“ ความสำเร็จที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องค่อย ๆ บ่มเพาะสั่งสม
และเสริมสร้างให้เข้มแข็งตามกาลเวลา”
“ Benefits and positive outcomes do not arise on their own. Rather, they must be gradually cultivated, accumulated, and strengthened over time.”
ในการประชุมใหญ่ประจำปี ของทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF - World Bank 2026 ) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวปิดการประชุมใหญ่ครั้งนี้
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เธอได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ข้างต้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการกล่าวปิดท้าย โดยเชื่อมโยงพระราชดำรัสเข้ากับภารกิจของ IMF ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก
น่าสนใจมากว่าการนำพระบรมราโชวาท มาเผยแพร่บนเวทีนานาชาติ ได้สะท้อนหลักคิดสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคน การบริหารองค์กร การสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนอย่างไร
เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นว่าใจความสำคัญสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่หลายประการ ทั้งการคิดเชิงระบบ การสร้างขีดความสามารถขององค์กร การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างผลลัพธ์ระยะยาว
Georgieva ยังเน้นว่า การยกระดับชีวิตของผู้คนต้องอาศัยเวลา ความเพียรพยายาม และการทำงานร่วมกัน
โดยที่IMF ไม่ได้มีภารกิจเพียงดูแลเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ แต่ยังทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจด้วย
ภารกิจเหล่านี้ไม่อาจสำเร็จด้วยมาตรการเพียงครั้งเดียว เพราะต้องอาศัยทั้งนโยบายที่เหมาะสม การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่างประเทศ
พระบรมราโชวาทดังกล่าวจึงเป็นหลักคิดที่สอดคล้องกับความท้าทายของการบริหารในระดับโลกอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญก็คือ ความสำเร็จที่ยั่งยืนต้องสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ ไม่ใช่รอคอยให้เกิดขึ้นเอง
ถอดรหัสความหมายสำคัญ 3 ประการ
หัวใจของข้อความดังกล่าว สามารถนำมาพัฒนาเป็นแนวคิดเพื่อการบริหารได้ 3 ขั้นตอน ได้แก่
Cultivate → Accumulate → Strengthen
บ่มเพาะ → สั่งสม → เสริมสร้างให้เข้มแข็ง
ทั้ง 3 ขั้นตอนเกี่ยวเนื่องกัน แต่ละขั้นตอนมีความหมายและวิธีปฏิบัติที่ต่างกัน
ขั้นที่ 1 CULTIVATE — บ่มเพาะสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นการบ่มเพาะ หมายถึง การสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเติบโต โดยเริ่มจากการวางรากฐานที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว การทำงาน หรือการบริหารองค์กร สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น
การบริหารชีวิต
* บ่มเพาะนิสัยรักการเรียนรู้
* ฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่
* สร้างวินัยในการใช้เวลา
* เรียนรู้ที่จะรับฟังและเข้าใจผู้อื่น
การบริหารคน
* สร้างวัฒนธรรมที่ให้คนเรียนรู้จากความผิดพลาด
* สนับสนุนให้พนักงานกล้าเสนอความคิดเห็น
* พัฒนาผู้นำให้รู้จักตั้งคำถามและรับฟัง
* สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้บริหารกับทีมงาน
การบริหารธุรกิจ
* บ่มเพาะความเข้าใจลูกค้า
* สร้างมาตรฐานคุณภาพ
* ปลูกฝังจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
* พัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรม
ขั้นที่ 2 ACCUMULATE — สั่งสมสิ่งดีให้กลายเป็นทุน
การเริ่มต้นสิ่งที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ แต่การทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นความสามารถที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งสำคัญ
ความรู้ที่เรียนรู้ในแต่ละวัน ประสบการณ์จากการทำงาน ความสัมพันธ์ที่สร้างด้วยความจริงใจ และความไว้วางใจที่ได้รับจากผู้อื่น ล้วนเป็นสิ่งที่สั่งสมจนกลายเป็นทุนในระยะยาวได้
ข้อคิด: ความสำเร็จครั้งเดียวอาจสร้างชื่อเสียง แต่การทำสิ่งที่ดีอย่างสม่ำเสมอจะสร้างความน่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 3 STRENGTHEN — เสริมสร้างให้เข้มแข็งและยั่งยืน
การบ่มเพาะและสั่งสมเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ยังต้องมีการเสริมสร้างให้สิ่งที่ดีสามารถดำรงอยู่ รับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเติบโตต่อไปได้
การเสริมสร้างไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่หมายถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ ปรับปรุงสิ่งที่ยังไม่ดี และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับปัญหาใหม่
ตัวอย่างที่ 1: การพัฒนาตนเอง
สมมติว่าบุคคลหนึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานเป็นอย่างดี แต่เมื่อเทคโนโลยีและวิธีการทำงานเปลี่ยนแปลงไป เขายังคงยึดติดกับความสำเร็จในอดีต
ความสามารถเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคต
การเสริมสร้างความเข้มแข็งจึงอาจหมายถึงการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ การเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และการปรับวิธีทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์
ตัวอย่างที่ 2: การบริหารองค์กร
บริษัทที่มีระบบควบคุมคุณภาพดีอยู่แล้ว อาจดำเนินการต่อยอดโดย
* วิเคราะห์ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ
* ปรับปรุงกระบวนการทำงาน
* ฝึกอบรมพนักงานให้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
* สร้างระบบติดตามผล
* นำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ
ข้อคิด: ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ใช่การรักษาสภาพเดิมไว้ตลอดไป แต่คือการรักษาสิ่งที่ดี พร้อมพัฒนาตัวเองให้เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
การเชื่อมโยงพระบรมราโชวาทกับแนวคิด ESG และความยั่งยืน
ในมุมของการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืน ผมเห็นว่าข้อความนี้สามารถนำมาใช้เป็นกรอบคิดสำคัญในการอธิบายว่า เหตุใด ESG จึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการจัดทำรายงานหรือกิจกรรมเพื่อสังคม
ESG ที่สร้างคุณค่าระยะยาวจำเป็นต้องฝังอยู่ในกระบวนการบริหาร การตัดสินใจ และการดำเนินธุรกิจ
ตัวอย่าง: บริษัทต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขั้นที่ 1 บ่มเพาะ
* สร้างความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
* ตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
* ระบุแหล่งการปล่อยที่สำคัญ
* กำหนดเป้าหมายและความรับผิดชอบ
ขั้นที่ 2 สั่งสม
* ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
* พัฒนาทักษะของทีมงาน
* เก็บข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
* ขยายโครงการที่มีผลลัพธ์ดี
ขั้นที่ 3 เสริมสร้าง
* ปรับปรุงเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต
* บูรณาการเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ
* พัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบข้อมูล
* ทบทวนเป้าหมายให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและความสามารถในการดำเนินงาน
สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่หยุดอยู่ที่การทำกิจกรรมให้ครบหรือการประกาศเป้าหมาย แต่ต้องติดตามว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
ตัวชี้วัดอาจครอบคลุมทั้งปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต ต้นทุนพลังงาน คุณภาพข้อมูล และความคืบหน้าของการลงทุน
ทั้งนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องประเมินตามข้อมูลและขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ควรสรุปว่ากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้แล้ว หากยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
จาก Output สู่ Outcome และ Impact
อีกกรอบหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจหลักคิดนี้ได้ดีคือ
Output = สิ่งที่ทำหรือผลิตได้ เช่น พนักงานผ่านการอบรม
Outcome = เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเปลี่ยนพฤติกรรม
Impact = ผลกระทบในวงกว้าง เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
อย่างมีนัยยะสำคัญและตรวจสอบได้
หากขยายแนวคิดนี้จากระดับบุคคลและองค์กรไปสู่ระดับประเทศ จะพบว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะคล้ายกัน
ประเทศไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา หรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียวจำเป็นต้องสร้างรากฐานและพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่ได้เกิดจากการจัดซื้ออุปกรณ์ให้โรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาคุณภาพครู วิธีการเรียนรู้ ความเหมาะสมของหลักสูตร โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และผลลัพธ์ของผู้เรียนด้วย
ในทำนองเดียวกัน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยทั้งนโยบาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี พฤติกรรมของประชาชน และความร่วมมือของภาคธุรกิจ
แนวคิดนี้จึงสอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่เกิดขึ้นชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องมีทั้งความต่อเนื่องและความสามารถในการปรับตัว หากมาตรการใดไม่ได้ผลหรือสร้างผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ยึดมั่นกับวิธีเดิมเพียงเพราะดำเนินการมานานแล้ว


