xs
xsm
sm
md
lg

โลกหลายขั้ว: ระเบียบโลกใหม่และการปรับยุทธศาสตร์ไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
และรมต. อว. ปี 63-66


โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองร้อยปี เป็นการเปลี่ยน แปลงที่ไร้ซึ่งเกราะคุ้มภัยแบบเดิม ผู้นำประ เทศ ผู้นำองค์กร หรือนักยุทธศาสตร์คนใดที่ยังดึงดันกอดตำราเล่มเก่า และบริหารบ้านเมืองด้วยแว่นตาคู่เดิม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องพบกับทางตัน และถูกกระแสธารแห่งยุคสมัยพัดพาให้จมดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว

ทว่า ความปั่นป่วนในระลอกนี้ไม่ได้มีแต่ความมืดมน หากซ่อนไว้ซึ่ง “หน้าต่างแห่งโอกาสครั้งประวัติ ศาสตร์” สิ่งที่เรากำลังเผชิญร่วมกันในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงความผัน ผวนทางเศรษฐกิจชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการเกิด “พิมพ์เขียวระเบียบโลก” ใหม่ ที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมที่เราเคยสมาทานกันมาเนิ่นนาน

หากมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ เราจะพบสัจธรรมว่า ประเทศสยามหรือไทยเรามีเมืองหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ติดทะเลหรือใกล้ทะเลมาตลอด 700 ปี รวมทั้งในปัจจุ บัน ความต่อเนื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นเพราะชนชั้นนำไทยในอดีตทรงเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และความอาจหาญ ที่ยอมเสี่ยงภัยเพื่อแลกกับหน้าต่างแห่งโอกาสในการค้าขาย แลกเปลี่ยน และเรียนรู้กับโลกกว้างเสมอมา

ผู้นำยุคนี้จึงต้องเพียบพร้อมด้วยปัญญาความสามารถ มีความกล้าหาญทางการเมือง และปรารถนาจะนำพาสังคมไทยให้อยู่รอดอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี นี่คือหมุดหมายสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจและ
ไขว่คว้าให้ทันท่วงที

1. ความทันสมัยที่ไม่ผูกขาด: ปลดแอกทางปัญญาสู่ความทันสมัยที่หลากหลาย เป็นเวลากว่าศตวรรษที่แวดวงวิชาการ-การบริหาร ของไทยถูกครอบงำด้วยความเชื่อที่ว่า หากอยากให้มีความ “ทันสมัย” เราจำเป็นต้องลอกเลียนแบบและวิ่งตามวิถีของตะวันตกอย่างเบ็ด เสร็จ ทั้งในการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒน ธรรม ราวกับว่านั่นคือถนนสายเดียวที่มวลมนุษยชาติจำต้องเดิน

แต่ ณ เวลานี้ ประวัติ ศาสตร์ได้ย้อนกลับมาพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ถึงสภาวะ “ความทันสมัยที่หลากหลาย โลกยุคใหม่ปฏิเสธการยอมจำนนต่อโมเดลต้นแบบเพียงหนึ่งเดียวอย่างสิ้นเชิง

อารยธรรมและประชา ชาติต่างๆ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรือง มีวิทยา การขั้นสูง มีเศรษฐกิจที่มั่นคง และมีเสถียร ภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากเหง้า ตัวตน หรือจิตวิญญาณเดิม และที่สำคัญคือไม่ต้องวิ่งตามเงาของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างยอมจำนน

การติดหล่มทางความคิดด้วยการมองโลกผ่านเลนส์แบบเหมาเข่ง หรือการด่วนตัดสินประเทศอื่นว่า “ล้าหลัง” เพียงเพราะเขาไม่ได้ใช้พิมพ์เขียวแบบอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่จีน ย่อมทำให้เส้นทางการทูตและการค้าพังทลายลง การตระหนักรู้ในความหลากหลายนี้จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ เปิดประตูต้อนรับพันธมิตรด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม และเปิดทางให้เราหยั่งรากความเจริญที่งอกงามจากอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างยั่งยืนและภาคภูมิ

2. โลกหลายขั้วและความลุ่มลึกของ "บูรพาภิวัตน์": พลังแห่งการฟื้นคืนอารยธรรม และรากฐานคิดที่ต่างจากตะวันตก

เมื่อโครงสร้างอำนาจโลกเคลื่อนเข้าสู่ยุคหลายขั้วอย่างแท้จริง ซีกโลกทั้งสองฝั่งต่างไม่ได้เป็นก้อนเดี่ยวตายตัวอย่างที่ตาเห็น:

* รากฐานอันคับแคบของอารยธรรมตะวันตก: หากเราต้องการเข้าใจพลวัตของโลกยุคใหม่ เราต้องกล้าที่จะมองย้อนกลับไปชำแหละรากฐานวิธีคิดของตะวันตกนับแต่ยุคออกท่องมหาสมุทรโลกจนถึงยุคล่าอาณา นิคม ซึ่งเป็นกระบวนการที่หล่อหลอมให้พวกเขายึดมั่นและ เชิดชูบูชาแต่ปัจเจกนิยม ผลักดันการแข่ง ขันที่เอาประโยชน์ส่วนตนและผลกำไรเป็นที่ตั้ง ตัดขาดและ แยกศีลธรรมจริยธรรมออกจากวิชาการและการศึกษา (ทำให้ความรู้กลายเป็นเครื่องมือทางเทคนิคอย่างไร้จิตวิญญาณ) พร้อมทั้งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการ ดูเบาและด้อยค่าอารยธรรมอื่นๆ ว่าล้าหลังป่าเถื่อน จำ "ดัด แปลง" ให้เป็นแบบตน

* ความเปราะบางของฝั่งตะวันตก: ภายใต้เครือข่ายพันธมิตรดั้งเดิม วิกฤตการเมืองภายใน กระแสชาตินิยม ความแตกต่างทางผลประโยชน์เศรษฐกิจ และระดับความเข้มข้นในการดำเนินนโยบายลดความเสี่ยงที่เหลื่อมล้ำกัน ทำให้สหรัฐ อเมริกาและสหภาพยุโรปไม่ได้มีมุมมองต่อโลกในทิศทางเดียวกันเสมอไป เอกภาพของตะวันตกในวันนี้จึงมีความยืดหยุ่นและเหนียวแน่นน้อยลงกว่าในอดีตกาล

* พลวัตอันทรงพลังของ "บูรพาภิวัตน์": ตรงกันข้ามกับซีกโลกตะวันตก กระบวนการที่ซีกโลกตะวันออก (ทั้งจีน อินเดีย บราซิล ตุรกี อียิปต์ อาเซียน ตะวันออกกลาง อิหร่าน และประชาคมอื่นๆ) กลับมาเข้มแข็ง รุ่งเรือง และก้าวหน้าขึ้นในทุกวันนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “บูรพาภิวัตน์” ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการฟื้นความรุ่งเรืองทางอารยธรรม ภูมิ ปัญญา และวิทยาการที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ซึ่งให้คุณค่ากับความกลมกลืนของเก่ากับใหม่ การพึ่งพาอาศัยกัน และการหลอมรวมศีลธรรมเข้ากับองค์ความรู้

* อิสรภาพและการปฏิเสธการครอบงำเบ็ดเสร็จ: สิ่งที่เราเรียกว่า “บูรพาภิวัตน์” นี้ เราต้องไม่ยอมเด็ดขาดให้ใคร—รวมถึงประเทศจีน—ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าโลกหรือเป็นเจ้าอาณานิคมในรูปแบบที่ตะวันตกเคยทำมาในอดีต บ่อยครั้งที่ประเทศในซีกโลกตะวันออกมีความขัดแย้งและผลประโยชน์ทับซ้อนกันเองอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จึงเป็นการร่วมมือเฉพาะกิจตามวาระ ที่เต็มไปด้วยแรงเหวี่ยงกระจัดกระจายของอำนาจ เทคโน โลยี และห่วงโซ่อุปาทาน อย่างอิสระเสรี ปราศจากการครอบงำจากมหา อำนาจใดเพียงผู้เดียว

