xs
xsm
sm
md
lg

มหาเทวีตรีเทพ เทพีแห่งตำนานเทพนิยาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet


หากจะกล่าวถึง มหาเทวีหรือเทพเจ้าฝ่ายสตรี ที่ปรากฏอยู่ในเทพนิยายของอินเดีย จะพบว่ามีจำนวนน้อยกว่าเทพเจ้าฝ่ายบุรุษอยู่เป็นอันมาก ซึ่งก็คล้ายคลึงกับเทพนิยายบรรพกาลของชนชาติเก่าแก่อีกหลายตำนาน ที่มีเทพเจ้าฝ่ายชายเป็นมหาเทพ และมีเทพบุรุษเพศทรงมหิทธานุภาพเปี่ยมด้วยฤทธิ์เดชต่าง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าเทพเจ้าฝ่ายสตรีนั้นจะไม่มีความสำคัญเสียเลย โดยเทพเจ้าฝ่ายหญิงที่มีบทบาทมากที่สุดในตำนานเทพนิยายอินเดียนั้นจะมีอยู่ ๓ พระองค์ คือ พระลักษมี พระสรัสวตี และพระอุมาเทวี ซึ่งทั้งสามพระองค์ถือได้ว่าเป็น มหาเทวีตรีเทพ ผู้เป็นชายาของมหาเทพสูงสุดของฝ่ายพราหมณ์ทั้ง ๓ พระองค์

๑.พระลักษมี ในคัมภีร์พระเวทยุคแรกๆ คำว่า “ลักษมี” มีความหมายถึง โชคดี ไม่มีอุปสรรค แต่ครั้นเมื่อมาถึงยุคที่ไวษณพนิกายรุ่งเรืองเฟื่องฟู พระลักษมีได้กลายมาเป็นพระชายาของพระวิษณุ รวมถึงยังกลายมาเป็นเทพีแห่งโชคลาภด้วย จนในเวลาต่อมาเมื่อถึงยุครามาวตารพระนางได้กลายมาเป็นนางสีดา ผู้เป็นชายาของพระราม และยุคกฤษณาวตารได้กลับกลายมาเป็นนางรุกมิณี ผู้เป็นชายาพระกฤษณะ ซึ่งก็เป็นการอวตารลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ตามพระนารายณ์ผู้เป็นพระสวามีนั่นเอง โดยตำแหน่งแห่งที่ของพระลักษมีนั้น จะมีบทบาทที่สำคัญอยู่ไม่น้อยในเทพนิยายอินเดีย

เรื่องราวของพระลักษมีจะมีปรากฏอยู่ในหลายคัมภีร์ด้วยกัน เช่น คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์อาถรรพ์เวท คัมภีร์ศตปถพราหมณะ คัมภีร์วิษณุปุราณะ และมหากาพย์รามายณะรวมถึงรามเกียรติ์ของไทย อีกทั้งคัมภีร์ไตต์ติรียสันหวายังกล่าวเรียกพระนางอีกพระนามหนึ่งว่า ศรี (บางตำรากลับแยกออกเป็นมเหสีอีกพระองค์หนึ่งของพระนารายณ์) ผู้เป็นพระแม่แห่งความงาม นับถือกันว่าเป็นตัวอย่างต้นแบบของนางที่งดงามทั้งรูป และกิริยามารยาท มีวาจาอันไพเราะเย้ายวนเสน่ห์ เป็นผู้นำมาซึ่งโชคลาภความเจริญความมั่นคงในทุกประการ เป็นมหาเทวีเทพนารีผู้มีน้ำพระหฤทัยเมตตาปราณีเป็นอาจิณ ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกกันว่า “พระภควดี” อีกทั้งพระนางยังเป็นมารดาของพระกามเทพด้วย พระลักษมีเทวีนั้นจะมีรูปกายสีทอง ทรงฉลองพระองค์สีเหลือง มีทั้ง ๒ พระกร และ ๔ พระกร ประทับนั่งใกล้ชิดกับพระสวามีบนพระแท่น หรือยืนอยู่บนดอกบัว โดยมีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า พระองค์เป็นมหาเทวีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเหล่าบรรดาสตรีในทุกชนชั้น


๒. พระสรัสวตี (สรัสวดี) ผู้เป็นพระพระชายาของพระพรหม เป็นมหาเทวีแห่งลำน้ำในคัมภีร์พระเวท ต่อมาในภายหลังยังได้รับเลื่อนฐานะให้เป็นเทพีแห่งวาจาและการศึกษา จากการได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นภาษาสันสกฤตและอักษรเทวนาคี ตลอดจนเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปวิทยาการทั้งหลาย ในภาษาฮินดีจึงมีคำพังเพยที่น่าคิดน่าสนใจว่า “สถานที่ใดที่มีพระลักษมีไปอยู่ สถานที่นั้นพระสรัสวดีมักจะไม่อยู่” ซึ่งมีความหมายสะท้อนถึงว่า คนที่เป็นปราชญ์มักจะขาดแคลนทรัพย์ หรือก็คือความเป็นปราชญ์กับความมั่งมีทรัพย์มักจะไปด้วยกันไม่ได้ พระสรัสวดีเทวีจะมีสี่กร พระหัตถ์ข้างหนึ่งทรงพิณหรือวีณาเครื่องดนตรีประจำพระองค์ อีกข้างหนึ่งจะทรงคัมภีร์ และทรงหงส์หรือนกยูงเป็นพาหนะ

มหากาพย์มหาภารตะกล่าวถึงพระสรัสวตีว่าเป็นผู้ให้กำเนิดน้ำอันบริสุทธิ์ เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นดินให้ความชุ่มชื้นเพื่อความผาสุก ให้ความสมบูรณ์แก่พันธุ์รุกขชาติและสรรพสัตว์ ในยุคปุราณะกล่าวว่า เมื่อพระพรหมกำเนิดขึ้นแล้ว มีพระประสงค์ที่จะสร้างมนุษย์ สตรี เทวดา อสูร พืชพันธุ์ต่างๆในโลก จึงได้สร้างเทวีขึ้นมาหนึ่งองค์มีนามว่า “ศตะรูปา” ซึ่งก็คือองค์พระสรัสวตีหรือเรียกอย่างไทยว่าพระสรัสวดี แต่ในบางตำรายังกล่าวว่า พระสรัสวดีเคยเป็นพระมเหสีของพระวิษณุร่วมพระสวามีกับพระลักษมี และพระคงคาด้วย ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้อาจมีนัยยะถึงว่า พระสรัสวดีนั้นถือตนว่าเป็นผู้มีวิชาความรู้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพระมเหสีองค์อื่น พระวิษณุเห็นทีไม่ได้การ จึงได้แยกพระสรัสวดีออกโดยประทานให้ไปเป็นพระชายาของพระพรหมาแทน รวมถึงพระคงคาด้วยที่พระวิษณุยกให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ คงเหลือไว้แต่พระลักษมีแต่เพียงองค์เดียว


๓. พระอุมาเทวี ผู้เป็นมเหสีเอกของพระศิวะ ในมหากาพย์รามายณะกล่าวถึงแต่ผิวเผินไม่ได้เน้นเรื่องของพระนางแต่อย่างใด อาจเนื่องมาจากเป็นเรื่องราวของพระนารายณ์ไม่ใช่เรื่องของพระศิวะ จึงต้องมีความเกี่ยวพันกับพระลักษมีเป็นหลักใหญ่ แต่ในมหาภารตะพระอุมาเทวีถูกกล่าวถึงในฐานะชายาของพระศิวะมหาเทพ ผู้ประทานอาวุธวิเศษให้แก่อรชุน และในช่วงที่มีบทสนทนาหลักธรรมร่วมกับพระศิวะ โดยเรื่องราวของพระแม่นั้น จะมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์สำคัญๆ เช่น คัมภีร์ศิวะปุราณะที่กล่าวถึงประวัติตำนานของพระศิวะ ทั้งการเกิดการบำเพ็ญตบะ รวมถึงพิธีเสกสมรสระหว่างพระศิวะกับพระนางปารวตีซึ่งก็คือพระอุมาเทวี ส่วนในเทวีภควัตปุราณะจะเป็นอีกหนึ่งคัมภีร์ที่ยกย่องพระมหาเทวีศักติในฐานะที่เป็นพระมารดาแห่งจักรวาล ซึ่งเล่าถึงการอวตาร และปางต่าง ๆ ของพระแม่อุมาทั้งปางพระแม่ทุรคาและพระแม่กาลีด้วย


พระปารวตีเทวีจะเป็นปางแห่งพระชายาผู้ซื่อสัตย์ คำว่า “ปารวตี” แปลตามศัพท์ได้ว่า เกิดจากบรรพตหรือภูเขาในที่นี้จึงหมายถึงธิดาแห่งหิมาลัยเทพ ส่วนปางทุรคาเทวี จะถือเป็นปางพระแม่เจ้าแห่งการรณรงค์สงคราม เช่นเดียวกับPallas Athenaของกรีกโบราณซึ่งทุรคาเทวีจะมีสิบกร ในพระหัตถ์ทั้งสิบจะทรงอาวุธ อันเป็นเครื่องประหัตประหาร ทรงเสือเป็นพาหนะ จึงได้รับการบูชาเป็นพระแม่เจ้าผู้พิชิตความชั่วร้าย และมีลัทธิการบูชาพระทุรคาปางนี้อย่างแพร่หลาย ถึงกับมีเทศกาลสำคัญให้หยุดงานที่ยาวนานที่สุดในแคว้นเบ็งกอล 

โดยอีกปางหนึ่งที่สำคัญก็คือ กาลีเทวีหรือมักจะเรียกกันว่า”เจ้าแม่กาลี” องค์พระแม่จะมีร่างกายสีดำสนิท มีสี่กร ทรงดาบหิ้วศีรษะคน แลบชิวหายาวสีแดง มีพวงศีรษะคนคล้องพระศอ ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าแม่กาลีนี้จะชอบรับเครื่องสังเวย ที่เทวาลัยกาลีเทวี เมืองกัลกัตตา จึงมักจะมีผู้นำแพะมาสังเวยอยู่ตลอดในทุก ๆ วัน อีกทั้งในเทพนิยายของฮินดูการร่ายรำของกาลีเทวีเพื่อฉลองชัย จัดว่าเป็นการร่ายรำที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

จากเรื่องราวความเชื่อและศรัทธา ในอิทธิคุณของมหาเทวีทั้งสามพระองค์ที่ได้กล่าวมานั้น ได้สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจอันสำคัญให้กับ Artmulet จนนำมาสู่การรังสรรค์ผลงานประติมากรรมแห่งศรัทธามาแล้ว ทั้งสามพระแม่สามปางมหาเทวี ดังเช่นผลงาน พระแม่ลักษมีมหาเทวีนารายณี พระสรัสวดีมหาเทวีมยุร และมหาเทวีอุมาคเณศวรราชสีห์ ซึ่งพระแม่เจ้าทั้ง ๓ ปางนี้ ถือเป็นองค์มหาเทวีตรีเทพผู้เป็นใหญ่ในเทพเจ้าฝ่ายสตรีอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ก็เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป