ตอนนี้เวลาผมเดินเข้าไปสู่สังคม พบเพื่อนฝูงในหลายวงการ เพราะผมมีเพื่อนมาก ทั้งในวงการธุรกิจและระบบราชการ คำถามที่ผมถูกถามมากในปัจจุบันคือ เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่แบบนี้หรือ ถ้ายังเป็นแบบนี้ มันจะลากทุกอย่างให้พังครืนลงมาหรือไม่
เพื่อนฝูงที่ผมพบต่างบอกว่า ตอนนี้ธุรกิจเดินไม่ได้ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และเอสเอ็มอี มันกำลังถูกกินรวบโดยคนที่อยู่ใกล้ศูนย์อำนาจรัฐ ส่วนในระบบราชการ ความรู้ความสามารถและระบบคุณธรรมที่เคยเป็นหลักให้คนทำงานได้เติบโต ก็ถูกเบียดจนแทบไม่เหลือความหมาย เพราะถูกข้ามหัวโดยคนที่อยู่ใกล้ศูนย์อำนาจเช่นเดียวกัน
งานภาครัฐที่เคยได้ เคยมีโอกาสเข้าไปแข่งขัน ก็มีคนกำกับไว้แล้วว่างานไหนจะให้ใคร ตั้งแต่การล็อกสเปกไปจนถึงการจัดคนเข้ามาประมูล คนที่อยู่นอกวง ต่อให้ทำงานเป็น มีประสบการณ์ หรือมีของที่ดีกว่า ก็ยากจะเข้าไปแทรกได้
นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินจากปากคนทำธุรกิจและคนในระบบราชการอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่ได้ยินจากคนคนเดียวหรือวงสนทนาเดียว จนคำพูดที่ว่า “เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่แบบนี้หรือ” ทำให้ผมรู้สึกว่า ฟางกำลังถูกทับถมบนหลังลามากขึ้นทุกวัน และไม่รู้ว่าฟางเส้นสุดท้ายจะตกลงมาเมื่อใด
การที่คนคนหนึ่งสามารถยึดกุมพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล เสียงส่วนใหญ่ของ สว. และแผ่อิทธิพลไปถึงองค์กรอิสระ เราจะบอกได้ไหมว่า นี่คือการถือครองอำนาจอธิปไตยในทางปฏิบัติ แม้ในทางกฎหมายอำนาจนั้นยังเป็นของประชาชน
คำที่ตรงกว่าคงเป็น “การยึดกุมกลไกใช้อำนาจอธิปไตย” เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคนคนเดียวสามารถกำกับได้ว่า ใครจะใช้อำนาจ ใครจะตรวจสอบ และใครจะผ่านเข้าไปนั่งอยู่ในองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เราจะเหลือความหมายของคำว่าอำนาจเป็นของประชาชนอยู่สักเท่าใด
สิ่งเหล่านี้เราสามารถพูดได้ไหมว่า นี่คือการยึดอำนาจโดยพลเรือน ที่ไม่ต้องใช้กำลังทหารและรถถัง ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ใช้รัฐธรรมนูญนั่นแหละเป็นเครื่องมือ
ในทางรัฐศาสตร์มีคำอธิบายเรื่องนี้อยู่ คำหนึ่งคือ State Capture หรือการยึดกุมรัฐ พูดง่ายๆ คือ คนกลุ่มหนึ่งสามารถทำให้กติกา นโยบาย และการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างก็ตัดสินกันด้วยเส้นสาย มากกว่าคุณภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ผมใช้คำว่า “รัฐประหารโดยพลเรือน” ในความหมายเช่นนี้ เป็นการเปรียบเทียบถึงการยึดอำนาจที่แท้จริงไปจากประชาชน ไม่ใช่บอกว่ามันมีวิธีการเหมือนทหารออกมายึดอำนาจทุกอย่าง
นี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่า ระบอบสีน้ำเงินที่มีเขากระโดงเป็นสัญลักษณ์ อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าระบอบทักษิณ โดยเฉพาะถ้าการยึดกุมกลไกตรวจสอบเดินไปได้ไกลอย่างที่กำลังถูกตั้งคำถาม เพราะประเทศจะไม่ได้เผชิญเพียงรัฐบาลที่ใช้อำนาจเพื่อพวกพ้อง แต่จะเหลือคนที่หยุดยั้งการใช้อำนาจนั้นได้น้อยลงทุกที
เมื่อครั้งระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าแทรกแซง สว. และองค์กรอิสระ คนจำนวนมากเห็นว่านี่เป็นอันตราย ต้องออกมาต่อต้าน แล้ววันนี้ หากเครือข่ายอำนาจเดียวกันสามารถเชื่อมตั้งแต่รัฐบาลไปถึงผู้ตรวจสอบรัฐบาลได้ เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาหรือ
ศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร เคยใช้คำว่า “เผด็จการจำแลง” และ “ยักยอกรัฐธรรมนูญ” ในคำแถลงวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ใจความสำคัญคือ ผู้ปกครองต้องถูกตรวจสอบอยู่เสมอ การอาศัยการเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบและครอบงำสื่อ ไม่ได้ทำให้ระบอบนั้นเป็นประชาธิปไตยเพียงเพราะมีการเลือกตั้ง
ผมคิดว่าหลักเช่นนี้ต้องใช้ได้กับทุกคน ไม่ใช่ใช้ได้เฉพาะเมื่อคนคนนั้นชื่อทักษิณ และอยากฟังทัศนะของไชยันต์ในยุคนี้
ทุกวันนี้ ในวงสนทนาที่ผมเข้าไปพบ ผู้คนพูดกันตรงๆ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ใคร ใครเป็นผู้กำกับรัฐบาล และใครเป็นคนที่ต้องเข้าไปหาเมื่ออยากได้อะไร บางครั้งคนในวงอำนาจเองก็แสดงออกอย่างเปิดเผยเสียจนแทบไม่ต้องให้ใครตีความ
ส่วนวิธีที่เขากินรวบกันนั้น คนทำธุรกิจรู้ดี และเป็นเรื่องที่ผมอยากเล่าให้เห็นว่า คำว่า “ล็อกสเปก” ไม่ได้มีเพียงการเขียนชื่อยี่ห้อลงไปในเอกสารเท่านั้น
เขาอาจระบุสเปกเจาะจงเกินความจำเป็น ใส่ฟังก์ชันแปลกประหลาดที่งานนั้นแทบไม่ได้ใช้ แต่พอใส่เข้าไปแล้วกลับมีสินค้าเพียงยี่ห้อเดียวที่ทำได้ หรือกำหนดว่าต้องเป็นรุ่นนั้นรุ่นนี้ ทั้งที่รุ่นอื่นก็ทำงานได้ไม่ต่างกัน
บางงานใช้วิธีกำหนดมาตรฐานหรือใบรับรองเฉพาะ เรียกผลงานที่ยากและเจาะจงจนเหลือคนที่เข้าเงื่อนไขอยู่ไม่กี่ราย บางงานกำหนดทุนจดทะเบียนสูงเกินความจำเป็น จนบริษัทที่ทำงานได้จริงแต่ทุนไม่ถึงหมดสิทธิ์เข้ามาแข่งขันตั้งแต่ต้น
นี่คือวิธีที่คนทำธุรกิจเล่าให้ผมฟังว่า ทำไมเขาจึงรู้สึกว่างานกำลังไหลไปอยู่ในมือของผู้ใกล้ชิดวงอำนาจ ต่อให้เห็นประกาศเปิดประมูลอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้แปลว่าเขามีโอกาสเข้าไปแข่งขันจริง
น่าแปลกมากที่คนเคยต่อสู้กับระบอบทักษิณบางคน วันนี้กลับแกล้งปิดหู ปิดปาก ปิดตา มองไม่เห็นความพิกลพิการของระบอบ แถมยังคอยปกป้องและช่วยอธิบายสิ่งที่พวกเขาเคยต่อต้านมาก่อน
ถ้าการครอบงำองค์กรอิสระเป็นเรื่องผิดในสมัยทักษิณ มันก็ต้องผิดเมื่อเกิดขึ้นในสมัยคนอื่น ถ้าการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องเป็นสิ่งที่เคยยอมรับไม่ได้ ก็ไม่ควรยอมรับได้เพียงเพราะวันนี้คนที่ทำอยู่คนละข้างกับทักษิณ
นักวิชาการ บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อบางคน ที่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงของระบอบสีน้ำเงิน พยายามแก้ต่างและพูดแต่ด้านดี เหมือนจะบอกว่า ตอนนี้มีอนุทิน ชาญวีรกูลเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำประเทศได้ แม้สำหรับผมจะยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจากตัวอนุทินเลยก็ตาม
การรวบรวมคนมีอำนาจมาอยู่ด้วยกันได้ กับการมีความสามารถพาประเทศเดินไปข้างหน้า เป็นคนละเรื่องกัน จะมีเสียงสนับสนุนมากเพียงใด ถ้าธุรกิจเดินไม่ได้ คนทำงานหมดกำลังใจ และประชาชนไม่เชื่อว่าระบบให้ความเป็นธรรมกับเขาได้ อำนาจที่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง
สำหรับผม สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามอยู่นี้มีด้านที่น่ากลัวยิ่งกว่าการเห็นทหารออกมายึดอำนาจ เพราะเมื่อทหารออกมา อย่างน้อยเราก็เห็นว่าใครบ้างเป็นผู้ยึดอำนาจ แต่อำนาจที่อยู่หลังฉากนั้น คนหนึ่งมีตำแหน่ง อีกคนมีอำนาจ คนหนึ่งออกมาพูด แต่อีกคนอาจเป็นคนตัดสินใจ พอเกิดความเสียหายขึ้น ประชาชนจะไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากใคร
ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า ผมเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ความเปิดเผยว่าใครยึดอำนาจไม่ได้ทำให้การยึดอำนาจเป็นสิ่งถูกต้อง และผมไม่ได้ต้องการให้ทหารออกมายึดอำนาจแทนใคร
เพียงแต่ต้องการบอกว่า สิ่งที่ผมเรียกว่า “รัฐประหารโดยพลเรือน” ซึ่งไม่ต้องมีทหารและรถถัง แต่เอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือยึดกุมอำนาจนั้น อาจฝังตัวลึกและแก้ไขได้ยากยิ่งกว่า เพราะมันทำให้การยึดอำนาจดูเหมือนการใช้อำนาจตามปกติ
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมย้อนกลับไปสู่คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในช่วงนี้ว่า “เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้หรือ”
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