สิ่งที่ไทยมี โลกโหยหา:

ท่ามกลางความผัน ผวนและความซับซ้อนของระเบียบโลกใหม่ ประเทศไทยไม่ได้เดินเข้าสู่สนามนี้ด้วยมือเปล่า แต่เรามี "ฐานทุนและข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์" อันล้ำค่าที่พร้อมระเบิดพลังขับเคลื่อน:

* ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืด หยุ่นและเสรี: มรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าจากการไม่เคยเป็นอาณานิคม มอบภูมิคุ้มกันและอิสระทางปัญญาให้ไทยสามารถคบหากับทุกขั้วอำนาจได้อย่างสง่างาม พร้อมทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" และสนามกลางแห่งการเจรจา

* ความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ :
ศักยภาพแข็งแกร่งด้านการเกษตร การผลิตอาหารปลอดภัย อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) และภูมิปัญญา "อาหารเป็นยา" ตอบโจทย์วิกฤตคอขวดที่โลกกำลังเผชิญอย่างตรงจุด

* ระบบสาธารณสุขและชีวิตที่มีสุขภาพระดับโลก (Health & Wellness Hub): เรามีระบบสุขภาพที่มีฐานยอดเยี่ยม มีบุคลากรการแพทย์เปี่ยมฝีมือ ผสานเข้ากับทุนทางวัฒนธรรมและความพรั่งพร้อมทางจิตใจและจิตวิญญาณ หล่อหลอมให้ไทยเป็น "พื้น ที่พักพิงทางจิตใจและร่างกาย" ที่ผู้คนทั่วโลกโหยหา

4. ยุทธศาสตร์การต่างประเทศยุคใหม่: ก้าวข้ามความงมงาย สมาฉันท์รอบทิศทาง และการผนึกกำลังกับชาติอำนาจระดับกลาง

จากสัจธรรมที่ว่าโลกไม่ได้มีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว ยุทธศาสตร์ของชาติจึงต้องก้าวข้ามการเลือกข้างแบบสุดโต่งอย่างไร้ทิศทาง เราไม่ได้ดำเนินนโย บายเพื่อให้ตะวันออกเผชิญหน้ากับตะวันตก และไม่ได้ดำเนินการทูตแบบให้ไทยและอาเซียนต้องหนุนจีนฝ่ายเดียวหรือสหรัฐ อเมริกาฝ่ายเดียว

ในโลกยุคหลายขั้วอันเชี่ยวกรากนี้ พวกที่โปรจีนไม่ลืมหูลืมตากับพวกที่โปรอเมริกาหรือโปรตะวันตกไม่ลืมหูลืมตา ย่อมพบกับความผิดพลาด ล้มเหลว และพังทลายอย่างแน่นอน ผู้นำและนักยุทธศาสตร์ต้องตื่นรู้ หลุดพ้นจากอคติ และเดินเกมด้วยยุทธ ศาสตร์ที่มีความยืด หยุ่นและเด็ดเดี่ยวขั้นสูง:

* หลักการอันเด็ดเดี่ยวในเรื่องอธิปไตย: หากสหรัฐอเมริกาและ/หรือจีนขอตั้งฐานทัพ สนามบิน หรือท่าเรือสำหรับรบ เราต้อง "อย่าให้เด็ดขาด" และหากหนึ่งในสองมหาอำนาจนี้ชวนเราเป็นพันธมิตรพิเศษเพื่อไปรบหรือห้ำหั่นกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง เรายิ่งต้อง "อย่าไปเป็นอันขาด" เช่นกัน

* การทวงคืนความเท่าเทียมในเวทีระหว่างประเทศ: อย่ายอมให้สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกามา "เลคเชอร์" หรือ "สั่งสอน" เราง่ายๆ อีกต่อไป ความสัมพันธ์เรากับเขาต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งของความเท่าเทียมกันมากขึ้น

* การเปิดรับมิตรภาพรอบทิศทางและอารย ธรรมยิ่งใหญ่: เริ่มคบหากับอิหร่านและรัสเซียมากขึ้น ร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายการคบหาไปยังทวีปแอฟ ริกา เอเชียใต้ และละตินอเมริกา คบหากับกลุ่มชาติมหา อำนาจระดับกลางในทุกทวีป

โดยเฉพาะตุรกี อียิปต์ และอิหร่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นอารยธรรมดั้งเดิมแบบเรา ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราด้วยซ้ำ ล้วนทรงคุณค่าและต้องคบหาเอาไว้

* การทูตข้ามขั้วและจับมือกับชาติมหา อำนาจระดับกลาง (Middle Powers Diplomacy): ไทยและอาเซียนต้อง "ข้ามขั้ว" ความขัดแย้งของสองยักษ์ใหญ่ โดยเดินเกมรุกสร้างความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับชาติมหาอำนาจระดับกลาง ทั้งในเอเชียและยุโรป (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย หรือกลุ่มประเทศยุโรปที่มีบทบาทสร้างสรรค์) เพื่อสถาปนา "พลังที่สาม" ในการคานอำนาจ รักษากฎกติการะหว่างประเทศ และค้ำจุนเสถียรภาพโลกที่ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร

* การทูตรอบทิศทางและการบูรณาการภายใน: ทุกกระทรวงต้องทำงานต่างประ เทศอย่างแข็งขัน มียุทธศาสตร์การต่างประเทศเฉพาะของกระทรวง แต่ประสานและแจ้งกระทรวงการต่างประเทศ ผสานพลังอย่างไร้รอยต่อของกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณสุข เกษตรฯ และ อุดม ศึกษา ฯ มหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคเอกชนและประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ การทูตสาธารณสุข และการทูตวัฒนธรรม เพื่อถักทอเครือข่ายมิตรภาพรอบทิศทาง บนฐาน รากที่พึ่งตนเองได้

บทสรุป: สู่อนาคตที่รุ่งเรืองด้วยมือของเราเอง

ปลายทางของการประสานพลังทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การแบ่งแยกโลกเป็นขาวกับดำ หรือการไหลตามกระแสลมเพลมพัดอย่างไร้สติ หากแต่เป็นการเลือก สรร หลอมรวมจุดแข็ง และประสานประโยชน์ร่วมกับชาติอำนาจระดับกลางทั่วโลกด้วยความตื่นรู้
ต่อหน้าทางแพร่ง ต่อหน้าวิกฤตภูมิรัฐ ศาสตร์ ต่อหน้าทางแยกทางภูมิอารย ธรรม ภูมิวัฒนธรรม ภูมิเศรษฐกิจ เราต้องไม่กลัว ไม่ท้อ ไม่เอา แต่ระวังตัว หากแต่ต้องกระตือรือร้นเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสใหม่ๆ

เราต้องตระหนักด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของไทย การเปลี่ยน แปลงทางภูมิยุทธ ศาสตร์และเศรษฐกิจใหม่นี้ เป็นเรื่องที่สยามหรือไทยทำมาได้ดีมานานมากแล้ว

นี่คือช่วงเวลาแห่งความหวังและโอกาสที่ประเทศไทยจะลุกขึ้นยืนอย่างเต็มความภาคภูมิ การก้าวให้ทันโลกศตวรรษที่ 21 คือ "การโอบรับและรู้เท่าทันต่อระเบียบโลกหลายขั้วภายใต้ยุคบูรพาภิวัตน์" บนฐานคิดอันเป็นอิสระทางปัญ ญา ไร้ความงมงายและความกลัว ผู้นำ นักยุทธศาสตร์ และผู้ปฏิบัติงานในทุกภาคส่วนของไทยจำต้องยืนอย่างสง่างาม มีความยืดหยุ่น พร้อมเรียนรู้วิทยาการจากโลกกว้าง และดึงพลังจากรากเหง้าของเราออกมา