ดร.อ้อ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ สส.บัญชีรายชื่อพูดถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน โดยสรุปว่าคือ “โง่ห่วยเลว” เธอบอกว่า สามอย่างนี้ที่เรากำลังจะดูลงไปให้ลึกว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้เหมาะสมในการบริหารประเทศหรือไม่
ความแซ่บของ ดร.อ้อได้ถูกตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ โดยย้อนถามว่าหัวข้อดังกล่าวพูดถึงรัฐบาลหรือสะท้อนตัวคนพูดเองกันแน่
ศุภชัย ใจสมุทร ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยบอกให้หันกลับไปดูแผลเก่าและประวัติศาสตร์ของพรรคตนเอง ก่อนที่จะไปเที่ยวชี้หน้าด่าคนอื่น พร้อมทั้งขุดประเด็นทางประวัติศาสตร์การเมืองในอดีตมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์
ดร.อ้อตอบโต้กลับว่ามันเป็นวิถีปกติและอุปนิสัยของหลายคนในพรรคท่าน คือ ใครถามมาต้องด่ากลับก่อน ก่อนที่จะติดกับดักหัวข้อข่าวแทงใจ “ง. ห. ล.” อยากชวนให้ฟังและอ่านให้ครบก่อนนิสัยแก้ไม่หายของตนคือเมื่อต้องวิจัยค้นข้อมูลจะตั้งคำถามวิจัยและกรอบแนวคิดก่อนซึ่งก็คือสามข้อนี้
ข้อแรกขีดความสามารถหรือระดับสติปัญญาของทีมบริหารบางคนมีศักยภาพพอจะนำประเทศในโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้หรือไม่ ข้อสองมีความสามารถในการบริหารจัดการรับมือวิกฤตภัยพิบัติและปัญหาประชาชนเพียงพอหรือไม่ และข้อสามเรื่องจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการทุจริตคอร์รัปชันที่สังคมยังคลางแคลงใจมีคำอธิบายแล้วหรือยัง
สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยตอบโต้ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตเคยยิ่งใหญ่แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนนิยมตกต่ำลงเรื่อยๆ จากพรรคที่เคยมี สส.เกินร้อยเหลือเพียงหลักสิบ เนื่องจากประชาชนเสื่อมศรัทธา
ผมคิดว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยพูดเรื่องความตกต่ำของประชาธิปัตย์เป็นความจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคำตอบที่จะอธิบายข้อกล่าวหาเรื่อง “โง่ห่วยเลว” ได้
ประชาธิปัตย์เคยทำอะไรผิดก็ต้องตอบในส่วนของตัวเอง แต่ความผิดพลาดของประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำให้รัฐบาลอนุทินมีความสามารถมากขึ้น และการมี สส.มากกว่าก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะบริหารประเทศได้ดีกว่าหรือมีความสุจริตมากกว่า
ไม่รู้หรอกครับว่าเนื้อหาที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านหยิบมาอภิปรายจะเป็นอย่างไรมีหลักฐานหนักแน่นแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้จะบอกได้อย่างไรว่ารัฐบาลอนุทินไม่ได้ “โง่ห่วยเลว” แต่ “ฉลาดเก่งดี” เพราะยังมองไม่เห็นสิ่งนั้นจริงๆ
เพราะถึงตอนนี้ความนิยมในตัวอนุทินก็ตกลงมาเรื่อยๆ จากการสำรวจของนิด้าโพลคนที่สนับสนุนให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีลดลงจาก 29.40% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เหลือ 21.68% ในไตรมาสที่สอง และ 13.76% ในไตรมาสที่สามเท่ากับลดลงเกินครึ่งจากไตรมาสแรก
แม้ว่าคะแนนนิยมไม่ได้พิสูจน์ว่าใคร “โง่ห่วยเลว” แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยหยิบความเสื่อมศรัทธาของประชาธิปัตย์ขึ้นมาพูดก็ควรหันกลับมาดูด้วยว่า ทำไมความนิยมในตัวอนุทินจึงลดลงเร็วขนาดนี้
ใช่ไหมว่าเรายังมองไม่เห็นเลยว่าอนุทินมีวิสัยทัศน์อะไรบ้างที่จะนำพาประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตเศรษฐกิจนอกจากทำให้เห็นภาพว่าเป็นคนง่ายๆ นั่งกินข้าวข้างถนน ชอบร้องรำทำเพลงและเล่นดนตรียังมองหาความ “ฉลาดเก่งและดี” ในการบริหารประเทศไม่เจอ
