xs
xsm
sm
md
lg

การ “เปลี่ยนโลก” ของ “สี-ปูติน” ใกล้สำเร็จโดยมี “ทรัมป์บ้า” เป็นตัวช่วย!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
หลังจากผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ยกหูโทรศัพท์เจ๊าะๆ แจ๊ะๆกับผู้นำรัสเซียประธานาธิบดี “ปูติน” แบบว่ากันว่า ต่างฝ่ายต่างไม่อยากวางสายเอาเลยถึงขั้นนั้น เมื่อช่วงวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ผ่านมา ผลสรุปที่ทำให้โลกทั้งโลกถึงกับ “ช็อก!!!” หรือไม่งั้นก็ออกอาการ “มึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ” กันไปทั้งบาง ก็คือสิ่งที่ประธานาธิบดีอเมริกันได้ออกมาป่าวประกาศในโซเชียล มีเดียว่า...“รัสเซียตกลงที่จะส่งน้ำมันดีเซล 300,000 ตันให้กับอเมริกาและตลาดโลกโดยด่วน และจะตามมาอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกาฯ รวมทั้งอีก 1,000,000 ตันในอีกไม่นาน-ไม่ช้า”...

เรียกว่า...ถึงแม้ข่าวคราวที่ว่าจะทำให้ “เศรษฐกิจโลก” ที่ดันต้องผูกติดอยู่กับ “น้ำมันดีเซล” ต้องใช้เติมรถบรรทุกขนส่งสินค้า ใช้เติมรถแทรกเตอร์ในฟาร์ม ฯลฯ เกิดความสดใส ซาบซ่า ขึ้นมามั่งเล็กๆ-น้อยๆ แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อคุณพ่ออเมริกาท่านเพิ่งออกกฎหมาย “แซงก์ชั่น” รัสเซียรอบที่ร้อยหรือรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ห้ามไม่ให้ใครก็ตามซื้อน้ำมันรัสเซีย ไม่งั้นต้องเจอภาษีนำเข้าอเมริการะดับ 500 เปอร์เซ็นต์อะไรไปโน่น แต่จู่ๆ “ทรัมป์บ้า” ดันออกอาการดีอก-ดีใจ เนื้อเต้น เนื้อตัวสั่นเร่าๆ ที่อเมริกามีโอกาสได้ซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย มันเลยแทบสรุปไม่ได้เอาเลยว่าข่าวคราวที่ว่า เป็น “ข่าวดี” หรือ “ข่าวร้าย” กันแน่???

คือถ้าดูจากอากัปกิริยาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่าง “ตัวตลก-ตัวแทน” ของชาติยุโรปประธานาธิบดี “Volodimir Zelensky” ผู้นำยูเครนที่แสดงอาการหัวฟัด-หัวเหวี่ยง ถึงขั้นเรียกข้อตกลงระหว่างอเมริกา-รัสเซียคราวนี้ ว่าเป็นความพยายามขู่เข็ญครั้งสุดท้าย (Last-resort kinetic blackmail) ต่อยูเครนเพื่อให้ต้องยอมๆ รัสเซียเอาเลยถึงขั้นนั้น แต่สำหรับนักการเมืองบางรายของชาติ “NATO” เอง อย่าง “Armando Mena” แห่งพรรค “Freedom Alliance Party” ประเทศฟินแลนด์ เขากลับมองโลกแง่ดี แง่สวย ไปซะยังงั้น ดังข้อความที่โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ “X” ที่สรุปว่า...“ข้อตกลงอเมริกา-รัสเซียคือข่าวดีของโลกและของตลาดโลก เพราะโลกต้องการสัมพันธภาพที่ดีระหว่างอเมริกาและรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินได้แสดงออกถึง...ความใจกว้างอันเหลือเชื่อ (incredible act of generosity) ที่จะช่วยให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในตลาดน้ำมัน” นี่ อะไรชั่งหยดย้อย หยาดเยิ้มเสียเหลือเกิน...

แต่ถ้าดูจากบรรดา “สื่อกระแสหลัก” ที่ออกไปทาง “โปรตะวันตก” ด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง มันคงไม่ได้แค่ออกไปทางร้ายๆ แต่ยังหนักไปทางน่าเกลียด น่าทุเรศ อีกด้วยต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “The Spectator” ของอังกฤษที่สรุปว่าเป็นการ “ทรยศ” หรือ “The Guardian” แห่งแดนผู้ดี ที่ถือเป็น “วิกฤตแบบสดๆ ร้อนๆ” ของ “NATO และพันธมิตร” ส่วนสื่ออเมริกันอย่าง “CNN” ถือเป็นการ “ตอกลิ่ม” สร้างความแตกแยกให้กับพันธมิตรตะวันตกโดยตรง ต่างไปจากสื่อจีนอย่าง “Global Times” ที่สรุปแบบกลางๆ แต่เป็นอะไรที่จริงแท้-แน่นอน ว่า “US secures diesel while Europe continues to pay the price of Russia sanctions” หรือไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็เถอะ แต่ขณะอเมริกาปลอดภัยจากภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซล ยุโรปเองนั่นแหละ...ที่หนีไม่พ้นต้องจ่ายค่าตอบแทนจากผลกระทบแห่งการแซงก์ชั่นรัสเซียอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงใดๆ ได้เลย...

ส่วนเว็บไซต์ของพวก “เกรียนคีย์บอร์ดรัสเซีย” อย่าง “Pikabu” เขาได้นำเสนอมุมมองที่ออกจะน่าคิด น่าสะกิดใจ และต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่ “เนรมิต-สร้างสรรค์” เอามากๆ นั่นก็คือได้หยิบประเด็นที่ว่าไปรังสรรค์จินตนาการเป็น “โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ” แบบเดียวกับยุคที่รัสเซียยังเป็น “สหภาพโซเวียต” หรือยังคงต้องทำ “สงครามเย็น” กับโลกตะวันตกเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เป็นภาพชาวรัสเซียกำลังหอบถังน้ำมันดีเซลไว้ทั้งสองมือ โดยมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า “American, remember! Your enemy is not Russian-the Russian gives diesel! Your enemy is the Green Rat, who bombs your diesel in Russia” หรืออเมริกันชนทั้งหลาย...ศัตรูพวกคุณไม่ใช่ชาวรัสเซีย เพราะรัสเซียคือผู้มอบน้ำมันดีเซลให้กับคุณ แต่ศัตรูที่แท้จริงของคุณก็คือไอ้หนูตัวเขียวๆ (หมายถึงผู้นำยูเครนนายVolodimir Zelensky ที่ชอบใส่ชุดเขียวออกท่า ออกทาง เป็นนักรบ นักการทหาร ขณะทำสงครามกับรัสเซียมาโดยตลอด) ที่พยายามส่งจรวด ส่งโดรน ไประเบิดคลังน้ำมันดีเซลรัสเซีย...

และที่ “แสบรูทวาร” ยิ่งไปกว่านั้น...ก็คือโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่ออีกชุด ที่ทำเป็นรูปอดีตวุฒิสมาชิกอเมริกันซึ่งเคยบินไปเชียร์ผู้นำยูเครนถึงที่ ก่อนเสียชีวิตอีกไม่นาน อย่าง “นายLindsey Graham” ผู้มีส่วนผลักดันให้ออกกฎหมายแซงก์ชั่นประเทศใดก็ตามที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย ด้วยการขึ้นภาษี 500 เปอร์เซ็นต์กำลังอ้าปาก ตาค้างอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง พร้อมด้วยข้อความบนโปสเตอร์ประมาณว่า อดีตวุฒิสมาชิกผู้นี้กำลังชักดิ้น ชักงอ อยู่ในนรก ขณะที่น้ำมันดีเซลจากรัสเซียมาถึงอเมริกา...

แต่ก็นั่นแหละ...แม้ว่าตัวเลขปริมาณน้ำมันดีเซล ที่ถูกคิดคำนวณเป็นตันแทนที่จะเป็นบาร์เรล เพื่อให้ดูสูงๆ เข้าไว้ ไม่ว่าจำนวน 300,000 ตัน หรือ 500,000 ตันที่จะมาถึงตลาดอเมริกาอีกไม่นานนับจากนี้ เอาไป-เอามาแล้ว...มันคงไม่ได้ช่วยให้เกิด “เสถียรภาพด้านราคา” หรือช่วยลดภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลมากมายสักเท่าไหร่ แค่เอาไปเติมรถบรรทุก รถเกี่ยวข้าว แค่ไม่กี่สัปดาห์ก็หมดแล้ว!!! เพราะอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับโลก อย่าง “นายKarl W. Miller” เขาได้คิดคำนวณเอาไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นแหละว่า “ภาวะขาดแคลนน้ำมัน” ในระยะ 5 ปีนับจากนี้ มันจะขาดกันในระดับ 5,500 ล้านบาร์เรลเป็นอย่างน้อย หรือถ้าคิดเป็นตันๆ อย่าง “ทรัมป์บ้า” ก็ยิ่งน่าจะระเบิดเถิดเทิงยิ่งขึ้นไปใหญ่...

ดังนั้น...ข้อตกลงน้ำมันดีเซลอเมริกา-รัสเซียคราวนี้ อาจพอส่งผลให้แง่ “จิตวิทยาการตลาด” นั่นแหละเป็นหลัก แต่ไม่น่าจะทำให้ภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซล ลดน้อยถอยลงไปมากมายสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้าหากคุณพ่ออเมริกาท่านยังพร้อมดำรงตนเป็น “สุนัขบ้า” ให้กับพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล ในการกัด การขย้ำอิหร่านไปจนถึงเยเมนกันอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้น...ในแง่ “จิตวิทยา” อีกนั่นแหละ ที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างอเมริกา-รัสเซียภายใต้ข้อตกลงทำนองนี้ ส่งผลให้ผู้ที่ต้อง “แบกรับ” ผลกระทบดังกล่าวแบบหนักหนา-สาหัสเอามากๆ ก็คงหนีไม่พ้นไปจาก “หนูสีเขียวๆ” หรือผู้นำยูเครนอย่าง “นายVolodimir Zelensky” นั่นเอง ผู้ที่ทำให้ชาวยูเครนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีก 5 ล้านคนต้องอพยพหลบหนีออกจากประเทศนับจากเกิดสงครามกับรัสเซียเป็นต้นมา ซึ่งกำลังถูกแรงกด แรงบีบ ไม่ว่าจากผู้นำอเมริกา หรือฝ่ายรัสเซีย ที่เห็นพ้องต้องกันว่าต้องเร่งให้จัดการ “เลือกตั้ง” เพื่อสรรหาผู้นำคนใหม่โดยไว ไม่งั้นโอกาสที่จะหามุมจบ หาข้อยุติสงครามครั้งนี้ ย่อมหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอไปโดยตลอด...

อีกทั้งไม่ว่าจะจบกันในแบบไหน? เมื่อไหร่? และอย่างไร? แนวโน้มที่ “ประเทศยูเครน” นับจากนี้ จะหดหายจนต้องกลายเป็นประเทศ “Landlock” หรือประเทศที่ไม่มีทางออก-ทางไปทางทะเล ต้องหันไปออกทางบกผ่านประเทศโปแลนด์ ประเทศลิทัวเนีย กันแทนที่ ในทันทีที่กองทัพรัสเซียกรีธาทัพเข้าสู่เมือง “Odesa” หรือ “Odessa” ที่อยู่ติดกับฝั่งทะเลดำกันในเมื่อไหร่? ตอนไหน? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป และนั่นยิ่งน่าจะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต่อไปจากความร่วมมือระหว่างอเมริกา-รัสเซียในลักษณะทำนองนี้ ก็คือบรรดา “ขาเชียร์” หรือบรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุน “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่าง “นายVolodimir Zelensky” อันได้แก่บรรดาชาติยุโรปอย่างอียู-อีย้วย ยิ่งน่าจะกลายเป็น “อียับเยิน” ยิ่งเข้าไปทุกที...

ด้วยเหตุนี้...พาดหัวข่าว “สำนักข่าวผู้จัดการ” ของหมู่เฮา เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงถือเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่ระบุไว้ว่า “เยอรมนี...เลิ่กลั่ก! ฝ่ายค้านร้องเลิกแบนนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังโดนทรัมป์เท ปลดแบนดีเซลก่อนใครเพื่อน” คือถึงจะเคย “อมสากกะเบือ” ไว้นับร้อยๆ ด้าม เมื่อครั้งเกิดวินาศกรรมท่อขนส่งพลังงานรัสเซียหน้าปากประตูบ้านตัวเอง โดยหันไปซื้อน้ำมันแพง-แสน-แพงจากอเมริกากันแทนที่ แต่จู่ๆ อเมริกาที่เป็นผู้ชักนำให้ใครต่อใครแบนน้ำมันรัสเซีย หรือห้ามไม่ให้ใครซื้อ-ขายน้ำมันรัสเซีย ดันไปขอซื้อจากรัสเซีย 300,000-500,000 ตันซะเฉยเลย ผู้ที่เดินตามอเมริกาต้อยๆๆ จนถูกกล่าวหาว่าเป็น “สุนัขพูเดิลอเมริกา” อย่างเยอรมนีหรือบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย เลยต้อง “เลิ่กๆ ลั่กๆ” ไปด้วยประการละฉะนี้...แล...

ส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านของเยอรมนี อย่างพรรค “AfD” (Alternative for Germany) ที่ไม่ต้องการรบกับรัสเซียและเพิ่งกวาดเก้าอี้ สส.ในแคว้นแถบตะวันออกของประเทศซะแทบเกลี้ยง เลยต้องออกมากู่ร้องปองรักให้เลิกแบน เลิกต่อต้านรัสเซียเลิกสนับสนุน “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างผู้นำยูเครนได้แล้ว เนื่องจาก “นโยบาย” ของรัฐบาลแสดงให้เห็นถึง “ความล้มเหลวในทุกๆ ด้าน” หรือกลายเป็นตัวทำร้ายประเทศเยอรมนีจนใกล้ๆ จะ “เจ๊ง” ไปทั้งประเทศ โดยถ้าหากรัฐบาลของ “นายFriedrich Merz” ที่คะแนนนิยมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ใกล้จะจมธรณีลงไปทุกที ยังไม่คิดจะปรับเปลี่ยนนโยบาย ไม่คิดจะญาติดีกับรัสเซีย โอกาสที่พรรค “AfD” จะผงาดขึ้นเป็นรัฐบาลเยอรมนีกันแทนที่ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

ไม่ต่างไปจากเศษฝรั่ง-ฝรั่งเศสนั่นแหละ ที่ผลสำรวจล่าสุดของ “The Toluna Harris International survey” ได้สรุปออกมาแล้วว่า คะแนนนิยมของผู้นำฝ่ายขวาหรือฝ่ายค้านอย่าง “นางMarine Le Pen” พุ่งพรวดๆ พราดๆ จาก 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ไปแล้วในทุกวันนี้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ว่าฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายกลาง คะแนนนิยมหล่นวูบเหลือแค่ 13-17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่จะทำให้การสิ้นสุด ยุติ สงครามยูเครน-รัสเซีย อาจไม่ต้องเสียเวลางัด “อาวุธนิวเคลียร์” ออกมาขู่ หรือออกมาใช้เอาเลยก็ว่าได้ ความอดทน-อดกลั้นของผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดี “ปูติน” ที่นักวิเคราะห์อเมริกันบางรายนำไปเทียบกับ “นักบุญ” เอาเลยถึงขั้นนั้นที่ยึดแนวทาง “สันติภาพ” ในการเปลี่ยนแปลงโลก จาก “โลกขั้วอำนาจเดียว” ให้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” เช่นเดียวกับผู้นำจีน ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” จึงได้รับอานิสงส์จาก “ความบ้า” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” เป็นตัวช่วยเพิ่มแรงส่ง หรือช่วยร่นระยะเวลาการเปลี่ยนแปลง ให้ผลิดอกออกผล ได้อย่างชนิดน่าชื่นชม น่าทึ่งและน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง!!!