xs
xsm
sm
md
lg

ทางรอดและความยืดหยุ่นคล่องตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา


ในโอกาสที่ผู้นำเศรษฐ กิจการเงินโลกและผู้แทนจากธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงกองทุนการเงินระ หว่างประเทศ (IMF) มารวมตัวกันประชุมประจำปีในไทย

ท่ามกลางกระแสความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิ รัฐศาสตร์โลกที่แบ่งขั้ว ภาวะเงินเฟ้อ และเทคโนโลยีที่พลิกโฉม หน้าธุรกิจ ประเด็นเรื่องการมีบริษัทขนาดใหญ่แห่งชาติ หรือ National Champions ควรจะเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศอีกครั้ง

คำถามสำคัญคือ ประเทศจำเป็นต้องมีบริษัทเหล่านี้หรือไม่ และในบริบทของประเทศไทย ยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะปรับตัวอย่างไรให้ทั้งใหญ่ มั่นคง และมีความคล่องตัวสูงพอที่จะก้าวทันโลก

ความจำเป็นและสองด้านของเหรียญ:

National Champions คือใคร?

การสร้างหรือสนับ สนุน National Champions คือการผลักดันให้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ที่รัฐให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐ กิจและแข่งขันในเวทีสากล

* มุมมองความจำเป็น: ในระดับโลก บริษัทขนาดเล็กมักไม่มีกำลังพอที่จะทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ขนาดใหญ่ หรือเจรจาต่อรองในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การมีผู้เล่นระดับชาติที่แข็งแกร่งจะช่วยดึงรายได้เข้าประเทศ เป็นแม่เหล็กดึงดูดและต่อยอดให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงดูแลความมั่นคงในกิจการยุทธศาสตร์

* มุมมองความเสี่ยง: หากสนับสนุนอย่างไร้เงื่อนไข หรืออิงกับระบบอุปถัมภ์ (Crony Capitalism) จะนำไปสู่การผูกขาด สูญเสียแรงจูงใจในการพัฒ นานวัตกรรม และกลายเป็นภาระเชิงระบบในรูปแบบ "Too Big to Fail"

บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างเกาหลีใต้ (ผ่านกลุ่ม Chaebol) ชี้ให้เห็นว่า เงื่อนไขสำคัญคือรัฐต้องผูกการสนับสนุนเข้ากับ "ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก" ไม่ใช่การปกป้องให้อยู่ได้แค่ในประเทศ

บริบทประเทศไทย: จากทุนอิ่มตัวสู่ความท้าทายในการปรับตัว

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจครอบครัว (Conglomerates) เป็นเสาหลักมาช้านาน ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร ค้าปลีก ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน

แต่ความท้าทายในปัจจุบันคือ ตลาดภายในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวจากโครงสร้างประชากรสูงวัย การพึ่งพาเพียงอำนาจเหนือตลาดในประเทศจึงไม่เพียงพอต่อการเติบโตอีกต่อไป แม้ในความเป็นจริง บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยส่วนใหญ่จะยังไม่อาจจัดเป็น National Champions ในความหมายที่แท้จริงได้ เพราะยังคงพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก แม้จะเริ่มออกไปลงทุนนอกประเทศบ้างแล้วก็ตาม และที่สำคัญคือภาครัฐไทยยังไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการเลือกและสร้างบริษัทใหญ่ใดให้เป็น National Champions แบบที่รัฐบาลญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีน ได้กระทำมาอย่างเป็นระบบ

ถึงกระนั้นก็ตาม ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าว บริษัทยักษ์ใหญ่ของเราก็ยังจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็วและทำให้สำเร็จเช่นเดียวกัน ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้ครับ:

* กระจายอำนาจและสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem & CVC): เปลี่ยนจากโครงสร้างสั่งการหลายชั้นมาสู่การสนับสนุนหน่วยธุรกิจย่อย (Spin-off) หรือลงทุนผ่านกองทุน CVC เพื่อร่วมมือกับกลุ่ม Startup ที่มีความคล่องตัวสูง แทนที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

* ขยายสู่ภูมิภาคและระดับโลก (Regionalization): ใช้เงินทุนและประสบ การณ์ในประเทศเป็นฐานในการรุกตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่งจะช่วยบังคับให้องค์กรต้องกระตือรือร้นและยืดหยุ่นตามสภาพการแข่งขันที่หลากหลาย

* ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและข้อมูล (Data & Innovation): ทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนจากการวิ่งเต้นหาลู่ทางสัมปทาน ไปสู่การลงทุนด้าน R&D อย่างจริงจัง และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจแทนสัญชาตญาณผู้บริหาร

* ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ "ล้มเร็ว เรียนรู้ไว": สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรขยับตัวได้ว่องไว ทันต่อพฤติ กรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

มุมมองจากผู้นำระดับโลก: ถอดบทเรียนผ่านโต๊ะเจรจากับซีอีโอเอเชีย

เมื่อครั้งที่ผมมีโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2566 ผมได้มีโอกาสพบปะหารืออย่างใกล้ชิดกับเหล่าประธานและซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ทั้งจาก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

เมื่อเราพินิจพิเคราะห์ลึกลงไป บทเรียนอันล้ำค่าที่สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ของผู้บริหารแถวหน้าเหล่านี้ สรุปออกมาได้เป็น 3 ประการสำคัญที่ไทยเราควรต้องตระหนักและขบคิดอย่างจริงจัง:

* ยุทธศาสตร์ชาติกับวิสัยทัศน์ของผู้นำ (National Strategy Alignment): มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้สร้างซีอีโอหรือบริษัทใหญ่โตขึ้นมาได้ตามยถากรรม แต่เกิดจากการที่ภาครัฐและภาคเอกชนหลอมรวมวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันโดยปักธงความสามารถในการแข่งขันระดับโลกเป็นเป้าหมายสูงสุด

* การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและคนรุ่นใหม่ (R&D & Human Capital): ผู้นำแถวหน้าของเอเชียมีความกล้าหาญทางความคิดและทรัพย์สิน พวกเขาไม่ลังเลที่จะทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไปในงานวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่กว้างขวางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนนวัตกรรม

* การปรับตัวอย่างไร้รอยต่อท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง (Adaptive Agility): น่าทึ่งที่แม้จะเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับหมื่นหรือแสนคน แต่พวกเขามีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงลิ่ว พร้อมที่จะปรับทิศทางธุรกิจ (Pivot) ไปตามพลวัตของโลกอย่างทันท่วงที โดยไม่ปล่อยให้ความสำเร็จในอดีตมาพันธนาการอนาคต
บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยโปรดทราบ: เมื่อความเร็วชนะความใหญ่

ในวันที่คลื่นความเปลี่ยนแปลงซัดเข้าหาฝั่งเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ทั้งเทคโนโลยีที่พลิกโฉมพฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างประชากรสูงวัย และการแข่งขันอย่างไร้พรมแดน กฎเหล็กของโลกธุรกิจยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง—"ปลาใหญ่ไม่ได้กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่ปลาที่เร็วกว่าต่างหากคือกินปลาที่ช้ากว่า"

ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มทุนและบริษัทยักษ์ใหญ่แถวหน้าของประเทศ จะต้องสลัดความอุ้ยอ้ายของโครงสร้างรวมศูนย์และความเคยชินแบบเดิมๆ ทิ้งไป ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน:

* เลิกทำทุกอย่างเองด้วยโครงสร้างที่ยาวเป็นหางว่าว: จงแบ่งร่างเป็น "องค์กรสองความเร็ว" (Ambidextrous Organization) แยกหน่วยธุรกิจที่สร้างนวัตกรรมและความคล่องตัวออกมาจากแกนหลัก ให้มีอิสระในการคิดเร็ว ลองเร็ว และล้มเร็ว (Sandbox)

* ซื้อความเร็วแทนการรอสร้างจากศูนย์: ใช้ความได้เปรียบด้านเงินทุนและสภาพคล่องในการทำ M&A หรือลงทุนผ่าน CVC เพื่อผนึกกำลังกับ Startup หรือผู้เล่นรุ่นใหม่ที่มีความสดใหม่ แทนที่จะเสียเวลาพัฒนาทุกอย่างเองจนตกขบวน

* กระจายอำนาจให้คนหน้างาน: เลิกให้ทุกอย่างต้องวิ่งขึ้นไปรออนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงเพียงไม่กี่คน ส่งมอบอำนาจ (Empowerment) ให้ทีมหน้างานตัดสินใจและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้แบบเรียลไทม์

* ก้าวออกไปสู้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก: ตลาดในประเทศเริ่มแคบและอิ่มตัว การออกไปขยายธุรกิจในอาเซียนและเวทีสากล คือบททดสอบสำคัญที่จะบังคับให้องค์กรต้องกระตือรือร้นและยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา

* สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ไม่ใช่ผูกขาดตลาด: เปลี่ยนจากการพยายามกินรวบเบ็ดเสร็จ มาเป็นการเปิดแพลตฟอร์มให้พาร์ทเนอร์และ SMEs เติบโตไปด้วยกันผ่าน Open Innovation
ทรัพยากร เงินทุน และฐานลูกค้ามหาศาลที่พวกท่านมี คือ "อาวุธที่ทรงพลังที่สุด" แต่มันจะไร้ความหมายทันทีหากเคลื่อนไหวช้ากว่าแรงกระแทกของโลก

บทสรุป: ความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาและศักยภาพไทย

แม้ความท้าทายในเวทีโลกจะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด แต่ผมยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมและไม่เคยเสื่อมคลายว่า ประเทศไทยของเรา—ทั้งในมิติของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมโดยรวม—มีรากฐาน มีจุดแข็ง และมีทุนทางสังคมที่ดีงามอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เรามีศักยภาพและดีเอ็นเอที่จะ "ปรับใหญ่และปรับเร็ว" ได้อย่างไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก

หากเราช่วยกันดึงเอาความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ ความยืดหยุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนภูมิปัญญาที่บ่มเพาะมาตามวิถีไทย มาผสานเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่

การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของทุนใหญ่ ความมุ่งมั่นของภาครัฐ และความปราดเปรื่องของคนไทย จะเป็นพลังขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้กลุ่มธุรกิจไทยก้าวข้ามพ้นวิกฤต หรือรอดพ้นจากการถูก Disrupt เท่านั้น แต่ยังทำให้เรายืนหยัดอย่างสง่างาม พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำและหัวหอกในการนำพาระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีสากลได้อย่างแท้จริงครับ