โดย ศาสตราจารย์ ดร. ศิวัช พงษ์เพียจันทร์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
เมื่อน้ำเริ่มลด หลายครอบครัวคงเฝ้ารอวันที่จะได้เปิดประตูบ้าน ล้างคราบโคลน และกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง แต่สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ความหวังนั้นอาจมาพร้อมกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า นอกจากความเสียหายที่มองเห็นแล้ว น้ำได้ทิ้งอะไรไว้บ้าง เพราะโคลนบนพื้นบ้าน ในทุ่งนา และตามริมคลอง อาจมีสารปนเปื้อนซ่อนอยู่ แม้น้ำจะลดลงแล้วก็ตาม
รายงานข่าวช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า บริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี พบคราบสีรุ้งบนผิวน้ำท่วม และมีความกังวลว่าน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมอาจพาสารปนเปื้อนออกสู่พื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำสาธารณะ [1] สิ่งที่ปรากฏควรได้รับการตรวจสอบโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม คราบสีรุ้งและกลิ่นผิดปกติเป็นเพียงสัญญาณให้เฝ้าระวัง ยังไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเป็นสารชนิดใด มีปริมาณมากน้อยเพียงใด หรือมาจากแหล่งใด การหาคำตอบจึงต้องอาศัยทั้งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและการติดตามเส้นทางที่น้ำไหลผ่าน
แม้คำตอบจะยังไม่ครบถ้วน ความกังวลของประชาชนก็ไม่ควรถูกปล่อยให้รอ ยิ่งยังไม่รู้ว่าน้ำมีอะไรปะปนอยู่ หน่วยงานที่รับผิดชอบยิ่งต้องเร่งให้ข้อมูลและช่วยลดการสัมผัส ประชาชนไม่ควรต้องเลือกระหว่างการใช้น้ำที่ไม่มั่นใจว่าปลอดภัยกับการไม่มีน้ำใช้ และไม่ควรต้องรอให้ใครเจ็บป่วยก่อนจึงจะได้รับการดูแล
ภัยเงียบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำอธิบายอยู่ที่เส้นทางของน้ำ เมื่อน้ำไหลผ่านกากของเสีย น้ำอาจชะสารบางชนิดออกมา กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “น้ำชะกาก” ขณะเดียวกัน กระแสน้ำยังพัดพาดินและตะกอนที่มีสารปนเปื้อนติดอยู่ไปยังบริเวณอื่น สารบางส่วนปะปนอยู่ในน้ำ บางส่วนตกค้างในโคลน และบางส่วนอาจถูกชะหรือพัดพาออกไปอีกเมื่อเกิดน้ำหลากครั้งใหม่ พื้นที่เก็บของเสียจึงอาจเชื่อมถึงบ้านเรือนและแหล่งทำกินผ่านสายน้ำ แม้จะอยู่ห่างกันก็ตาม [2-4]
ด้วยเหตุนี้ “น้ำลด” จึงไม่ได้หมายความว่า “สารพิษหมดไป” แม้ถนนจะกลับมาสัญจรได้และบ้านเรือนเริ่มแห้ง สิ่งที่น้ำทิ้งไว้ยังต้องได้รับการตรวจสอบ บทเรียนจากพายุเฮอริเคนแคทรีนาในสหรัฐอเมริกาช่วยให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น งานแบบจำลองของ Dortch และคณะประเมินว่า การสูบน้ำท่วมจากเมืองนิวออร์ลีนส์ลงสู่ทะเลสาบพอนต์ชาร์เทรน (Lake Pontchartrain) ทำให้ปริมาณสารปนเปื้อนที่เพิ่มขึ้นในตะกอนสูงกว่ากรณีระบายน้ำฝนโดยไม่มีน้ำท่วมประมาณสิบเท่า อย่างไรก็ดี ปริมาณโลหะที่เพิ่มขึ้นยังน้อยเมื่อเทียบกับระดับที่มีอยู่ก่อนพายุ ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่ามลพิษทั้งหมดเพิ่มขึ้นสิบเท่า แต่เตือนให้เราคิดไปไกลกว่าการระบายน้ำออกจากพื้นที่หนึ่งว่า สารที่มากับน้ำนั้นจะไปอยู่ที่ใดต่อ [5]
อีกบทเรียนหนึ่งมาจากพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ในปี 2561 นักวิจัยเก็บตัวอย่างดินจาก 12 จุดในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และติดตามต่อเนื่องถึงปีถัดมา พบโลหะและสารพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs ซึ่งบางชนิดก่อมะเร็งได้ ในพื้นที่ท้ายน้ำของบ่อเก็บเถ้าถ่านหินที่รั่ว เมื่อคำนวณความเสี่ยงมะเร็งจาก PAHs พบว่าบางบริเวณสูงกว่าเกณฑ์คัดกรองความเสี่ยงเพิ่มเติมหนึ่งในล้าน ค่านี้เป็นการประเมินตามสมมติฐานเรื่องการรับสาร ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นสัญญาณว่าพื้นที่เหล่านั้นควรได้รับการตรวจและดูแลเป็นพิเศษ [6]
หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ในเยอรมนีปี 2564 นักวิจัยพบสารอินทรีย์หลายกลุ่มกระจายอยู่ในลุ่มน้ำ Vicht–Inde ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมและเหมืองมาอย่างยาวนาน อีกงานหนึ่งพบว่าตะกอนเจ็ดจากสิบตัวอย่างที่คัดเลือกมาตรวจมีฤทธิ์คล้ายไดออกซินระดับปานกลางถึงสูง กล่าวคือ สารในตัวอย่างทำให้เกิดการตอบสนองในการทดสอบทางชีวภาพคล้ายกับสารกลุ่มไดออกซิน แต่ไม่ได้หมายความว่าตรวจพบไดออกซินโดยตรง ผลเช่นนี้ย้ำว่า สิ่งที่ตกค้างหลังน้ำท่วมอาจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะประเมินได้จากรูปลักษณ์ภายนอก
ในจีน งานศึกษาไต้ฝุ่นมัตโมปี 2557 ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของโลหะในตะกอนอ่าวฉวนโจว ขณะที่งานอีกชิ้นในอ่าวจ้านเจียงพบว่า ปริมาณทองแดงและตะกั่วที่ไหลเข้าสู่อ่าวหลังไต้ฝุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 127 และ 136 ตามลำดับ บทเรียนสำคัญคือ สารที่ลดลงในพื้นที่หนึ่งอาจไม่ได้หายไป แต่อาจเคลื่อนย้ายไปสะสมในอีกพื้นที่หนึ่ง การติดตามมลพิษจึงต้องมองตลอดเส้นทางน้ำ ตั้งแต่แหล่งกำเนิดจนถึงปลายทาง [7]
ถึงกระนั้น น้ำท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมก็ไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งจะมีมลพิษเกินมาตรฐาน งานวิจัยใกล้นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังมหาอุทกภัยปี 2554 พบว่า โลหะในน้ำส่วนใหญ่ไม่เกินมาตรฐานน้ำผิวดิน โดยมีแมงกานีสเกินมาตรฐานหนึ่งจุด ผลการศึกษานี้ช่วยเตือนให้เราระมัดระวังทั้งการสร้างความตื่นกลัวและการให้ความมั่นใจเกินหลักฐาน ทุกพื้นที่ควรได้รับการตรวจและประเมินตามสภาพจริง ผลตรวจจากจุดหนึ่งไม่อาจใช้ตัดสินความปลอดภัยของทั้งจังหวัดได้ [8]
สำหรับปราจีนบุรี ประสบการณ์จากพื้นที่อื่นเป็นบทเรียนให้เตรียมรับมือ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าชุมชนกำลังเผชิญสารชนิดเดียวกันหรือความรุนแรงเท่ากัน สิ่งที่ต้องเร่งหาคำตอบคือ มีสารใดหลุดออกจากแหล่งของเสียบ้าง สารนั้นเดินทางไปถึงที่ใด และประชาชนอาจได้รับสารอย่างไร ทั้งจากการใช้น้ำ การสัมผัสโคลน การสูดดมไอระเหยหรือฝุ่น ตลอดจนการกินอาหารจากพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ
ความเสี่ยงต่อสุขภาพขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณสาร รวมถึงวิธีและระยะเวลาที่ได้รับสาร จึงไม่อาจตัดสินจากสีของน้ำเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ตะกั่วสามารถทำอันตรายต่อสมองและระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ร่างกายยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ความรู้เรื่องพิษของตะกั่วไม่ได้หมายความว่าเด็กในปราจีนบุรีได้รับตะกั่วจากเหตุการณ์นี้แล้ว การสรุปเช่นนั้นต้องมีทั้งหลักฐานการสัมผัสและการประเมินทางการแพทย์
ระหว่างรอผลตรวจ สิ่งที่ทำได้คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและโคลนในบริเวณที่สงสัยว่าปนเปื้อน ไม่ให้เด็กลงเล่น และเลือกใช้น้ำดื่มจากแหล่งที่เชื่อถือได้ตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข ข้อสำคัญที่ทุกครอบครัวควรรู้คือ การต้มและเติมสารฆ่าเชื้อช่วยจัดการเชื้อโรค แต่ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักและสารเคมีส่วนใหญ่ได้ น้ำที่ต้มแล้วจึงอาจยังไม่ปลอดภัยหากมีสารเคมีปนเปื้อน ส่วนบ่อน้ำที่ถูกน้ำท่วมควรได้รับการตรวจสอบก่อนกลับมาใช้งาน
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตนเองของชาวบ้านต้องมีความช่วยเหลือจากรัฐรองรับ ทั้งการจัดหาน้ำสะอาดให้ชุมชนเสี่ยง การแจ้งพื้นที่และกิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ตลอดจนการอธิบายว่าแต่ละมาตรการจะได้รับการทบทวนเมื่อใด หากผู้ที่สัมผัสน้ำหรือโคลนมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการประเมินและแจ้งประวัติการสัมผัสให้บุคลากรสาธารณสุขทราบ ส่วนการตรวจหาสารในร่างกายควรเลือกให้เหมาะกับข้อมูลการปนเปื้อนและการพิจารณาของแพทย์ ควบคู่กับการดูแลประชาชน การตรวจสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากแหล่งต้องสงสัย ติดตามไปตามทางน้ำ และครอบคลุมบริเวณที่ชาวบ้านใช้ชีวิตจริง ควรตรวจทั้งน้ำ ดิน และตะกอน พร้อมมีจุดเปรียบเทียบที่อยู่นอกอิทธิพลของแหล่งนั้น รวมถึงตรวจน้ำดิบก่อนผลิตประปาและน้ำประปาที่ส่งถึงผู้ใช้ในระบบที่อาจได้รับผลกระทบ รายการสารที่ตรวจควรสอดคล้องกับชนิดกากที่จัดเก็บ เช่น โลหะหนัก น้ำมัน สารทำละลาย และสารอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งเป็นสารที่ระเหยออกสู่อากาศได้ ตลอดจนสารอื่นเมื่อมีข้อมูลบ่งชี้ การตรวจซ้ำตั้งแต่ช่วงน้ำท่วม หลังน้ำลด จนถึงช่วงกลับมาใช้พื้นที่ จะช่วยให้เห็นสิ่งที่การเก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียวอาจมองไม่พบ
เมื่อผลตรวจออกมา ประชาชนต้องเข้าถึงและเข้าใจได้ว่า เก็บตัวอย่างที่ไหน เมื่อใด พบสารอะไร ปริมาณเท่าใด และเปรียบเทียบกับมาตรฐานใด คำว่า “ผ่านเกณฑ์” ต้องอธิบายต่อว่าผ่านสำหรับการใช้งานอะไร เพราะน้ำที่ผ่านมาตรฐานน้ำผิวดินไม่ได้หมายความว่าจะใช้ดื่มได้ทันที อีกทั้งการไม่พบสารในรายการที่ตรวจ ก็ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีสารชนิดอื่น การบอกทั้งสิ่งที่รู้และสิ่งที่ยังไม่รู้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าคำรับรองว่า “ปลอดภัย” โดยไม่มีรายละเอียด
กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานสาธารณสุข จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงควรมีแผนร่วมที่ระบุชัดว่าใครรับผิดชอบเรื่องใด ผลตรวจจะออกเมื่อไร และระหว่างรอประชาชนจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมเสนอจุดตรวจและรับทราบข้อมูล เพราะคนที่อยู่กับพื้นที่ทุกวันอาจเห็นเส้นทางน้ำ จุดที่มีกลิ่นผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงที่การสำรวจในช่วงสั้น ๆ อาจพลาดไป
เมื่อเข้าสู่การฟื้นฟู บ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่เกษตรในแนวที่อาจรับมลพิษควรได้รับการประเมินก่อนกลับมาใช้งานตามปกติ รวมถึงก่อนนำโคลนไปถมที่หรือขุดลอกตะกอนไปทิ้งที่อื่น เพื่อไม่ให้การทำความสะอาดกลายเป็นการย้ายปัญหาไปยังพื้นที่ใหม่ ขณะเดียวกัน ต้องตรวจความแข็งแรงของบ่อกากและระบบรวบรวมน้ำชะกากด้วย เพราะการสั่งหยุดกิจการไม่ได้ทำให้ของเสียที่ตกค้างหายไป จำเป็นต้องมีแผนควบคุม กำจัด และติดตามผลที่ตรวจสอบได้ พร้อมกำหนดความรับผิดชอบตามหลักฐาน
เหตุการณ์นี้ยังชวนให้ประเทศไทยทบทวนแผนรับมือน้ำท่วมให้ครอบคลุมกว่าเดิม แผนที่น้ำหลากควรเชื่อมกับแผนที่โรงงาน บ่อกาก และพื้นที่ที่มีมลพิษตกค้าง เพื่อเตรียมป้องกันสารรั่วไหล กักเก็บน้ำปนเปื้อน ดูแลระบบประปา และแจ้งเตือนชุมชนได้ทันเวลา ความปลอดภัยของพื้นที่อุตสาหกรรมต้องเผื่อถึงวันที่ฝนตกหนักและระบบป้องกันต้องรับภาระสูงกว่าปกติด้วย
คนปราจีนบุรีมีสิทธิกลับเข้าบ้านด้วยความมั่นใจว่า พื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกินได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม ความมั่นใจนั้นควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน เพราะน้ำที่ดูใสขึ้นหรือกลิ่นที่จางลงยังไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งปนเปื้อนหมดไปแล้วหรือไม่ และภัยที่มองไม่เห็นอาจยังคงอยู่ในวันที่ทุกคนกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่
“น้ำลดจึงควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความปลอดภัย ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ”
แหล่งอ้างอิง
[1] https://www.thaipbs.or.th/news/content/559009
[2] Ciszewski, D., & Grygar, T. M. (2016). A review of flood-related storage and remobilization of heavy metal pollutants in river systems. Water, Air, & Soil Pollution, 227(7), 239.
[3] Hilscherova, K., Dusek, L., Kubik, V., Cupr, P., Hofman, J., Klanova, J., & Holoubek, I. (2007). Redistribution of organic pollutants in river sediments and alluvial soils related to major floods. Journal of Soils and Sediments, 7(3), 167-177.
[4] Khan, N. S., Shawal, S., Hossain, M. A., Tasnim, N., Whitehead, P. G., & Rahman, M. (2024). Assessing flooding extent and potential exposure to river pollution from urbanizing peripheral rivers within Greater Dhaka watershed. Scientific Reports, 14(1), 29341.
[5] Dortch, M. S., Zakikhani, M., Kim, S. C., & Steevens, J. A. (2008). Modeling water and sediment contamination of Lake Pontchartrain following pump-out of Hurricane Katrina floodwater. Journal of environmental management, 87(3), 429-442.
[6] Aly, N. A., Casillas, G., Luo, Y. S., McDonald, T. J., Wade, T. L., Zhu, R., ... & Rusyn, I. (2021). Environmental impacts of Hurricane Florence flooding in eastern North Carolina: temporal analysis of contaminant distribution and potential human health risks. Journal of exposure science & environmental epidemiology, 31(5), 810-822.
[7] Lin, Y., Li, Y., Zheng, B., Yin, X., Wang, L., He, J., & Shu, F. (2019). Impact of typhoon Matmo (2014) on the distribution of heavy metals in Quanzhou Bay. Anthropocene Coasts, 2(1), 209-228.
[8] Mingkhwan, R., & Worakhunpiset, S. (2018). Heavy metal contamination near industrial estate areas in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province, Thailand and human health risk assessment. International journal of environmental research and public health, 15(9), 1890.


