ถึงโลกใบนี้มันจะเลวร้ายยิ่งขึ้นไปเท่าไหน?...แต่อย่างน้อย ก็ยังพอมี “ข่าวดี” พอให้เกิดความรู้สึกชื่นมื่น ชื่นสะดืออยู่มั่งเล็กๆ น้อยๆ สำหรับปิดท้ายสัปดาห์นี้ โดยอันดับแรก...คงหนีไม่พ้นไปจากการพลิกกลับมาเอาชนะเลือกตั้งรอบ 2 ของผู้นำบราซิล อย่างประธานาธิบดี “Luiz Inacio Lula da Silva” ต่อ “นายFlavio Bolsonaro” นั่นแหละทั่น ที่ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีรายนี้เขาสรุปไว้ในวิดีโอที่โพสต์แพร่ไปทั่วทั้งโลก ว่าไม่ใช่เป็นแค่ “ชัยชนะต่อคู่แข่งทางการเมือง” ภายในประเทศบราซิลเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะต่ออิทธิพลทางการเงินระดับโลก ต่อเครือข่ายอำนาจทางการเมืองระดับโลก ไปจนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี ในระดับโลกอีกด้วยต่างหาก!!!
และก็น่าจะจริง น่าจะมีน้ำหนัก อย่างที่เขาได้สรุปเอาไว้นั่นแหละ ด้วยเหตุเพราะความพยายามที่จะโค่นล้ม ที่จะเอาชนะประธานาธิบดีบราซิลรายนี้ ในสนามเลือกตั้งคราวนี้ มันออกจะเป็นไปในแบบ “สหบาทา” หรือเกิดจากความพยายามรุมเหยียบ รุมกระทืบ “Lula da Silva” ไม่ว่าโดยอาศัยอำนาจรัฐบาลอเมริกันของ “ทรัมป์บ้า” ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสียงเชียร์ลูกชายอดีตประธานาธิบดีที่เคยได้ชื่อว่า “ทรัมป์บ้าแห่งบราซิล” อย่าง “นายBolsonaro” ชนิดเหย็งๆๆ แต่ยังรวมไปถึงความมุ่งมั่นพยายามที่จะเล่นงานการรวมตัวอันเหนียวแน่นของประเทศซีกโลกใต้อย่างกลุ่มประเทศ “BRICS” อีกด้วยต่างหาก ไปจนถึงความพยายามที่จะทวงคืนความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ของอเมริกาในอาณาบริเวณที่เรียกว่า “West Hemisphere” ตามแนวคิดที่เรียกๆ กันว่า “ลัทธิดอนโร” เลียนแบบ “ลัทธิมอนโร” เมื่อครั้งอดีตอีกด้วยต่างหาก ไม่ว่าการบุกเข้า “ปล้น” ประเทศเวเนซุเอลาเอาดื้อๆ เตรียมถล่มคิวบาหลังสงครามอิหร่านเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ความพยายามที่จะโค่นล้ม “Lula” เพื่อเปิดทางให้หุ่นเชิดของตัวเองมีอำนาจ บทบาท ในการเลือกตั้งบราซิลเที่ยวนี้ จึงเป็นไปอย่างเป็นระบบและกิจการ...
อีกทั้งด้วยเหตุที่ประธานาธิบดี “Lula” ท่านถือเป็นผู้นำรายหนึ่งของประเทศซีกโลกใต้ ที่ออกมาปฏิเสธ คัดค้าน การเข่นฆ่าสังหาร การ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์โดยกองทัพอิสราเอลแบบชนิดหัวเด็ด ตีนขาด ไม่ต่างไปจากประธานาธิบดี “Cyril Ramaphosa” แห่งแอฟริกาใต้ที่คิดจะลากคอ “นายBenjamin Netanyahu” ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศให้จงได้ เครือข่ายอำนาจ อิทธิพล ของอิสราเอลที่สามารถหันซ้าย-หันขวากระทั่งประเทศมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาให้ไปกัดใคร? ขย้ำใคร? ได้โดยตลอด จึงเพียรพยายาม “รุมสหบาทา” ผู้นำบราซิลรายนี้แบบเป็นระบบและกิจการ ตลอดไปจนผู้ควบคุม ผูกขาด เทคโนโลยีสื่อสารระดับโลก อย่าง “ไอ้มาร์คตัวดูด” หรือ “Mark Zuckerberg” แห่ง “Meta” หรือแห่งเฟซบุ๊กทั้งหลาย ก็เอาด้วย-ช่วยกระพือ ร่วมมือ ร่วมตีนอีกแรงหนึ่ง “ชัยชนะ” ของประธานาธิบดีบราซิลในการเลือกตั้งคราวนี้ จึงก่อให้เกิดเสียงเชียร์กระหึ่มไปทั่วทั้งซีกโลกใต้เอาเลยก็ว่าได้...
ส่วน “ข่าวดี” อันดับต่อไป...คงหนีไม่พ้นไปจากการพบปะเจอะเจอกันระหว่างผู้แทนระดับสูงของ 4 ประเทศแห่งโลกอิสลาม ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) นั่นเอง มีทั้ง “เจ้าชายKhalid bin Salman” รัฐมนตรีกลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย “พลอากาศเอกAsim Munir” ประธานเสนาธิการทหารปากีสถาน และ “Ibrahim Kalin” ผู้อำนวยการข่าวกรองประเทศตุรกี-ตุรเคีย ที่แห่กันมาจับมือ-ถือแขน จับเข่า-จับหัวหน่าว เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน “พลตรีMohsen Rezai” และรัฐมนตรีต่างประเทศ “Abbas Araghchi” โดยไม่มีความจำเป็นต้องแยกแยะอีกต่อไป ว่าใครคือสายเหยี่ยว สายพิราบ เพราะทั้งคู่ต่างเห็นพ้องต้องกันไปในแนวเดียวกัน ว่าการพบปะ พูดคุย เรื่อง “ความมั่นคง” โดยตรงของประเทศมุสลิมทั้ง 4 ประเทศ ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศอิหร่านที่ต้องเปิดศึก เปิดสงคราม กับมหาอำนาจสูงสุดอเมริกาและมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างอิสราเอลแบบยังหามุมจบกันไม่เจอ ย่อมมีแต่ “ได้-กับ-ได้” เท่านั้น แต่ยังทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค กำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหม่และครั้งใหญ่ นั่นก็คือ...การร่วมสร้าง “หลักประกัน” แห่งความมั่นคงภายในภูมิภาคด้วยตัวเอง หรือโดยไม่ต้อง “พึ่งพา” การแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกอีกต่อไป...
หรือดังที่รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน (SNSC) “นายAli Bagheri Kani” เขาสรุปไว้นั่นแหละว่า “การพบปะ พูดคุย ระหว่างอิหร่านกับตัวแทนชาติมุสลิมอีก 3 ชาติ สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถของอิหร่านที่ประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศตัวเอง อันเป็นสิ่งที่ชาติต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายเช่นเดียวกันได้ โดยเฉพาะภายใต้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน” ขณะผู้ที่ค่อนข้างจะอ่อนโยนและสุภาพจนถูกจัดว่าเป็นสายพิราบอย่างประธานาธิบดี “Masoud Pezeshkian” ได้ลุกขึ้นกล่าวระหว่างการต้อนรับผู้แทนอีก 3 ประเทศ แบบออกจะดุเดือดเลือดพล่าน มิใช่น้อย คือนอกจากข้อความประโยคที่ว่า... “ข้อตกลงใดๆ ที่สามารถบรรลุในการพบปะครั้งนี้ ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นเอกภาพ ความร่วมมือ-ร่วมใจ ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ จะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน” แล้ว ยังได้เสริมเพิ่มเติมด้วยการเน้นย้ำถึง “ความสำคัญในการระแวดระวังต่อการแทรกแซงและนโยบายแบ่งแยกของอเมริกาและอิสราเอลที่จะสร้างความอ่อนแอให้เกิดกับประเทศต่างๆในตะวันออกกลาง ตอกลิ่มความขัดแย้งให้กับชาติมุสลิม และมุ่งทำลายความเข้มแข็งของประเทศหลักๆ โลกอิสลาม...”
คือพูดง่ายๆ ว่า...พร้อมที่จะหันไปงับ หันไปด่า อเมริกาและอิสราเอล ต่อหน้า-ต่อตาบรรดาผู้แทนทั้ง 3 ชาติ ที่เคยเป็นมือ-เป็นไม้ ให้กับ “อำนาจภายนอก” ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง จนหา “สันติภาพ” แทบไม่เจอมาโดยตลอด ดังนั้น...แม้ว่าจะเป็น “ก้าวแรก” ของการพบปะ เจอะเจอ ระหว่างตัวแทนชาติมุสลิมทั้ง 4 ชาติ แต่ก็อย่างที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน “นายEsmail Baghaei” เขาตั้งความหวังเอาไว้นั่นแหละว่า “การประชุมครั้งนี้...จะเป็นการเริ่มต้นไปสู่ก้าวที่ไกลยิ่งไปกว่านั้น ในด้านความมั่นคงของภูมิภาคที่บรรดาประเทศต่างๆ จะร่วมมือกันสร้างหลักประกันที่เป็นจริงเป็นจังภายในภูมิภาคนี้...” หรือเท่ากับ 3 ประเทศแห่งเอเชียตะวันตก ไม่ว่าปากีสถาน ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย พร้อมแล้วที่จะนั่งคุย นั่งเจรจา จับเข่า จับหัวหน่าว กับผู้ที่ถือเป็น “ศัตรูคู่กัด-คู่อาฆาต” ของอเมริกาและอิสราเอล ร่วมสร้าง “สันติภาพ” โดยไม่จำเป็นต้องดวลจรวด ดวลระเบิดหรือต้องทำ “สงคราม” กันอีกต่อไป...
และหลังจากที่เจอกับ 3 ตัวแทนระดับสูงของปากีสถาน ตุรกี ซาอุฯแล้ว ประธานาธิบดี “Masoud Pezeshkian” ของอิหร่านท่านยังมีกำหนดที่จะบินไปร่วมประชุมกลุ่มประเทศ “GECF” (The Gas Exporting Countries) ครั้งที่ 8 ที่กรุงมอสโกประเทศรัสเซียอีกด้วยต่างหาก โดยในเที่ยวนี้ยังจะได้พบปะหารือกับผู้นำชาติมหาอำนาจคู่แข่งทางการเมืองของอเมริกา อย่างประธานาธิบดี “ปูติน” ซะอีกด้วย ก่อนที่ผู้นำรัสเซียและผู้นำจีนจะมีกำหนดการพบปะหารือกับผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ในระหว่างประชุม “APEC” ที่เมือง “Shenzhen” ประเทศจีน ช่วงวันที่ 18-19 พ.ย.ที่จะถึงนี้ บรรดาความเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านี้...จึงค่อนข้างสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของ “การเจรจา” ว่าน่าจะเป็นทางออก-ทางไป หรือแม้แต่ “ทางรอด” ของโลก ท่ามกลางภาวะที่กำลังเต็มไปด้วยความทรหวลปั่นป่วนคลั่ง อย่างเช่นทุกวันนี้...
อย่างไรก็ดี...สิ่งที่จะกลายมาเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการหาทางออก-ทางไปของโลกในลักษณะทำนองนี้ ก็ใช่ว่าหมดสิ้น แห้งเหือดลงไปก็หาไม่ เพราะอาจต้องรอจนกว่าบรรดาผู้ที่พยายามสร้าง “เงื่อนไข” หรือพวกที่ “กระหายสงคราม” ทั้งหลาย หมดฤทธิ์ หมดเดช หมดเรี่ยว หมดแรงลงไปอย่างเป็นจริง-เป็นจัง...นั่นแล!!! โดยไม่ว่า “การเลือกตั้งอิสราเอล” ในวันอังคารที่ผ่านมา (27 ต.ค.) จะออกมาในรูปไหน? หน้าไหน? แต่อย่างที่ผู้สื่อข่าว “Russia Today” เช่นคุณ “Charlotte Dubenskij” เธอสรุปไว้คร่าวๆ นั่นแหละว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีอย่าง “นายBenjamin Netanyahu” หรือคู่แข่ง “นายGadi Eisenkot” ใครแพ้-ใครชนะ แต่แนวโน้มที่อิสราเอลจะยังคง “โหด-เลว-ถ่อย” ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด น่าจะเป็นไปได้สูงเอามากๆ เพราะไม่เพียงแต่ทั้งคู่จะออกไปทางอำมหิตโหดเหี้ยมไม่น้อยไปกว่ากัน พรรคการเมืองที่มีฐานะเป็น “ตัวแปร” แม้อาจมีอยู่แค่ 7 เสียงก็ตาม เช่น พรรค “RZP” (The Religious Zionist Party) ของ “นายBezael Smotrich” รัฐมนตรีคลังปัจจุบัน ก็ยังคงย้ำแล้ว-ย้ำเล่าที่จะต้องยึดเอาดินแดน “ยูเดียและสะมาเรีย” หรืออาณาเขต “West Bank” ของชาวปาเลสไตน์ แบบเดียวกับที่พยายามยึดดินแดนฉนวนกาซาอยู่ในทุกวันนี้ รวมทั้งยังคิดขยายดินแดนรวบเอาแนวแม่น้ำ “Litani” ของเลบานอนภาคใต้เข้ามาสู่ “The Greater Israel” อย่างไม่คิดจะผันแปรเป็นอื่น...
แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าว่ากันตามบทวิเคราะห์ของสื่อตะวันตกอย่าง “The Daily Telegraph” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แนวโน้มที่จะเกิด “ความล่มสลาย” หรือกระทั่งเกิด “สงครามกลางเมือง” ในอิสราเอลในอนาคตเบื้องหน้า ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย ใครที่สนใจรายละเอียดลองคลิกไปอ่านข้อเขียน บทความเรื่อง “Collapse and Outbreak of Civil war waiting for Israel regime” ที่สำนักข่าว “Press TV” ของอิหร่านเขานำเสนอไปเมื่อวัน-สองวันมานี้ลองดูก็ได้ เพราะ “ปัญหาภายใน” ที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย มันออกจะแก้ยาก แก้เย็น เอามากๆ ไม่ว่าการกระทบกระทั่งระหว่างฝ่ายศาสนากับฝ่ายโลกียะ การคิดเกณฑ์ทหารพวก “Jews Orthodox” ขณะความตึงเครียดในกองทัพใกล้ถึงจุดระเบิดรอมร่อ ความสูญเสียทางการเมือง-เศรษฐกิจจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซาและการทำสงครามกับอิหร่าน ฯลฯ และที่สำคัญก็คือ...ความเสื่อมโทรม ทรุดโทรมของพันธมิตรอเมริกา ที่แม้จะยอมเป็น “สุนัขรับใช้” ที่ซื่อสัตย์เพียงใดก็ตาม แต่ด้วย “ปัญหาเศรษฐกิจ” ที่ทำให้อเมริกาทุกวันนี้แทบเอาตัวไม่รอด ต้องหันไปเจ๊าะแจ๊ะเจรจากับผู้นำจีน-ผู้นำรัสเซีย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น ดังนั้น...โอกาสที่อิสราเอลจะถึงกาล “ล่มสลาย” ไปพร้อมๆ กับ “ความพังทลาย” ของอเมริกาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญเอามากๆ อย่างภูมิภาคตะวันออกกลาง จนอาจ “ถูกลบหายไปจากแผนที่” จึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย!!!


