xs
xsm
sm
md
lg

“ชุณหะวัณ-ผู้ลูก” สานงานการเมืองต่อ? (ตอน 1)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ : ประสาท นิรันดรประเสริฐ
พิธีลอยอังคาร น้าชาติ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ลงสู่ก้นทะเลแหลมฉบังบริเวณนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ของชาติไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว!

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ พี่โต้งกับผมมีโอกาสไปพักผ่อนที่บ้านรับรองหลังหนึ่งของผู้บริหารบริษัท ปตท. แอร์เย็นฉ่ำดับร้อนและช่วยให้ผ่อนคลายความหม่นหมองได้มาก.. พร้อมกับมีพนักงานบริการกาแฟกับของว่างให้กับเราและคณะด้วย

“คุณหญิงท่านหนึ่ง” ได้พูดคุยรำลึกถึงเรื่องราวผลงานของน้าชาติ ช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีช่วงสั้นๆ และพูดถึงบางภารกิจในอนาคตของพี่โต้ง ในฐานะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตต รัตตกุล ด้วย

ต้องบอกว่า ระหว่างผมกับพี่โต้ง ลูกชายคนเดียวของตระกูลชุณหะวัณ ที่แม้จะไร้น้าชาติแล้ว ความสัมพันธ์ของเราไม่จบลงง่ายๆ ครับ เพราะ น้าชาติ ได้เคยพูดกับผมและพี่โต้งว่า..

“ชัช.. อย่าทิ้งไอ้โต้งไปทำงานที่อื่นนะ เพราะโต้งจะต้องเล่นการเมืองต่อจากพ่อ.. ชัชต้องรับปากกับพ่อนะว่า.. ชัชจะอยู่ทำงานกับโต้งตลอดไปเรื่อยๆ... อ้อ! หลังพ่อกลับจากรักษาตัว พ่อจะพาทีมงานเราทุกคนไปพักผ่อนที่คุนหมิง ประเทศจีนนะชัช”
นั่นเป็นสองเรื่องที่น้าชาติพูดกับผมต่อหน้าพี่โต้ง ระหว่างทางจากบ้านราชครูไปสนามบิน เพื่อไปรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษ
ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลยว่า... การเดินทางไปรักษาโรคมะเร็งตับที่ประเทศอังกฤษในครั้งนั้น จะเป็นการลาจากแบบชั่วนิรันดร์ของน้าชาติ

ระหว่างพักผ่อนดื่มกาแฟที่บ้านรับรองของผู้บริหาร ปตท. ในวันนั้น พี่โต้งพูดกับผมว่า..
“ชัช.. พ่อก็พูดเกินไป ที่จะให้ชัชอยู่ทำงานกับพี่ตลอดไปเรื่อยๆ พี่รู้มาว่า.. มีผู้ใหญ่หลายคนอยากดึงตัวชัชไปร่วมทำงานกับพวกเขา.. เอาเป็นว่า ถ้าหากชัชอยู่กับพี่ได้ตลอดไป ถือว่าพี่โชคดีนะ.. แต่ถ้ามีคนมาช่วย

ชัชทำงาน หรือมาแทนชัช.. ชัชก็สามารถปลีกตัวไปช่วยงานคนอื่นได้เลยนะ.. ไม่ต้องมาผูกติดกับพี่.. อย่างมากพี่ขอแค่ให้ชัชแวะมากินข้าว หรือมาช่วยพี่บางเรื่องเป็นครั้งคราว พี่ก็พอใจแล้ว.. ชัชเป็นเหมือนน้องของพี่นะ..”

