xs
xsm
sm
md
lg

ไทย: ความเป็นมาทางธรณีวิทยาและบรรพชีวิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


ตลอดชีวิตที่ผมได้เขียนและร้อยเรียงเรื่องราวบ้านเมืองผ่านมุมทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แต่วันนี้ขอสวมหมวก “นักเรียนน้อย” ทางธรณีวิทยา นำเอาความรู้มาเล่าสู่กันฟัง ชวนคนไทยมอง “แผ่นดินไทย” ด้วยสายตาคู่ใหม่ เพราะทุกตารางนิ้วของไทยเคยอยู่ใต้ท้องทะเลโบราณ ก่อนถูกพลังแผ่นดินโลกยกตัวขึ้นเป็นขุนเขาและที่ราบ หินผา แร่ธาตุ และสายน้ำในบ้านเราจึงเป็นบันทึกประวัติของธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

1. แผ่นดินที่เก่าแก่ที่สุดของไทยอยู่ที่ไหน?

หากถามว่าส่วนที่เก่าแก่ที่สุดบนผืนแผ่นดินไทยอยู่ที่ไหน เราต้องเดินทางไปยัง "กลุ่มหินลานสาง" (Lan Sang Gneiss Complex) บริเวณจังหวัดตาก (รวมถึงบางส่วนของแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และกาญจนบุรี) หินแปรแกรนิตและหินไนส์ที่นี่มีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงยุคพรีแคมเบรียน (Precambrian) หรือประมาณ 1,000–500 ล้านปีก่อน!

นอกจากนี้ ยอดเขาสูงทางภาคใต้ เช่น เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล ก็เป็นแผ่นดินยุคแคมเบรียน (ราว 500 ล้านปีก่อน) ที่บันทึกรอยเท้าฟอสซิลของ "ไตรโลไบต์" (Trilobite) สัตว์ยุคแรกเริ่มของโลกไว้อย่างงดงาม ทั้งหมดนี้คือฐานรากที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยก่อนที่ส่วนอื่นๆ ของแผ่นดินจะค่อยๆ ก่อตัวตามมา

2. กำเนิดแผ่นดินไทยจากสองเพลทหรือสองแผ่นอนุทวีปโบราณชนกัน

ประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจาก การเคลื่อนตัวของแผ่นอนุทวีป 2 แผ่นใหญ่ คือ "แผ่นฉาน- ไทย" ทางซีกตะวันตก และ "แผ่นอินโดจีน" ทางซีกตะวันออก ที่พุ่งชนประกบเข้าหากันอย่างรุนแรงเมื่อกว่า 200–250 ล้านปีก่อน ทำให้มหาสมุทรโบราณปาเลโอ-เททิสปิดตัวลง

* จังหวัดที่อยู่บนเพลทฉาน-ไทย (ซีกตะวันตก): แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก (บางส่วน) พิจิตร นคร สวรรค์ อุทัยธานี กาญ จนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และทุกจังหวัดทางภาคใต้ รวมถึงแหลมหรือคาบสมุทรมลายูทั้งหมด

* จังหวัดที่อยู่บนเพลทอินโดจีน (ซีกตะวันออก): ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด รวมถึงจังหวัดทางภาคตะวันออกบางส่วน
3. แนวตะเข็บแผ่นดิน (Suture Zone): รอยเย็บมหาศาลพาดผ่านที่ใดบ้าง?
จุดที่แผ่นดินมหาศาลสองฝั่งชนและเย็บติดกัน เกิดเป็นแนวรอยต่อที่เรียกว่า แนวตะเข็บน่าน-อุตรดิตถ์-สระแก้ว ซึ่งพาดผ่านเป็นเส้นยาวจากเหนือลงใต้ ปรากฏร่องรอยในจังหวัด:
* ภาคเหนือ: คือน่าน (สองแคว ท่าวังผา, แม่จริม) ลงไปอุตรดิตถ์ (ฟากท่า, น้ำปาด และทองแสนขัน)

