xs
xsm
sm
md
lg

คลื่นลมทะเลที่หวนคืน: ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในสมุทรอาเซียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ​เอนก เหล่าธรรมทัศน์



​เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา


​เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราเคยตัดสินใจ "หันหลังให้ทะเล" เพราะม่านควันปืนเรือรบเหล็กของตะวันตกบีบให้มหาสมุทรกลายเป็นประตูมรณะ เราเลือกที่จะถอยร่นขึ้นบก พึ่งพากำลังทหารบก และอาศัยศิลปะทาง การทูตเพื่อรอดพ้นจากปากเหยือกปากกาของจักรวรรดินิยม

​แต่วันนี้ ประวัติศาสตร์กำลังหมุนวนกลับมาท้าทายเราอีกครั้งด้วยความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้: เราหันหลังให้ทะเลได้ แต่เราหนีทะเลไม่พ้น

​1. คลื่นลมรอบบ้านที่เปลี่ยนไป: เมื่อทุกชาติหวนคืนสู่ท้องทะเล

​โลกยุคปัจจุบันไม่ได้เงียบสงบเหมือนในอดีต น่านน้ำรอบบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นอ่าวไทย ทะเลจีนใต้ หรือช่องแคบมะละกา กำลังกลับมาคลาคล่ำไปด้วยกองเรือรบที่ทันสมัยและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบศตวรรษ:

​การแข่งขันของสองมหาอำนาจโลก:

สหรัฐอเมริกาและจีนกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ทะเลสมุทรบ้านเรากลายเป็นสนามทดกำลังและเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องชิงไหวชิงพริบ
​
การผงาดของกองเรือเพื่อนบ้าน: ประเทศรอบบ้านเราไม่ได้หยุดนิ่ง เวียดนามและกัมพู ชาต่างเร่งพัฒนากองเรือรบและกำลังทางทะเลเข้ามามีบทบาทในอ่าวไทย

อินโดนีเซียในฐานะชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับ G20 ก็กำลังขยายแสนยานุ ภาพกองเรือรบอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีความพร้อมทางทะเลอยู่แล้ว

​ในขณะที่ไทยเรายังคงติดอยู่กับภาพจำเดิมๆ ว่าทะเลคือพื้นที่ไม่ปลอดภัย ทะเลรอบตัวเรากลับเต็มไปด้วย "คลังแสงนาวี" (Naval Arsenals) เทคโนโลยีสอดแนม และการแข่ง ขันชิงอำนาจที่แหลม คม

​2. ทางแพร่งทางยุทธศาสตร์: ถึงเวลาไทยต้องหวนคืนสู่ทะเล

​หากเรายังคงนิ่งนอน ใจและคิดว่ากองทัพบกบนแผ่นดินจะคุ้ม ครองเราได้ทั้งหมดในยุคที่สงครามทางเรือและการปิดล้อมทางเศรษฐกิจไร้รอยต่อ ประเทศไทยอาจตกอยู่ในภาวะ "ตาบอดกลางทะเล" ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่:

​พึ่งตนเองให้มากขึ้นในด้านเทคโนโลยีการทหาร อาวุธ และการรบ: บทเรียนจากความขัดแย้งทั่วโลกย้ำเตือนเราอย่างชัดเจนว่า การฝากอนาคตไว้กับการนำเข้ายุทโธ ปกรณ์ราคาสูงจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวทำให้เราเปราะบาง

ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการ พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีการทหาร พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วิจัยและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ยุท โธปวิธี และระบบการรบที่เป็นของเราเอง เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนและไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร

​ผนึกกำลัง "กองทัพเรือและกองทัพอากาศ" เป็นหนึ่งเดียว: การปกป้องน่านน้ำในยุคใหม่จะลำพังอาศัยเรือรบในน้ำไม่ได้อีกต่อไป หากแต่ต้องบูรณาการกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ทัพเรือและทัพอากาศต้องทำงานประสานสอดรับกันแบบเรียลไทม์ ทั้งการลาดตระเวนทางอา กาศ การคุ้มกันทางทะเล และการสร้างร่มธงป้องกันภัยทางอากาศเหนือผืนน้ำ เพื่อปิดจุดอ่อนและเพิ่มอำนาจการยับยั้งขั้นสูงสุด

​เพิ่มสมรรถนะด้วย "เทคโนโลยีราคาประหยัด" (Asymmetric Warfare): ควบคู่ไปกับการพึ่งตนเอง เราควรลงทุนในยุทโธปกรณ์ที่คุ้มค่า คล่องตัว และมีอานุภาพสูง เช่น โดรนทางทะเล-ทางอากาศ, ขีปนาวุธต่อสู้เรือรบชายฝั่ง, และระบบเครือข่ายข่าวกรองอัจฉริยะ ที่เราสามารถพัฒนาหรือต่อยอดได้เองในประเทศ

​ปักหมุดยุทธศาสตร์สองฝั่งสมุทร: ทั้งสองฝั่งคาบสมุทรภาคใต้และชายทะเลภาคตะวันออก ต้องได้รับการยกระดับให้เป็นแนวป้องกันทางทะเลที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการคมนาคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพราะนี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาติ

​ความเป็นกลางในความขัดแย้งและความรอบคอบต่อเมกะโปรเจกต์: ท่ามกลางศึกชิงอำนาจระหว่างจีนกับอเมริกา สยามประเทศต้องใช้ภูมิ ปัญญาทางการทูตดั้งเดิมในการ "รักษาความเป็นกลาง" อย่างชาญฉลาด ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือหรือฐานยิงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มุ่งเน้นการค้าเสรีและสันติภาพในน่านน้ำ

​ข้อควรระวังเชิงยุทธ ศาสตร์: ความคิดเรื่องการขุดคลองเชื่อมทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (ไม่ว่าจะเป็นคลองไทยหรือโครงการแลนด์บริดจ์) ยังคงเป็นดาบสองคมที่ "สุ่มเสี่ยงเกินไป" โครงการมหึมาเช่นนี้อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความขัดแย้งของมหาอำนาจโลกและภูมิภาค ให้ลากเอาผืนแผ่นดินและน่านน้ำของเราเข้าไปเป็นสนามแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจคุ้มไม่เสียกับความมั่นคงของชาติในระยะยาว

​สร้างมิตรไมตรีกับอาเซียน: ความมั่นคงทางทะเลในยุคใหม่ไม่อาจดูแลได้โดยลำพัง การสร้างความสามัคคีและร่วมมือกับกองเรือรบและกองทัพของชาติอาเซียนด้วยกัน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่

​สรุป:
ทะเลและมหาสมุทรที่บรรพบุรุษเคยใช้สร้างบ้านแปงเมืองและหลอมรวมพวกเราจนกลายเป็นคนไทย บัดนี้กำลังส่งเสียงเรียกให้เราลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง การหวนกลับไปให้ความสำคัญกับ "ความมั่นคงทางทะเล" ผ่านการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีการทหาร การบูรณาการกำลังพลของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ และการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด รอบคอบต่อโครงการขนาดใหญ่ที่เสี่ยงดึงความขัดแย้งเข้ามา คือเกราะคุ้มกันที่จะนำพาประเทศไทยให้อยู่รอดอย่างสง่างามท่ามกลางกระแสคลื่นลมแห่งอนาคต