ข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งเงินของไทยพีบีเอส จากเงินที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า นี่คือความพยายามนำสื่อสาธารณะเข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือไม่ แต่มีคำถามที่ต้องถามไปพร้อมกันว่า วันนี้เรายังจำเป็นต้องใช้เงินสาธารณะเลี้ยงสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไว้หรือไม่ และที่ผ่านมาไทยพีบีเอสได้พิสูจน์ความจำเป็นนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อธิบายว่า การเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้ครอบคลุมทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และไทยพีบีเอส โดยอ้างหลักวินัยการเงินการคลัง ต้องการให้การจัดสรรเงินอยู่ภายใต้กระบวนการงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา แทนการได้รับเงินโดยตรงตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการยุบองค์กรเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ศุภชัยยอมรับด้วยว่า ระบบปัจจุบันยังชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีบทบัญญัติยกเว้นรองรับอยู่ จึงเป็นการเสนอเปลี่ยนหลักเกณฑ์ทางนโยบาย ไม่ใช่การแก้ไขการรับเงินที่ผิดกฎหมาย
แต่มีคำถามหนึ่งที่ผู้เสนอแก้กฎหมายต้องตอบให้ชัด เมื่อเงินที่เรียกว่าภาษีบาปไม่ถูกส่งมาอุดหนุนองค์กรเหล่านี้แล้ว เงินจะไปอยู่ที่ไหน ผู้ประกอบการสุราและยาสูบยังต้องจ่ายเงินส่วนนี้เท่าเดิมหรือไม่ หรือจะได้รับการลดภาระ แล้วให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั่วไปเข้ามารับภาระเลี้ยงองค์กรเหล่านี้แทน
เรื่องนี้ต้องแยกภาษีสุราและยาสูบตามปกติ ออกจาก “เงินบำรุง” ที่จัดเก็บเพิ่มเติมโดยอาศัยฐานภาษีดังกล่าว เพราะรายละเอียดร่างแก้กฎหมายไทยพีบีเอสที่เผยแพร่ มีทั้งการเปลี่ยนรายได้เป็นเงินงบประมาณ และการยกเลิกมาตรา 12–16 ซึ่งเป็นกลไกจัดเก็บเงินบำรุง จึงไม่ควรอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เงินก้อนเดิมจะไหลเข้าคลังแทนโดยอัตโนมัติ หากยกเลิกการเรียกเก็บส่วนเพิ่มและไม่มีมาตรการอื่นมาทดแทน ภาระส่วนนี้ของผู้ประกอบการก็ย่อมลดลง ส่วนภาษีสุราและยาสูบตามปกติยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ดังนั้น ต้องเปิดบัญชีให้เห็นว่า แต่ละองค์กรเคยได้รับเงินเท่าไร หลังแก้กฎหมายรัฐจะยังจัดเก็บเท่าไร รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้นหรือลดลง และต้องนำงบประมาณทั่วไปมาอุดหนุนอีกเท่าไร คำว่า “วินัยการเงินการคลัง” จะมีความหมายก็ต่อเมื่ออธิบายผลทางการคลังได้ครบ ไม่ใช่บอกเพียงว่าเปลี่ยนช่องทางจ่ายเงินแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
สำหรับไทยพีบีเอส ผมเห็นว่าความกังวลเรื่องการควบคุมผ่านงบประมาณมีเหตุผล หากสถานีต้องรอการจัดสรรเงินจากผู้มีอำนาจที่ตนมีหน้าที่ตรวจสอบ ก็ย่อมเกิดคำถามว่า จะกล้าวิจารณ์คนที่มีอำนาจเพิ่มหรือลดเงินให้ตนเองได้เต็มที่เพียงใด การแทรกแซงอาจไม่ต้องมีคำสั่งห้ามเสนอข่าว แค่ทำให้คนทำข่าวต้องคิดถึงงบประมาณปีหน้า ก็อาจเพียงพอแล้ว
หากท้ายที่สุดไทยพีบีเอสต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์รัฐบาล อยู่ใต้อาณัติของนักการเมืองที่ถืออำนาจรัฐ เราจะมีช่อง 11 อีกช่องหนึ่งไปทำไม เหตุใดประชาชนต้องจ่ายเงินให้สถานีอีกแห่งทำหน้าที่ซ้ำกัน
แน่นอนว่า การรับเงินงบประมาณไม่ได้ทำให้หมดความเป็นสื่อสาธารณะทันที ในต่างประเทศมีตัวอย่างอย่าง ABC ของออสเตรเลีย ซึ่งได้รับเงินผ่านงบประมาณ แต่มีหลักประกันความเป็นอิสระตามกฎหมาย หรือ Yle ของฟินแลนด์ที่ใช้รายได้จากภาษีเฉพาะสำหรับสื่อสาธารณะ แสดงว่าภาษีบาปไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นของการมีสื่อสาธารณะ และความเป็นอิสระก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างกำกับดูแลด้วย