* ภาคเหนือตอนล่าง: เข้าพิษณุโลก (นคร ไทย, ชาติตระการ), เพชรบูรณ์ (หล่มสัก, เมืองเพชรบูรณ์, วิเชียรบุรี) ต่อเข้ามาที่ลพบุรี (ชัยบาดาล, โคกสำโรง) ซึ่งเป็นภาคกลาง
* ภาคตะวันออก: ต่อลงไปปราจีนบุรี, สระแก้ว (วัฒนานคร, อรัญประเทศ) และทอดยาวออกสู่ทะเลที่จันทบุรีและตราด
แนวตะเข็บนี้คือขุมทรัพย์ของหินอัคนีใต้ทะเลโบราณ (Ophiolite) การที่พบหินเชิร์ต และฟอสซิลเรดิโอลาเรีย (Radiolaria) ที่นั่นยืนยันได้ว่าตรงนี้เคยเป็นท้องทะเลหรือมหาสมุทรมาก่อน

4. กำเนิดเทือกเขาสำคัญและการยกตัวของแผ่นดินภาคอีสาน
* เทือกเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาไฟ และพนมดงรัก:
* เทือกเขาเพชร บูรณ์ เกิดขึ้นโดยตรงจากแนวแรงอัดมหา ศาลของการชนกันของเพลทฉาน-ไทยและเพลทอินโดจีน กลายเป็นแนวสันเขาสูงกั้นกลางประเทศ
* ทิวเขาดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น) และ ทิวเขาพนมดงรัก เกิดจากการกระแทกและบีบอัดที่ส่งแรงต่อเนื่อง ทำให้ขอบแอ่งแผ่นดินทางซีกตะวันออกถูกยกตัวกระดกขึ้นเป็นกำแพงหินสูงชันโอบรับที่ราบสูง
* การยกตัวของภาคอีสาน: แผ่นดินอินโดจีนฝั่งตะวันออกถูกแรงอัดมหาศาลจากการชนเมื่อ 250 ล้านปีก่อน (และแรงส่งจากอินเดียชนเอเชียในเวลาต่อมา) งัดและดันแผ่นดินทั้งหมดให้ยกตัวสูงขึ้น กลายเป็น "ที่ราบสูงโคราช" แอ่งแผ่นดินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นรูปกระทะคว่ำ

5. เกลือสินเธาว์ภาคอีสานและจังหวัดน่านเกิดอย่างไร?
เกลือสินเธาว์อันอุดมสมบูรณ์ในภาคอีสานและจังหวัดน่าน มีที่มาจากประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาช่วงยุคครีเทเชียสและไทรแอสซิก เมื่อแผ่นดินทั้งสองชนกันจนเกิดเป็นแอ่งแผ่นดินปิด (Basin) บริเวณนี้เคยเป็นทะเลขอบทวีปหรือทะเลสาบน้ำเค็มปิดที่ระเหยตัวอย่างรวดเร็วภายใต้สภาพภูมิอากาศแบบแห้งแล้ง ตะกอนเกลือหนาจึงตกผลึกทับถมสะสมตัวกลายเป็นชั้นเกลือหิน (Rock Salt) ใต้พื้นดิน
ต่อมาเมื่อแผ่นดินถูกยกตัวสูงขึ้น ชั้นเกลือเหล่านี้จึงถูกกักเก็บอยู่ภายในชั้นหิน และละลายกลายเป็นน้ำเค็มใต้ดินหรือปรากฏเป็นเกลือสินเธาว์ให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน

6. ความแตกต่างของแร่ธาตุระหว่างสองเพลท

แร่ธาตุและทรัพยากร ธรรมชาติระหว่าง เพลท"ฉาน-ไทย" (ตะวันตก) และ เพลท"อินโดจีน" (ตะ วันออก) มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เนื่องจากต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของเปลือกโลกที่ต่างกัน:
* เพลทฉาน-ไทย (ซีกตะวันตก): โดดเด่นด้วยหินแปรและหิน อัคนีรุ่นเก่า มีความอุดมสมบูรณ์ของ แร่โลหะหนักและอัญมณี เช่น ดีบุก ทังสเตน ตะกั่ว สังกะสี และพลอย เนื่องจากอิทธิพลของการแทรกดันของแมกมาและการแปรสภาพอย่างเข้มข้นตลอดแนวเทือกเขาตะวันตกและภาคใต้
* เพลทอินโดจีน (ซีกตะวันออก/อีสาน): เป็นแผ่นดินตะกอนก้อนใหญ่และชั้นหินเกลือ จึงโดดเด่นด้วยทรัพยากรประเภท เกลือหิน (สินเธาว์) โพแทช ก๊าซธรรม ชาติ และปิโตรเลียม ในชั้นหินตะกอนยุคมีโซโซอิก รวมถึงเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์และไดโนเสาร์ที่สำคัญของโลก

7. ความสำคัญและลักษณะทางธรณี วิทยาของแต่ละภูมิภาค

* ภาคเหนือ: เป็นพื้นที่รอยต่อและเขตชนกันของเปลือกโลก มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญ และเป็นจุดบรรจบของแนวรอยตะเข็บ มีน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ ที่เคยอยู่ทั้งสองเพลท ส่วนจังหวัดอื่นๆ อยู่บนเพลทฉาน-ไทย

* ภาคอีสานและภาคตะวันออก (ความเป็นมาที่เชื่อมโยงกัน): แท้จริงแล้ว ภาคตะวันออกเป็นหินดินก้อนเดียวและมีรากฐานทางธรณีวิทยาชุดเดียวกับภาคอีสาน (อยู่บนเพลทอินโดจีนเหมือนกัน) ส่วนภาคอีสานถูกงัดตัวและยกสูงขึ้นกลายเป็นที่ราบสูงโคราช

* ภาคกลาง: เกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำผืนใหญ่ (Alluvial Plain) กลายเป็นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงผู้คนมานับพันๆ ปี

* ภาคเหนือตอนล่าง: มีลักษณะภูมิประเทศและวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาที่คล้ายคลึงกับภาคกลาง เนื่อง จากเป็นพื้นที่ราบลุ่มตะกอนสะสมตัวขนาดใหญ่เช่นกัน

* ภาคตะวันออก: แม้จะมีภูมิประเทศเป็นที่ราบและที่ราบสลับเนินเขา คล้ายคลึงกับภาคกลาง แต่เป็นคนละเพลทกันอย่างสิ้นเชิง (ภาคกลางอยู่บนรอยต่อและอยู่บนเพลทฉาน-ไทย แต่ภาคตะวันออกเกาะอยู่กับเพลทอินโดจีน/อีสาน)

8. รอยต่อหิมาลัย: ส่วนตะวันออกเฉียงใต้สุดของมหาเทือกเขา
หลายคนอาจสงสัยว่า เทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่นั้นเกี่ยวอะไรกับไทย? คำตอบ คือ เมื่อราว 40–50 ล้านปีก่อน แผ่นอนุทวีปอินเดียแล่นขึ้นมาจากทางใต้เข้าชนกับแผ่นทวีปเอเชีย จนดันเกิดเป็นเทือกเขาหิมาลัย แรงดันอันมหาศาลนั้นได้ส่งคลื่นช็อกและการบิดตัวของเปลือกโลกมาถึงประเทศไทยโดยตรง!

* พื้นที่ภาคเหนือทางตะวันตก: ซึ่งรวมถึง ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาแดนลาว และดอยอินทนนท์ แท้จริงแล้วคือส่วนปลายทางตะวันออกเฉียงใต้สุดของระบบเทือกเขาหิมาลัย ที่แผ่ขยายแรงอัดมาถึง

* แนวรอยเลื่อนมีชีวิต: แรงดันหิมาลัยเบียดให้แผ่นดินไทยเกิดรอยแผลและรอยแยกมหาศาล เกิดเป็นแนวรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อนแม่จัน, รอยเลื่อนสาละวิน, รอยเลื่อนเมย, รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนระนอง- คลองมารุย
* แรงดันนี้ยังเบียดให้ภาคใต้ยืดตัวออกกลายเป็น "คาบสมุทรไทย-มลายู" คั่นมหาสมุทรสองแห่งไว้อย่างน่าอัศจรรย์

9. ส่วนไหนของไทยที่มีความมั่นคงที่สุด
และส่วนไหนอ่อนไหว (Active) เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวที่สุด?

* ส่วนที่มั่นคงที่สุด: คือ พื้นที่ราบสูงโคราช (บนเพลทอินโดจีน) เนื่องจากเป็นแผ่นเปลือกโลกโบราณที่มีความหนาแน่นสูง แข็งแกร่ง และรองรับด้วยฐานรากหินที่มั่นคงมาช้านาน จึงเป็นบริเวณที่มีความเสถียรทางธรณีวิทยาสูงสุดและปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง

* ส่วนที่อ่อนไหวและ Active เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวที่สุด: คือ พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ (เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ตาก กาญจนบุรี) รวมถึงตามแนวรอยเลื่อนมีชีวิตต่างๆ เนื่องจากเป็นเขตปะทะและรองรับแรงอัดต่อเนื่องจากแนวหิมาลัย ทำให้เปลือกโลกยังคงมีการเคลื่อนตัว บิดเกร็ง และเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงปานกลางอยู่เนืองๆ

10. มรดกบรรพชีวินวิทยา: จากซากทะเล สู่สวรรค์ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์
เมื่อแผ่นดินผสานเป็นผืนเดียว บรรพชีวินวิทยาของไทยก็ยิ่งรุ่มรวยและโดดเด่นระดับสากล:

* ทุกภาคของไทยเคยอยู่ใต้ทะเล: ผืนแผ่นดินไทยเกือบทุกตารางนิ้วเคยจมอยู่ใต้มหาสมุทรโบราณ ก่อนจะถูกพลังมหาศาลจากการชนกันของเปลือกโลกม้วนตัวขึ้น บิดตัวสูง หรือถูกยกตัวขึ้นกลายมาเป็นเทือกเขาและแผ่นดินสูงในปัจจุบัน

* ยุคทะเลโบราณ (เพอร์เมียน 270 ล้านปีมาแล้ว): มีหินปูนอยู่ทั่วประเทศ (เช่น ลพบุรี, นครสวรรค์, สระบุรี, พังงา) แน่นหนาด้วยฟอสซิลพลับพลึงทะเล ปะการัง และคตข้าวสารหิน

* ยุคสัตว์ดึกดำบรรพ์และไดโนเสาร์: ลำปางและเพชรบูรณ์ค้นพบฟอสซิลกิ้งก่าบินและหอยงวงช้าง ส่วนที่ราบสูงโคราชกลายเป็นบ้านของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก

* ยุคสัตว์ยักษ์ (นีโอจีน 1–5 ล้านปี): ลำปาง นครราชสีมา และพะเยา บันทึกซากฟอสซิลช้าง 4 งา แรดโบราณ
มาร่วมกันรักและภาคภูมิใจในแผ่นดินของเรา

เมื่อเข้าใจวิวัฒนาการธรณีวิทยา เราจะรู้ว่าหินผาและสายน้ำทุกสายมีที่มาอันน่าอัศจรรย์ ขอชวนคนไทยร่วมภาคภูมิใจ ช่วยกันดูแล และส่งต่อความรักใน “ฐานธรณีวิทยาอันล้ำค่า” นี้ให้แก่ลูกหลาน เพื่อตระหนักว่าแผ่นดินไทยที่เราเหยียบยืนอยู่นี้มีคุณค่าและน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก