xs
xsm
sm
md
lg

ความไร้ประสิทธิภาพของกรุงเทพมหานครในการระบายน้ำคือความเห็นแก่ตัวขั้นสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติ
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


น้ำท่วมปี 2569 นี้ ลุ่มน้ำที่หนักหนามากคือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตะวันออก และลุ่มน้ำบางปะกง ที่ฝนตกแช่เกือบ 300 มิลลิเมตรในคืนเดียวนั้น ทำให้กรุงเทพที่ต่ำมากบริเวณทุ่งเจ้าพระยาตะวันออก อันเป็น floodway แต่เมืองขยายออกไปจนขวางลำน้ำ นั้นจมบาดาลยาวนาน ได้แก่ลาดกระบัง รามคำแหง ร่มเกล้า คลองจั่น มีนบุรี หนองจอก แต่น้ำในทุ่งรังสิต เช่น แถวลำลูกกา ปทุมธานี แถวนครนายก เช่น องครักษ์ และแปดริ้ว ก็เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน และไปจนถึงบ้านสร้าง ปราจีนบุรี อันเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำนครนายก และแม่น้ำปราจีนบุรี น้ำจากเขื่อนขุนดานปราการชลนั้นล้น Spillway จนต้องยกบานประตูระบายน้ำสูงเพื่อป้องกันเขื่อนวิบัติ ประกอบกับที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ (Delta) ของแม่น้ำบางปะกงนั้นคดเคี้ยวและไหลเอื่อยมาก ทำให้น้ำท่วมแล้วแช่ยาว

โดยธรรมชาติ ทุ่งเจ้าพระยาตะวันออกเองก็มีความลาดน้อย จากบริเวณคลองหกวาสายล่างอันเป็นตอนเหนือสุดของกรุงเทพแถว ๆ ถนนสายไหม มาจนถึงสมุทรปราการบริเวณถนนสุขุมวิทสายเก่า เป็นระยะทางราว 40 กิโลเมตรนั้น มีความสูงต่างกันเพียงแค่ประมาณหนึ่งเมตร ทำให้น้ำไหลลงทะเลยากมาก นี่คือความลาดเอียงในแนวเหนือ-ใต้

แต่ความลาดเอียงแนวตะวันตก-ตะวันออก นั้นมีความลาดเอียงสูงกว่ามาก ทำให้น้ำจากลุ่มน้ำบางปะกง จะไหลลงมาลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรามาลองสังเกตคลองขุดที่เชื่อมสองลำน้ำคือเจ้าพระยากับบางปะกงกันดู

หนึ่ง คลองรังสิตประยูรศักดิ์ เชื่อมแม่น้ำนครนายกกับแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ฝั่งแม่น้ำนครนายก มีประตูน้ำเสาวภาผ่องศรี ปกติน้ำจะไหลจากนครนายกเข้าทุ่งรังสิต ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะมีความสูงกว่ากัน

แต่คลองรังสิตประยูรศักดิ์นั้น กรมชลประทานได้ออกแบบให้สูบน้ำไหลย้อนธรรมชาติ ให้น้ำจากทุ่งรังสิตไปลงแม่น้ำนครนายกได้ โดยต้องปิดประตูน้ำเสาวภาผ่องศรี ปิดประตูน้ำตรงกลางคลองหกหรือคลองเจ็ด ให้น้ำไหลย้อนกลับ แล้วสูบออกแม่น้ำนครนายก ไปไหลลงแม่น้ำบางปะกง

แต่ถ้าประสานแล้ว ทางลุ่มน้ำบางปะกง รับน้ำไม่ไหวก็แค่ปิดประตูน้ำเสาวภาผ่องศรีไว้ เฉย ๆ ไม่ให้น้ำเข้าทุ่งรังสิต แล้วเร่งสูบน้ำที่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ลงแม่น้ำเจ้าพระยาแทน