แต่แม้จะสมมุติว่าออกแบบหลักประกันจนรักษาความเป็นอิสระได้ ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเลี้ยง ไม่ว่าจะผ่านภาษีบาปหรืองบประมาณแผ่นดิน เพราะการมีสถานะเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้รับประกันว่า จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้ดีกว่าสื่ออื่นโดยอัตโนมัติ
วันนี้เรามีสถานีโทรทัศน์เอกชน สำนักข่าว และสื่อออนไลน์จำนวนมากที่ตรวจสอบรัฐบาล เปิดโปงความไม่เป็นธรรม และนำเสนอความเดือดร้อนของประชาชน แม้สื่อเอกชนจะมีข้อจำกัดจากทุนและธุรกิจ แต่ข้อจำกัดนั้นก็ยังไม่ใช่หลักฐานว่า องค์กรที่ได้รับเงินสาธารณะจะมีคุณภาพ ความกล้าหาญ หรือความเป็นธรรมเหนือกว่าเสมอไป
ยอมรับว่า เนื้อหาสำหรับเด็ก ผู้พิการ ชุมชนเล็กๆ หรือประเด็นสำคัญที่ขายโฆษณาไม่ได้ สมควรได้รับพื้นที่และการสนับสนุน แต่ยังต้องถามต่อว่า การทำภารกิจเหล่านั้นจำเป็นต้องรักษาสถานีและโครงสร้างองค์กรขนาดนี้ไว้หรือไม่ มีวิธีสนับสนุนผู้ผลิตและเนื้อหาที่เข้าถึงประชาชนได้มากกว่า ใช้เงินน้อยกว่า และตรวจสอบผลได้ชัดเจนกว่าหรือไม่
ท้ายที่สุด คนที่เข้าไปบริหารมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของสถานี ผู้บริหารมีทัศนคติทางการเมืองอย่างไร เลือกคนแบบไหนมาทำรายการ เปิดพื้นที่ให้ใคร และตั้งคำถามกับแต่ละฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้หายไปเพียงเพราะกฎหมายเรียกองค์กรนั้นว่า “สื่อสาธารณะ”
ข้อกังขาที่ต้องการให้ไทยพีบีเอสตอบก็คือ การเลือกวิทยากร แขกรับเชิญ และประเด็นในบางรายการ เอนเอียงไปทางพรรคหนึ่งหรือไม่ การตอบเรื่องนี้ต้องใช้ข้อมูลจากรายการจริง แสดงความหลากหลายของผู้ได้รับพื้นที่และมาตรฐานการตรวจสอบแต่ละฝ่าย ไม่ใช่เพียงประกาศว่าตนเป็นกลางแล้วถือว่าจบ
การวิจารณ์รัฐบาลไม่ใช่หลักฐานว่าเข้าข้างฝ่ายค้าน แต่ความเป็นอิสระจากรัฐบาลก็ไม่ได้แปลว่าเป็นอิสระจากอคติของผู้บริหาร หากสถานีใช้เงินของคนทั้งประเทศ ก็ต้องตอบให้ได้ว่า กำลังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนที่คิดต่างอย่างเป็นธรรม หรือกำลังใช้เงินส่วนรวมสนับสนุนโลกทัศน์ของคนเพียงกลุ่มหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องความนิยม ไทยพีบีเอสอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันเอาชนะช่องบันเทิงด้วยเรตติ้ง แต่ต้องพิสูจน์ว่าประชาชนเข้าถึงและได้รับประโยชน์อะไรจากเงินที่จ่ายไป การวัดผลควรรวมทั้งโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล รวมถึงประโยชน์ต่อกลุ่มที่สื่อเชิงพาณิชย์ไม่สนใจ แต่คำว่า “ไม่แข่งเรตติ้ง” จะกลายเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องแสดงความคุ้มค่าไม่ได้
ยิ่งเมื่อมีคำถามเรื่องการบริหารเงินภายในองค์กร ไทยพีบีเอสยิ่งต้องตอบอย่างตรงไปตรงมา สำนักข่าว Next News รายงานว่า สตง.ตรวจสอบกรณีผู้บริหารและพนักงานระดับสูงรับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแล้วยังใช้รถส่วนกลาง โดยมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 30 คน ขณะเดียวกัน รายงานดังกล่าวระบุว่า การตรวจสอบภายในก่อนหน้านี้ในกรณีผู้ถูกร้องสองรายให้ยุติเรื่อง เพราะเห็นว่าใช้รถเพื่อภารกิจงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว กรณีนี้จึงยังต้องติดตามผลตรวจสอบ ไม่ใช่เหมารวมว่าทุกคนทุจริตแล้ว
แต่คำถามยังอยู่ครบว่า เงินค่าพาหนะเหมาจ่ายครอบคลุมอะไร ผู้รับเงินมีสิทธิใช้รถส่วนกลางเพิ่มเติมในกรณีใด ใครอนุมัติ และมีหลักเกณฑ์ป้องกันการได้รับประโยชน์ซ้ำซ้อนหรือไม่ การไม่มีระเบียบชัดเจนยิ่งเป็นคำถามถึงความรับผิดชอบของผู้กำกับดูแลองค์กร
