xs
xsm
sm
md
lg

“ชุณหะวัณ-ผู้ลูก” สานงานการเมืองต่อ? (ตอน 2)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อาจารย์โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
อาจารย์โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ลูกชายคนเดียวของ น้าชาติ-พล.อ.ชาติชาย กับ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ คือ “ทายาทผู้สานต่อทางการเมือง” ของตระกูลชุณหะวัณ แห่งบ้านราชครู ที่ขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ดร.พิจิตต รัตตกุล

เมื่อพูดถึง อาจารย์โต้ง ต้องไม่ละลืมบุคคลสำคัญ อโณทัย ผู้เป็นภรรยา ที่ช่วยสนับสนุนสามีในแทบทุกรูปแบบอย่างสุดความสามารถ ทั้งลับและเปิดเผย

อโณทัย นี่แหละ ที่นำ โจ้-ยุทธพันธุ์ มีชัย หนึ่งในอดีตผู้นำนักศึกษารามคำแหง มาช่วยผลักดันผลงานพี่โต้งร่วมกับผม จนนำความสำเร็จ ได้ผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้ครับ

หนึ่ง-เรื่องที่ โจ้ ทำสำเร็จได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ การผลักดันสนามกอล์ฟรถไฟจตุจักร ใกล้ห้าแยกเซ็นทรัลลาดพร้าว เปลี่ยนเป็น สวนวชิรเบญจทัศ ที่ประชาชนนิยมเรียกกันว่า สวนรถไฟ สวนสาธารณะแห่งใหม่ในยุคของ ผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล ตามที่พี่โต้งปรารถนาครับ

งานนี้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คนครับ โดยมี โจ้-ยุทธพันธุ์ เป็นหนึ่งในตัวหลักสำคัญที่ร่วมประสานงานหลักกับ เสธฯ สนั่น ขจรประศาสน์ แห่งเมืองชาละวันจังหวัดพิจิตร และที่ปรึกษา พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร รวมทั้ง ดร.พิจิตต รัตตกุล กับ อ.โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อโณทัย และผม ร่วมด้วยช่วยกันผลักดันจนสามารถเอาชนะ สหภาพแรงงานรถไฟ และนักการเมืองใหญ่หลายคน ที่เป็นนักกอล์ฟประจำสนามกอล์ฟแห่งนี้

งานนี้นักการเมืองนักกอล์ฟได้ใช้เครือข่ายนักประท้วงบางคนในสหภาพรถไฟ ออกมาชุมนุมคัดค้าน โดยอ้างว่า กลุ่ม ดร.พิจิตต-เสธฯ สนั่น-เสธฯ มนูญ-พี่โต้ง-โจ้ ทำให้แคดดี้และพวกเขาขาดรายได้จากการทำมาหากินในสนามกอล์ฟจตุจักร แต่ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่า กทม. ก็แก้เกมข้ออ้างนักประท้วงเครือข่ายของสหภาพรถไฟ ด้วยการมอบงานตัดเสื้อผ้านักเรียนให้กับครอบครัวของคนในการรถไฟ และนอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินดูแลคนบางคนในสหภาพรถไฟอีกด้วย แต่สุดท้าย คนในสหภาพบางคนที่รับเงินไปแล้ว ก็ยังแอบส่งคนมาประท้วงงานนี้อีก

โอ้ว! “รับเงินกันไปแล้ว.. ยังมาเบี้ยวกันอย่างหน้าด้านๆ แบบนี้อีก?”

แกนนำคนสำคัญที่ประสานงานเรื่องนี้อย่าง โจ้-ยุทธพันธุ์ มีหรือจะยอม? หลังจากที่ช่วยกันผลักดันหลากหลายวิธี จึงมีการใช้วิธีที่ “นุ่มนวล” แต่ “เอาจริงเอาจัง” รวมทั้ง กทม. โดย ผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล ยอมควักเงินก้อนใหญ่ จ่ายให้กับการรถไฟซื้อที่ดินสนามกอล์ฟตามที่เรียกร้องอีกด้วย.. 
ในที่สุดผู้ประท้วงทั้งหมดก็เต็มใจ “ยกธงขาว” ล่าถอยไปโดยดุษฎี

การได้ สวนสาธารณะจตุจักร ณ ห้าแยกลาดพร้าว ได้เปลี่ยน “พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่” จากการเป็น “พื้นที่เสวยสุขของคนส่วนน้อยเฉพาะกลุ่ม” มาเป็น “พื้นที่สำหรับคนส่วนใหญ่” ได้ใช้สำหรับการสันทนาการ ทั้งออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมทางสังคม

ผมต้องขอคารวะบุคคลเหล่านี้ 1.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 2.เสธฯสนั่น ขจรประศาสน์ 3.พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร 4.โจ้-ยุทธพันธุ์ มีชัย 5.ดร.พิจิตต รัตตกุล และบุคคลเบื้องหลังอีกหลายๆ คน ที่ร่วมกันผลักดันจนสำเร็จ

พิพิธภัณฑ์เด็ก
อีกสองเรื่องในยุคพี่โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ โจ้-ยุทธพันธุ์ มีส่วนในความสำเร็จ คือ
“พิพิธภัณฑ์เด็ก” และ “หอศิลป์กรุงเทพ” ครับ!

การก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์เด็ก” นับว่าเป็นความโชคดีครับ เป็นโครงการที่ค่อนข้างราบรื่น ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก ป๋าเปรม-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานกรรมการบริหารสวนสมเด็จฯ เมตตายกที่ดินบางส่วนของสวนฯ ใช้สร้างพิพิธภัณฑ์เด็กจนสำเร็จ ในวันนี้เด็กไทยได้ใช้ศึกษา เสริมสร้างการเรียนรู้ ได้รับความเพลิดเพลิน และเป็นสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ สร้างสรรค์สั่งสมประสบการณ์ชีวิต ในสถานที่ที่ทันสมัยและปลอดภัย

การก่อตั้ง “หอศิลป์กรุงเทพ” ที่ริเริ่มในยุค ผู้ว่าฯ กทม. พิจิตต รัตตกุล ผู้ให้การสนับสนุนทั้งริเริ่มทางความคิด การเงิน และพยายามจะสร้าง โดยสถาปนิกที่ชนะการประกวดการออกแบบหอศิลป์กรุงเทพ คือผู้ออกแบบธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่

หอศิลป์กรุงเทพ
โครงการก่อตั้ง “หอศิลป์กรุงเทพ” นี้ คณะทำงานประสบอุปสรรคต่างๆ นานา ไม่ได้ราบรื่นเหมือนการก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์เด็ก” ครับ.. นับว่าเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นอดทนอย่างยิ่ง

เริ่มจาก “ที่ตั้ง” ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน ใจกลางกรุงเทพมหานคร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะราคาที่ดินแถบนั้นแพงมากครับ โจ้ ทำหน้าที่แกนนำหลัก ที่ช่วยผลักดันจนผ่านพ้นอุปสรรค และวิกฤติต่างๆ จนเกือบสำเร็จ

แต่การสร้างหอศิลป์กรุงเทพต้องชะงักลง เพราะผู้รับเหมาเสนอราคาก่อสร้างสูงเกินกว่าราคากลาง ที่กรุงเทพมหานครตั้งไว้ เวลาได้ล่วงเลยไปจนกระทั่ง ผู้ว่าฯ กทม. พิจิตต รัตตกุล พ้นวาระ

มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ปรากฎว่า นายสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้ง ได้เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต่อจาก ดร.พิจิตต รัตตกุล

ตลอดสมัยที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. เขาพยายามใช้อำนาจรัฐที่ตนรับผิดชอบ เปลี่ยนจุดที่จะสร้างหอศิลป์กรุงเทพนี้ให้เป็นจุดสร้างตึกสูง และจะย้ายหอศิลป์กรุงเทพให้ขึ้นไปตั้งบนตึกสูงนี้

ดังนั้น พี่โต้ง-โจ้-ผม-กับผองเพื่อนศิลปินส่วนใหญ่ ต่างพากันคัดค้านความคิด “ธุรกิจมาก่อนศิลปะ” ของผู้ว่าฯ กทม.สมัคร สุนทรเวช

จึงเกิดการรณรงค์ต่อต้านผู้ว่าฯ สมัคร อย่างต่อเนื่อง ในหลายหลากรูปแบบ ในที่สุด โครงการเอาหอศิลป์กรุงเทพขึ้นตึกสูง ก็ถูกมวลชนสกัดจนล้มครืนลง จน สมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

มีการเตรียมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนั้น มีบุคคลที่สำคัญคนหนึ่ง คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรงของไทยในยุคนั้น

ในช่วงที่อภิรักษ์หาเสียง โจ้ได้รวบรวมเหล่าศิลปิน ทั้งจิตรกรและนักดนตรี มาร่วมชุมนุมรณรงค์หาเสียงให้อภิรักษ์ ผู้ซึ่งได้รับปากต่อสังคมว่า

“หากชนะการเลือกตั้ง ตนจะผลักดันให้สร้างหอศิลป์กรุงเทพ ที่สี่แยกปทุมวันให้สำเร็จ ตามแผนเดิมของพี่โต้งและผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล”

นอกจากการประกาศปากเปล่าแล้ว อภิรักษ์ โกษะโยธิน ยังได้มีการเซ็นเอกสารยืนยันปณิธานดังกล่าวด้วย..

“หากชนะการเลือกตั้งได้เป็น ผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์จะสร้างหอศิลป์กรุงเทพ ที่สี่แยกปทุมวันให้สำเร็จ”
ซึ่ง โจ้ ได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องหอศิลป์กรุงเทพกับผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน อย่างชนิด “กัดไม่ปล่อย”

นี่คือผลงานของ โจ้-ยุทธพันธุ์ มีชัย ที่ผมต้องขอยกนิ้วโป้งทั้งสองนิ้ว ให้กับวิธีทำงานที่เอาจริงเอาจังอย่างเหนือชั้น ของอดีตผู้นำนักศึกษาลูกพ่อขุนรามคำแหง รวมทั้งบรรดาศิลปินทุกคน ผมขอขอบคุณและคารวะด้วยใจ ณ โอกาสนี้ครับ

อ้อ! อีกคนหนึ่งที่ผมต้องคารวะอย่างสูง คือ ผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่เป็นคน “พูดจริงทำจริง”จนหอศิลป์กรุงเทพก่อเกิดสำเร็จในยุคของเขาครับ

นั่นคือ ส่วนหนึ่งของผลงาน อ.โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ได้ อโณทัย ชุณหะวัณ ชักนำ โจ้-ยุทธพันธุ์ มีชัย มาช่วยพี่โต้งและผม และตรงนี้ผมขอยืนยันว่า โจ้ อดีตผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวของ อ.โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ให้เกิดผลสำเร็จ ส่วนผมเป็นเพียงตัวประกอบเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น จึงขอบันทึกเรื่องราวไว้ ณ ที่นี้ครับ

“ชัช.. พี่ต้องขอบคุณชัชมากๆ ที่อยู่กับพี่มาแทบทุกสถานการณ์..”
หนึ่งในคำพูดของ พี่โต้ง ที่ผมยังจำได้ไม่มีวันลืม!

พี่โต้ง-อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ จากผมไปในวัย 72 ปี ! ในช่วงที่ผมอยู่ในวัย 67 ปี จนชีวิตผมเดินต่อมาถึง 74 ฤดูกาล การเมืองไทยยังคงดำรงวนเวียนอยู่กับมหกรรมโกงชาติ มหกรรมโกงเลือกตั้ง วันนี้คนไทยยังจมปลักอยู่ในอุโมงค์ดำมืด..ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แม้แต่น้อย..

ผมคงต้องขอให้คนไทยทุกคน ทุกวัย ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ให้คนไทยพ้นจากอุโมงค์อันมืดมิด สู่แสงสว่างโดยไวครับ!!