สอง คลองแสนแสบ เชื่อมต่อแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง ยาวประมาณ 60 กิโลเมตร ขุดโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขนกำลังทหารไปรบกับเขมรได้ไวขึ้น คลองแสนแสบด้านแม่น้ำบางปะกง แยกออกเป็นสองคลองคือคลองนครเนื่องเขตและคลองบางขนาก มีประตูระบายน้ำคลองนครเนื่องเขตและคลองบางขนากอยู่ พอคลองแสนแสบมาถึงบริเวณถนนรามคำแหง จะแยกเป็นสองคลอง เส้นหนึ่งเป็นคลองตัน ไปลงคลองพระโขนง อีกเส้นตัดเข้าระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนเพชรบุรีตัดใหม่ผ่านประตูน้ำไปจนบริเวณภูเขาทอง เป็นคลองมหานาคและคลองโอ่งอ่าง ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างทางนั้นมีบึงพระรามเก้า และอุโมงค์ยักษ์ของกรุงเทพมหานคร สูบน้ำจากทั้งคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เช่นกัน

น้ำในคลองแสนแสบไหลจากแม่น้ำบางปะกงลงแม่น้ำเจ้าพระยา การสูบน้ำคลองแสนแสบย้อนไปแม่น้ำบางปะกงทำได้ แต่ทำได้ยากมาก เนื่องจากบริเวณแม่น้ำบางปะกงนั้นตื้นเขินและคดเคี้ยว ไหลช้ามาก สูบออกไปลำบากมาก

ถ้าจะไม่ให้น้ำเข้าท่วมกรุงเทพ ให้ปิดประตูระบายน้ำบางขนากและนครเนื่องเขต ฝั่งแม่น้ำบางปะกง คลองแสนแสบนี้ทำให้น้ำท่วมเคหะคลองจั่น ต้องไม่เติมน้ำเข้ามาจากลุ่มน้ำบางปะกง แล้วเร่งสูบน้ำออกสองทาง ทางหนึ่งไหลลงคลองตัน แล้วไปออกคลองพระโขนง ตรงบางกะเจ้าโค้งข้าวเหนียวบูด อีกทางน้ำจะออกแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ผ่านเมือง เช่น คลองมหานาค อันนี้อาจจะปล่อยน้ำเข้า central business district ทำได้ลำบาก และถ้าเป็นไปได้ อาจจะขอสูบน้ำย้อนออกประตูน้ำบางขนาก ลงแม่น้ำบางปะกง แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องมาเร่งสูบน้ำตรง อุโมงยักษ์บึงพระรามเก้า แทน อย่างไรก็ตาม บึงพระรามเก้า รับน้ำจากทางเหนือ คือคลองลาดพร้าวด้วย เป็นทางน้ำหลักอยู่

สาม คลองประเวศบุรีรมย์ ยาวประมาณ 40 กิโลเมตร ฝั่งแม่น้ำบางปะกงมีประตูน้ำท่าถั่ว ปลายคลองประเวศลงคลองพระโขนง น้ำจะไหลจากแม่น้ำบางปะกงมาแม่น้ำเจ้าพระยาตามธรรมชาติ

หากจะป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพ ให้ปิดประตูน้ำท่าถั่ว และสูบน้ำย้อนกลับ (ถ้าเจรจาได้) และเร่งสูบน้ำตรงปากคลองพระโขนงเพื่อดึงน้ำลง ให้เคหะร่มเกล้าแห้ง

สี่ คลองสำโรง เชื่อมแม่น้ำบางปะกง กับแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรากับสมุทรปราการ มีความยาว 55 กิโลเมตร น้ำไหลไปมาสองแม่น้ำ ขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลง ช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำขึ้น (บางปะกงน้ำลง) น้ำจะไหลจากทิศตะวันตก (เจ้าพระยา) มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก (บางปะกง) ช่วงแม่น้ำบางปะกงน้ำขึ้น (เจ้าพระยาน้ำลง) น้ำทะเลจะดันจากฝั่งฉะเชิงเทรา ไหลย้อนกลับมาทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความที่ธรรมชาติเดิมน้ำจะไหลกลับไปกลับมาตามแรงหนุนของน้ำทะเล และนำพาน้ำเค็มเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ปัจจุบันกรมชลประทานจึงต้องใช้ ประตูระบายน้ำ ทั้งสองฝั่งในการบล็อกน้ำทะเลไว้ และใช้ระบบสูบน้ำอัจฉริยะบังคับให้ไหลออกสู่ทะเลผ่านทางสถานีสูบน้ำชายทะเลสมุทรปราการแทนเป็นหลัก แต่สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำสำโรงเหนือฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้นก็มีศักยภาพสูง สูบน้ำได้ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเนื่องจากมีคลองสุวรรณภูมิตัดตรงแนวเหนือ-ใต้ เพราะเป็นคลองขุด สูบน้ำจากคลองสำโรงเข้าคลองสุวรรณภูมิ ยกข้ามถนนสุขุมวิทสายเก่า ลงทะเลได้ที่สถานีสูบน้ำชลมาร์คพิจารณ์ (หรือสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ) ได้ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โดยภาพรวมเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า น้ำระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาตะวันออกกับลุ่มน้ำบางปะกง มักไหลลงตามแนวตะวันออกมาตะวันตกหรือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตามธรรมชาติ

แต่การที่น้ำท่วมหนัก ทำให้เกิดความขัดแย้ง วันนี้จุดที่เห็นชัดสุดคือ รอยต่อระหว่างลำลูกกากับองครักษ์ ที่ชาวองครักษ์เชื่อว่าการเปิดประตูน้ำคลองสิบสอง อันเป็นคลองรังสิตนั้น จะทำให้น้ำไหลลงมาลำลูกกาแล้วทำให้น้ำในองครักษ์ลดลง แต่พอเปิดไปได้ไม่นาน น้ำก็ไหลวนกลับไปทางองครักษ์เช่นเดิม เพราะความสูงของน้ำท่วมสองฝั่งเท่ากันเสียแล้ว

ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างสองลุ่มแม่น้ำ และหลายจังหวัดเช่นนี้ หากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกันทั้งหมดเมื่อไหร่ มีแนวโน้มจะเกิดศึกระหว่างจังหวัด เพราะจะต้องหาเสียงให้พื้นที่จังหวัดตัวเองน้ำไม่ท่วม แห้งสนิท อันเป็นผลงานที่จะช่วยให้ชนะเลือกตั้ง ได้อยู่ในตำแหน่งไปยาว ๆ

ปัญหาใหญ่คือ น้ำต้องไหลลงทะเลผ่านหลายจังหวัด เช่น ไหลจากปราจีนบุรีมานครนายก มาฉะเชิงเทรา มาปทุมธานี มากรุงเทพ มาสมุทรปราการแล้วออกอ่าวไทย ถ้าน้ำไม่ไหลลง ก็ทำให้ด้านบนของลุ่มน้ำแช่ท่วมขังนาน

ความไร้ประสิทธิภาพของกรุงเทพมหานคร จึงกลายเป็นความเห็นแก่ตัวของกรุงเทพมหานคร โดยปริยาย เพราะทำให้น้ำลงมาไม่ได้ จังหวัดอื่น ก็แช่น้ำกันไปยาว ๆ แทนกรุงเทพ

อะไรที่แสดงว่ากรุงเทพมหานครไร้ประสิทธิภาพ

หนึ่ง สถานีสูบน้ำชลหารพิจิตรกับสถานีสูบน้ำชลมาร์คพิจารณ์ (สุวรรณภูมิ) ที่กรมชลประทานดูแล ด้านริมทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่มีน้ำจะสูบเท่าไหร่ ใช้ศักยภาพไม่ได้เต็ม กรุงเทพมหานครไม่มีความสามารถในการผลักดันน้ำลงไปยังสมุทรปราการให้ออกไปยังอ่าวไทยได้ ข้อแก้ตัวนั้นพอมีคือมิใช่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ข้อที่แก้ตัวไม่ได้คือเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการและกรมชลประทาน

สอง สถานีสูบน้ำบางอ้อ ที่ต่อด้วยอุโมงค์ยักษ์ บึงหนองบอน ยาว 9.5 กิโลเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตรกว่า สูบน้ำแค่ 30% ไม่มีน้ำลงบึงหนองบอน เพราะขยะกับเลนและเสาไม้ขวางคลองหนองบอนที่เชื่อมต่อคลองประเวศ ทำให้น้ำไม่ flow ลงบึงหนองบอน เป็นความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร 100%

สาม เครื่องสูบน้ำปากคลองพระโขนงมี 54 ตัว ทราบว่าเสีย 20 ตัว ป่านนี้ซ่อมกลับมาให้ใช้ได้ครบ 54 ตัวหรือยังไม่ทราบ เป็นความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร 100%

ดังนั้น สถานีสูบน้ำหลักที่จะชักน้ำจากคลองประเวศลงได้ 4 สถานี ทำงานจริง ๆ สักไม่ถึงหนึ่งสถานี

คราวนี้ ลุ่มน้ำบางปะกง มันลาดลง ลุ่มเจ้าพระยาตะวันออก ก็ถูกปิดประตูระบายน้ำเอาไว้

คลองรังสิต ปิดประตูระบายน้ำเสาวภาผ่องศรี สูบย้อนออกไปลงแม่น้ำนครนายก ทำให้นครนายก ยิ่งอ่วมหนัก

คลองแสนแสบ ต่อคลองบางขนากับคลองนครเนื่องเขต ออกแม่น้ำบางปะกง ก็คงปิดประตูน้ำฝั่งแม่น้ำบางปะกงเอาไว้เช่นกัน หรือเปิดให้เข้ามาก็น้อยมาก

คลองประเวศบุรีรมย์ ฝั่งแม่น้ำบางปะกง มีประตูน้ำท่าถั่ว ก็คงปิดเช่นกัน ไม่ให้น้ำจากลุ่มน้ำบางปะกงไหลเข้ากรุงเทพ

แทนที่จะรีบสูบน้ำออกจากกรุงเทพ ลงไปคลองในสมุทรปราการ แทนที่จะใช้บึงหนองบอนและอุโมงค์ยักษ์ หนองบอน-บางอ้อ ก็ใช้ไม่เป็น

น้ำใน กทม. เต็มปรี่ ลาดกระบัง รามคำแหงในคลองยังปรี่ มีนบุรี หนองจอก ยังอ่วมจะระบายน้ำจากลำลูกกา รังสิต ปทุมธานีลงมาได้อย่างไร

น้ำตรงองครักษ์ น้ำจากนครนายก ก็ลงมาไม่ได้ น้ำจากบ้านสร้าง ปราจีนบุรีที่ต่อมาก็ลงมาไม่ได้
เพราะ กทม. ด้อยประสิทธิภาพในการปราบน้ำรอระเหย เอาน้ำลงไปคลองในสมุทรปราการไม่ได้ ออกทะเลไม่ได้

กระต่ายสาม เคยทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ก็ไม่ทำตาม

เท่ากับ ความด้อยประสิทธิภาพของกทม. ทำให้ ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี เดือดร้อน เอาน้ำลงไม่ได้ครับ

ถ้า กทม. มีประสิทธิภาพ น้ำจากกรุงเทพ จะลงสมุทรปราการ น้ำจากปทุมธานี ฉะเชิงเทราจะลงมากรุงเทพ น้ำจากนครนายก ปราจีนบุรี ก็จะลงมา ไล่ลงมาตาม basin ของเจ้าพระยาตะวันออก และบางปะกง
กรุงเทพแห้ง ก็ช่วยจังหวัดที่เหนือกรุงเทพไประบายน้ำได้

นี่กลายเป็นว่า กรุงเทพ ด้อยประสิทธิภาพ จมน้ำ สมุทรปราการน้ำแห้ง จังหวัดที่เหลือด้านบน จมน้ำ

จะไม่พูดว่า ความด้อยประสิทธิภาพของกทม. คือความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบจังหวัดอื่น ๆ ในลุ่มน้ำเดียวกัน ก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องพูดแบบนี้

กทม. ควรใจเขาใจเรานึกถึงจังหวัดเพื่อนบ้าน ร่วมลุ่มน้ำเดียวกันบ้าง

อย่าได้ถือว่าตัวเองเป็นเมืองหลวง แล้วจังหวัดอื่น ๆ ต้องแช่น้ำแทนฝ่ายเดียว

ตนเองต้องมีประสิทธิภาพก่อน จึงจะช่วยคนอื่น ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัวได้