพื่อคัดง้างกับทุนนิยมที่เขามองว่ากำลังป่วยไข้นั้นเริ่มหมดหวัง เพราะนอกจากเป็นความคิดที่ล้าหลังแล้ว มันยิ่งยากจะได้เห็นในช่วงชีวิตนี้ของเขานั่นเอง