นั่นคือคำพูดที่พี่โต้ง ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทและรักกันกล่าวกับผมในบ่ายวันนั้น

จริงครับ! ผมมีเพื่อนๆ ที่เคยทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาด้วยกัน นับแต่เมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จวบจนถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คราครั้งที่รัฐบาลเผด็จการสามานย์ใช้อาวุธสงครามปราบปรามประชาชนสองมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยมกลางเมืองหลวง จนนักศึกษาประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ยังผลให้ผมและเพื่อนๆ รวมทั้งประชาชนที่ต้องการสังคมที่ดีกว่าจำนวนมาก ตัดสินใจเดินทางเข้าป่า ไปร่วมกับกองทัพพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืนต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการสามานย์ ผมอยู่ในป่านานถึง 6 ปี โดยผมเข้าป่าในเดือนธันวาคมปี 2519 จนถึงปี 2526
เพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคนได้กลับเข้าเมือง มาลงเล่นการเมือง ได้เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี กระทั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีเลยครับ

เพื่อนๆ เหล่านั้นเคยมาชักชวนให้ผมไปร่วมงานกับ “นักการเมืองใหญ่” หลายคน บางคนมาชวนผมให้ไปทำงานกับ ทักษิณ ชินวัตร บรรหาร ศิลปอาชา และอีกหลายคน เช่น วัฒนา อัศวเหม ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองแถวสมุทรปราการ ผู้เคยบอกเล่ากับผม ถึงการเข้าสู่ช่องทางทำธุรกิจน้ำมัน ด้วยความช่วยเหลือของน้าชาติว่า

“ชัช.. รู้ใช่ไหมว่า น้าชาติช่วยพี่ให้ได้เป็นตัวแทนขายน้ำมันของจีน และน้าชาติยังช่วยพูดกับทางจีนให้พี่ได้เครดิตขายน้ำมันให้จีนก่อนนานถึงหนึ่งปี ค่อยจ่ายเงินกับทางจีน.. ธุรกิจขายน้ำมันจีนของพี่จึงเกิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกวันนี้ไงล่ะชัช.. ถ้าชัชมาลงสมัคร ส.ส. ในพื้นที่สมุทรปราการของพี่ พี่จะสนับสนุนชัชทุกอย่าง ทั้งเงินและเอาคะแนนเสียงให้กับชัช.. พี่รับรองว่าชัชต้องได้เป็น ส.ส. แน่ๆ”

นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่พี่วัฒนา อัศวเหม ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามเป็น “เจ้าพ่อปากน้ำ” เคยบอกกับผมอย่างจริงจัง

ส่วน “คนสนิทหลายคนของทักษิณ” ก็เคยมาคุยกับผมในวันที่ “ร่างไร้วิญญาณน้าชาติ” เดินทางมาถึงบ้านราชครูว่า

“ชัชเชื่อผม คุณมาทำงานกับพี่ทักษิณเถอะ.. บริษัทพี่เขาใหญ่โตมั่นคงทางด้านเงินทอง ชัชกับครอบครัวไม่ต้องกลัวเรื่องตกงาน.. ชัชเรียกร้องเงินเดือนตามที่ชัชต้องการกับพี่ทักษิณเขาได้เลยนะ..”

เรื่องนี้ “ชาย” คนที่ทำงานอยู่กับ ทักษิณ ชินวัตร ได้มาพูดคุยชักชวนผมหลายครั้งว่า
“ชัช.. ถ้ายูมาร่วมงานกับบริษัทพี่ทักษิณและพรรคพี่เขา.. ยูจะสบายไปทั้งชีวิตเลยล่ะ”

แต่ผมก็ได้ปฏิเสธการร่วมงานกับพรรคและบริษัทเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร ครั้งแล้วครั้งเล่า

เวลานั้น “ชายรุ่นพี่คนหนึ่ง” ที่ทำงานอยู่ในบริษัทสื่อสารมวลชนเครือผู้จัดการของ พี่สนธิ ลิ้มทองกุล มาบ่นแสดงความอึดอัดใจกับผม ที่ตึกเก่าสำนักงานผู้จัดการว่า
“สนธิตั้งเงินเดือนให้พี่เดือนละ 400,000 บาทแต่จ่ายจริงแค่ 200,000 เท่านั้น เงินพี่จึงไม่พอใช้ว่ะชัช”

ผมจึงบอก “ชายคนนั้น” ไปว่า
“พี่ก็ไปอยู่กับทักษิณสิ.. พี่ทักษิณชอบคนสไตล์ช่างคิดแบบพี่.. ทักษิณเงินเยอะแยะ พี่จะได้สบายไงล่ะ”

ต่อมาในพิธีสวดศพน้าชาติ ก่อนครบ 100 วัน ผมได้พบกับ “ชายรุ่นพี่คนนั้น” เขาแสดงอาการดีใจบอกผมว่า
“ทักษิณตกลงรับพี่เข้าทำงานแล้วล่ะ พี่ขอถามชัชหน่อยว่า.. พี่ควรเรียกเงินเดือนจากทักษิณเท่าไหร่ดี?”

ผมตอบแบบไม่ลังเลว่า “พี่เรียกเงินเดือน เดือนละ 1 ล้านบาทเลยครับ!”

“เฮ้ย! จะมากไปหรือเปล่าชัช?” เขาท้วงติง แต่หลังจากฟังผมอธิบายเหตุผลว่า ทักษิณรวยมาก แค่ค่ารักษาเบอร์โทรศัพท์ต่อเครื่อง เดือนละ 500 บาท ทักษิณก็มีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ซึ่งประเด็นนี้ ผมเคยท้วงทักษิณว่า..
“พี่ควรลดค่ารักษาเบอร์โทรศัพท์บ้างนะ เพราะคนยากจนใช้เครือข่ายโทรศัพท์พี่กันเยอะมาก พวกเขาเดือดร้อนกันทั่วนะครับพี่”
คำตอบที่ผมได้รับ ทำให้ผมสะอึก.. “เฮ้ย! ชัชคิดอะไรอย่างงั้น พี่มีรายได้ประมาณเดือนละ 500 ล้านบาท เราเอาเงินนั้นมาใช้กันดีกว่า.. จริงไหมล่ะชัช?!”

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมกับพี่โต้ง ตั้งปณิธานว่า “เราสองคน” จะไม่สนับสนุนพรรคและตัวทักษิณ ชินวัตร เพราะหลักคิดของเขาเรื่องนี้ สะท้อนถึงตัวตนที่อำมหิตเลือดเย็นอย่างชัดเจน

ทักษิณ ผู้ร่ำรวย ไม่แยแสว่า การเก็บค่ารักษาเบอร์โทรศัพท์ต่อรายต่อเดือน 500 บาทนั้น ได้สร้างความเดือดร้อนมากมายเพียงใด แก่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า คนยากคนจน ที่ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ของเขา

พี่โต้งกับผม พักผ่อนที่บ้านรับรองของผู้บริหารบริษัท ปตท. จนตะวันคล้อยใกล้ขอบทะเลแหลมฉบัง พี่โต้งลุกขึ้นชวนผมกลับ..
“ชัช.. เราไปคุยกันต่อในรถดีกว่า”

ระหว่างเดินทางกลับ พี่โต้งเปิดฉากพูดกับผมสองเรื่อง..

“ชัช.. มีเรื่องที่ชัชต้องช่วยพี่ทำให้สำเร็จ ในช่วงที่พี่ยังเป็นที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. (ดร.พิจิตต รัตตกุล) นะชัช”

“เรื่องที่หนึ่ง.. ตามที่เราเคยคุยกันไว้ เราต้องผลักดันหอศิลป์ กทม. ตรงสี่แยกปทุมวันให้สำเร็จ.. อีกเรื่องคือ ผลักดันพิพิธภัณฑ์เด็ก กทม. ที่จตุจักร ให้เกิดขึ้นให้ได้”

“อ้อ! อีกเรื่องคือ โณ (อโณทัย ภรรยาพี่โต้ง) กำลังจะดึง โจ้ แกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง มาช่วยงานพี่กับชัชอีกแรงในเร็วๆ นี้.. ดูเหมือนพ่อแม่โจ้จะเป็นนักเคลื่อนไหวที่เก่งในการปราศรัยด้วยนะชัช”

เมื่อเราเดินทางถึงบ้านเรือนไทยในบริเวณบ้านราชครู เป็นเวลาค่ำที่ชวนให้รู้สึกวังเวงยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ไร้เจ้าของบ้าน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 น้าชาติ-พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

แต่ภารกิจทางการเมืองของน้าชาติ ยังคงเดินหน้าต่อไป โดย “อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ”