มุทราพุทธจริยา
ศรัทธากำหนดพุทธศิลป์
คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
หากจะกล่าวถึงพระพุทธจริยาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่ได้ทรงแสดงให้ปรากฏในช่วงที่พระองค์ยังทรงดำรงธาตุขันธ์อยู่ จนถึงก่อนที่จะทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พอที่จะประมวลเป็นหมวดหมู่ให้เข้าในพุทธจริยาได้ ๓ ประการดังนี้คือ
๑.)พุทธจริยาในช่วงเวลาที่ทรงบำเพ็ญเพียร เพื่อการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โดยนับตั้งแต่ที่ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์จนถึงช่วงที่ทรงตรัสรู้ และเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาถึง ๖ ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ ที่เกื้อกูลแก่พระองค์โดยเฉพาะที่เรียกว่า “อัตตัตถจริยา” ซึ่งถ้าหากว่าจะใช้พุทธจริยาในช่วงนี้ มากำหนดในการสร้างเป็นพระพุทธรูป อันแสดงถึงปางต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ก็จะสามารถกำหนดปางของพระพุทธรูปได้ถึง ๑๗ ปาง คือตั้งแต่ปางที่ ๑ ปางอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต จนถึงปางที่ ๑๗ ปางรับสัตตุก้อน สัตตุผง
๒.)พุทธจริยาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพื่อเกื้อกูลประโยชน์แก่เหล่าพระประยูรญาติโดยเฉพาะ ซึ่งก็เป็นส่วนน้อยเรียกว่า “ญาตัตถจริยา” สามารถกำหนดให้เป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ได้เพียง ๔ ปาง คือ ปางแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ปางโปรดพระพุทธบิดา ปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทร และปางโปรดพระพุทธมารดา
๓.) พุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญเพื่อเกื้อกูลประโยชน์แก่เหล่ามหาชนทั่วไป ไม่จำกัดชนชาติ ชนชั้น วรรณะ ตลอดจนทั้งเทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ จนถึงเหล่าสรรพสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย จึงเรียกได้ว่าประดิษฐานพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการแสดงธรรม การบัญญัติพระวินัยแก่พระสงฆ์สาวก และก็เพื่อความตั้งมั่นแห่งบวรพระพุทธศาสนา ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระศาสดา อันเป็นมหาประโยชน์แก่โลกจึงเรียกว่า “โลกัตถจริยา” ซึ่งสามารถนำมากำหนดให้เป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ได้ ๔๓ ปาง
อย่างไรก็ตามจำนวนปางที่ได้กล่าวถึงไปนั้น ไม่ได้กล่าวถึงชื่อปางทั้งหมด ซึ่งเป็นการกล่าวโดยสังเขป เนื่องจากจำนวนปางต่าง ๆ ของพระพุทธรูปจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละตำรา ตามแต่ละยุคสมัยที่ใช้อ้างอิงกัน เช่น คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถาที่กำหนดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสจะมี ๔๐ ปาง ตำราของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์มี ๕๕ ปาง ตำราของพระพิมลธรรมมี ๖๖ ปาง ตำราของกรมศาสนามี ๗๒ ปาง ในปัจจุบันพระพุทธรูปปางต่าง ๆ จึงน่าที่จะมีอยู่ถึง ๗๐ ปางขึ้นไป ตามการจัดหมวดหมู่ของกรมศิลปากร
สำหรับการจัดแบ่งปางในอีกลักษณะหนึ่ง ก็คือการแสดงปางท่ามุทราด้วยพระหัตถ์ ว่าขณะนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงกระทำอะไร คือทั้งท่าทางของร่างกายและพระหัตถ์ ซึ่งแต่เดิมใช้กับเทวรูปต่างๆของฝ่ายพราหมณ์ ก่อนที่พุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น เมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น การจะถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธรูปแต่เพียงอย่างเดียว อาจเป็นการยากที่จะเข้าใจได้ จึงได้มีการใช้ท่ามือที่เรียกว่า “มุทรา” อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ใช้ในทางพุทธศิลป์ และเป็นที่ยอมรับสืบทอดต่อกันมา จนเป็นแบบอย่างที่แสดงถึง ทิพยกิริยา ซึ่งนำมากำหนดเป็นปางพระพุทธรูปที่นิยมสร้างขึ้น ๖ ปาง ตามที่ตำราศิลปกรรมไทย: พระพุทธปฏิมา พระบรมมหาราชวัง วัด เรือนไทยภาคกลาง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กล่าวถึงไว้มีดังนี้คือ
๑. ปางประทานพร หรือ วรธะมุทรา ที่ใช้กับพระพุทธรูปยืน แสดงท่าห้อยพระหัตถ์ขวาลง หงายฝ่าพระหัตถ์ออกยื่นไปข้างหน้าเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายมีทั้งแบบยกขึ้นจับชายจีวรไว้ และแบบที่ห้อยลงข้างพระวรกายหรืออาจจะสลับข้างกันได้
๒. ปางประทานอภัย หรือ อภยะมุทรา ที่ใช้กับพระพุทธรูปยืน แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวายื่นออกไปข้างหน้า ฝ่าพระหัตถ์หันออกและเหยียดพระกรตรง มีทั้งที่ยกเพียงพระหัตถ์ข้างเดียว และยกทั้งสองพระหัตถ์ โดยท่าที่ยกพระหัตถ์ทั้งสองจะตรงกับปางห้ามสมุทร
๓. ปางเทศนา หรือ วิตารกะมุทรา ที่ใช้กับพระพุทธรูปนั่ง แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวาขึ้น หันฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า นิ้วหัวแม่มือบิดเข้าแตะโคนนิ้วชี้แสดงท่าสั่งสอน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย
๔. ปางปฐมเทศนา หรือ ธัมมะจักรามุทรา ที่ใช้กับพระพุทธรูปนั่ง แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวาขึ้น ฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า กรีดนิ้วพระหัตถ์เป็นวงในลักษณะคล้ายธรรมจักร อีกทั้งยังมีที่ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นเป็นเชิงประคองพระหัตถ์ขวาไว้ด้วย
๕. ปางมารวิชัย หรือ ภูมิผัสสะมุทธา ที่ใช้กับพระพุทธรูปนั่ง แสดงท่าทอดพระหัตถ์ขวาพาดลงพระชานุ (เข่า) อันเป็นสัญลักษณ์ที่ชี้อ้างเอาพระแม่ธรณีให้มาเป็นพยานเมื่อคราวตรัสรู้ โดยพระหัตถ์ซ้ายทอดวางบนพระเพลาแบพระหัตถ์ออกในท่าปรกติ
๖. ปางสมาธิ หรือ ธยานะมุททรา ที่ใช้กับพระพุทธรูปนั่ง แสดงท่าวางพระหัตถ์ประสานกันบนพระเพลา โดยส่วนมากจะเป็นพระหัตถ์ขวาวางทับพระหัตถ์ซ้าย ทั้งพระพุทธรูปนั่งแบบสมาธิราบและสมาธิเพชร
นอกจากนี้ยังปรากฏพระพุทธรูปที่แสดงท่าปลีกย่อย ต่างออกไปอีก ๒ ปางคือ ปางท่าพิจารณาธรรม และปางอัญชลีมุทราที่อยู่ในท่าพนมมือ ซึ่งโดยมากจะใช้กับพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าในอดีตและพระสาวก ตลอดจนถึงพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาฝ่ายลัทธิมหายาน
จากองค์ความรู้ในการกำหนดพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตามที่ปราชญ์ผู้รอบรู้ได้บัญญัติไว้ อันเป็นท่วงท่าพุทธจริยาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงปฏิปทาของพระองค์ในสภาวการณ์ต่างๆ ที่ยังประโยชน์แก่เหล่ามวลมนุษยชาติ ที่ได้ถูกนำมาใช้ในทางพุทธศิลป์สำหรับการสร้างพระพุทธรูปมาตั้งแต่อดีต ถือเป็นแรงบันดาลใจหลักอันสำคัญที่นำไปสู่แนวคิดทฤษฎี สำหรับการรังสรรค์งานพุทธศิลป์ชั้นสูงด้านจิตวิญญาณให้กับ Artmulet ในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมแห่งศรัทธาที่มีต่อองค์พระบรมศาสดา ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อมวลมนุษยชาติมาแล้วในหลายผลงาน ทั้งนี้ก็เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