ใครเคยฟังคำพูดของอนุทินแล้วรู้สึกประทับใจ และเชื่อมั่นได้บ้างว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าด้วยความหลักแหลมและวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม
รวมทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ยังไม่เห็นความสามารถ โดยเฉพาะความพยายามแข่งกันขยันของบรรดารัฐมนตรีลูกเทพ จนคนจำนวนไม่น้อยหวั่นวิตกต่อความขยันเหล่านั้นเพราะไม่มั่นใจว่าความรู้ความสามารถของบรรดาลูกเทพเข้าข่ายสามข้อที่ดร.อ้อนิยามหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ก็เป็นความขยันที่น่าวิตกมากกว่าเป็นผลดี
ผมมองว่าตอนนี้รัฐบาลอนุทินเชื่อมั่นว่าพวกเขาได้รับการหนุนหลังจากชนชั้นนำเพื่อรับมือกับฝ่ายการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อระบอบ และรูปแบบของรัฐจึงจะสามารถเป็นรัฐบาลได้ยาวและยึดครองฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระได้อย่างเบ็ดเสร็จเหลือเพียงฝ่ายตุลาการที่ยังไม่สามารถครอบงำได้
สิ่งที่เราเห็นรัฐบาลชุดนี้ทำก็คือ วางกำลังข้าราชการที่เป็นมือไม้ของฝ่ายตัวเองในตำแหน่งสำคัญเพื่อสร้างฐานอำนาจโดยไม่สนใจระบบคุณธรรมและความเหมาะสม จนเกิดคำถามว่าคนของฝ่ายสีน้ำเงินเท่านั้นหรือที่จะเติบโตในชีวิตราชการเพื่อปูทางการอยู่ในอำนาจระยะยาว
ในวงการธุรกิจรู้กันว่าการประมูลงานภาครัฐนั้นต้องวิ่งเข้าหาใครไม่เช่นนั้นแล้วยากมากที่จะได้งาน หรือถ้าได้ก็ต้องแบ่งให้เครือข่ายสีน้ำเงินได้ประโยชน์ด้วยโดยเฉพาะ “บอย” กับ “บี” ที่ขยายปีกเข้าไปในวงงานราชการเกือบทุกภาคส่วน
ถ้าพูดถึงความเลวร้ายของยุคสมัยเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริตสอบเข้าทำงานในระบบราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีรายงานประเมินความเสียหายหลายพันล้านบาท กระทรวงมหาดไทยเองก็เปิดเผยว่าพบคะแนนผิดปกติถึง 5,924 คน จนต้องยกเลิกบัญชีเดิมและจัดลำดับใหม่
ขบวนการใหญ่ขนาดนี้ทำกันได้อย่างไรใครเปิดทางใครได้รับประโยชน์และมีนักการเมืองคนไหนหนุนหลังหรือไม่ เรื่องนี้จะจบแค่ข้าราชการกับคนรับจ้างแก้ข้อสอบแบบที่ ป.ป.ช.สรุปเท่านั้นหรือ แล้วอนุทินซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะรับผิดชอบอย่างไร
ยังมีเรื่องการหาประโยชน์จากวิกฤตพลังงานและข้อกล่าวหาเรื่องกักตุนน้ำมันที่ถึงตอนนี้รัฐบาลควรบอกให้ชัดว่าการสอบสวนไปถึงไหนแล้ว ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์และเอาผิดกับใครได้บ้าง รวมถึงเรื่องฮั้ว สว.ถ้าไม่จริงคงไม่สามารถกดรีโมตสภาสูงได้
และเรื่องอื้อฉาว TH-AI Passport ที่มีคำถามเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างประสิทธิภาพและความคุ้มค่ารัฐบาลต้องตอบด้วยตัวเลขว่ามีคนใช้งานจริงเท่าไร และประชาชนได้อะไรคุ้มกับเงินที่จ่ายไป ไม่ใช่แค่บอกว่าเป็นโครงการที่จะพาประเทศเข้าสู่ยุคเอไอ
ส่วนประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติที่ถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวก็ต้องตอบว่าเตือนประชาชนทันหรือไม่ ความช่วยเหลือไปถึงทันเวลาหรือไม่ และลดความสูญเสียได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่วัดกันเพียงว่ารัฐมนตรีคนไหนลงพื้นที่บ่อยหรือมีภาพออกข่าวมากกว่าใคร
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลอนุทินจะสลัดข้อกล่าวหาของดร.อ้อที่ว่า “โง่ห่วยเลว” แล้วทำให้คนเชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ “ฉลาดเก่งดี” ได้อย่างไร
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