ยิ่งเมื่อบุญเลิศ คชายุทธเดช ซึ่งเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ออกมาตั้งคำถามถึงการบริหารองค์กรเสียเอง เรื่องนี้ก็ไม่อาจปัดให้พ้นตัวว่าเป็นเพียงเสียงโจมตีจากคนภายนอก โดยบุญเลิศระบุว่า มีการจ้างคนเกษียณกลับมาเป็นโค้ชเดือนละ 100,000 บาท สัญญา 6 เดือน รวม 600,000 บาท และจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษเดือนละเกือบ 300,000 บาท พร้อมตั้งคำถามว่า ตอนมีตำแหน่งบริหาร เหตุใดจึงไม่ทำงานให้ดี แต่กลับต้องจ้างมาพัฒนางานหลังพ้นตำแหน่งแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้คำวิจารณ์เรื่อง “ปรสิต” ที่ธีรัชต์ รัตนเสวี อดีตผู้บริหารกล่าวถึง เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงว่า ใครกำลังสร้างคุณค่าให้องค์กร และค่าตอบแทนที่จ่ายไปสัมพันธ์กับผลงานเพียงใด เงินเดือนสูงไม่ได้แปลว่าไม่คุ้มค่าโดยตัวมันเอง แต่ผู้อนุมัติจ้างต้องแสดงให้เห็นว่า คนเหล่านี้มีภารกิจอะไร ส่งมอบผลงานอะไร และเหตุใดบุคลากรที่มีอยู่จึงทำหน้าที่นั้นไม่ได้
ชื่อเสียง ประสบการณ์ หรือความคุ้นเคยกับองค์กร ไม่ควรเป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับการใช้เงินสาธารณะ โดยเฉพาะการจ้างผู้ที่เคยมีอำนาจบริหารกลับเข้ามา หากต้องจ้างเพื่อแก้ไขหรือพัฒนางานที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลนั้น ก็ยิ่งต้องอธิบายว่า ผลงานในช่วงดำรงตำแหน่งเป็นอย่างไร และมีเหตุผลอะไรให้เชื่อว่า การจ้างครั้งใหม่จะให้ผลต่างจากเดิม
ยิ่งเมื่อบุญเลิศระบุว่า องค์กรมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน แต่ยังใช้เงินจำนวนมากจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการและจ้างผู้ดำเนินรายการราคาแพง ผู้บริหารยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า กำลังคนภายในถูกใช้ทำอะไร มีภาระงานและผลงานอย่างไร เหตุใดจึงต้องแบกรับทั้งต้นทุนบุคลากรประจำและค่าจ้างภายนอกในระดับเช่นนี้ การจ้างภายนอกช่วยเติมความสามารถที่ขาดอยู่จริง หรือสะท้อนว่าองค์กรไม่สามารถบริหารคนและเครื่องมือของตนเองให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่
คำถามเหล่านี้ไม่ได้ตอบด้วยการประกาศว่าไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ หรือเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพความเป็นอิสระ เพราะความเป็นอิสระมีไว้ให้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้เต็มที่ และต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วย องค์กรที่ตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ย่อมต้องยอมให้สังคมตรวจสอบการใช้เงินของตนเองอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน
เมื่อถึงจุดนี้จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องใช้ภาษีบาปหรืองบประมาณรัฐเลี้ยงสถานีโทรทัศน์สาธารณะ เพียงเพราะเชื่อว่าชื่อและสถานะขององค์กรจะรับประกันประโยชน์ให้ประชาชนได้ และการไม่เห็นความจำเป็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า สนับสนุนให้นักการเมืองเข้าไปยึดสถานีเป็นเครื่องมือของตน
ฝ่ายเสนอแก้กฎหมายต้องตอบว่า เงินที่เคยเรียกเก็บจะไปไหน ใครได้รับการลดภาระ และประชาชนต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ ส่วนไทยพีบีเอสต้องตอบเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่า และหลักประกันว่า ทัศนคติทางการเมืองของผู้บริหารจะไม่ครอบงำพื้นที่ที่ใช้เงินของคนทั้งประเทศ
ก่อนเรียกร้องให้ประชาชนปกป้ององค์กร จึงต้องตอบให้ได้ว่า องค์กรกำลังสร้างประโยชน์อะไรให้ประชาชน และเหตุใดประโยชน์นั้นจึงจำเป็นต้องแลกด้วยต้นทุนที่เป็นอยู่ เพราะประชาชนไม่มีหน้าที่รักษาองค์กรไว้เพื่อให้ใครมีตำแหน่ง มีค่าตอบแทน หรือมีพื้นที่เผยแพร่ความคิดทางการเมืองของตนเอง โดยอาศัยคำว่า “สื่อสาธารณะ” เป็นความชอบธรรม


