เอนก เหล่าธรรมทัศน์
อดีตรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษาฯ
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา
ต้องยอมรับความจริงกัน ในวันนี้ ทั้งระบบราชการและภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยกำลังป่วยด้วย "โรคร้ายเรื้อรัง" ชนิดเดียวกัน นั่นคือ การหมดเวลาและชีวิตจิตใจไปกับการประ ชุมที่แทบไม่มีวันจบสิ้น
ลองมองดูรอบตัวเราสิครับ ผู้บริหารและข้า ราชการระดับสูงหลายท่านต้องเผชิญกับตา รางชีวิตที่บิดเบี้ยว น่าอนาถใจ บางท่านต้องประชุมครึ่งวัน บางท่าน ต้องประชุมทั้งเช้าทั้งบ่าย ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน จนแทบไม่เหลือเวลาไปตรวจราชการ ลงพื้นที่ หรือคิดอ่านเรื่องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อชาติบ้านเมืองหรือธุรกิจเลย วาระเต็มไปด้วยเรื่องปลีกย่อย เอกสารกองโต และการรอคอย "มติคณะกรรม การ" ผลลัพธ์ก็คือองค์กรกลายเป็นอัม พาต ขยับตัวช้าเป็นเรือเกลือ สวนทางกับความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง
ถอดบทเรียนจากปราชญ์: ทำไม "การประชุม" ถึงกลายเป็นวิกฤตล้างธุรกิจล้างชาติ?
ความป่วยไข้ข้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยครับ ปราชญ์ระดับโลกต่างมองเห็นและเตือนสติเราไว้อย่างเจ็บแสบ:
* ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่:
ท่านเคยเตือนเราไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า:
“การประชุมโดยเนื้อแท้แล้วคือการยอมรับความบกพร่องของการจัดระเบียบองค์กร เพราะคนเรามีทางเลือกคือไม่ไปนั่งประชุมก็ทำงาน แต่เราทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้”
ดรักเกอร์ยังชี้ให้เห็นความหลงทางของคนที่ชอบทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้สำเร็จด้วยคำพูดเจ็บๆ ว่า:
“ไม่มีอะไรไร้สาระไปกว่าการทำเรื่องที่ไม่ควรทำตั้งแต่แรก ให้มีประสิทธิภาพสูง สุด” (การประชุมยืดเยื้อนับร้อยชั่วโมงเพื่ออนุมัติเรื่องหยุมหยิม จึงเป็น การผลาญเวลาของชาติโดยเปล่าประ โยชน์)
* นอร์ทโคต พาร์คินสัน (C. Northcote Parkinson) เจ้าของกฎแห่งความหยุมหยิม:
ท่านเตือนเราไว้ว่า ยิ่งคณะกรรมการใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพจะยิ่งดิ่งเหว คนมักเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องปลีกย่อยไร้สาระ (เช่น เถียงกันเรื่องสีโรงจอดจักรยานนานเป็นชั่วโมง แต่ผ่านวาระสร้างโรงไฟฟ้านิว เคลียร์ภายใน 5 นาที) เพราะกลัวการตัดสินใจเรื่องยากๆ
* อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอผู้ขับเคลื่อนความเร็วระดับโลก:
ท่านประกาศกฎเหล็กตัดขาดความไร้ประสิทธิภาพไว้ว่า:
“การประชุมที่มากเกินไปคือภัยพิบัติของบริษัทใหญ่... จงลุกเดินออกจากห้องประชุมทันทีที่คุณพบว่ามันไม่ได้เพิ่มคุณค่าใดๆ ให้กับเรา”
เสียงสะท้อนจากผู้นำผู้สร้างชาติ: ลี กวน ยิว กับการปฏิเสธ "คณะกรรมการเฟ้อ"
หากมองในระดับสากลไม่มีผู้นำคนไหนปฏิ เสธโรคคณะกรรมการเฟ้อและการประชุมที่ไม่มีวันจบสิ้นได้เด็ดขาดเท่า ลี กวน ยิว ผู้สร้างชาติสิงค โปร์อีกแล้ว
ท่านประกาศกร้าวไว้อย่างทรงพลังว่า:
“รัฐบาลหรือองค์กรบริหารไม่ใช่สภาโต้วาที!”
ลี กวน ยิว ชี้ว่า ในยามวิกฤตและความเปลี่ยน แปลงอันรวดเร็ว การพยายามทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน (Endless Consensus) คือความหายนะที่จะพาองค์กรดิ่งลงเหว ผู้นำที่แท้จริงต้องฟังข้อมูล แต่เมื่อถึงเวลาต้อง "กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด" ท่านจึงออกแบบสิงคโปร์ให้ใช้ระบบ Meritocracy ดึงคนเก่งมาทำงาน จ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่วเทียบเท่าเอกชน เพื่อให้ข้าราชการระดับสูงมีอำนาจและกล้าบริหารงานแบบ CEO เด็ดขาด โดยไม่ต้องวิ่งไปซ่อนตัวหลัง "มติคณะกรรมการ" อันขี้ขลาดตาขาว
แล้วในสภาวะใดเล่า ที่เรายัง "จำเป็น" ต้องประชุม?
การที่เราประณามวัฒนธรรม "ประชุมจนเจ๊ง" ไม่ได้แปลว่าเราจะยกเลิกการประชุมทั้งหมดอย่างไร้เหตุผลครับ ผู้นำเชิงรุกต้องรู้ว่ายาวิเศษขนานนี้ควรใช้เฉพาะในยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น:
* งานที่ซับซ้อนและต้องการมุมมองข้ามศาสตร์: ต้องตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจขนาดเล็ก" ที่มีผู้เชี่ยวชาญจริงมาช่วยกันคิด ไม่ใช่ตั้งคณะกรรม การเฟ้อเอาตัวแทนทุกกระทรวงมานั่งประดับบารมี
* งานที่ต้องการฉันทามติเชิงโครงสร้าง: ใช้เพื่อสร้างความร่วมมือและลดแรงต้านในวาระสำคัญจริงๆ (เช่น โมเดลคณะกรรมการประสานงานเพื่อสร้างเสถียรภาพ)
* การควบคุมดูแลเชิงนโยบาย (Oversight): บอร์ดบริหารมีหน้าที่กำหนดทิศทาง ตรวจสอบความโปร่งใส และประเมินผล CEO แล้วต้อง "ปล่อยให้ฝ่ายบริหารไปลุยงานอย่างเด็ดขาด"
(จำกฏเหล็กให้ขึ้นใจ: คณะกรรมการต้องมีอายุจำกัด ขนาดเล็กกระชับ และตั้งขึ้นมาเพื่อ "ตัดสินใจ" ไม่ใช่เพื่อ "ปัดความรับผิดชอบ")
บทสรุป: ถึงเวลาทุบโต๊ะ เลิกสร้างภาพ หันมาสร้างผลงานให้แผ่นดิน
ท่านผู้บริหารทั้งหลายครับ การปฏิรูประบบราชการและการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเกินเอื้อม แต่มันเริ่มต้นจากการดึง "ความเด็ดขาดของผู้นำ" กลับคืนมา ผสมผสานเข้ากับศิลปะการบริหารแบบมืออาชีพ เลิกเสียเวลานั่งประชุมครึ่งวันหรือทั้งวันอย่างไร้จุดหมาย เลิกทำตัวเป็นคนปลอดภัย (Play Safe) ที่ดีแต่รักษาเก้าอี้แต่ไร้นวัตกรรม
เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เตือนใจเราด้วยสัจธรรมข้อสุดท้ายที่ต้องจารึกไว้ในหัวใจว่า—เราต้องเลิกทำงานเพื่อสร้างภาพ เลิกประชุมเพื่อให้ถูกกฎระเบียบไปวันๆ แต่เราต้องทำเพื่อสร้างผลงาน และเพื่ออนาคตของบ้านเมืองและบริษัทอย่างแท้ จริง! นั่นจึงจะเป็นผู้นำที่ชาติบ้านเมืองและธุรกิจใหญ่ต้องการในยามนี้


