โดย ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมาย/อดีตวุฒิสมาชิก
ปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ต้นเรื่องเริ่มที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล ที่เป็นผู้ยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและมีความเห็นทางกฎหมายเสนอต่อรัฐบาล ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ได้พิจารณาและมีความเห็นในประเด็นดังกล่าว ตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ ๑๐๐๕-๑๐๐๖/๒๕๖๘ เรื่องการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ กสทช. โดยเห็นว่า “นพ.สรณฯ ยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด จึงเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย มาตรา ๑๘ ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ต่อไป และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา ๑๕/๑” ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ทราบผลพิจารณาดังกล่าวแล้ว จึงกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และก็เป็นนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นี่แหละครับที่มีบัญชาให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร ๐๔๐๔/ล๒๐๒๙ ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ เรียน เลขาวุฒิสภา เพื่อแจ้งเรื่องให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายของ นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช.
ต่อมาคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ โดยคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติโดยเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา ๑๘ ประกอบมาตรา ๘ (๒) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา ๑๕/๑ มีผลให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด สรุปก็คือ นพ.สรณฯ ถือเป็นบุคคลที่สละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. นับแต่วันที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยและได้แจ้งให้ นพ.สรณฯ ทราบแล้วเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙ และกรณีตามคำวินิจฉัยดังกล่าว คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ก็ได้แจ้งให้สำนักงานเลขาธิการ กสทช. และนายกรัฐมนตรีทราบแล้วด้วยเช่นกัน
ต่อมาได้ปรากฏข้อเท็จจริงต่อประชาชนและสื่อสาธารณะโดยทั่วไปจากการให้สัมภาษณ์ของท่านนายกฯ อนุทินฯ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ ว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงนามทูลเกล้าฯ เรื่องให้ นพ.สรณฯ พ้นจากตำแหน่งแล้ว นี่คือความเข้าใจของประชาชนและสื่อมวลชน แต่โดยความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯ เรื่องอย่างไรไม่ปรากฏรายละเอียด คงอ้างเพียงว่าทูลเกล้าฯ แล้ว และตนทำตามกฎหมาย แต่นี่ก็สองเดือนเกือบสามเดือนแล้วยังไม่ปรากฏผลว่าอย่างไร คงมีเพียงผลและความคืบหน้าของคดีทางปกครอง ที่นายสรณฯ ผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้องคัดค้านคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
ปัญหาอันเป็นที่เคลือบแคลงและน่าสงสัยอย่างยิ่งในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กร กสทช. และสำนักงาน กสทช. ในช่วงเวลาเกือบสามเดือนของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งผลตามกฎหมายก็คือ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแล ดำเนินการ และรับผิดชอบให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้น ๆ เมื่อท่านขอให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของประธานกรรมการ กสทช. ท่านเหล่านั้นก็ทำงานจนมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว ประกอบกับศาลปกครองกลางก็มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๕๕/๒๕๖๙ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๙๐/๒๕๖๙ ที่นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการสรรหา กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า นายสรณฯ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา ๘ (๒) และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา ๑๘ ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วโดยละเอียด แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลยตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นต้นเรื่อง กลับปล่อยให้นายสรณฯ กับนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. ร่วมกันสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนใน กสทช. มาร่วมสองเดือนกว่า โดยนายสรณฯ ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง กสทช. แล้วแต่ต้น กลับยังแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ออกคำสั่งให้นายไตรรัตน์ฯ ทำหน้าที่อำนวยการจัดประชุมให้ตนเป็นประธานนัดประชุม กก.กสทช. ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีอำนาจเรียกประชุมแล้วตามกฎหมาย เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับทันที ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ส่วนนายไตรรัตน์ฯ แม้รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นอย่างดี ก็ทำเป็นดื้อตาใสเหมือนนายสรณฯ คือยอมตนเป็นผู้รับใช้สุดเชื่องแบบไม่ลืมหูลืมตา ดำเนินการออกหนังสือนัดประชุมให้นายสรณฯ ทุกครั้ง รวมแล้วเกือบ ๒๐ นัดการประชุม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกรรมการ กสทช. คนใดเข้าร่วมประชุมด้วยเพราะเหตุสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย โดยกรรมการ กสทช. ที่เหลือ ๖ ท่าน ประสงค์จะประชุมเฉพาะกรรมการ กสทช. ๖ ท่านเท่านั้น
ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา ๒๐ วรรคสาม แต่นายไตรรัตน์ฯ ในฐานะรักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. ก็ปฏิเสธไม่ดำเนินการให้ ไม่อำนวยความสะดวก แถมยังปิดห้องประชุม ปิดไฟ ปิดแอร์ ไม่จัดเจ้าหน้าที่มาทำงานและบริการแก่ กสทช. ทั้ง ๖ ท่านแต่อย่างใด แค่นี้ยังไม่พอ นายไตรรัตน์ฯ ยังไปปลุกปั่นเจ้าหน้าที่และพนักงานในสำนักงาน กสทช. ให้กระด้างกระเดื่องท้าทายอำนาจกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่อีกด้วย เป็นที่สมเพชเวทนาและเป็นที่อิดหนาระอาใจแก่ประชาชน และผู้ประกอบการเอกชนที่รอคอยการรับบริการสาธารณะจาก กสทช. ว่าเมื่อไหร่นายกรัฐมนตรีจะทำให้สถานการณ์ของ กสทช. สามารถบริหารกิจการให้เป็นไปโดยปกติเสียที ทุกคนเฝ้ารอดูอำนาจการสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยุติปัญหาและจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย ในฐานะท่านเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้
แต่สิ่งที่เป็นเรื่องตลกและน่าขบขันที่สุดก็คือ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๙ นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะมีบัญชาให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล มีหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ให้ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมสำนักงาน กสทช. อันเป็นหน่วยงานของรัฐยังคงมีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ ๑ และ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ตามคำสั่งประธาน กสทช. อันเป็นการไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครอง
ผลปรากฏว่านายไตรรัตน์ฯ ตอบชี้แจงนายกรัฐมนตรีนายอนุทินฯ ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช.๒๑๐๓/๔๗๕๐๗ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๙ แบบท้าทายย้อนกลับเข้าให้อีกว่า ๑. เพราะประธาน กสทช. ยังคงเข้าปฏิบัติหน้าที่และแจ้งยืนยันว่าตนยังดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แล้วสั่งการให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุมตามระเบียบ กสทช. ๒. แถมนายไตรรัตน์ฯ ยังแจงว่ามีการประชุมเตรียมการจะจัดประชุมให้ กสทช. ๖ ท่านด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีการเตรียมการใด ๆ นอกจากก้มหน้าก้มตารับใช้นายสรณฯ ๓. ที่เจ็บแสบสุดสำหรับนายกรัฐมนตรีคือ เกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของนายสรณฯ หลังศาลปกครองมีคำพิพากษา และเหตุผลในการจัดประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของนายสรณฯ ในฐานะประธาน กสทช. นายไตรรัตน์ฯ บอกให้นายกฯ ไปถามนายสรณฯ เอาเอง โดยบอกว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงได้
นอกจากการชี้แจงดังกล่าว ทันใดนั้นในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๙ นายไตรรัตน์ฯ ยังบังอาจออกหนังสือเชิญกรรมการ กสทช. ทุกคนให้เข้าร่วมประชุมอีกตามวาระเดิมที่ล่มมาร่วมจะถึงยี่สิบครั้งแล้ว โดยอ้างอำนาจการนัดประชุมของนายสรณฯ ประธาน กสทช. ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และคำพิพากษาของศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว รวมถึงอยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการสรรหาฯ มีคำสั่งเรื่อง การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่แจ้งให้นายสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งฉบับนี้ (๓๐ กันยายน ๒๕๖๙) โดยหากยังคงฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองต่อไป คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. อาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๓/๒๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยกำหนดมาตรการบังคับทางปกครองให้นายสรณฯ ชำระค่าปรับบังคับการเป็นเงินห้าหมื่นบาทต่อวันอีกด้วย ซึ่งนายไตรรัตน์ฯ ทราบข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ก็ดื้อด้านและบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครอง และไม่นำพาต่อข้อท้วงติงของนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีคำถามมากมายถึงนายกรัฐมนตรี และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช.
คำถามถึงนายกรัฐมนตรี
๑. เมื่อนายไตรรัตน์ฯ ชี้แจงมาดังกล่าว และไม่นำพาต่อคำท้วงติง แถมยังท้าทายเรื่องการจัดประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ถามว่านายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย
๒. เมื่อนายกรัฐมนตรีทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในกรณีการขาดคุณสมบัติของนายสรณฯ เป็นอย่างดี และเป็นผู้ขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นผู้วินิจฉัย เมื่อทราบผลดังกล่าวแล้ว นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวอย่างไร เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
๓. การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้นายสรณฯ ที่ขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว ร่วมมือกับนายไตรรัตน์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายก่อให้เกิดความเสียหาย จนเกิดภาวะชะงักงันในการบริหารองค์กรของรัฐเช่นนี้ ท่านมีความประสงค์ใด หรือเพื่อจะใช้เป็นข้ออ้างในการล้มองค์กรคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ เพื่อเปิดทางให้คณะใหม่ที่เป็นพวกพ้องโดยความเห็นชอบของ สว. สายสีน้ำเงินเข้ามาแทนที่ นี่คือคำถามและข้อสงสัยของผู้คนจำนวนมาก
๔. นายสรณฯ และนายไตรรัตน์ฯ ต่างกล้าหาญแสดงออกโดยไม่เกรงกลัวและไม่เคารพกฎหมายอยู่เป็นเวลานาน นายกฯ เพิ่งจะมีหนังสือสอบถามให้ชี้แจง ถามว่าใครให้ท้าย ท่านนายกฯ ร่วมรู้เห็นและแสดงบทละครนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทำไมจึงปล่อยปละละเลยไว้นานจึงเพิ่งจะมาถาม ทั้งที่ประชาชนสุดเอือมระอามานานแล้ว นายกรัฐมนตรีทำไมรู้สึกช้ากว่าประชาชน
๕. การกระทำของนายสรณฯ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๕ ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใด ๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน และนายสรณฯ ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กฎหมายอื่นและระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
๖. ส่วนนายไตรรัตน์ฯ รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นอย่างดี จะบอกว่าไม่รู้สถานะของนายสรณฯ อดีตประธานกรรมการ กสทช. ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะขนาดศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเรื่องสถานะของนายสรณฯ ว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. อีกต่อไป นายไตรรัตน์ฯ ยังออกมาชี้แจงในนามสำนักงาน กสทช. แทนนายสรณฯ โดยฝ่าฝืนต่อข้อเท็จจริง จนถูกศาลปกครองสูงสุดออกหนังสือเตือนมาก่อน และทั้ง ๆ ที่ กก.กสทช. ที่เหลือ ๖ ท่าน มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการจัดประชุมให้แก่ กสทช. ๖ ท่าน ตลอดมานับแต่คณะกรรมการสรรหาฯ มีคำวินิจฉัย และนับแต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา นายไตรรัตน์ฯ ในฐานะรักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. ก็ไม่ยอมดำเนินการจัดประชุมให้แต่อย่างใด ตรงข้ามกลับปลุกปั่นยุยงเจ้าหน้าที่และพนักงาน กสทช. ไม่ให้อำนวยความสะดวกแก่ กสทช. ทั้ง ๖ ท่านมาโดยตลอด จึงเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
โดยกรณีของนายไตรรัตน์ฯ ทราบว่า กก.กสทช. ได้ไปดำเนินการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษนายไตรรัตน์ฯ กับพวกไว้แล้วที่กองบังคับการปราบปราม คำถามถึงท่านนายกฯ ก็คือ ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย ท่านจะดำเนินการกับบุคคลทั้งสองตามกฎหมายอย่างไร
การที่นายกรัฐมนตรีเพียงมีบัญชาให้เลขาธิการนายกฯ มีหนังสือให้นายไตรรัตน์ฯ ชี้แจงตามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น โดยเว้นระยะเวลาปล่อยให้บุคคลทั้งสองสร้างปัญหาปั่นป่วนวุ่นวายในองค์กรมาร่วมสามเดือนก็ดี หรือการนิ่งเฉยไม่ตอบคำถามหรือชี้แจงความคืบหน้าใด ๆ ในการดำเนินการให้นายสรณฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งก็ดี ไม่ดำเนินการให้คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลือจำนวน ๖ ท่าน ดำเนินการจัดประชุมให้ได้ เพื่อเลือกประธานกรรมการ กสทช. คนใหม่ ตามมาตรา ๒๐ วรรคห้า เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็ดี แถมยังถูกท้าทายจากบุคคลแค่ระดับรักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. ได้นั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนนินทาและมองว่า นายกรัฐมนตรีกับนายสรณฯ และนายไตรรัตน์ฯ กำลังร่วมกันแสดงละครตบตาประชาชนอยู่หรือไม่ หากท่านไม่ต้องการแสดงให้คนเห็นและเข้าใจเช่นนั้น ท่านนายกฯ ต้องทำให้ปัญหาที่ กสทช. ยุติลงอย่างเด็ดขาดและจริงจังตามกฎหมาย ด้วยการขจัดคนไม่ดีออกไป ไม่ใช่ปล่อยคนที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายเผาบ้าน กสทช. ให้วายวอดไปทั้งหลัง โดยที่ประเทศชาติและประชาชนได้รับแต่ความเสียหาย ปล่อยคนผิดให้ลอยนวลแบบนี้ ไม่ใช่ภาวะผู้นำที่ดีของนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ


